การเมืองเรื่องสมมุติ
posted on 11 Nov 2008 09:11 by akkarakitt in Dharmaฝ่าอากาศเย็นยามเช้า ไปบิณฑ์เดี่ยว ไปแถวปากคลองตลาด โอ๊ะ...วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นหนอ ปากคลองฯช่างคึกคัก นี่เขาจะมีงานบวงสรวงไหว้ครูอะไรกันหรือนี่ จีบใบตองเป็นพญานาคกันใหญ่ นึกไปนึกมา อ๋อ...พรุ่งนี้วันลอยกระทงนั่นเอง เดินไปก็ระลึกถึงบทสนทนาเมื่อวาน ถึงการเมืองเชิงลึก รู้สึกหนักหัว หนักอก ขึ้นมาทันใดที่ได้ฟัง แต่พอนำมาคิดใคร่ครวญ ก็รู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสมมุติ ครับ
พายุแรงกดดันขนาดหลายเมกกะตัน กดทับอารมณ์ความรู้สึกเข้ามา เมื่อได้ทราบถึง แผนการณ์อันชั่วร้าย ของฝ่ายหนึ่ง แต่กดไปได้เดี๋ยวเดียวครับ ก็รู้สึกตัวขึ้นมา เพราะชีวิตพระ ไม่เคยมีอะไรให้กดดัน และแม้จะมีแรงกดดันมหาศาลแค่ไหน ก็ต้องผ่านไปได้ แบบนิ่ม ๆ เนียน ๆ ครับ
สมัยบวชใหม่ ๆ ก็เผชิญกับพายุแรงกดดันเช่นนี้มาแล้วครับ ทั้งจากพระวินัย และจากญาติโยม พระวินัยนั้น ยิ่งศึกษาลึกเข้าไป ก็พบว่า มีข้อห้าม ข้ออนุญาต หยุมหยิมไปหมด จนกระดิกตัวแทบไม่ได้ ส่วนญาติโยมที่บ้านนั้น ก็รับไม่ค่อยได้ กับการบวช
รุนแรงที่สุด ก็ตอนตัดสินใจ จะสึก หรือไม่สึกนั่นละครับ คืนนั้นไม่ได้นอนทั้งคืนเลย
แต่แล้วก็ผ่านมาได้ด้วยดี ตัดสินใจได้แล้ว เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยครับ เบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ก็ประคองผ้าเหลืองไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ประมาณปีหนึ่งครับ ศึกษาธรรมะ ศึกษาพระวินัยไปเรื่อย ๆ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ดูใจไปเรื่อย ๆ รู้แล้วหล่ะว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว แต่มันก็ไม่เป็นสุขเท่าที่ควร หรือในเวลานั้น อาจรู้สึกว่า แค่นั้นก็สุขพอแล้วกระมัง จึงไม่ได้ดิ้นรน หาทางพ้นจากความเศร้าหมอง
จนมาวันหนึ่งก็มาพบกับ "คิริมานนทสูตร" ครับ อ่านแล้วขนลุก ซ่าบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ในพระสูตรนั้นเขียนว่า คนเราบวชเพื่อ "ความสุข" ครับ ใครคิดมาบวชเอาบุญ แล้วไม่รู้ว่า บุญ หน้าตาเป็นอย่างไร ท่านว่า น่าสมเพชสิ้นดี ครับ
การบวช มันเหมือนอาชีพนักวิจัยเลยครับ มีขันธ์ ๕ เป็นห้องทดลอง มี "ใจ" เป็น specimen หรือ หนูทดลอง
(ขันธ์ ๕ = รูป-ร่างกาย, เวทนา-สุข/ทุกข์/ไม่สุขไม่ทุกข์, สัญญา-ความจำ, สังขาร-ความคิดปรุงแต่ง, วิญญาณ-ความรู้สึก)
พอข้าพเจ้าได้ทราบความหมายที่แท้จริงของการบวช ก็มาเริ่มทำการวิจัยอย่างจริงจังเลยครับว่า แท้จริง "ความสุข" คืออะไรกันแน่
ลมหนาวพัดมากระทบขันธ์ ๕ เป็นครั้งที่ ๓๔ แล้วครับ (งั่ก ๆ) มีสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบจากการวิจัยดังนี้ครับ
๑. การได้เรียนในมหาลัยชื่อดัง ไม่ใช่ความสุข ครับ
๒. การได้ครอบครองปริญญาบัตรของมหาลัยชื่อดัง หลาย ๆ ใบ ก็ไม่ใช่ความสุข ครับ
๓. การได้ทำงานดี ๆ กินเงินเดือนสูง ๆ หรือกระทั่งตั้งบริษัทของตัวเอง มา ๖ ปี ก็ไม่ใช่ความสุข ครับ
๔. การมีแฟน ก็ไม่ใช่ความสุข ครับ
๕. การมีสาว ๆ ล้อมหน้า ล้อมหลัง ก็ไม่ใช่ความสุข
๖. การกินเหล้า เมามาย หรือการเต้นรำ ก็ไม่ใช่ความสุข
๗. การเที่ยวกลางคืน ในคลับไฮโชที่สุด หรือกระจอกเถื่อนที่สุด ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ความสุข
๘. การได้กินอาหารรสเลิศ บรรยากาศสุดยอด เช่น การไปนั่งกินหอยนางรม นิวซีแลนด์ ตา-กลม บนดาดฟ้า ตึกเอ็มไพร์ จิบค็อกเทลโคตรแพง ก็ไม่ใช่ความสุข
๙. การนอนในบ้านหลังใหญ่ ราคาเฉียดสิบล้าน ที่เพื่อนข้างบ้านเป็นพระสหาย ของพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ไม่ใช่ความสุข
๑๐. การขับรถราคาเป็นล้าน ก็ไม่ใช่ความสุข
๑๑. การใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชน อันดับต้น ๆ ของประเทศ สะดวกสบายสุด ๆ ก็ไม่ใช่ความสุข
๑๒. การมีอำนาจจับจ่ายในมือ นึกอยากได้อะไร ก็ได้เมื่อนั้น เหมือนเสกได้ ก็ไม่ใช่ความสุข
๑๓. การรื่นรมย์ไปกับของสวยงาม เพลงไพเราะ กลิ่นชวนจินตนาการ รสเลิศ หรือแม้กระทั่งการมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่ใช่ความสุข
ที่ว่ามันไม่ใช่ความสุข เพราะมันไม่ยั่งยืน มันไม่เต็ม ครับ สุขเดี๋ยวเดียว มันก็พร่อง ต้องหามาเติมใหม่ กระเสือก กระสน อยู่ร่ำไป
๑๔. การไม่ต้องกังวล ถึงอาหารการกิน เช้านี้จะกินอะไร เที่ยงจะกินอะไร เย็นจะกินอะไร ค่ำนี้จะกินอะไร พรุ่งนี้จะกินอะไร จะมีเงินไปหาอะไรกินไหม เป็นความสุข ครับ
๑๕. การไม่ต้องขวนขวาย จะสรรหาของกินให้เอร็ดลิ้น เป็นความสุขครับ
๑๖. การให้ แม้ว่า จะเป็นการให้เชือกเส้นเล็ก ๆ เพียงเส้นเดียว และบอกเขาว่า นี่คือสายสิญจน์ ผู้รับก็ดีใจ การเห็นคนอื่นดีใจ เพราะการให้ของเรา เป็นความสุข ครับ
๑๗. การนอนในเต้นท์ หรือในกลด แม้จะคับแคบ ไม่โอ่โถง เหมือนห้องในบ้านราคาเฉียดสิบล้าน เป็นความสุข ครับ เพราะไม่ต้องห่วงบ้าน ห่วงทรัพย์สิน ครับ มันเป็นบ้านที่พกติดตัวไปไหนมาไหนได้
๑๘. การไม่ต้องกังวลว่า จะทำผมทรงไหน ทรงนั้นทรงนี้จะเข้ากับหน้าไหม ก็เป็นสุข
๑๙. การไม่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวหน้า ก็เป็นสุข การไม่ต้องเต้นไปตามกระแสแฟชั่น ก็เป็นสุข การไม่ต้องแคร์กับลุค หรือสภาพของขันธ์ ๕ หรือร่างกายนั่นแหละครับ เป็นสุขยิ่ง
๒๐. การเดิน โดยมีสติ มีความสุขมากกว่า ขับรถคันละล้าน โดยไม่มีสติ ครับ
๒๑. เหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ในชีวิต ขณะที่เราอยู่กับมัน ชนกับมัน สู้กับมัน มันก็พาให้เราทุกข์ได้มากมาย ครับ แต่พอมันผ่านไปแล้ว พอนึกถึง เราก็ยิ้มแบบขำ ๆ ครับ ความสุข บางทีมันก็เป็นแค่เรื่องสมมุติ เหมือน ๆ กับความทุกข์ เหมือน ๆ กับเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ลองสมมุติตัวเอง ไปเป็นตัวเองในอนาคตอีก ๑๐ ปีข้างหน้า บ้านเมืองสงบ ปราศจากความวุ่นวาย คนในชาติรักใคร่ สมัครสมาน สามัคคีกัน ถึงเวลานั้นแล้ว ก็คิดย้อนอดีตกลับมาครับว่า เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เราเป็นทุกข์ เป็นร้อน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ โกรธแค้น ขึ้งเกลียด แต่เหตุการณ์บ้านเมือง มันก็ดำเนินของมันไปโดยลำดับ แล้วก็คลี่คลายตัวเองในที่สุด โดยที่อาการโกรธแค้นของเรา อาการเป็นทุกข์เป็นร้อนของเรา ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ย้อนกลับมาดูตัวเองในเวลานี้ แล้วให้ขำตัวเอง ครับ
๒๒. เวลาเห็นคนร้าย ๆ โกรธเขาแล้ว มันไม่ใช่ความสุข ครับ แต่ลองคิดเอาอก(ใหญ่ ๆ)ของเขา มาใส่อก(เล็ก ๆ)ของเรา เป็นเรา เราจะทำเลวเช่นนั้นหรือไม่ คนบางคนรวยระดับแสนล้าน หรือล้านล้าน แต่เขาก็ไม่ได้มีความสุข ครับ เขาดิ้นรนกระเสือกกระสน หาทางเอาเงินล้างความผิดของตัวเอง อย่างกับหนูติดจั่น
คนเราตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่คิด อาจจะนึกถึงความสุข ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน หรือวันนี้เราจะทำอะไรดี หรือปิดเทอมนี้ หรือปีใหม่นี้จะไปเที่ยวที่ไหน แต่กับบางคน ตื่นมาก็มีแต่ความกลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะเงินมันซื้อชื่อเสียง เกียรติยศกลับคืนมาไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองไทย หรือที่ไหนของโลก ลับหลังเขาก็นินทา เพราะถูกสังคมประทับ "ตราบาป" หรือ stigmatized เรียบร้อยแล้ว เขาอยู่ในนรกเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ต้องไปตัดสินบาปของเขา
ถ้าเราจินตนาการไปว่า เรามีเงินแสนล้าน หรือล้านล้าน อาจจะนึกภาพไม่ออก หรือคิดว่า เราไม่ทำอย่างนั้นแน่ ๆ แต่ถ้าเอาอกเขา มาใส่อกเราจริง ๆ อกของคนมีแสนล้าน กับอกคนมีเงินแสนเดียว ปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้า จะไม่เท่ากัน ครับ ถ้าลองมาเทียบกับคนในเอ็กซ์ทีนให้เห็นภาพง่าย ๆ อาจจะเป็นประมาณว่า เรามีเงินอยู่แสนบาท มีคนมาเสนอว่า ถ้าให้เงิน ๑ บาท กับเขา เขาจะสามารถผลักดันเอ็นทรี่ของเรา ขึ้นอ๊อดโป๊ดได้ สำหรับเราแล้ว เงินหนึ่งบาทจากเงินที่มีแสนบาท แลกกับการได้ขึ้นอ๊อดโป๊ด ช่างเล็กน้อยเสียนี่กระไร จนลืมศีลธรรมจรรยา จ่ายเงิน ๑ บาทไป จากนั้นก็ถูกจับได้ และถูกประณามหยามเหยียดจากเพื่อนสมาชิกว่า เราติดสินบนเจ้าพนักงาน
อ๊อดโป๊ดของเขา เป็นหน้าตา เป็นชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ถ้าเราเป็นเขา เราจะทำอย่างเขาบ้างไหมครับ ทั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้พยายามบอกว่า การคอร์รัปชั่น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่กำลังพยายามบอกวิธีคิดที่ทำให้ เราให้อภัยคนทั้งหลายได้ง่ายขึ้น มิใช่เฉพาะคนที่ได้ขึ้นอ๊อดโป๊ด แล้วไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ข้าพเจ้าได้รับฟังข่าวสารการเมืองมาเล็กน้อย ก็เครียดขึ้นมา แต่แล้วก็พบว่า ความเครียดไม่ใช่ความสุข ครับ แต่การอภัยนั่นละ คือ ความสุข ครับ
๒๓. และแม้คนที่สูงส่งระดับเป็นเจ้าของประเทศ ตัวจริงเสียงจริง ท่านก็ไม่ได้มีความสุข ครับ เพราะลูกหลานตีกัน ลูกหลานเอาเรื่องปวดหัวมาให้ท่านกังวลได้ทุกวี่วัน ทุกข์เสียยิ่งกว่าสามัญชน แล้วหันไปมองขอทาน ที่ใครเขาให้เครดิตไว้ต่ำสุด ก็ไม่เห็นมีความสุขเลยครับ ยังต้องง่วนหาของกินของใช้ เอาชีวิตรอดไปวัน ๆ สรุปว่า สูงสุดระดับพระมหากษัตริย์ หรือต่ำสุด อย่างขอทาน เกิดมาแล้ว ก็เป็นทุกข์เสมอกันครับ เพราะขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ครับ ข้าพเจ้าจึงค้นหาหนทางให้ไม่เกิด จะได้ไม่ต้องมีขันธ์ ๕ อีก ซึ่งก็คือ พระนิพพาน ครับ เป็นอันว่าสมณเพศเป็นสุขกว่า คนทั้งหลาย และจะสุขอย่างยิ่ง หาที่เปรียบมิได้ ถ้าทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ครับ
๒๔. ครั้นข้าพเจ้าได้รับข่าวสารการเมืองมาอีก ฝั่งหนึ่งพูดอย่าง อีกฝั่งหนึ่งพูดอีกอย่าง ก็แล้วใครพูดจริง ใครพูดเท็จ คิดแล้วปวดหัว ข้าพเจ้าเลยลองคิดว่า มันเป็นเรื่องสมมุติ ฝั่งแดงก็สมมุติเรื่องขึ้นอย่างหนึ่ง ฝั่งเหลืองก็สมมุติขึ้นอย่างหนึ่ง แต่เนื้อแท้ของความเป็นคน ความสุขมันมีอยู่แค่ กิน กาม เกียรติ ครับ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องสมมุติ
หรือธรรมะของพระพุทธองค์ ก็ตรงเข้าความต้องการของมนุษย์ ครับ ไม่ว่า เรื่องราวความขัดแย้ง มันจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดไหน สุดท้ายถ้าเราปฏิบัติตามทางที่พระองค์แนะไว้ ก็กำจัดทุกข์ได้ทั้งสิ้น ขอเน้นย้ำอีกที พระพุทธองค์ตรัสถึงธรรมะที่เสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ คือ สังคหวัตถุ ๔ มี ทาน-การให้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ปิยวาจา-การพูดให้ไพเราะ อัตถจริยา-ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น สมานัตตตา-การไม่ถือตัวถือตน
แต่เห็นด้วยกับเจ้าของข้อมูลการเมืองครับว่า การแก้ปัญหานั้น คือ การเริ่มแก้ไขที่ศีลธรรมของประชาชนในวันนี้ ครับ โดยใช้ศาสนานำ ไม่ใช่ไปแก้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นเป็นปลายเหตุแล้ว ครับ แก้ไขลำบากมาก บางทีอาจต้องก้มหน้ารับกรรม ที่เราร่วมกันทำมา (ก็ดันมาเกิดร่วมแผ่นดินกับเขานี่ ไม่อยากร่วมกับเขา ก็พยายามไม่เกิดเสีย)
๒๕. เมื่อผัสสะมากระทบ ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ เพราะความรู้สึกว่า เราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของประเทศ เราต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง คิดอีกที อีกไม่เกินร้อยปี คนรวยคนนั้นก็ตาย คนพูดจาหยาบคายคนนั้นก็ตาย เราก็ตาย ใคร ๆ ก็ตายกันหมด เขารวยแค่ไหน ก็เอาเงินไปไม่ได้สักบาท เหมือน ๆ กับเรา ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะทำวันนี้ให้มีความสุขดีกว่า ครับ
๒๖. ยิ่งคิดลึกลงไป ข้าพเจ้าก็วางอะไรมาแล้ว ตั้งมากมาย อะไร อะไร ที่เขาอยากได้ อยากมีกัน ข้าพเจ้าก็วางไว้ข้างหลัง วางแล้ว มันมีความสุขครับ เรื่องการเมือง เป็นเรื่องไกลตัวกว่า บ้านราคา ๘ ล้าน ไกลกว่า รถราคาเป็นล้าน ไกลกว่าบริษัทที่ตั้งมา ๖ ปี ยอดขายเดือนละล้านเศษ และลูกค้าชั้นดีทั้งหมด ไกลกว่า ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ไกลกว่า ปริญญาบัตร และสถานะทางสังคม ไกลกว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมเต็มตู้ ไกลกว่าชีวิตกลางคืน ไกลกว่าเพื่อนฝูง ไกลกว่าแฟน ไกลกว่าญาติ ไกลกว่าพี่น้อง ไกลกว่าพ่อแม่ ไกลกว่าอาหารรสเลิศ ไกลกว่าอาหารมื้อเย็น มันอยู่ไกลขนาดนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจะไปทุกข์ทำไม (ปัจจุบัน กลุ้มเรื่องกินอยู่เรื่องเดียว ครับ)
๒๗. เหลือสิ่งสำคัญอยู่อย่างหนึ่งครับ นั่นคือ sms ครับ การรักษา sms นี้ไว้ เป็นอย่างเดียวที่น่ากังวล น่าต่อสู้จนชีพม้วยมรณา เพื่อรักษา sms นี้ไว้ เพราะเป็น sms ที่ทำให้ข้าพเจ้าค้นพบ ๒๖ ข้อข้างต้น และจะทำให้ทุกคนที่ได้รับ sms นี้ มีความสุข ครับ
sms นี้ชื่อ อริยสัจ ๔ ประการ ครับ หาก sms สั้น ๆ ๔ ข้อความนี้จะม้วยมรณาสูญสลายไปเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ขอเอาชีวิตเข้าแลก ครับ
๒๘. ติดเอ็กซ์ทีนแล้วมีความสุขดี ครับ
๒๙. ได้ขึ้นอีอดโป๊ดก็มีความสุขดี ครับ
๓๐. ๒ ข้อข้างต้น มีความสุขยั่งยืน เพราะได้เผยแผ่ธรรมะ ได้แบ่งปันความสุข และได้แบ่งปันประสบการณ์ ครับ ความสุขที่ไม่ยั่งยืน คือพวกตัวเลข stat เม้นท์ อ๊อดโป๊ด พวกนี้สุขประเดี๋ยวประด๋าว ครับ ได้แล้ว ก็อยากได้อีก อยากได้เพิ่ม อยากขึ้นอีก ไม่มีที่สิ้นสุด (แต่ก็ยังอยากได้ครับ...เอิ๊ก
)
๓๑. การเดินธุดงค์ เที่ยวไปเรื่อย ๆ ภาวนาไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมาย และไม่ยึดติดกับสถานที่ ค่ำไหนนอนนั่น เป็นความสุข ครับ
๓๒. นึกไม่ออกแระ เด๋วนึกออกแล้วจะมาใส่เพิ่ม
มีเม้นท์อันหนึ่ง อยากยกขึ้นเป็นกรณีตัวอย่าง สำหรับแท็ก แถก หรือถาก ทำความดีที่สุดในชีวิต ขออนุญาตเจ้าของเม้นท์มา ณ ที่นี้เลย เม้นท์ดังกล่าวมีข้อความอย่างนี้ ครับ
หนูรู้สึกพยายามทำความดีแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเลย
อย่างวันนี้พยายามเข็นเก้าอี้จากห้องอื่นให้เพื่อน ๆ นั่งกันครบทุกคน
พยายามดูว่าเก้าอี้สูงพอไหม
ถ้าไม่พอก็เข็นไปไว้ที่ห้องที่มีโต๊ะสูงกว่าแล้วเอาอันเตี้ยกว่ามาเข็นใน
ห้อง แต่ตัวเองคล้ายๆกับโดนแย่งเก้าอี้ซะเอง เหมือนทำไปเปล่าประโยชน์
รู้สึกท้อเหมือนกันง่ะ
ก่อนอื่นขอชมเชยในความพยายามทำความดีของน้องเขาก่อนครับ น่าชื่นชมมาก และละเอียดมากด้วยนะ กับการพยายามแบกเก้าอี้ ซึ่งอาจจะเบา แต่พอยกหลาย ๆ ตัว ไปหลาย ๆ ห้อง มันก็หนักขึ้นมาจับใจทีเดียว เพื่อให้ความสูงโต๊ะ กับความสูงของเก้าอี้พอดีกัน ขอปรบมือให้ครับ การทำความดีอย่างที่น้องคนนี้ทำ เป็นการทำสาธารณประโยชน์ครับ เพราะมิได้เจาะจง จะทำกับโต๊ะเก้าอี้ของใครโดยเฉพาะ ให้พอดีกัน แต่ทำให้ใครก็ได้ครับ ให้เขามีโต๊ะเก้าอี้ที่สูงเสมอกันใช้ การทำความดีในลักษณะนี้ ท่านเปรียบเหมือนการโยนหินลงในทะเลสาบ ครับ คลื่นน้ำกระเพื่อมจะแผ่ออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เวลาที่ผลของกุศลกรรมกลับมาสนอง ก็หาที่สุดไม่ได้เช่นกัน ครับ
สมัยพุทธกาล มีเจ้าลัทธิใหญ่ ๆ ที่มีคนนับถือมากอยู่ ๖ ลัทธิ ครับ หนึ่งในลัทธิเหล่านั้น เชื่อว่า การทำความดีแล้วไม่มีคนเห็น ก็ไม่เป็นอันทำความดี ครับ ส่วนการทำชั่ว ถ้าทำแล้ว คนจับไม่ได้ ก็ถือว่า ไม่ได้ทำความชั่ว อีกเช่นกัน พระพุทธเจ้าประณามความเชื่อ ๖ ลัทธินี้ว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ครับ
การทำความดีนั้น ก็เหมือนการทำบุญ บุญนั้นในคิริมานนทสูตรกล่าวไว้ว่า บุญ คือ ความสุข ครับ
ฉะนั้น การทำความดี ก็คือ การทำให้เรามีความสุข ครับ แต่สุขชนิดนี้ เป็นสุขที่ละเอียด ครับ จะมองเห็นได้ ต้องผ่านการฝึกฝน หรือทำเป็นประจำ จนเป็นนิสัย ใช่จะเห็นกันง่าย ๆ ดังนี้แล้ว ลัทธิดังกล่าวจึงมีคนนับถือมาก เพราะความสุขที่เกิดจากการได้รับคำสรรเสริญมันเห็นได้ง่าย ๆ ส่วนความสุขที่ละเอียดที่เกิดขึ้นเฉพาะในใจ โดยมิต้องอิงอามิส หรืออิงวัตถุธาตุใด ๆ ภายนอก เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากกว่า ครับ
ทีนี้คนที่ยังมองไม่เห็นความสุข ก็แบ่งเป็นสองประเภทครับ ประเภทหนึ่ง นิยามตัวเองว่า เป็นคนพุทธแท้ ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ฟังพระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าอย่างนี้ แล้วไม่เชื่อ แล้วก็ไม่ลองปฏิบัติ ครับ ค้านหัวชนฝา ว่าเป็นไปไม่ได้ หรือ ทดลองทำไม่กี่ครั้ง ไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความสุข ดังที่พระองค์ตรัส ก็เลยกลายเป็นไม่เชื่อไป หรือหนักกว่านั้น ก็บิดเบือนไปเลยครับว่า พระองค์ไม่ได้สอนอย่างนี้ พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์โบราณอายุกว่าสองพันห้าร้อยปี คงจะมีใครเขียนแต่งเติมเข้าไป เพราะลองปฏิบัติดูแล้ว ไม่เห็นได้ผลเลย ความจริงแล้ว พระองค์ "น่าจะ" ตรัสอย่างนี้มากกว่า บลา ๆ ๆ ... (ใส่ความคิดตัวเองเข้าไป)
กับอีกประเภทหนึ่ง ยังไม่เห็นความสุขเหมือนกัน แต่น้อมใจเชื่อไปก่อนว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัส ย่อมเป็นความจริงแน่ แต่เรายังปฏิบัติไปไม่ถึง ถ้าปฏิบัติถึงแล้ว ก็คงเห็นจริงตามนั้น แล้วก็เริ่มปฏิบัติ ด้วยการสร้างความดีทุก ๆ วัน แล้ววันหนึ่งก็จะพบความจริง
ข้าพเจ้าเป็นอย่างหลังครับ มันเหมือนการเป็นสมาชิกเอ็กซ์ทีนนี่แหละ แรก ๆ ก็ตื่นตาตื่นใจไปกับค่า stat อ๊อดโป๊ด คอมเม้นท์ ครั้นนานเข้า ทำไปเรื่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นความพอใจ ที่จะเขียน ครับ แรก ๆ อารมณ์ก็จะขึ้นลงปู๊ดป๊าด อุ๊ย...เอ็นทรี่ของฉันได้ขึ้นอ๊อดโป๊ดแล้ว อุ๊ย...เม้นท์กำลังไต่ตัวเลขขึ้นไป ครั้นพอไม่ได้ขึ้น ก็เหงาหงอย เป็นหอยป่วย พอเขียนไปเรื่อย ๆ แทนที่จะเขียนเพราะคาดหวังการขึ้นอ๊อดโป๊ด หรือคาดหวังคอมเม้นท์ มันกลายเป็นเขียนเพราะอยากเขียน และมีความสุขกับการเขียน ครับ
ทำนองเดียวกัน กับการทำความดีครับ แรก ๆ ถ้าทำความดีแล้วมีคนชื่นชม หัวใจจะพองโต เลือดลมฉีดพล่าน อะดรินาลีนหลั่ง แต่ถ้าโดนด่า หรือไม่ได้รับความสนใจ ก็จะห่อเหี่ยว เบื่อโลก ซึมเศร้า ต้อแต้เหมือนน้องคนนี้ แต่ถ้าเราลุยทำไปเรื่อย ๆ วันหนึ่ง เราจะมีความสุขได้เอง โดยไม่ต้องอิงคำชม หรือสรรเสริญ ครับ และนั่นคือความสุขแท้ครับ ความสุขแท้นั้น อยากมีขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็แค่คิดถึงครับ แล้วก็ยิ้มกับตัวเองได้
ประสบการณ์ตรงของข้าพเจ้าเอง เวลาทำความดีไปถึงจุดหนึ่ง มันจะรู้สึกได้ง่าย และชัดเจนมาก ครับ มีอยู่วันหนึ่ง หงุดหงิดเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ เดินบิณฑบาตออกไปหน้าบูดเป็นขี้ แต่พอได้แจกของปุ๊บ อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเลยครับ
อีกประการหนึ่งครับ ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า การทำความดี อย่าหวังต่ำครับ การทำความดี ก็ประหนึ่งการปีนต้นไม้ ถ้าเราตั้งเป้าจะไปให้ถึงยอด แล้วก็พยายามสุดความสามารถ ครั้นไม่ถึงยอด ก็อาจไปค้างอยู่ที่กิ่งหนึ่ง แต่ถ้าตั้งเป้าหมายต่ำ ที่กิ่งใดกิ่งหนึ่ง ไปไม่ถึงก็อาจตกลงมาที่พื้น หรือต่ำกว่านั้น
เพราะฉะนั้นตั้งเป้าไปที่ยอดเลยครับ ทำความดีทุกอย่าง ตั้งความปรารถนาไปพระนิพพานเลย แห้วพระนิพพาน อาจไปตกที่พรหม แห้วพรหม อาจไปค้างเป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ หรือซวยสุด ๆ แห้วสวรรค์ ก็ตกลงมาเป็นคนดังเดิม
ถ้าตั้งความหวังไว้ให้ถึงพระนิพพาน การมีคนสรรเสริญ หรือนินทา ก็เป็นเรื่องเด็ก ๆ ครับ เพราะมันเป็นอะไรที่ โลกี้ย์ โลกีย์ หมายถึง มันโล้ก โลก มีแต่เฉพาะบนโลก คนจะไปนิพพาน เขาไม่สนหรอกครับ เรื่องสรรเสริญ หรือนินทา
ฝากแท็กด้วยครับ
ข้าพเจ้าขอยื่น แถก หรือ ถาก (ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งก็คือ Tag นั่นเอง ให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านครับว่า การทำความดีอะไร ที่ท่านคิดว่า ท่านทำความดีที่สุดในชีวิต ครับ กติกาคือ
๑. ก๊อปปี้ กติกาแท็กทำความดีที่สุดในชีวิต ใส่ไว้ในเอ็นทรี่
๒. ตอบคำถาม ต่อไปนี้
๑. การทำความดีอะไร ที่ท่านรู้สึกภูมิใจที่สุด ในชีวิต ประทับใจที่สุดในชีวิต หรือ รู้สึกว่า มันเป็นความดีที่สุด ของชีวิต นึกถึงทีไร ยิ้มได้ทุกที
๒. หากท่านถูกมอบหมาย ให้ทำความดีวันละอย่าง ท่านจะทำอะไรดี ครับ
๓. ในวันพ่อแห่งชาติ ที่จะถึงนี้ ท่านอยากทำความดีอะไร ให้คุณพ่อของท่านที่บ้าน และอยากทำความดีอะไร ถวายพ่อหลวงของเราบ้าง ครับ
๓. พิมพ์ คำว่า "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ลงใน Tags แล้วส่งแท็กต่อให้คนที่ท่านสนิทอย่างน้อย ๒ คน
มาทำความดีถวายพระพี่นาง และพ่อหลวงของเรากัน ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 16 Nov 2008 16:54:24 by Dhammasarokikku
ข้อ ๒๘-๒๙ หนูเองก็ชอบค่ะ
ข้อ28-30หลวงพี่แอบเนียนรึเปล่าครับเนี่ย


โดนใจดัง "ฉึก"
โดยเฉพาะข้อ 4-8
ก้มหน้าก้มตาสำนึกผิด....
แถกความดีของหลวงพี่ พรุ่งนี้ได้เห็นแน่ครับ วันนี้พอดีว่า เขียนเอนทรี่สำนึกผิดไปแล้วน่ะครับ....
#1 By ซับบาธ... on 2008-11-11 15:23