นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๔
posted on 30 Oct 2008 10:55 by akkarakitt in Experienceเอ... หลวงตาอู๊พซ์ถี่เกินไปหรือเปล่าเนี่ยะ เขาตามอ่านกันไม่ทันเลย หลวงตาก็อู๊พซ์วันละอู๊พซ์เท่าันั้นเอง จะเบรครอให้ตามอ่านกัน ก็เห็นว่า มีหลาน ๆ อีกหลายท่าน กำลังรอลุ้น การทำให้คนอารมณ์ค้าง ไม่ดี เป็นบาป หลวงตาก็จะอู๊พซ์ต่อไป
วันนี้มีเหตุการณ์น่าหวาดเสียว มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อเช้าเดินบิณฑบาตไป คุณโยมเขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อวาน เกือบโดนพวก ๑๘ มงกุฏ เล่นงาน เธอเล่าว่า มีผู้หญิงรุ่น ๆ คนหนึ่ง นั่งแท็กซี่มาลงหน้าบ้าน หอบกระเป๋าใบโตมาด้วย อ้างถึงชื่อเจ้าของบ้าน ถูกต้องทั้งชื่อ และนามสกุล บอกว่า เจ้าของบ้านให้เอาของ (ในกระเป๋าเสื้อผ้าใบโต) มาไว้ในบ้านก่อน แล้วเดี๋ยวเจ้าของบ้าน จะตามมา คุณโยมเขาก็สงสัย เพราะปกติมีอะไร คุณสามีก็ต้องบอกก่อน ทางผู้หญิงก็พยายามเร่งให้เปิดประตู คุณโยมเขาก็ว่า ให้รอก่อน แล้วเข้าบ้านไปโทรศัพท์หาคุณสามี มองออกมาจากในบ้าน เห็นคุณแท็กซี่ เตรียมกลับรถมารอหน้าบ้านเรียบร้อย ก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อติดต่อคุณสามีได้แล้ว ได้ความว่า ไม่ได้ฝากอะไรมา ก็เดินออกมาจะบอก ปรากฏว่า ทั้งผู้หญิง กระเป๋า และรถแท็กซี่ อันตรธาน หายไปแล้ว
ฟังแล้วสยองจริง ๆ เก็บเอาไปคิดต่อ เดินไปคิดไป โอ้หนอ... นี่เขาคงจะสืบชื่อเจ้าของบ้าน มาจากที่ไหนสักแห่ง อาจจะจากองค์การโทรศัพท์ จากบิลไฟฟ้า หรือจากแหล่งอื่น ๆ ก็ได้ คิดดูถ้าเป็นคุณเมด หรือแม่บ้าน ที่ไม่ใช่ภรรยาเจ้าของบ้าน อยู่เฝ้าบ้านคนเดียว หรือกระทั่งเป็นญาติกันก็เถอะ ที่มีอายุสักหน่อย เจอมุกนี้เข้าไป อ้างชื่อถูกต้อง ตรงเป๊ะ มีหรือจะไม่เปิดประตู รับโจรเข้าบ้าน และมีหวังทรัพย์สินมีค่า คงถูกกวาดใส่กระเป๋าใบเขื่องนั้นในเวลาไม่กี่นาที กลับออกมาวิ่งขึ้นแท็กซี่ แฟร๊ฟ... ไม่ถึงห้านาที บางทีเจ้าทุกข์ยังตะลึง ทำอะไรไม่ถูกเลย แท็กซี่วิ่งไปถึงปากซอยแล้ว
ก็ฝากไปถึงท่านที่ได้อ่านด้วยนะ ช่วยกันบอกต่อ ๆ ไป เผื่อจะช่วยกันระแวดระวัง เศรษฐกิจตกสะเก็ดดาวพลูโต อย่างนี้ เหล่ามิจฉาชีพก็พัฒนาวิธีการ ให้แอ๊ดว๊านซ์ขึ้น ตามลำดับ สมัยก่อนเป็นโจร 2G ก็จะเป็นพวกเหนียม ๆ แอบ ๆ ทำ พวกย่องเบา ตีนแมว ทั้งหลาย พอเข้าสู่ยุคโจร 3G ท่านทั้งหลายก็ทำชั่วกันซึ่งหน้า ไม่อายฟ้าดิน เพราะการสื่อสารมันว่องไวฉับไวขึ้น ทำอะไร ๆ ก็ต้องเร็วเร่งไปหมด กระทั่งเป็นโจร ก็ต้องเป็นโจรฟ๊าสต์ฟู๊ด ต้องเล่นมุกชนิดคิดไม่ทัน นึกไม่ถึง กว่าจะรู้ตัว ก็เสียรู้ไปแล้ว
เอ้า... มาว่านิทานประเทศไทยกันต่อไป ตอนที่แล้วพรหมมังราย ลงมาเกิดเป็นกำนันจัน หนวดเขี้ยว ต่อสู้จนค่ายบางระจันแตก และประวัติศาสตร์เขาเขียนไว้ว่า ตายเรียบทั้งค่าย แต่ผู้เล่าบอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ประวัติศาสตร์บางอย่าง ต้องบิดเบือน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
กำนันจัน คุมกำลังส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ ถอยออกจากค่ายไป ในเมื่อข้าศึกมีกำลังมากกว่า จะสู้แบบประจันหน้ากันไม่ได้ จึงได้แยกย้ายออก ตั้งเป็นกองโจร ทำลายข้าศึกที่ออกหาเสบียง เห็นข้าศึกมากกว่า ก็ใช้ธนูหน้าไม้ ยิงตัดกำลัง ถ้าข้าศึกมาน้อย ก็เข่นฆ่าเสียพินาศ เป็นอันว่า สมัยนั้น แม้ว่ากรุงจะแตก แต่ว่า กำลังของประชาชนที่อยู่นอกกรุง ยังรวมกำลังกันอยู่ เป็นจุด ๆ แบบเสรีไทย ตั้งกลุ่มกันอยู่เรียงราย ตั้งแต่จังหวัดสิงห์บุรี ถึงสุพรรณบุรีมีกำลัง ๑๐ จุด ต่อมาขยายกำลังไปถึงราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป็นกำลังใหญ่เข้าไว้
ต่อมา เมื่อประเทศไทย หวังในการกู้ชาติ โดยการนำ ของพระเจ้าตากสิน ก็ได้กำลังคนพวกนี้นี่แหละ เข้ามาเป็นกำลังใหญ่ ช่วยในการกู้ชาติ เขาไม่ได้เป็นทหารของรัฐโดยตรง แต่ว่า เขาเป็นทหารของประเทศ เป็นกันทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เมื่อเลิกศึกสงครามแล้ว ก็ฝึกปรือกัน สอนกัน พวกนี้ก็แก่ไป คนใหม่เกิดขึ้น สั่งสอนยุทธวิธีกัน ตั้งแต่เด็ก จึงมีความชิน ความชำนาญยุทธวิธีในการรบ รบบนหลังช้าง รบบนหลังม้า รบบนหลังควาย รบในทางเดินราบ เขาทำกันละก็สร้างความสามัคคี ตั้งหมวด ตั้งหมู่ ตั้งกองไว้ ที่เรียกกันว่า กำนัน ใครเป็นกำนัน ก็ชื่อว่า เป็นผู้บังคับกอง ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ชื่อว่าผู้บังคับหมวด ใครเป็นสารวัตร คนนั้นเป็นผู้บังคับหมู่ ใครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้บังคับหมู่ จัดกำลังกองทัพประชาชนกันไว้ แบบเงียบ ๆ ฝึกยุทธวิธี สั่งสมเสบียงอาหาร
เมื่อเราหวังในการกู้ชาติ กำลังท่านพวกนี้ ก็พยายามตัดกำลังข้าศึก นับตั้งแต่เดินทัพเข้ามา หน่วยไหนที่แหลมออกไป เพื่อหาอาหาร หรือออกลาดตระเวน ชาวบ้านธรรมดานี่แหละ จะทำท่าไปหากินตามปกติ แต่อาวุธอยู่ไม่ไกลนัก อาวุธสำคัญคือ ธนู กับหน้าไม้ ใช้เป็นอาวุธยาว ติดยางน่อง ซึ่งถูกแล้ว เลือดออกนิดเดียว ก็ตายได้ ยางน่องที่ติดปลายธนูนี่ เข้าทำลายข้าศึกด้วยการตัดอาหาร การบริโภค เพราะข้าศึกมันมีเสบียงมาไม่พอ ยังออกตระเวนกวาดเสบียง จากชาวบ้านด้วย เราก็ค่อยๆ ลิดรอนไป ถ้ากำลังมาก ก็ลิดรอนทีละคน ๒ คน ถึง ๑๐ คน แอบตามสุมทุมพุ่มไม้แบบกองโจร ถ้าข้าศึกมากลุ่มน้อย นั่นหมายถึงต้องตายทั้งหมด แล้วทุกคนหลบเข้าป่า ทำท่าเป็นชาวไร่ ชาวนา ปกติ
เมื่อพระเจ้าตากสินกู้ชาติสำเร็จแล้ว กรุงศรีอยุธยายับเยินจนไม่สามารถบูรณะ เป็นเมืองหลวงต่อไปได้ พระองค์จึงตั้งกรุงธนบุรี เป็นเมืองหลวง แต่สงครามก็ยังไม่เสร็จสิ้น ตอนนี้พรหมพระเจ้ามังรายมหาราช หายสาบสูญจากกำนัน มาเป็นขุนดาบ คู่พระทัยของ พระเจ้าตากสินมหาราช ชื่อว่า พระยาศรีสิทธิสงคราม ประจำกองทัพหลวง
ในเวลานั้นแบ่งเป็น ๓ ทัพ คือ ทัพของวังหน้า หนึ่ง ทัพขององค์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สอง และทัพหลวง สำหรับทัพหลวงนี่ เป็นทัพซ่อม เมื่อข้าศึกมา ทัพของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ก็ต้องนำทัพออกไปก่อน ตามกำลังทหารที่มีอยู่ พระเจ้าตากสินอยู่ข้างหลัง พระองค์ก็ใช้ให้นายทหารคู่พระทัย ๑๐ คน นำกำลังออกไปตามสมควร หรือไม่พระองค์ก็เสด็จเอง นายทหารคู่พระทัย ๑๐ ท่านนี้ มีฝีมือดีมาก การรบคำว่า “แพ้ไม่มี” เข้าที่ไหนพังที่นั่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงทรงรับสั่ง ให้ชะตาของประเทศไทย อยู่ในตำแหน่ง “กูผู้ชนะ”
นักรบทั้ง ๑๐ ท่านนี้ ผู้เล่าถามท่านบอกว่ามี ๑. พระยาศรีสิทธิสงคราม ๒. พระยาปราบอริราชศัตรู (เสริม) ๓. พระยาศัตรูพินาศ (ประชา) ๔. พระยาองอาจราชสงคราม (ไม่เกิด) ๕. พระยาสามเมืองระย่อ (ไม่เกิด) ๖. พระยาพนอราชบาท (ไม่เกิด) ๗. พระยาไพรีพินาศ (ไม่เกิด) ๘. พระยาปราบราชปัจจามิตร (ไม่เกิด) ๙. พระยาราชมิตรราชา (ไม่เกิด) ๑๐. พระยามหาพิชัยสงคราม (ไม่เกิด)
พูดถึงการสิ้นอำนาจ ของพระเจ้าตากสินมหาราชนี่ ตามประวัติศาสตร์ เห็นจะเขียนผิดความจริง คนเขียนประวัติศาสตร์เขียนไม่ผิด แต่เขียนถูกตามรับสั่ง ของพระเจ้าตากสินมหาราช กับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เพราะถ้าหากเขียนถูก ตามเรื่องราว ประเทศไทยเรา อาจจะต้องย่อยยับ เพราะเวลานั้นเป็นการแสดงละคร อย่างดีมาก
สมัยนั้นบ้านเมืองเรายับเยินมาก คนไทยแตกกระจัดกระจาย ไทยไม่เป็นไท ท่านจำต้องมารวบรวมไทย การเกิดเป็นพระยาศรีสิทธิสงคราม นายทหารเอก ก็ต้องทำหน้าที่นี้
อยุธยาแตกครั้งหลัง เพราะอะไร เพราะคนไทยเรา แตกความสามัคคี ไม่รักความเป็นไท คล้าย ๆ กับคนไทย ใกล้ ๆ สมัยปัจจุบัน ที่ชาวบ้านเขาไม่รู้จักว่า รัฐธรรมนูญเป็นยังไง ก็ร้องเรียกรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านเขารังเกียจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะมาเคี่ยวเข็ญเขา เข้าไปแล้ว ก็ไม่ได้เป็นผู้แทนจริง ๆ ไปกอบโกยอำนาจ กอบโกยทรัพย์สิน ทำให้เขาเสียหายมาก คนที่อยากจะเป็นผู้แทนราษฎร ก็ให้คำมั่นสัญญา กับบรรดาประชาชนไว้ยังไง แต่เวลาเข้าไปในสภาแล้ว ก็อยากเป็นรัฐบาล แทนที่จะเข้าไปควบคุมรัฐบาล กลับอยากไปเป็นรัฐบาลซะเอง ความมุ่งหมายปลายทาง ที่ประกาศให้สัญญากับประชาชนไว้ ก็ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย การเมืองของประเทศใดก็ตาม ที่ยังมีพรรคการเมืองอยู่ เราก็ยังไม่เรียกประชาธิปไตย ถ้าเป็นพรรคเป็นกลุ่มเขาเรียก คณาธิปไตย แต่อย่างไหนจะดี ไม่ดี ไม่ขอวิจารณ์นี่พูดตามศัพท์
พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์เป็นคนรักชาติ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งหลัง ยับเยินมาก พระองค์มีกำลัง ๕๐๐ คน ตีฟันฝ่าข้าศึกออกไป รวบรวมกำลังคนได้ ไม่เกิน ๕ พันคน ก็กำลังใหญ่ ๆ ๑๐ จุด ของกำนันจันนั่นแหละ กลับมากู้กรุงศรีอยุธยา สามารถกู้คนไทยได้ทั้งชาติ นี่เราก็ต้องถือว่า เป็นบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ที่สามารถรวบรวมคนสำคัญไว้ได้ เช่น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ดี กรมพระราชวังบวรก็ดี นี่ต้องถือว่าเป็นคู่บารมี เป็นคนที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติมาก เวลานั้นตอนกรุงแตก มีคนขายชาติ แต่สมัยพระเจ้าตากสิน ไม่มีคนขายชาติ เพราะถ้ามีคนขายชาติละก็ ถูกกำจัดเสียหมด ไม่เหลือ ดูคนคิดคดทรยศอย่างพระยาสวรรค์ ก็ถูกประหารชีวิต การปกครองกัน ต้องทำกันแบบนี้ จึงจะถูก ไม่ควรปล่อยให้ไอ้พวกขอมเก่า เข้ามาทำลายชาติ เวลานี้ เรามักนิยมขอมเก่ากัน ทั้ง ๆ ที่มันทำลายชาติไทยไป ตั้งหลายวาระ และมันก็อ้างว่า จะทำโน่นให้เจริญ จะทำนี่ให้เจริญ แต่มันบ่อนทำลายทุกอย่าง
เมื่อพระเจ้าตากสิน ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ พระองค์ไม่ได้เป็นลูกกษัตริย์ ไม่มีราชสมบัติมาก่อน การรบทัพจับศึกไม่ได้หยุด นึกดูก็แล้วกัน ท่านเป็นพ่อบ้าน เพียงแค่พ่อบ้านแม่เรือน ก็รู้อยู่ว่าการจับจ่ายใช้สอยมันมากมายเพียงใด ถ้าเป็นเรื่องของประเทศล่ะ จะจับจ่ายใช้สอยกันมากมายขนาดไหน เงินที่ใช้สอย เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เงินเดือนข้าราชการของท่าน ก็ไม่มี ผลที่สุดในฐานะที่พระองค์ มีเชื้อสายเป็นจีนมาก่อน ท่านจึงต้องอาศัยจีนคือ “ขอยืมเงินเจ้าสัวคนจีนเขามา” เพราะเป็นหนี้ เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญข้าราชการเขาอยู่มาก
แหม... กำลังสนุกทีเดียว เพราะเข้ามาใกล้ยุคปัจจุบันมากแล้ว แต่ต้องเห็นใจ คนที่เขาตามอ่านไม่ทันนะหลานนะ อู๊พซ์น้อย ๆ ชะลอเล่าไปช้า ๆ รอเพื่อน ๆ กันบ้าง อยากทราบว่า พระเจ้าตากสิน สิ้นพระชนม์อย่างไร มาติดตามกันตอนหน้าดีกว่า
จบตอน ๑๔
edit @ 30 Oct 2008 17:00:00 by Dhammasarokikku
เพราะเม้นท์ได้ไม๊เนี่ย 
#1 By caffeineaddict on 2008-10-30 12:59