เนื้อหาเอ็นทรี่นี้ เป็นภาคต่อของ ๒ ภาคที่แล้ว ดังนี้ ครับ

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒

มีอีกเอ็นทรี่หนึ่ง ค้างคาไว้ว่า จะตอบเม้นท์ ครับ มีเม้นท์เข้ามาในเอ็นทรี่ การเมืองเรื่องสมมุติ ดังนี้

 

กราบขอบพระคุณหลวงพี่ค่ะ ขอบพระคุณเหลือเกินที่กรุณาชี้แนะ

ยอมรับค่ะ ว่าดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในประชาชนที่ ณ ปัจจุบัน เหนื่อยหน่ายกับการแย่งชิงอำนาจของบ้านเมืองนี้เสียเหลือเกิน เ้ฝ้ารออยู่นี่ล่ะค่ะ่ว่าเมื่อไหร่ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปเสียที

คุณแม่ก็สอนเราทำนองเดียวกันกับที่หลวงพี่สอนนี่เลยค่ะ ท่านว่า คิดเสียว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

เฮ้อ...แต่กว่าจะ "ผ่านไป" ดิฉันก็อดกังวลไม่ได้อีกว่า กว่าจะถึงตอนนั้น ประเทศไทยต้องสูญเสียอะไรไปอีก โดยเฉพาะชีวิตประชาชน....

แม้จะเรียนDerridaมาบ้างแบบงูๆปลาๆว่า ทุกอย่างบนโลกนี้เป็นการประกอบสร้าง ก็ทำนองเดียวกับการเป็นสิ่งสมมติอย่างทีหลวงพี่สอนน่ะนะคะ แต่ดิฉันก็ยังสงสัยว่า หากคนเราขาดซึ่ง ศรัทธา ไปเสียอีกตัว ไ่ร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง ชีวิตที่ดำรงอยู่มันคงไร้ความหมายหรือไม่?

แต่ความเชื่อ ความศรัทธาที่มากเกินไป ก็จะนำมาซึ่งความรุนแรงอย่างที่เรากำลังเห็นอยู่ ไม่ว่าจะฝ่ายเหลือง ฝ่ายแดง ฝ่ายขบวนการห้าสีอะไรก็ตาม

สุดท้ายเหยื่อคือประชาชนที่ "เชื่อ" ประชาชนที่กลายเป็นประหนึ่งหมากให้เขาเดิน

คิดแบบนี้แล้ว ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดจริงๆเลยค่ะ

 

Derrida คืออะไรก็ไม่ทราบครับ เอาเป็นว่า คงหมายถึง การคิดเสียว่า ทุกสิ่งเป็นสิ่งสมมุติ

ก็รู้สึกเห็นด้วยครับ รู้สึกสงสารประชาชนที่กลายเป็นประหนึ่งหมากให้เขาเดิน

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เกี่ยวกับการจัดการความทุกข์นั้น ท่านไม่ได้แนะให้ไม่สนใจเสียเลย หรือปิดการรับรู้ทั้งหมด ครับ ในฐานะที่เป็นประชาชนของประเทศนี้คนหนึ่ง เรามีหน้าที่ของเรา ครับ เราต้องทำตามหน้าที่นั้น ในฐานะประชาชน จะหลีกเลี่ยงเสียมิได้ หากจะเลี่ยง คงต้องเลี่ยงไปเป็นนักบวช ครับ และถึงเลี่ยงไปเป็นนักบวชแล้ว เกิดฝ่ายที่เราไม่ได้เชียร์ชนะขึ้นมา ก็ต้องรับสภาพในฐานะนักบวชเช่นกัน ครับ

และท่านก็ไม่ได้สอนให้เราเห็นแก่ตัวนะครับ บางคนศึกษาเพียงผิวเผิน ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด เอาคำว่า เป็นทางของคน คนเดียว ไปแปลว่า อ๋อ... สอนให้เอาตัวรอดไปเพียงคนเดียว ไม่สนใจใคร ไม่แคร์ญาติ มิตร ภรรยา หรือลูก

สิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนให้ "วาง" ครับ และวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ถึงการวางได้อย่างแท้จริง คือ มรรคมีองค์ ๘ กับมัชฌิมาปฏิปทา-ทางสายกลาง ครับ

การปิดการรับรู้ในข่าวสาร มันเหมือนการหนีปัญหาไป ครับ เมื่อไหร่เปิดการรับรู้ใหม่ มันก็ทุกข์ใหม่ ท่านสอนถึง "ปัญหา" หรือ "ความทุกข์" ที่แท้จริง ไม่ใช่แมวที่ไหน ไม่ใช่ความขัดแย้งที่ไหน ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจที่ไหน ไม่ใช่ปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่ปัญหาสึนามิ ไม่ใช่ปัญหาน้ำท่วมโลก หรือ โลกจะแตก แต่ปัญหาอยู่ที่ "การรับรู้" ของเรา ครับ ภาษาบาลีเรียกว่า "ผัสสะ"

ผัสสะ หรือ การกระทบประสาทสัมผัส ของเรา มีเข้ามาได้ ๖ ทาง ครับ ท่านเรียกว่า อายตนะทั้ง ๖ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทีนี้มันมีวิธีการจัดการกับผัสสะ หลายวิธี ครับ

เอาอย่างพระสูตร อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยของร้อน ๖ อย่าง ท่านว่า

 

รูป เมื่อมากระทบ ตา ทำให้เร่าร้อน

เสียง เมื่อมากระทบ หู ทำให้เร่าร้อน

กลิ่น เมื่อมากระทบ จมูก ทำให้เร่าร้อน

รส เมื่อมากระทบ ลิ้น ทำให้เร่าร้อน

โผฏฐัพพะ หรือ สัมผัส เมื่อมากระทบ กาย ทำให้เร่าร้อน

ธรรมารมณ์ เมื่อมากระทบ ใจ ทำให้เร่าร้อน

 

ยกตัวอย่างเช่น ตาเห็นข่าวทางทีวี หูได้ยินเขารายงานข่าวทางทีวี ใจก็เอาไปคิดปรุงแต่ง แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น ครับ

ถ้าเราปิดตา ปิดหู ปิดทีวีเสีย ความทุกข์ก็ไม่เกิด ถูกไหมครับ แต่เปิดเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น

ทีนี้ พระพุทธองค์ ไม่ได้ห้ามไม่ให้รับรู้ หรือ ไม่ให้คิด ครับ แต่ท่านสอนให้รับรู้ ให้สัมผัส ให้คิด แล้วก็ให้ "วาง" ครับ

เชื่อไหมครับว่า พระอรหันต์นั้น ท่าน "วาง" ได้ในชั่วพริบตา ท่านจึงเป็นสุขอย่างยิ่งไงครับ ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็เพราะท่านไม่ติดในอารมณ์ ครับ ตาเห็น หูฟัง ใจคิด เสร็จแล้วพิจารณาว่า มันเป็นสาระหรือไม่ พอทราบว่า มันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของโลก ท่านก็วางทันที กระบวนการทั้งสิ้นนี้ เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงวินาที ครับ

การติดในอารมณ์ หรือการไปวนเวียนครุ่นคิด บาลีเรียกว่า "อุปาทาน" ครับ

พระอรหันต์ท่านเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ ดังนั้นพอทราบว่า อุปาทานเกิดปั๊บ ท่านละทันที ครับ สุขทันทีเหมือนกัน

ทีนี้ นั่นเป็นเรื่องของพระอรหันต์ แล้วเราปุถุชนเล่า จะจัดการเหล่าเหตุแห่งทุกข์เหล่านี้อย่างไร

ท่านสอนว่า ขั้นแรก ต้องเจริญสติสัมปชัญญะ ก่อนครับ เพราะถ้าไม่ฝึกรู้ตัว อุปาทานกินใจตอนไหน ยังไม่รู้ตัวเลยครับ ฟังข่าวปุ๊บ ความเครียดพุ่ง แล้วก็ไปนั่งโซแซด เหงาหงอย เป็นหอยป่วย โดยไม่ทราบเลยครับว่า กระบวนการเกิดความทุกข์นั้น ปาไปเป็นหลายขั้นแล้ว

ถ้าเรามีสติ คอยดูใจอยู่เสมอว่า ขณะนี้ ใจเราเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ นั่นเรียกว่า เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ครับ เหมาะกับผู้มีปัญญามาก อย่างพระสารีบุตร และท่านที่เป็นพุทธิจริต ชอบคิดเยอะ

ถ้าเรามีสติมากขึ้น เราจะเห็นทุกอย่างรอบกายช้าลง ครับ อะนั่น กำลังเปิดทีวี ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ (กำลังแสดงภาพสโลว์โมชั่น นึกภาพตามไปนะครับ) อะนั่น ผู้รายงานข่าว โผล่หน้าขึ้นมา ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ อะนั่น ผู้รายงานข่าวขยับปากพูด รายงานข่าวการเมือง ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ตาได้เห็นภาพ หูได้ยินเสียง ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ใจเริ่มคิด.... อุ๊ยนั่นฝ่ายที่เราเชียร์ กำลังเพลี่ยงพล้ำ ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ใจคิดว่า "ไม่น่าเลย ไม่น่าเพลี่ยงพล้ำเลย" ปั่ม ป๊าม !!! เห็นไหมครับ จังหวะที่เกิดทุกข์ ทุกข์มันเกิดขึ้น ในวินาทีที่เราคิดว่า "ไม่น่าเลย ไม่น่าเพลี่ยงพล้ำเลย" และสังเกตุนะครับว่า ทุกข์มันไม่ได้เกิดที่ฝ่ายที่เราเชียร์เพลี่ยงพล้ำ แต่เกิดที่เรา "รับรู้" ว่า เพลี่ยงพล้ำ

ไอ้ความรู้ตัวนี่ มันต้องรู้ตัวขึ้นมาในวินาทีที่ความทุกข์เกิดขึ้น หรือไม่ก็ช้าไปไม่กี่วินาทีครับ ถึงจะเรียกว่า ใช้ได้ ยิ่งรู้ตัวเร็วขึ้นเท่าไหร่ ความทุกข์ก็จะน้อยลงมากขึ้นเท่านั้น ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น พระอรหันต์บางองค์ เช่น ท่านพาหิยะทารุจิรียะ ผู้เป็นเอตทัคคะด้านบรรลุเร็ว ท่านเจ๋งกว่านั้นอีกครับ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอย่างนี้ครับ ดูก่อน พาหิยะ เธอเห็นรูป จงสักแต่ว่า เห็นรูป นี่ละครับ พอเข้าใจไหมครับ ไอ้เรานี่ กว่าจะจับจังหวะให้รู้ถึงตัวทุกข์ขึ้นมา ก็ปาไปตอนคิดแล้วว่า "ไม่น่าเลย" ท่านพาหิยะนี่ ตัดเสียตั้งแต่ "ตาเห็นภาพ" หรือ "ตาเห็นผู้สื่อข่าว" เลยครับ ท่านรู้สึกว่า เห็นก็สักแต่ว่าเห็น คือไม่เอาไปคิดปรุงแต่งต่อ สุดยอดไหม ครับ

แต่กลไกการเกิดทุกข์นี่ บาลีเขาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปบาท" มี ๑๑ ขั้นตอน ตัดตรงไหนก็ขาด เหมือนกันหมดครับ จะตัดตอนคิดว่า "ไม่น่าเลย" หรือ ตัดตั้งแต่ "ตาเห็นผู้สื่อข่าว" ก็มีค่าเท่ากัน คือ วงจรการเกิดทุกข์ขาด ครับ

คราวนี้ถ้าฝึกฝนไปจนมีสติรู้แล้วว่า ความทุกข์เกิดขึ้นตอนไหน แล้วไงต่อ บางครูบาอาจารย์ก็แนะว่า ความทุกข์จะหายไปเอง แต่ถ้าอิงในตำรา ท่านแนะว่า ให้มองโลกเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ครับ ภาษาทางการเรียกว่า ไตรลักษณญาณ

ยกตัวอย่างเช่น รู้ตัวขึ้นมาเมื่อตอนคิดว่า "ไม่น่าเลย" ก็คิดเลยครับว่า มันเป็นทุกขัง จริงไหม การเพลี่ยงพล้ำ มันไม่สามารถทนอยู่ได้นาน จริงไหม แล้วมันก็เป็นทุกข์ จริงไหม การเพลี่ยงพล้ำมันก็เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวฝ่ายโน้นก็เพลี่ยงพล้ำบ้าง ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ไม่มีความเที่ยง จริงไหม แล้วสุดท้ายทั้งสองฝ่าย ก็ซี้แหง๋แก๋ ตายเรียบ อีกไม่เกินร้อยปี มันจริงไหม กระบวนการคิดยาวเหยียดนี่ คิดซ้ำไปซ้ำมาบ่อย ๆ มันจะสั้นลง และเร็วขึ้นครับ คือ คิดครั้งแรก อาจจะนานนิดหนึ่ง เพราะต้องคิดพิสูจน์ว่ามันจริงไหม พอทำ ๆ ไป มันกลายเป็นความเคยชินครับ มันเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ของทุกสิ่งในโลกนี้ เราคิดแล้วคิดอีก เป็นพัน เป็นหมื่นครั้ง ก็จริงทุกที คราวนี้ไม่ต้องคิดแล้วครับ พอชำนาญแล้ว จิตมันจำได้เลยครับว่า มันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกข์เกิดปุ๊บ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา คิดซ้ำ ๆ ไป ซ้ำ ๆ มา วันหนึ่งก็เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ครับ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็น zero wait state สภาวะไม่มีการรอคอย เห็นปุ๊บ รู้ด้วยปัญญาทันที(ไม่ใช่รู้จากความจำนะ)เลยว่า มันเป็นไตรลักษณ์ รู้ปุ๊บ"วาง"ปั๊บ ก็จบกิจ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ในพระพุทธศาสนา ครับ

ง่ายไหมครับ จบกิจกันง่าย ๆ เลย แม้ไม่ได้ต้องการถึงจบกิจ แต่ถ้าฝึกไปเรื่อย ๆ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นมาก ทีเดียวครับ ถ้าอยากจบกิจ เริ่มที่ฝึกสติ ครับ ดูข่าวไป ฝึกสติไปด้วย ครับ วิธีเจริญสติ ก็ดูใน How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑ ครับ

มาเป็นพระอรหันต์ด้วยการเมืองกัน ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. ไหน ๆ ก็ว่า เรื่องธรรมะแล้ว ใส่เสียงธรรมลงไปด้วยดีฝ่า อิ อิ ... ห่างหายไปซะนาน ๑๔ นาทีเองครับ ฟังซะหน่อย ประดับสมอง เรื่องอยู่กับงูเห่า ของหลวงพ่ชา สุภัทโท ครับ

ปล.๒ วันนี้ฟูมฟายได้ใจจริง ๆ

ปล.๓ ประมูลกันเสร็จแล้ว อย่าลืมทำ แท็ก แถก แถก แท็ก แถ-แด็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" กันนะคร๊าบ

ปล.๔ เอาอีกสักเอ็นทรี่ ดีไหมเนี่ยะ ไม่เป็นอันดูหนังสือแร้วววววววว.....

edit @ 25 Nov 2008 04:41:53 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนูไม่เคยสนใจการเมืองเลย sad smile..... ไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย งวาดรูปเล่นสนุกกว่า ฮา

สาธุค่า~

#1 By Cotton on 2008-11-13 19:51

ตอบความเห็นที่ ๑

ธรรมะของพระพุทธองค์ใช้ได้กับทุกเรื่องครับ ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

แม้วาดรูปเล่น แล้วรูปไม่สวย ไม่พอใจ เกิดทุกข์ขึ้น ก็สามารถนำไปใช้ได้ ครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-11-13 21:43

อ่านหนังสือ อ่านหนังสือ tongue

#3 By mahaoath on 2008-11-13 21:47


Hot! Hot! Hot!
กราบนมัสการอีกรอบของวันค่ะ (ช่วงนี้ดิฉันเกาะบล็อกหลวงพี่หนึบมาก ว่างเป็นเข้ามาอ่าน)

แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณด้วยสำหรับคำชี้แนะที่กระแทกใจสุดๆ (ไม่คิดว่าหลวงพี่จะตอบจดหมาย เอ๊ย คอมเม้นต์ของดิฉัน มีความรู้สึกเหมือนดีเจอ่านจดหมายของตัวเองออกอากาศ ฮ่าๆ) โดยเฉพาะประโยค"ฟังข่าวปุ๊บ ความเครียดพุ่ง แล้วก็ไปนั่งโซแซด เหงาหงอย เป็นหอยป่วย " จริง ใช่เลยค่ะ นั่นเป็นอาการของประชาชนหลายคนที่เครียดกับข่าวการเมือง เช้าๆนี่ไม่อยากอ่าน ไม่อยากดูทีวีเลย รวมทั้งดิฉันด้วยค่ะ

พออ่านจบก็รู้สึกว่า แอบเห็นแสงสว่างรำไรๆ ถูกคือ ยิ่งไปปิด ไม่รับรู้ พอรู้ขึ้นมานี่ มันเจ็บปวดจริงๆ เรื่องนี้ดิฉันก็เจอกับตัวเองบ่อย sad smile แม้จะไ่ม่ใช่เรื่องการเมืองก็เถอะนะคะ แต่มาคิดดู ตอนนี้เราไม่ทุกข์เรื่องนั้นแล้ว เพราะเราวางมันได้แล้วจริงๆ เอ๊ะ เราก็เคยทำได้นี่เนอะ แล้วทำไมจะนำวิธีนั้นมาใช้อีกไม่ได้ แต่ในกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยวางนั้นตัวเองกลับไม่ได้ใส่ใจจำ แต่กว่าจะปล่อยวางได้สำเร็จ มันก็ต้องใช้เวลาจริงๆนะคะ ครั้นพอวางได้จริงๆ เออ เบาแฮะ แบกน้ำหนักของใครไม่รู้ตั้งหลายกิโลไว้ตั้งนาน

การพิจารณาประเด็นการเมืองด้วยสติ ดิฉันคิดว่านาทีมันมีความสำคัญมากเลยนะคะสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะจะทำให้เรามองออกในที่สุดว่า แต่ละขั้วการเมืองก็มีวาระซ่อนเร้นของตัวเอง และสิ่งที่เขากำลังใช้เป็นตัวประกันต่อรองกันอยู่ก็คือประเทศชาติของเรา ประชาชนตอนนี้ตกอยู่ในสถานะ ทั้งเป็นหมากเดินเกมส์ และเป็นตัวประกัน หลายคนยังไม่รู้ตัว...เพราะมิจฉาทิฐิบังตาอย่างที่หลวงพี่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ

ดิฉันยังเป็นมนุษย์ธรรมดาที่หลงอยู่ในวังวนกิเลส บางทีก็เพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่หวังถึงขั้นนิพพานsad smile แต่ก็จะพยายามเจริญสติกับสถานการณ์ที่จะนำไปสู่ความทุกข์ทั้งหลายให้มากขึ้น (ซึ่งนั่นเป็นประโยชน์กับมนุษย์ใจร้อนอย่างดิฉันจริงๆค่ะ)

อ๊ากกก พิมพ์ยาว เพลินค่ะ (แอบขาดสติ นึกว่าอยู่บล็อกตัวเอง ฮ่าๆ) เขียนTagของหลวงพี่เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวจะแอบเอาไปแจกเพื่อนอีก อิๆ ขอตอบแทนเอ็นทรี่นี้ด้วยดราก้อนบอลนะค่ะ

Hot! Hot! Hot!
ตอบความเห็นที่ ๓

เฮือก... น้อมรับด้วยเกล้าขอรับ

ตอบความเห็นที่ ๔

มิน่าเล่า ค่าสถิติการเข้าชมมันถึงพุ่งเอ้า พุ่งเอา cry cry cry

ความจริงไม่เกี่ยวว่าเป็นเม้นท์ของใครหรอกครับ ถ้าเห็นว่ามันยาวเกิน หรืออาจมีประโยชน์แก่คนอื่นด้วย ก็เอามาขึ้นเอ็นทรี่ใหม่

มานั่งพิจารณาแล้ว การนั่งดูทีวี หรือติดตามข่าวให้มีสตินั้น ทำได้ยากมากทีเดียว เพราะรายการโทรทัศน์นั้น พยายามทำให้คนไม่มีสติครับ พยายามป้อนอะไร ๆ ให้คนเราคิดปรุงแต่งตลอดเวลา การพยายามมีสติจากการดูทีวี จึงแทบไม่เป็นผล

ข้าพเจ้าเองไม่ได้ดูโทรทัศน์มานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส มันเลยเหมือนตัวเอง หลุดออกมาจากวงโคจร หลุดออกไปจากกรอบความคิดที่คนทำรายการโทรทัศน์ เขาต้องการให้ทุกคนอยู่ในกรอบ ก็เลยกลายเป็นมุมมองที่แปลกประหลาด พิสดาร เห็นว่า แม้กระทั่งการติดตามข่าวการเมือง ก็นำมาปฏิบัติธรรมได้ ด้วยการรับข่าว คิด แล้วก็ปลง รับข่าว คิด แล้วก็ปลง ไปเรื่อย ๆ จนที่สุด ไม่เห็นอะไรในโลกนี้ เป็นแก่นสาร หรือมีสาระใดใด เมื่อนั้นก็จะเข้าถึง ความสุขที่แท้จริง ครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-11-14 00:53

แหม หลวงพี่ เขียนได้เห็นภาพเลยค่ะ *-* การที่เรายิ่งเห็นสิ่งต่างๆสโลโมชั่น ก็เพราะจิตละเอียดมากขึ้นสินะคะ แบบว่า ซอย moment นึงออกเป็นอะไรยิบๆๆๆๆๆ

เจาแอบไปเรียนเคล็ดวิชานี้มาจากคณะละคร *0* ไม่น่าเชื่อ แต่ว่า เวลาที่เราแสดงละคร เราแอบต้องแบ่งช่วงเวลาที่เรากระทำ และรับรู้ ออกเป็นห้วงย่อยๆ ยิ่งย่อยได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเราจะเห็นภาพชัด ว่าเรากำลังต้องกระทำ action อะไรบ้าง เค้าบอกว่า การเล่นละคร ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่เป็นการทำความเข้าใจ ในขั้นตอนกระบวนความคิดของตัวละคร ถึงขั้นละเอียดยิบย่อย จนสามารถบอกได้เลยว่า คนที่มีความคิดแบบนี้ ประสบการณ์แบบนี้ อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เมื่อเจอสิ่งนี้มากระทบแบบนี้ คงจะมี reaction แบบนี้ เค้าบอกว่า การเรียนละคร จะทำให้เข้าใจคนแบบต่างๆได้มากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ละครอาจจะสอนให้แบ่งช่องย่อยๆ แต่พระพุทธศาสนาอาจจะสอนต่อว่า แบ่งช่องย่อยๆแล้ว วิเคราะห์หาช่องทางตัดทุกข์ด้วยสินะคะ ล้ำลึกๆ

อาาา นี่มันฝึกวิชากำลังภายในชัดๆ แจ่มไปเลย *-*

#6 By Rinna ♥ on 2008-11-14 00:57

นมัสการค่ะ

สำหรับตัวหนู เวลามีอะไรกระทบ บางครั้งก็จะนึกออก ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็จะดีขึ้น
บางครั้งก็นึกไม่ได้ โมโห คิดนู่นนี่นั่นต่อยอดไปกันใหญ่
บางเรื่องต้องนอนหลับ 1 ตื่น ถึงจะวางได้

สงสัยต้องฝึกอีกนานค่ะ sad smile

#7 By interviewz on 2008-11-14 01:17

ตอบความเห็นที่ ๗

หลวงพ่อปราโมทย์ แนะว่า ให้รู้ตัวว่า กำลังโกรธ แม้ยังโกรธอยู่ก็ใช้ได้ ครับ หรือรู้ตัวขึ้นมา เมื่อโกรธไปได้สักระยะหนึ่ง ก็ยังดี ครับ ดีกว่า ไม่รู้เลย ฝึกไปเรื่อย ๆ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มโกรธ จนรู้ตัวว่า ตัวเองกำลังโกรธ จะสั้นลงเรื่อย ๆ ครับ และวิธีปฏิบัติ คือ ดูมันเฉย ๆ ครับ อย่าไปพยายามทำอะไรให้มันดับครับ ดูไปเรื่อย ๆ

ง่ายไหมครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-11-14 01:29

ตอบความเห็นที่ ๖

โอ้... การเรียนละคร ก็เป็นการปฏิบัติธรรม big smile

ถ้าจิตละเอียดขึ้น เวลามันจะช้าลงจริง ๆ ครับ เป็นคำอธิบายว่า ทำไมเวลาบนสวรรค์พรหมชั้นต่าง ๆ จึงไม่เท่ากัน

และเมื่อมานั่งพิจารณาแล้ว พระผู้มีพระภาค สอนให้ไม่ประมาท เพราะความตายมาได้เสมอ แม้กระทั่งการเป็นพรหม เทวดา ซึ่งมีอายุยาวนานกว่ามนุษย์มาก ๑ วันของเทวดา เท่ากับ ๑๐๐ ปีโลกมนุษย์ แต่แท้จริงแล้ว คนที่ไปเป็นเทวดา เวลาบนโลกผ่านไปร้อยปี ก็รับรู้เวลาบนสวรรค์ แค่ ๑ วันเท่านั้น (งงไหม)

ฉะนั้น ที่ว่าอายุของเทวดานั้นแสนนาน แต่คนที่ไปเป็นเทวดานั้น รับรู้ว่า อยู่แค่ ๕๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งในแง่การรับรู้ มันก็ไม่ต่างจาก ๕๐๐ ปีบนโลกมนุษย์

สรุปว่า ไปเป็นเทวดา แม้จะเทียบเวลากับโลกมนุษย์เป็นล้านปี แต่บนนั้น เทวดาแต่ละองค์ ก็รู้สึกเหมือนกับมนุษย์ที่มีอายุขัย ๕๐๐ ปีเท่านั้น การไม่ประมาท จึงสมควรอย่างยิ่ง

สติสัมปชัญญะนั้น สุดยอดปรารถนาจริง ๆ ครับ นำไปใช้ประยุกต์ได้มากมายจริง ๆ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-11-14 01:55

Hot!
กราบนมัสการครับ
เคยได้ดูสารคดีเกี่ยวกับการตอบสนองของมนุษย์
เมื่ออยู่ในสถานการณ์พิเศษ เช่นอยู่ในภาวะอันตราย
ร่างกายจะสั่งให้ร่างกายตอบสนองเร็วขึ้น คิดได้เร็วขึ้น
จนรู้สึกว่าเวลารอบตัวช้าลง

แต่ก็สามารถฝึกฝนให้ตอบสนองเร็วขึ้นแม้เมื่ออยู่ในภาวะปกติได้ เช่น นักกีฬา หรือพวกหน่วยรบพิเศษ

พออ่าน entry นี้ของหลวงพี่ เลยเข้าใจมากขึ้น
ที่เคยสังเกตกับตัวเอง คือเวลาดูโฆษณา TV 30 วินาที
ถ้าไม่ได้สนใจ ภาพจะผ่านไปเร็วมาก หลังดูจบก็ลืมหมด
แต่ถ้าตั่งใจดูอยู่ตลอด จะสามารถจำภาพได้แทบทุกชอตเลย sad smile

---

http://arthuran.net

#10 By Arthuran on 2008-11-14 08:23

Favourites