และแล้วเช้าวันใหม่ก็มาเยือนอีกละ เมื่อวานมหาโอ๊ตขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ ชื่อเอ็นทรี่เร้าใจมั่ก ๆ เป็นคลิป MV สยิวที่อัพโหลดไว้นานแล้ว เพื่อแปะไว้บนหน้าฮิห้า แต่นานไป คลิปมันก็ไม่ทำงานเอาดื้อ ๆ ก็นึกว่า เขาคงจะลบคลิปนี้ไปแล้ว ที่ไหนได้ มาโผล่ที่บล็อกมหาโอ๊ตกลายเป็นคลิปหลุดไปได้อย่างไรไม่ทราบ ได้รับนิมนต์ไว้ ให้ไปรีวิวประกอบ MV ซึ่งเดี๋ยวอัพเอ็นทรี่นี้เสร็จแล้ว ก็จะไปเจิม อย่าลืมติดตามไปอ่านกันได้

มาว่าเรื่องของเราต่อไป นิทานในตอนนี้ จะยาวสักหน่อย เพราะเป็นตอนอวสาน ขอหลาน ๆ จงใช้กำลังใจ อ่านให้จบ เพราะเป็นส่วนสรุป อ่านแล้วจะได้ประโยชน์มาก ตอนที่แล้ว ประเทศไทยได้เอกราชคืนมาแล้ว อ่านแล้วลองนึกภาพตามไปนะ สมัยก่อนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น เป็นการปกครองแบบรวมศูนย์ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก เหล่าหัวเมืองน้อยใหญ่ ก็แข็งเมือง ตั้งตนเป็นใหญ่ พระเจ้าตาก ต้องยกทัพไปปราบหัวเมือง รวมไทยให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และพระองค์ก็เป็นพ่อบ้านธรรมดา จะหาทรัพย์ที่ไหน มาบริหารบ้านเมือง ถ้านึกไม่ออกว่า ค่าใช้จ่ายมันมากขนาดไหน ก็ลองดูงบประมาณแผ่นดินปัจจุบัน นี่ขนาดเราเจริญมาขนาดนี้ งบประมาณแผ่นดินยังมหาศาลขนาดนั้น แล้วสมัยโน้น ต้องสร้างเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ ทั้งเมือง จะใช้งบประมาณสักกี่มากน้อย สงครามก็เพิ่งผ่านพ้นไป การทำสงคราม ไม่ว่าสงครามเล็ก หรือใหญ่ ล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น ขี้ ๆ เยี่ยว ๆ แค่เงินเดือนทหารนี่ ก็จ่ายกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว พระองค์จึงต้องยื่นเครดิตบูโร ขอใช้เพอร์ซัลนัลโลนจากเจ้าสัวเมืองจีน เอาความเป็นเจ้าของประเทศค้ำประกันหนี้ ซึ่งเป็นที่แหง๋แก๋เลยว่า ถ้าเบี้ยวหนี้เขา ก็ต้องถูกยึดประเทศโดยชอบธรรม

ฉะนั้น มาบั้นปลายของชีวิต ท่านจึงมาคิดว่า “ถ้าเราจะเป็นกษัตริย์ต่อไป เราก็ต้องใช้หนี้เขา เงินก็ไม่มีจะใช้หนี้เขา” จึงได้เรียก สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หรือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เข้ามาพบในวันหนึ่งให้ทรงเครื่องรบ ขัดดาบมาด้วย เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ท่านก็แปลกใจ คิดว่าคงจะมีเรื่องร้าย ครั้นเข้ามาแล้ว ก็ปรากฏว่า พระเจ้าตากสินอยู่ทรงอยู่องค์เดียวในห้องพระ ทรงขาวทั้งชุด นั่งชักลูกประคำ พระพุทธยอดฟ้าเห็นแบบนั้น ก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะขัดดาบมาด้วย พระเจ้าตากสินเห็นเข้า ก็ทรงเรียกว่า “ด้วงเรอะ เข้ามาซิ (ความจริงท่านเป็นเพื่อนกัน) เอาดาบเข้ามาด้วย”

พระพุทธยอดฟ้าจะถอดดาบเก็บข้างนอก ก็จำต้องถือเข้ามา แล้ววางดาบไว้ห่าง ๆ หมอบคลานเข้าไปเฝ้า พระเจ้าตากสินรับสั่งว่า “หยิบดาบมาให้ใกล้” พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็เลยเอามือกระทุ้งดาบออกนอกประตูไป ในฐานะที่ พระมหากษัตริย์ประทับอยู่พระองค์เดียว การถือดาบเข้าไปอย่างนั้น ย่อมไม่เหมาะ และอยู่ในชุดรบ พระเจ้าตากสิน จึงถามว่า “ด้วง อยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหม” พระพุทธยอดฟ้าก็กราบทูลว่า “ไม่เคยคิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระเจ้าตากสินจึงบอกว่า “ด้วง จะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน” แล้วทรงเล่าเรื่องตามความเป็นจริง ให้ทราบ แล้วบอกว่า “อีกไม่กี่วัน เจ้าสัวเขาจะมาทวงเงินเขา ด้วงก็รู้อยู่แล้วนี่ว่า ฉันเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยากจนที่สุด ฉันไม่มีทรัพย์สินที่ไหนมาเลย ต้องกู้เงินเจ้าสัวเขามาจับจ่ายใช้สอย เวลานี้ฉันก็เป็นหนี้ เบี้ยหวัด เงินเดือน เงินปี ของข้าราชการอยู่มาก ยังชำระไม่หมด การรบทัพจับศึกก็ไม่เสร็จ ทำอยู่ตลอดเวลา การจับจ่ายใช้สอยมันก็มาก ถ้าฉันจะเอาเงินใช้หนี้เขาก็ไม่พอ เราก็จะต้องกู้หนี้ยืมสินเขาใหม่อีก และเงินเก่าเราก็ไม่มีให้เขา พร้อมทั้งดอกเบี้ย ฉันลำบากมาก ถ้ากระไรก็ดี ด้วงจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เวลานี้เขมรแข็งเมือง ให้ด้วงยกทัพไปตีเขมร เอาลูกชาย ๒ คน ของฉันไปด้วย และเมื่อตีเขมรได้แล้ว ไม่ต้องเอาลูกชายฉันมา ให้ครองอยู่ที่นั่น ด้วงกลับมา ด้วงก็เป็นกษัตริย์ สำหรับเงิน ที่จะต้องใช้ให้แก่ข้าราชการ เบี้ยหวัด เงินปีต่าง ๆ ที่คั่งค้าง ฉันเตรียมไว้แล้ว และเงินอีกส่วนหนึ่ง สำหรับใช้ภายในประเทศ ฉันก็เตรียมไว้แล้ว และเงินอีกส่วนหนึ่ง ที่จะใช้เวลาที่ด้วงเป็นกษัตริย์ ฉันก็เตรียมไว้แล้ว รวมเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ซึ่งในระยะไม่ช้า เจ้าสัวเขาก็จะมาทวงเงินของเขา ซึ่งตอนนี้แหละ ด้วงจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และฉันจะต้องพ้นจากตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดิน แต่ด้วงทำงานคราวนี้ ต้องทำในรูปปฏิวัติ หรือทำในรูปขบถ ยึดอำนาจจากฉัน แต่การยึดอำนาจกันเฉย ๆ ใคร ๆ เขาจะคิดว่า ด้วงเป็นคนอกตัญญู เห่อเหิมมาก ฉันจะทำทีเหมือนว่าเป็นนักบวช และทำเป็นสติฟั่นเฟือน ในที่สุด กลับมาแล้ว ด้วงก็จับฉันประหารชีวิต แต่การประหารชีวิตฉันนั้น จะประหารจริง หรือหลอก ก็ให้เป็นวิธีการของด้วง ฉันพร้อมที่จะยอมตายเพื่อชาติ

เห็นไหมลูกหลานที่รัก คนดีท่านทำอย่างนี้ ท่านไม่มานั่งเมามันเพื่อต้องการรัฐธรรมนูญ ต้องการรัฐสภา เวลาประกาศกับประชาชน ก็ว่าต้องการเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทย แต่เมื่อเลือกเข้าไปแล้ว ก็อยากจะเป็นรัฐมนตรีมุ่งความเป็นใหญ่

แต่นี่พระเจ้าตากสินมหาราช ท่านไม่ต้องการอย่างนั้น เมื่อสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกเวลานั้น ได้ทราบความจริง และสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็มีพระทัยมั่นคง ต้องการให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่อย่างนั้นประเทศไทยเรา จะทรงตัวอยู่ไม่ได้ เพราะว่า ท่านกู้เงินของจีน ถ้าไม่มีเงินให้เขา ก็อย่าลืมว่าประเทศไทย กับประเทศจีนน่ะกำลังต่างกัน เราเองก็เพิ่งจะตั้งตัวได้ใหม่ ๆ เพียงแต่จีนเขาใช้กำลังใกล้ ๆ กับเรา เราก็สู้เขาไม่ได้ ถ้าเขาหาว่าเราโกงเขา นี่เนื้อแท้ความจริงเป็นอย่างนี้

ตรงนี้ขออธิบายแทรกนิดหนึ่งนะ ถ้าเรานึกภาพตามไปด้วย สมัยก่อน กษัตริย์นี่เป็นสมมุติเทพนะ สูงส่งถึงขนาดใครเงยหน้าขึ้นมอง เป็นตาแตก หรือถูกประหาร แล้วสมัยก่อนอาวุธปืนยังไม่แพร่หลาย ก็มีดาบนี่แหละ เป็นอาวุธที่สุดแล้ว เทียบกับสมัยนี้ ก็เหมือนถือปืนเอ็ม-๑๖ โต้ง ๆ เข้าไปหาพระมหากษัตริย์นั่นละ ทีนี้ลองคิดดู ถ้าท่านทั้งสองไม่ได้เป็นเพื่อนกัน พระราชา เรียกแม่ทัพ ให้ถืออาวุธเข้ามา เป็นเรา เราจะทำอย่างไร เป็นตายเท่ากันเลยนะนั่น ถ้าพระเจ้าตาก ประสงค์จะกำจัดแม่ทัพ ก็เพียงให้คนสุ่มอยู่หลังฉาก แล้วถามเพื่อลองใจ ส่วน ร.๑ ถ้าคิดจะเป็นกษัตริย์ ก็จัดการปลงพระชนม์เสีย ฝีมือดาบระดับแม่ทัพ คงไม่ใช่ย่อย แต่นี่ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และมีมโนปณิธานเดียวกัน คือ สร้างชาติ ให้เป็นชาติ เหตุการณ์จึงเป็นประการฉะนี้

แต่ทว่าต่อมาภายหลัง พระยาสรรค์บุรี ทำงานเกินอำนาจที่สั่งไว้ จับพระเจ้าตากสินเอาเสียจริง ๆ จับแบบเอาจริง แต่ตอนเข้าไปจับนั้น ท่านท้าวผกาพรหมบอกว่า ขุนดาบ ๑๐ พระยา ของพระเจ้าตากสินนี่จะสู้ เพราะมีกำลังรักษาพระองค์ อยู่พอสมควร พระยาสรรค์บุรี ไปเอากำลังมาจากกรุงศรีอยุธยา เนื้อแท้จริง ๆ ถ้ารบกัน พระยาสรรค์ก็หัวขาด แต่ทว่าพระเจ้าตากสินคิดว่า ถ้าเกิดสู้กันจริง ๆ งานที่คิดไว้ ก็ไม่เป็นผล เพราะว่า ขุนดาบ ๑๐ พระยานี่ ยังไม่รู้เรื่อง ถ้ารบ ก็ต้องรบกัน ถึงขั้นแตกหักกันจริง ๆ พระองค์จึงห้ามปราม ๑๐ พระยานั่น ปล่อยให้พระยาสรรค์จับ

เรื่องการลงโทษ พระสงฆ์ ของพระเจ้าตากสิน เรื่องนี้ก็หลอกกัน เมื่อพระสงฆ์ทำผิด เรียกมาสอบสวน เวลาจะลงโทษ ก็เอานักโทษ มาโกนหัว เอาผ้าเหลืองนุ่ง แล้วก็เฆี่ยน เขาก็หาว่า ท่านบ้าเฆี่ยนพระ แต่ความจริง พระไม่ได้ถูกเฆี่ยน พระองค์ทำให้คนอื่น เขาเห็นว่าบ้า นี่สติฟั่นเฟือน การจับให้ออกจากพระมหากษัตริย์ ก็เป็นของธรรมดา

เมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทราบเรื่องพระยาสรรค์ทำเกินเหตุ จึงยกทัพกลับจับพระยาสรรค์บุรีประหารชีวิตเสีย ได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีคำสั่งให้เอาพระเจ้าตากสินมหาราช มาประหารชีวิต โดยการใส่กระสอบ แล้วทุบด้วยท่อนจันทน์จนตาย แต่คนที่อยู่ในกระสอบ ไม่ใช่พระเจ้าตากสิน ครั้งแรกมีราชองครักษ์ของพระองค์ มีความจงรักภักดีมาก อาสาตายแทนพระเจ้าตากสิน แต่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาไม่เอา ให้เอานักโทษประหารชีวิต มาใส่กระสอบ ทุบด้วยท่อนจันทน์ตายแทน ราชองค์รักษ์นั่น ก็ถูกฆ่าด้วย ในฐานะที่รู้เรื่องเข้า เดี๋ยวปากจะมากไป และแล้วกลางคืนวันหนึ่ง ก็ลงเรือจากปากท่อไปยังนครศรีธรรมราช บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แถวนั้นเขาเรียกกันว่า หลวงตาพรหมา ปัจจุบันเรายังพบซากกุฏิร้างอยู่เชิงเขาแถวนั้น เป็นป่าลึก สงัดมาก ท่านเจริญพระกรรมฐานอยู่ที่นั้นจนสิ้นชีวิต

หลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็สั่งประหารชีวิตลูกชายพระเจ้าตากสิน ๒ คน บอกว่า ตัดบัวแล้ว จงอย่าไว้ใย แต่ปรากฏว่าลูกชายคนหนึ่งไปโผล่ที่นครศรีธรรมราช เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำงานที่นั่น อีกคนหนึ่ง ค้าขายเรือสำเภา กับต่างประเทศ เป็นอันว่า พระเจ้าตากสินมหาราช ก็ถูกประหารชีวิตตามรับสั่งของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตามความเป็นจริงท่านเล่าให้ฟังอย่างนี้

มิช้า มินาน เจ้าสัวเขาก็มาทวงเงินคืน พร้อมกับเอาถ้วยโถโอชามมาขายด้วย พอเรือสำเภาของเจ้าสัวเลี้ยวเข้ามาในเขตจันทบุรี ตราด ก็ถูกลมสลาตัน คือลมหอก ลมดาบ พัดกระหน่ำ จนเรือจมอยู่ที่นั่น

เป็นอันว่า ทั้งสองพระองค์ ต้องยอมเสียชื่อเสียง เสียศักดิ์ศรีทั้งสองฝ่าย ก็ต้องขอบคุณท่าน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยอมเสียชื่อเสียง ให้คนเขาเข้าใจว่า เป็นบ้า และถูกออกจากกษัตริย์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ต้องยอมเสียชื่อ ในฐานะเป็นขบถ แต่ ความจริงทั้ง ๒ ท่านนี้ทำเพื่อไทยทั้งชาติ ให้ชาติไทยทรงอยู่ ลูกหลานที่รัก จงจำปฏิปทานี้ไว้ “ถ้ามีความจำเป็นเราต้องเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย แม้แต่ชีวิตก็ต้องยอม”

เท่าที่ผู้เล่า นำเอาเรื่องพระเจ้าพรหมมหาราชมาพูดก็ดี หรือนำเอาเรื่องของพระราชาองค์เก่า ๆ ตั้งแต่พระราชบิดา ของพระเจ้าอชุตราชมาพูดก็ดี และก็มาพูดถึงการรบก็ดี ผู้เล่ามีความมุ่งหมายอยู่ว่า “ต้องการให้ลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคน รู้จักความจริง” ความจริงที่เราหนีไม่ได้ ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า “สัจธรรม” คือธรรมะที่พระอริยเจ้าทรงไว้ คือ ธรรมะที่ทำให้คน เป็นพระอริยเจ้า ผู้เล่าขอเตือนหลานรักทั้งหลาย จงจำไว้เสมอว่า ขณะที่อ่านเรื่องราวต่าง ๆ นี้ ให้ตั้งใจไว้ ในสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา อ่านไปด้วย ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมตัวกันเข้าไว้ในใจจุดเดียวกัน จะทำให้สะอาด

ศีล ขัดเกลาภาคพื้นใจให้ดี สมาธิ จับอารมณ์ใจให้นิ่ง ปัญญา ชำระล้างความสกปรกของจิต จิตมีอารมณ์ผ่องใส

เมื่อจิตมีอารมณ์ผ่องใส กำลังใจก็เป็นทิพย์ เมื่อกำลังใจเป็นทิพย์ อยากจะรู้อะไร ก็รู้ได้ทันทีทันใด ที่เราเรียกกันว่า ใช้ทิพย์จักขุญาณ หรือจุตูปปาตญาณ เจโตปริยญาณ อตีตังสญญาณ อนาคตังสญาน ปัจจุบันนังสญาณ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ และยถากรรมมุตาญาณ โดยเฉพาะหลานรักทั้งหลาย ที่ได้อภิญญาเล็ก คือ มโนมยิทธิ หมายถึง มีฤทธิ์ทางใจ คำว่า มีฤทธิ์ทางใจ ก็คือ ใจมีฤทธิ์ คำว่าฤทธิ์ หมายถึงเก่ง คือใจเก่งกว่าใจธรรมดา สามารถถอดจิต ออกจากร่าง ไปสู่ภพต่าง ๆ ได้ เราจะไปเที่ยวเมืองสวรรค์ก็ได้ ไปเที่ยวพรหมโลกก็ได้ ไปเที่ยวเมืองนิพพานก็ได้ ไปเที่ยวเมืองนรกก็ได้ สู่แดนเปรตอสุรกายก็ได้ และในโลกมนุษย์นี่ จะไปมุมไหนก็ได้ ประเทศไหน ๆ ก็ไปได้ บ้านใครสำนักงานไหนเขาหวง เราก็ไปได้ นี่การมีฤทธิ์ทางใจเป็นของดี

แต่ทว่ามีบางคน ตำหนิพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่น่าจะสอนหลักวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ เพียงสอนขั้นสุกขวิปัสสโกอย่างเดียวก็พอ คำว่า สุกขวิปัสสโก หมายความว่า จิตสะอาดปราศจากกิเลส ไม่มีความรักในเพศ ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลวง จิตมีอารมณ์เป็นสุข จิตมีความเยือกเย็น ไม่มีทุกข์ มีอารมณ์สบาย นี่ความเป็นพระอรหันต์

เตวิชโช (วิชชาสาม) สามารถทำทิพย์จักขุญาณให้ปรากฏ และหมดกิเลสสามารถระลึกชาติได้ มีวิชชาแปดอย่างที่เรียกว่า ญาณ ๘

ฉฬภิญโญ หมายถึงอภิญญาหก สามารถเนรมิตอะไรก็ได้ มีหูเป็นทิพย์ มีทิพย์จักขุญาณ มีญาณ ๘ อย่างครบเช่นเดียวกับ เตวิชโช และมีอิทธฤทธิ์ มีฤทธิ์ทางใจ เป็นต้น และจิตหมดกิเลส

ปฏิสัมภิทาญาณ หมายถึงความรู้พิเศษ สามารถรู้ธรรมะทุกอย่าง ทรงพระไตรปิฏก คำว่า ไม่รู้ ไม่มี และสามารถรู้ภาษาสัตว์ และภาษาคนทุกภาษา ได้โดยไม่ต้องศึกษา แต่ทว่าเนื้อแท้จริง ๆ ก็คือ ความเป็นพระอรหันต์ มีความรู้ทั้ง เตวิชโช และฉฬภิญโญด้วย

เป็นอันว่า บางท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่น่าจะสอนแบบนี้ เสี่ยงภัยเกินไป แต่ผู้เล่าก็ขอเตือนหลาน ๆ ถ้ามีใครเขาถามว่า ทำไมจะต้องเรียน อภิญญาสมาบัติ ทำไมจะต้องมีทิพย์จักขุญาณ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ เห็นนรกก็ได้ ทำไมจะต้องมีการยกจิต ไปท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ ได้ ทำไมต้องมี จุตูปปาตญาณ การรู้ว่า คนและสัตว์นี่ ก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วไปไหน เจโตปริยญาณ รู้วาระน้ำจิตของคนและสัตว์ว่า มันชอบอะไร คิดอะไร คิดดี คิดชั่ว มีกิเลสตัวไหนอยู่บ้าง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติต่าง ๆ ได้ ถอยหลังไปดูว่าเราเกิดมาแล้วกี่ชาติ เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีต อนาคตตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคต ปัจจุบันนังสญาณ รู้ว่าเวลานี้ใครอยู่ที่ไหนใครกำลังทำอะไรอยู่ ยถากรรมมุตาญาณ รู้ว่าเขามีความสุข มีทุกข์ เพราะผลจากอะไร เป็นสำคัญ ความจริง ความรู้แบบนี้ ถึงแม้ว่าเราไม่เป็นพระอรหันต์ เราก็รู้ได้ ถ้าใครเขาถามว่า ศึกษาทำไม ก็ควรจะตอบว่า “ศึกษาเพื่อกันความสงสัย จะได้ไม่สงสัยคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ไม่ประมาทในชีวิต”

ถ้าใครเขาจะแย้งว่า ดูตัวอย่างพระเทวทัต เพราะอาศัยได้อภิญญาสมาบัติจึงลงอเวจีมหานรก อย่างนี้ก็ต้องย้อนถามเขาลงไปว่า ท่านที่ได้อภิญญาสมาบัติ ในสมัยที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ หรือว่าปรินิพานไปแล้วก็ตาม คนที่ได้อภิญญาสมาบัติลงนรกกี่คน และคนที่ได้อภิญญาสมาบัติไปนิพพานเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเทวทัต ถ้าไม่ได้อภิญญาสมาบัติ ความยับยั้งก็ไม่มี ต้องลงอเวจีตามกฎของกรรมคือ ๑ กัป แต่นี่ พระเทวทัตลงอเวจี เพียงแค่ไม่ถึง ๑ วันของอเวจี เพราะผลความดีที่มีความรู้ด้านอภิญญา มีการยับยั้ง  เหมือนกับคนตาดี เดินไปในกลุ่มหนาม หรือเดินไปบนลานแก้วแตก จะวางเท้าลงไป ก็ค่อย ๆ วาง เพราะมองเห็นหนาม และแก้วแตก เกรงว่าจะบาดเท้า ตำเท้า จะเจ็บบ้าง ก็เล็กน้อย ไม่เหมือนกับคนตาไม่ดี ไม่เห็นว่าที่นั้นมีอันตราย เดินสวบ ๆ เข้าไป ผลที่สุด ก็โดนทั้งแก้วแตก ทั้งหนามตำ เต็มกำลัง

ข้อนี้ฉันใด แม้คนที่ได้อภิญญาสมาบัติ และวิชชาสามก็ เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่ากฎของกรรมบางอย่าง จะบีบบังคับ ก็มีการยับยั้ง รู้ผิด รู้ชอบ เหมือนคนที่รู้กฎหมาย กับคนที่ไม่รู้กฎหมาย คนที่เขารู้กฎหมาย เขาทำผิดก็จริงแหล่ แต่ทว่าเขารู้ทางออก จะรับโทษ ก็รับไม่มาก ไม่เหมือนคนที่ไม่รู้กฎหมาย อยากจะทำอะไร ก็ทำตามชอบใจ ดีไม่ดีติดคุกติดตะราง คิดว่าของมันเล็กน้อย แต่ที่ไหนได้ของมันใหญ่ เช่น คิดจะฆ่าควายตัวมันใหญ่ โทษจะมาก ฆ่าคนดีกว่าตัวเล็กกว่า แต่ที่ไหนได้ฆ่าคนมีโทษมากกว่า ฆ่าควายมีโทษน้อย (นี่ในแง่ของกฎหมายน่ะ) เช่น ฆ่าไม่เอาหนักไป ด่าดีกว่า แอบไปด่า พระมหากษัตริย์เข้า เจ๊งไปเลย ถูกลงโทษหนัก ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือด่าศาลว่า ศาลคด ศาลโกง ศาลไม่ยุติธรรม นี่ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีโทษหนัก

เป็นอันว่า คนมีความรู้ แม้จะมีโทษหนัก ก็มีการยับยั้ง ในการทำความผิด ซึ่งผิดกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย ทำก็ทำลงไปเต็มอัตราศึก ไม่รู้บาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นอันว่า ที่ผู้เล่าให้หลาน ๆ ศึกษาวิชาความรู้อันนี้ ต้องระมัดระวังรักษาไว้ด้วยดี อย่าไปอวดเขา “รักษาไว้เพื่อชำระจิตใจของเราให้เป็นสุข”

เวลานี้หลานรักทั้งหลาย ก็กำลังรบกับสงครามสำคัญ คือกิเลส สงครามภายนอกน่ะมันเรื่องเล็ก สงครามกิเลสมีความสำคัญมาก เจตนาของผู้เล่า ก็มีอยู่ว่า ความเกิดมันเป็นทุกข์ หลานทุกคนเวลานี้ ต่างคน ต่างก็มีความทุกข์กันหมด แต่ว่าให้ทุกข์ มันมีเฉพาะขันธ์ ๕ จิตเรา จงอย่าเป็นทุกข์ บรรดาหลานรักทุกคน ต่างคน ต่างมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ผู้เล่าดีใจ ที่หลาน ๆ อ่านแล้ว พยายามใช้สมาธิให้คล่องตัว สำหรับอภิญญาสมาบัติ อิทธิฤทธิ์ ยกจิตไปตามที่ต่าง ๆ ทำให้คล่อง

ทิพพจักขุญาณทำให้แจ่มใส ศีล สมาธิ ปัญญา ดีแล้วจะเห็นชัดเจน

จุตูปปาตญาณ มองหน้าคน มองหน้าสัตว์ อยากรู้ว่าก่อนเกิดมาจากไหนจะรู้ได้ทันที ตายแล้วไปไหนก็รู้ได้ทันที

เจโตปริยญาณ ถ้าเราอยากจะรู้วาระน้ำจิตของคนอื่น ให้รู้กระแสจิตของตนเองไว้เสมอก่อน เรารู้ได้ไม่ยาก คนที่มีกิเลสหนามีความชั่ว ใจจะมีสีดำบ้าง แดงบ้าง ขาวบ้าง แต่เป็นเนื้อ ถ้าใจดีปานกลาง ใจจะเป็นแก้ว แต่คนที่ดีจริง ๆ จะเป็นแก้วประกายทั้งดวงเหมือนดาว นี่ไม่ยากแต่รู้แล้วก็นิ่งเสีย

ปุพเพนิวาสานุสติญาณฝึกให้คล่อง นึกถอยหลังเราเกิดมาแล้วกี่ชาติ แต่อย่าไปไล่ทีละชาติเลย เห็นอะไรก็นึกว่าเราเคยเกิดไหม เช่น เห็นสัตว์เราก็นึกว่า เราเคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดนี้ไหมกี่ชาติ ภาพจะปรากฏชัด

เป็นอันว่า ธรรมะ ส่วนนี้มีความสำคัญ พ่อให้ลูกไว้เพื่อชำระจิตของลูกให้บริสุทธิ์ ถอยหลังไปดูการเกิดแต่ละคราวเต็มไปด้วยความทุกข์ ดูบรรดาบรรพบุรุษกษัตริย์ทั้งหลาย ที่พ่อพูดมา และคนทั้งหลายที่กล่าวถึง ต่างคนต่างไปหมดแล้ว

ผืนแผ่นดินไทยที่เราเดินอยู่นี่ ถ้าเราใช้อตีตังสญาณ ก็จะรู้ว่าเราเดินอยู่บนร่างกายและเลือดเนื้อของบรรดาบรรพบุรุษของเรา ฉะนั้น ถ้าใครเขาจะมาเชือดเฉือนเอาร่างกายเลือดเนื้อบรรพบุรุษของเราไป เราก็ไม่ควรยอม นี่พูดกันอย่างทางโลก คือ โลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย

สำหรับกิเลสที่เราจะชนะได้ ต้องทำกำลังใจตามนี้ ถ้าเรื่องความรักชาติ เรื่องของความสามัคคี จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องมีสังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ ๑. ทาน การให้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ๒. ปิยวาจา พูดวาจาไพเราะ ๓. อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ช่วยกิจการงาน ๔. สมานัตตา ไม่ถือตัว ไม่ถือตน นี่แค่ ๔ ประการ ถ้าเราทำกันไม่ได้ เราก็มีความสุขไม่ได้ ฉะนั้น ชาติเราจะมีความสุข จะมีความสามัคคีก็ต้องทำ ๔ ประการนี้ได้ นี่เป็นกิเลสหยาบที่เราต้องละให้ได้จะมีความสุข คำว่า สุข นี่อย่าเอาสุขกายนะ เอาสุขใจก็แล้วกัน

เรื่องของร่างกาย เราต้องคิดว่า ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ เป็นอันว่าขันธ์ ๕ มันเป็นทุกข์ แต่ใจของเราจงอย่าทุกข์ ใจเราจงอย่าทุกข์ทำยังไง รักษาอารมณ์ใจไว้ 10 ประการ

๑. ทาน การให้ คิดไว้เสมอว่า “เราจะมีจิตเมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความสุข โดยการให้ ให้ของ ให้ความคิด ให้กำลังกายช่วยกิจการงาน เป็นเสน่ห์ใหญ่ทำให้มีความสุข ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้รับ

๒. ศีล แปลว่า ปกติ อารมณ์ของเราจะทรงความดี ๕ ประการไว้เสมอ คือไม่ละเมิดศีล ๕ ประการ

๓. เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช คือบวชใจ คำว่า บวช นี่ไม่จำเป็นต้องโกนหัว ถ้าโกนหัวแล้วจิตใจไม่ดี ก็ไม่ถือว่าเป็นนักบวช เราบวชใจ คือ

     ๑. ไม่มัวเมาอยู่ในกามคุณ ๕ ให้คิดไว้เสมอว่า ไอ้รูปสวยน่ะประเดี๋ยวทันก็พัง เสียงไพเราะผ่านหูแล้วก็หายไป กลิ่นหอมผ่านจมูกแล้วก็หายไป รสอร่อยกระทบลิ้นแล้วก็หายไป สัมผัสระหว่างเพศจับแล้วพอพ้นแล้วก็หายไป และเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความทุกข์ รักมากทุกข์มาก รักน้อยทุกข์น้อย ไม่รักเลยไม่ทุกข์

     ๒. ไม่ยึดถือความโกรธความพยาบาทมาเป็นบรรทัดฐานตัดกำลังใจให้อภัยอยู่เสมอ ขึ้นชื่อคนเกิดมาในโลกนี้ ไม่ทำความผิดเลยไม่มี ก็น่าเห็นใจ เพราะความพลาดพลั้งของงาน เขาจะด่าจะว่าก็ช่างเขา ไม่ช้าต่างคนก็ต่างตาย

     ๓. ป้องกันการง่วงเหงาหาวนอน ขณะที่จิตใจจะทำความดี

     ๔. ระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน ก็พยายามตั้งใจไว้ในยามปกติ นึกถึงความดีจุดใดจุดหนึ่ง เราจะไม่ยอมให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทรก

     ๕. เราจะไม่สงสัยธรรมะปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน

คนที่บวชห่มผ้าเหลืองน่ะ ถ้าระงับเหตุ ๕ ประการที่ว่ามานี่ไม่ได้ เขาเรียกว่า “เถนะ” เถน แปลว่า หัวขโมย ขโมยเอาเพศของสมณะมานุ่ง นี่นักบวชจริง ๆ อันดับแรกจะต้องระงับนิวรณ์ ๕ ประการได้ ขอหลานจงระงับใจตามนี้ให้เป็นธรรมดา พิจารณาหาความจริงว่า นี่มันเป็นปัจจัยของความสุขหรือความทุกข์ ทำงานตามหน้าที่ ถือว่าชาตินี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องทำงาน ชาติใหม่ไม่มีสำหรับเรา เราไปนิพพาน ถ้าสงสัยนิพพาน ก็ใช้วิปัสสนาญาณให้เข้มข้น ใช้มโนมยิทธิแป๊บเดียวก็ถึงนิพพาน จับอารมณ์นิพพานได้ว่า มีความสุขขนาดไหน

๔. ปัญญา มีความรอบรู้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นโทษ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วใช้ปัญญาหาความจริงว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย จริงไหม ถ้าเรายังเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างนี้จะไม่หมดทุกข์ เราจะมีความสุขก็คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีกต่อไป ได้แก่รักษาธรรมะ ๑๐ ประการนี้ให้ครบถ้วน

๕. วิริยะ มีความเพียร ทำกิจการงานฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ต้องอดทนทุกอย่างเพื่อรักษาความดีให้คงอยู่ เรียกว่า เพียร พังให้มันทะลุไปเลย

๖. ขันติ ความอดใจ อดทนต่อความเหนื่อย อดทนต่อความร้อน อดทนต่อความหนาว อดทนต่อความขัดข้องใจ

๗. สัจจะ ความจริงใจ ตั้งใจไว้แบบไหนก็ทรงกำลังใจแบบนั้น เช่นตั้งใจไว้ว่าเราจะรักษาศีล เราก็ทำจริง ใครมาชวนด่าเราก็ไม่ด่า

๘. เมตตา เราจะมีเมตตา ความรักคนและสัตว์เสมอด้วยตัวเรา ใครมาชวนโกรธเราก็ไม่โกรธ

๙. อธิษฐาน ตั้งใจไว้ว่า การทำอย่างนี้เพื่อทรงคุณธรรมอะไร จะไปไหนมีเมตตาอยู่เสมอ เหมือนคิดว่าเป็นถิ่นของเรา

๑๐. อุเบกขา วางเฉยในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เป็นที่ถูกใจเรา หมายความว่า อะไรก็ตาม ถ้าไม่เป็นที่ถูกใจเรา เราก็เฉย ๆ เขาจะด่า เขาจะว่า เขาจะนินทาอะไรก็ช่างเขา ประเดี๋ยวก็ตาย จะไปยุ่งอะไรกัน

กำลังใจ ๑๐ ประการนี่ หลานรัก ถ้าทรงไว้ได้ความสุขใจจะเกิด ทำเสมอ ๆ นะหลานนะ เพื่อความไม่ประมาท
เวลานี้ชีวิตของผู้เล่าก็ดี ชีวิตของลูกก็ดี อยู่ในช่วงของอันตราย จะเห็นว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีบุคคลบางกลุ่ม ไม่ทราบว่ามาจากไหน ส่งมือปืนมา จะยิงผู้เล่าที่วัดเกินกว่า ๑๐ ครั้ง และก็หาทางก่อวินาศกรรม เกินกว่า ๕ ครั้ง บางครั้ง ส่งมือปืนมาเวลากลางคืน ๒ คันรถปิกอัพ เพื่อจะทำลายทั้งสถานที่วัด และทำลายทั้งชีวิตผู้เล่า และการไปที่ไหน ก็ถูกติดตามอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะเขาว่าผู้เล่าขัดคอเขา เรื่องอะไรรึ “งานสาธารณประโยชน์” ความจริงผู้เล่าทำเพื่อการสงเคราะห์ ในฐานะที่เป็น “สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนไทยทั้งชาติมีความสุขมีความสามัคคีกัน” แต่ผู้เล่าไม่มีวาสนาบารมี จะให้คนไทยทั้งชาติมีความสามัคคีกันได้

กระนั้นผู้เล่าก็ได้ทำเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย กระจายไปทั่ว ๆ ประเทศไทย เขาก็ไม่ชอบใจ "การแจกของสงเคราะห์คนยากจน ก็ได้อาศัยบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ของโดยเสด็จพระราชกุศล และได้รับความเมตตาปรานีจากท่าน พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และกองบัญชาการทหารสูงสุดก็มี พลเอกทวนทอง สุวรรณฑัต เป็นกำลังใหญ่ และก็มีบรรดาประชาชนชาวไทยทั่วไป คณะของเราทั้งหมดต่างคนต่างก็ช่วยกัน" การทำอย่างนี้หลานรัก “เขายังเห็นว่าเราเป็นศัตรูของเขา” ผู้เล่าก็ไม่รู้จะทำยังไง

“ฉะนั้น ชีวิตของผู้เล่า ผู้เล่าไม่แน่ใจนักว่า จะอยู่ไปนาน หรือไม่นาน เพียงแต่สังขารมันก็แย่อยู่แล้ว มันคอยจะตายอยู่แล้ว และยิ่งมาถูกคิดประหัตประหารแบบนี้เข้าอีก ผู้เล่าไม่มั่นใจว่า ชีวิตผู้เล่าจะอยู่นานสักเท่าใด ฉะนั้น ขอหลานรักทุกคน “คำสอนอันใดที่ผู้เล่าให้ไว้ จงถือว่าคำสอนนั้นนั่นแหละ คือผู้เล่าของเขา สำหรับร่างกายของผู้เล่านี่ หลาน ๆ อย่าถือมากเกินไป เพราะชีวิต และร่างกาย เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด ดูตัวอย่างพระเจ้ามังรายมหาราช ท่านเกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด ตามสภาวะของท่าน”

“ผู้เล่าเห็นว่า ชีวิตไม่สำคัญ ความสำคัญ มีอยู่อย่างเดียวคือว่า ทำอย่างไร เราจะทำให้ไทยเป็นไทตลอดไป” การลงทุนทำงานสาธารณประโยชน์ และงานด้านธรรมะ ผู้เล่าทำด้วยมือเปล่า ผู้เล่าไม่ได้สะสมเงินทองอย่างเขาทั้งหลาย ที่เขาลือกันว่าพระมีเงิน ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน นั่นไม่ใช่ผู้เล่า ผู้เล่ามีแต่หนี้ “และลูกหลานของผู้เล่าก็เป็นคนดี ส่งเสริมสงเคราะห์ผู้เล่า ทั้ง ๆ ที่เงินทองของลูกหลานก็ไม่ค่อยจะมีกันนัก เราไม่ใช่คนรวย ไม่ใช่มหาเศรษฐี แต่เพราะอาศัย กำลังใจดี ของลูกหลาน ผู้เล่าชื่นใจ ผู้เล่าสบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายลูกหญิงของผู้เล่าเวลานี้ ได้อภิญญาสมาบัติกันหมดแล้ว ผู้เล่าต้องถือว่าหมด เพราะคนที่อยู่ในช่วงใกล้ไม่มีใครไม่ได้”

“หลานต้องถือว่าอภิญญาสมาบัติที่ผู้เล่าให้ไว้ เป็นสมบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานมา ถ้าผู้เล่าตายลงเมื่อไร ขอหลานจงถือว่า อภิญญาสมาบัตินี่แหละคือชีวิตของผู้เล่า ที่อยู่กับกายกับใจของหลานตลอดเวลา คิดถึงผู้เล่าคราวไร จงคิดถึงอภิญญาสมาบัติที่หลานได้ และหลานก็จงภูมิใจว่า หลานอยู่กับผู้เล่าตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก”

ฉะนั้น ขอบรรดาหลานรักทั้งหลาย จงรักษาความดี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ งานใดที่ผู้เล่า นำลูกหลานทั้งหลายทำ งานทั้งหลายเหล่านั้น ขอลูกรักหลานรักทั้งหมด จงรักษางานนั้นไว้ ด้วยหัวใจของลูกเอง คือรักษาไว้ด้วยชีวิต เพราะงานสาธารณประโยชน์ เป็นกิจอันหนึ่ง ที่ทำให้คนไทยรวมตัวกัน มีความรัก มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน และทุกคนก็จะมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสาดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ผู้เล่าไว้ ผู้เล่าถ่ายทอดให้แก่ลูก ให้แก่หลาน ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ขอลูกหลานจงถือว่านั่นคือตัวแทนของผู้เล่า เพราะว่าชีวิตของผู้เล่านี่ ผู้เล่าไม่แน่ใจนักว่า จะมีอายุยืนยาวอีกสักกี่ปี ขอลูกหลานทั้งหลาย จงอย่าถือขันธ์ ๕ ของผู้เล่านี้เป็นสำคัญ ปฏิปทาใดที่เป็นที่ชอบใจ ไม่เกินวิสัยหลาน ขอหลานจงทำ และ จงรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ ขณะใดที่ใจของหลาน ยังรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ รักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ขณะนั้นหลานจงภูมิใจว่า ผู้เล่าอยู่กับหลานตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายกายาของผู้เล่าจะสลายไป แต่ใจของผู้เล่ายังอยู่กับใจของหลาน หลานจะไปไหนก็เชื่อว่าผู้เล่าไปด้วย ช่วยหลานทุกประการ

ผู้เล่าขอจบเรื่องของ พระเจ้ามังรายมหาราช ในชั่วระยะเวลา ๒,๕๐๐ ปีเศษ ท่านก็เกิดถึง ๑๑–๑๒ ครั้ง เวลานี้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ เอาละหลานรักจบกันนะ “ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประธานไว้ ขอหลานรักของผู้เล่าทุกคนจงทรงธรรมนั้นไว้ จนกว่าจะเข้านิพพานในชาตินี้” สวัสดี

หลวงตาก็เป็นชนรุ่นหลานของพระที่เล่าเรื่องนี้ ส่วนหลานของหลวงตา ที่นั่งทำตาปริบ ๆ อยู่หน้าจอคอมฯขณะนี้ ก็คงเป็นรุ่นเหลน และรุ่นโหลน อย่าแปลกใจเลย ที่หลวงตาจะพยายามรักษาปฏิปทา การทำงานสาธารณประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีงาม แก่ชนรุ่นหลัง ให้เขาได้รับรู้ และซาบซึ้งว่า เรามีบรรพบุรุษที่ดีถึงเพียงนี้ อย่าไปมัวบ้าคลั่งไคล้ฟูมฟาย ของนอกอยู่เลย อะไรที่ดีงาม เราก็ไปเลือกรับของเขามา ชาติทั้งหลายที่หลาน ๆ ไปคลั่งไคล้ เขาก็มีดี แต่ส่วนดี ๆ ของเขา เรากลับไม่ค่อยได้รับมา คนเกาหลีเขารักชาติ บ้านเมืองเขาเดินไปไหนมีแต่รถเกาหลี ไม่ได้มีแต่รถเบนซ์ บีเอ็ม เหมือนในซีรี่ย์ละคร นั่นเขาได้รับค่าสปอนเซอร์ให้ใช้รถของเขา ให้คนดูหลงใหลได้ปลื้มไปกับวัตถุนิยม ชีวิตจริงแท้ ๆ ของคนเกาหลี เขารักชาติมาก ชาตินิยมมาก ญี่ปุ่นก็เช่นกัน อเมริกาก็เช่นกัน เยอรมันก็เช่นกัน แล้วเหตุใดคนไทย พอเห็นสินค้าเมดอินไทย์แลนด์ อุ๊ยกระจอก แต่เห็นหลุยส์ ติ๊งต๊อง ที่ทำในเวียดนาม อุ๊ยหรูเริ่ด เห็นวงดนตรีเกาหลีแล้วใจสั่น เลือดลมฉีดพล่าน แต่เห็นวงนาฏศิลป์ไทยแล้ว หัวใจห่อเหี่ยว หนังตาหย่อน เห็นยุโรปแล้วตื่นตาตื่นใจ เห็นวัดไทยแล้วเฉย ๆ อ่านแฮรี่ พ็อตเตอร์แล้วตาสว่าง อ่านขุนช้างขุนแผนแล้วง่วงนอน และที่สำคัญทุกวันนี้ ก็ทะเลาะกันเอง ไม่เว้นแต่ละวัน จิตวิญญาณเลือดเนื้อความเป็นไทย มันจางเจือไปหมดแล้วหรือ

มาช่วยกันสร้างจิตวิญญาณความเป็นไทยให้เข้มข้น สืบสานปฏิปทาของครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ และรักชาติ สร้างความสามัคคี ร่วมกันเจริญสังคหวัตถุ ๔ ตัวแรก ด้วยการให้ทาน กับ เทศกาลคริสตมาส มาแว้ว - แจกรูปโป๊ (พื้นที่โฆษณา)

จบตอน ๑๕ อวสาน

ปล. อวสานแล้ว ก็จักเฉลยเสียทีว่า ผู้เล่านิทานเรื่องนี้คือใคร ท่านคือ หลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ นั่นเอง หลังจากสมัยพระเจ้าตาก ท่านพรหมก็ยังลงมาเกิดอีกวาระหนึ่ง เป็นใครขอให้ไปสืบทราบกันเอง สังเกตุดูจริยา จะเดาไม่ยากนัก เพราะหลวงตาได้บอกใบ้จริยาของท่านพรหมผู้นี้ไว้ ในตอนก่อน ๆ แล้วว่า ท่านจะลงมาเกิด เมื่อประเทศไทยมีภยันตราย

ปัจจุบัน ท่านพรหมไม่อยู่เสียแล้ว แต่ยังเหลือ พ่อหลวงของเราอีกองค์ ซึ่งพระองค์ก็ประคับประคองพวกเราเสมอมา ตลอดชีวิตของท่าน พวกเราควรต้องพยายามยืนกันด้วยลำแข้งของตัวเอง สมัครสมานสามัคคีกันไว้ สร้างไทยให้เป็นไท ด้วยมือของพวกเราเอง อย่ามัวทะเลาะเบาะแว้งกันเอง พวกเราทำตัวเป็นเด็กอมมือ ตั้งไข่ล้ม ต้มไข่กิน ล้มแผละ ๆ มาสองพันกว่าปีแล้ว พ่อของเราเหนื่อยมามากแล้ว โตกันได้หรือยัง

เครดิต : ดัดแปลงจาก www.praruttanatri.com/v1/special/books/ruengjing_piset.pdf

edit @ 8 Nov 2008 19:32:12 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ฉันชอบบทความนี้
ตอบความเห็นที่ ๖

สาธุจ้ะ หลวงตาก็แค่เอาเนื้อความที่ท่านเล่า มาลงบล็อกเท่านั้นแล ผู้เล่าตัวจริงท่านไปอยู่พระนิพพานแล้ว

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2009-01-29 09:03

จะเก็บเรื่องราวต่างๆ ที่หลวงตาเล่านี้ ถ่ายทอดให้ลูกได้รับรู้ เพื่อที่เขาจะได้รู้สึก และสำนึกในชาติ และทดแทนวิชาประวัติศาสตร์ที่ระบบการศึกษาไม่มีมาสอนคนรุ่นหลัง อีกแล้ว เขาจะได้รู้ และเติบใหญ่เป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ และเชื่อว่าเราเป็นเพียงคนที่ตัวเล็กๆ เกิดมาเพื่อทำความดี และสละชีวิตได้ตลอดเวลาหากชาติต้องการ เพื่อดำรงไว้ซึ่งชาติไทยดังบรรพบุรุษได้เคย เสียสละเพื่อเรามาแล้ว และขอขอบพระคุณหลวงตาที่ถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ด้วย

#6 By แม่ลูกอ่อน (61.19.65.48) on 2009-01-28 11:57

ตอบความเห็นที่ ๔

ตามสบายเลยจ๊ะ

ให้ได้อ่านกันเยอะ ๆ สิดี เขาจะได้รู้กันว่า ชาตินั้น ไม่ได้ตั้งกันขึ้นมาได้ง่าย ๆ บรรพบุรุษเสียสละกันมากมาย แล้วเราทำอะไรกันอยู่ ตายแล้วจะไปพบหน้าบรรพบุรุษกันอย่างเต็มภาคภูมิไหม บอกใคร ๆ ได้เต็มปากไหมว่า เราได้ทำอะไรเพื่อชาติบ้าง

หลายคนรักชาติแต่ปากนะ การกระทำมันไม่ใช่

สังเกตุดูคนที่เราจะเอาไปให้เขาอ่านด้วยล่ะ ถ้าเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปปรามาสผู้เล่าเข้า จะเป็นโทษกับเขาเองนะ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-11-08 18:42

น้ำตาไหลเลย ขอกราบโมทนาสาธุค่ะ อยากแจกจ่ายให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เผื่อจะฉุกคิดอะไรกันได้บ้าง...อนุญาตได้ไหมคะ?
เพิ่งได้เข้ามาอ่านตอนจบ สาธุค่ะ ซีรีย์นี้ (ของเรียกว่าซีรีย์นะคะ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร) ยังทันสมัยอยู่เลย ทั้งๆ ที่เรื่องมันเกิดมานานแล้ว ชอบมากค่ะ ได้แง่คิดอะไรมากมายเลย big smile
สาธุค่ะ

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-31 20:09

โมทนาสาธุค่ะ *-*

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-31 11:44

Dhammasarokikku View my profile