How to ใช้บัตรเสียนิสัยอย่างอาร์ตตัวพ่อ
posted on 21 Dec 2008 18:05 by akkarakitt in Experienceคำเตือน : ผู้ที่จะนำหลักการนี้ไปใช้ ต้องมีวินัยการเงินอย่างยิ่ง และไม่ประมาท
หมายเหตุ : ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ออกบัตรนิสัยเสีย ไม่ได้ชี้ชวนให้หันมาใช้บัตรนิสัยเสียกันมาก ๆ นะ ครับ แค่ีอยากชี้ให้เห็นเทคนิคการใช้บัตรนิสัยเสียด้านสว่างบ้าง เท่านั้นเอง (ด้านมืดคงทราบกันมามากแล้ว)
เอ็นทรี่สุดท้ายแล้ว ครับ สำหรับการอัพอย่างต่อเนื่องมา ๓ วัน
จักขอเล่าประสบการณ์เทคนิคการใช้ชีวิต กับบัตรเสียนิสัย อย่างไร ให้ไม่ตกเป็นทาสมัน
เรื่องนี้มันจุดประกายขึ้นมาตอนไปเช่าบูชา เจ้าแม่อาอี๊ มาจากงานคอมมาร์ท ครับ
ก็อย่างที่ทราบนั่นแหละ ข้าพเจ้าเล็งเอาเจ้าแม่อาอี๊มาอัพบล็อกนอกสถานที่โดยเฉพาะ ไม่คิดจะเอาไปทำงานอย่างอื่นเลย ฉะนั้นจึงเล็งแล้วเล็งอีก มาโดยตลอด นี่ละ คือสิ่งที่ต้องการ เล็ก เบา ถูก รอจนราคามันถอยกรูดลงมา ๆ เรื่อย ๆ ใกล้ต้องใช้แล้วค่อยซื้อ ซึ่งก็มาประจวบเหมาะกับงานคอมมาร์ท เอาเจ้าแม่อาอี๊ตกรุ่นมาเลหลังในราคา ๘,๙๐๐ บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
ตั้งงบไว้ในใจว่า ไม่ให้เกินหมื่น ครับ ถ้าเกินไป ก็ดูจะทุ่มเทให้การอัพบล็อกเกินเหตุ
เดินเล็ง ๆ ดู ไม่มีตัวเลือกมากนัก ครับ รุ่นนี้มีขายอยู่ร้านเดียว เลยตัดสินใจไม่ยาก เอาละ เดินไปหาที่แอบนับตังค์ เป็นเงินปึกเบ้อเร่อเลย ครับ โห... ไม่เคยกำเงินเยอะ ๆ อย่างนี้มานานมากแล้ว สมัยก่อนรูดปรื๊ด รูดปรื๊ด ครับ ไม่ค่อยได้ใช้เงินสด กระเป๋าตังค์ไม่พก ครับ พกมันนี่คลิป กับกระเป๋าใส่นามบัตร ที่ตุงไปด้วยบัตรเสียนิสัย
กำเงินในมือจนเหงื่อซึม ครับ เห็นแล้วฮาตัวเอง เมื่อก่อนรูดบัตรทีเป็นแสน ครับ ไม่ต้องมาทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ อย่างนี้
และแล้วก็เข้าไปบอกกับพนักงานขาย ครับ เอาอาอี๊รุ่น 900 ตัวนึง แล้วยื่นมัดเงิน หน้าตาเหมือนข้าวต้มมัด ให้พนักงานขาย อาการเหมือนเด็กชี้นิ้ว ซื้อขนมยังไงไม่รู้
ในงานคนเยอะมาก ครับ โยมที่เขาขับรถมาส่ง ยังวนรถอยู่ข้างนอก หาที่จอดไม่ได้ ก็โทรเข้ามาตาม ครับว่า ซื้อเสร็จหรือยัง ซึ่งการซื้อของในงาน มันยืดยาดซะไม่มีละ บิดแล้วบิดอีก กว่าของจะได้ คว้าของได้ ก็รีบบึ่งไปที่รถโยม กลับวัดทันใด
ขึ้นรถปุ๊บก็เปิดกล่องดู ด้วยความเห่อ เปิดมาจะเป็นลม ครับ หน้าตาเหมือนเครื่อง used แม้จะแพ็คไว้อย่างดีก็เถอะ ด้วยอารามเกรงใจโยม ก็เลยกลืนน้ำตา เอากลับไปใช้ดู ครับ 

(โซแซดเล็กน้อย)
.
.
.
.
เครื่องมีรอยอีกต่างหาก



(โซแซดกว่าเดิม)
.
.
.
.
พลิกดู void อุ๊เหม่... ประกันวิ่งไปแล้่ว ๓ เดือน ครับ ความจริงถ้าเครื่องมีปัญหา ก็พอจะเอาใบเสร็จไปยืนยันได้ละครับ แต่ก็ไม่อยากประมาท พอนำมาใช้ ก็พบว่า แป้น สระอา ไม่ค่อยแอ็คทีฟ ครับ กดไม่ค่อยติด Wireless LAN ก็สั่งเปิด/ปิด ไม่ได้ 









(โซแซดค่อด ๆ) นับข้อเสียได้มากมายขนาดนี้สำหรับการจ่ายเงิน ๘,๙๐๐ บาท 

คิดว่า นี่คงเป็นเครื่องเดโมหน้าร้านเป็นแน่แท้ ตัดสินใจ เอากลับไปเปลี่ยน ในวันรุ่งขึ้น ครับ
พอไปเปลี่ยน เขาก็เอาอีกเครื่องที่สภาพดีกว่าหน่อย แต่ประกันวิ่งไปแล้ว ๓ เดือนเหมือนกัน ปุ่มสระอาไม่ค่อยติดเหมือนกันมาให้ บ๊ะ... เซ็งโคตร เอางี้ ขอเปลี่ยนเป็นรุ่น 900A เลยก็แล้วกัน เพิ่มตังค์ไป ๑,๗๐๐ บาท ได้ฮาร์ดดิสก์ ๓๐ กิ๊ก ตัวเล็ก ๆ แถมมาตัวนึง
พอกลับมาสงบสติอารมณ์ที่กุฏิ เฮ้ย...แมร่งเกินงบไปแล้วนี่หว่า นี่ตูข้่าทำอะไรลงไปเนี่ยะ
พอดีได้ออนเอ็มกับโยมเพื่อน เขาใช้อาอี๊รุ่นแรกอยู่ เลยขอซื้อต่อเขา ครับ แล้วเอาอาอี๊รุ่นใหม่ไปขายเสีย เพราะมันผิดเป้าประสงค์ โยมเพื่อนก็แสนดี ให้บูชาเจ้าแม่อาอี๊ 701 มาในราคาสองพันเท่านั้น ที่เหลือทำบุญ เพราะอาอี๊ตัวนี้นำไปใช้อัพบล็อกเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็ขอโมทนามา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนอาอี๊รุ่นใหม่ หน้าตามันไฮโซเหลือเกิน ครับ บอดี้เงา เป็นมันปลาบ เอาออกมาใช้ทีไร มีแต่คนร้องอู้หู (ว้า... ไม่เข้ากับพระเลยแฮะ) ก็ได้ความช่วยเหลือจากคุณตุ้มเป๊ะในการขายทอดตลาด โมทนาเช่นกัน บัดนี้เจ้าแม่อาอี๊ได้ถูกใช้อัพบล็อกอย่างเต็มความสามารถ (ของฮาร์ดดิสก์ตัวน้อย ๆ ซีพียูช้า ๆ) ตลอดช่วงของการสำรวจเส้นทาง และคงได้ใช้อีกครั้ง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่จะถึงนี้ ในการแจกของช่วยเหลือชาวเขา ของจริง
เอ๊ะ... จะเขียนเรื่องอะไร ทำไมมาโผล่เรื่องเจ้าแม่อาอี๊ได้
อ้อ... เรื่องของบัตรนิสัยเสีย ครับ
สมัยก่อนเป็นเจ้าพ่อบัตรเครดิต ครับ มีบัตรเครดิตอยู่ในครอบครองร่วม ๑๐ ใบ เลยไม่ได้ใช้เงินสดเป็นมัด ๆ เหมือนข้าวต้มมัดนี้มานานมากแล้ว กว่าจะมีได้แต่ละใบ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ครับ ต้องสะสมความน่าเชื่อถือ ทางการเงินอยู่เป็นปี ๆ ส่วนใหญ่คนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน จะไม่สามารถทำได้ และถ้ารู้ตัวว่า มักแพ้ใจตัวเอง เห็นกระเป๋าแล้วต่อมยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำงาน เห็นรองเท้าแล้ว เข่าอ่อนยวบยาบ ยิ่งเห็นป้าย SALE กระโดดเข้าใส่ไม่คิดชีวิต มักลืมตัวว่า ตัวเองมีรายได้เท่าไหร่ ชอบใช้เงินในอนาคต อย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ อย่าไปขวนขวายหามาใช้เลย ครับ จะเป็นหนี้เป็นสิน รกรุงรังไปเปล่า ๆ
ประกอบกับข้าพเจ้าเรียนไฟแนนซ์มา ครับ พอมีความรู้เรื่องการเงินอยู่บ้าง จึงพยายามใช้มันให้เป็นประโยชน์ ครับ จำไว้ให้ดีนะครับ จงใช้บัตรเครดิต ให้เป็นนายมัน อย่าให้มันเป็นนายเรา เป็นนายมัน คือ มีมันไว้อำนวยความสะดวก ครับ ส่วนมีมันเป็นนายเรา คือ วงเงินเต็มตลอด หาเงินมาจ่ายค่าดอก หัวหกก้นขวิด พอมีวงเงินเหลือสักเล็กน้อย ก็มีเหตุต้องใช้ออกไป จนวงเงินปรี่อีก ที่สำคัญ ไม่ทราบอีกต่างหากว่า เขาคิดดอกกันอย่างไร
อาการเริ่มต้นของการยินยอมพร้อมใจ ตกเป็นทาสของบัตรนิสัยเสีย คือ จ่ายเกินตัว แล้วมาจ่ายขั้นต่ำ ครับ
ถ้าท่านมีอาการอย่างนี้เมื่อไหร่ แนะนำให้ยกเลิกบัตรไปเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ครับ
บัตรเครดิตนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคม ครับ เอามาใช้หาตังค์ก็ได้ หรือเอามาก่อหนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงควรมีสติให้การใช้ดาบ ครับ อย่าเอาดาบคม ๆ มาแทงตัวเอง
การครอบครองบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบนั้น มันยากตรงใบแรกเท่านั้น ครับ พอใบแรกอนุมัติแล้ว ใบที่เหลือจะตามมามากมายจนสมัครไม่ทัน
ฉะนั้นใบแรกของชีวิต จึงควรเป็นของธนาคารต่างประเทศ ซึ่งไม่ค่อยเข้มงวดในการออกบัตรเครดิต สิ่งจูงใจให้ใช้บัตรของเขาห่วยแตก ให้เครดิตน้อย ดอกเบี้ยแพง ระยะเวลาชำระหนี้สั้น เช่น บัตรที่ขึ้นต้นด้วยตัว A แม้ท่านจะไม่มีธุระอะไรต้องใช้มันเลย ก็พยายามใช้มันหน่อย ครับ ให้ตัวเลขในบัญชี มันวิ่งบ้าง ใช้อยู่สัก 6 เดือน หรือ 1 ปี ท่านจะเริ่มเป็นคนมีเครดิตขึ้นมา ครับ จากนั้นก็ใช้หลักฐานทางการเงินทั้งหลาย ยื่นสมัครบัตรของธนาคารอื่นต่อไป
สิ่งที่ท่านต้องสนใจมาก ๆ คือ วันครบรอบบัญชี ครับ เหตุผลนั้น ข้าพเจ้าจักได้แถลงไขในโอกาสข้างหน้า ตอนนี้ให้ทราบไว้ก่อน ครับว่า ถ้าสมมุติบัตรใบแรก ตัดรอบบัญชี วันที่ 30,31 ของเดือน บัตรใหม่ที่ท่านไปสมัคร พยายามให้วันครบรอบบัญชี เป็นวันที่ 14, 15 ครับ และใบที่ 3 ที่ 4 อาจจะให้เป็นวันที่ 7, 21 ครับ ถ้าเป็นไปได้ หรือเป็นวันอื่น ๆ ก็ได้ อย่าให้ซ้ำกัน
สิ่งที่น่าสนใจต่อมา คือ ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ครับ เท่าที่เคยใช้มา เริ่ดสุดอยู่ที่ 55 วัน และห่วยแตกที่สุด อยู่ที่ 40 วัน พยายามสมัครบัตรที่มีระยะปลอดดอกเบี้ยยาว ๆ ครับ พวกห่วย ๆ นี่ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้
เอาละ สมมุติว่า ท่านมีบัตรเครดิตครบ ๔ ใบแล้ว มีระยะปลอดภาษี 55 วัน ทุกใบ วันตัดรอบบัญชี บัตร A คือ วันที่ 30 บัตร B วันที่ 7 บัตร C วันที่ 15 บัตร D วันที่ 21
ในการใช้บัตรเครดิตแต่ละครั้ง ให้ใช้บัตรที่เพิ่งเลยวันตัดรอบบิลมาน้อยที่สุด ครับ เช่น สมมุติว่า วันนี้วันที่ 22 ให้ใช้บัตร D รูดซื้อสินค้า ครับ วันที่ท่านจะต้องชำระหนี้จริง คือ อีก 55 วัน นับจากวันนี้ไป ครับ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่อย่างใด
การทำเช่นนี้ ทำให้ท่านถือเงินสดไว้ในมือได้นานที่สุด ครับ ทางการเงินแล้ว มีวลีอมตะประโยคหนึ่งว่า
Cash is king.
ครับ
ข้อควรระวัง ของการใช้เทคนิคนี้ หรือการใช้บัตรนิสัยเสียทั้งปวง คือ อย่าผิดนัดชำระหนี้เป็นอันขาด ครับ อย่าพลาดนัดชำระหนี้แม้แต่วันเดียว เพราะถ้าท่านพลาด ท่านจะเจอดอกเบี้ยย้อนหลังบักโกรก ครับ ข้าพเจ้าถึงบอกว่า ผู้ที่ต้องการทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้า ต้องเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินที่เคร่งครัดครับ จะผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้เด็ดขาด
การมีเงินสดในมือมาก ๆ ดีอย่างไร ถ้าท่านเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ว่าจะแรงที่สุดในอินโดจีนหรือเปล่า แล้วไม่ได้ทำกิจการอะไรให้มีรายได้เสริม มันก็คงไม่ใคร่มีประโยชน์อะไร ก็แค่ยืดเวลาจ่ายเงินออกไปเท่านั้น แต่ถ้าท่านมีกิจการอะไรเล็ก ๆ เป็นของตัวเองละ มันจะมีคุณค่ามหาศาล เพราะเงินสด ใครก็ชอบ ครับ ซื้อของด้วยเงินสด อาจมีส่วนลดมากกว่า ซื้อแบบแปะโป้งไว้ก่อน หรือท่านเปิดกิจการเล็ก ๆ แบบซื้อมาขายไป การมีเงินสด ทำให้ท่านสามารถซื้อของมาไว้ในร้านได้มากขึ้น แต่ขอเน้นว่า สินค้านั้น ต้องเป็นสินค้าที่ขายออกได้รวดเร็ว นะครับ พูดง่าย ๆ ต้องขายออกภายในระยะเวลา 55 วัน ถ้าสินค้านั้น ติดมือเกิน 55 วัน รับรองได้ ครับ ทำไปมีแต่เจ๊ง กับเจ๊ง ยิ่งสินค้ามีการหมุนเวียนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ครับ ยิ่งซื้อมาเช้า บ่ายขายได้แล้ว ยิ่งดี ครับ เพราะนั่นหมายถึงกระแสเงินสดที่จะค่อย ๆ ทะยานเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป
ข้อดีของการมีเงินสดในมือ มีมากมาย ครับ จาระไนไม่หมด เอาเป็นว่า การมีเงินสดในมือให้มากเข้าไว้ ดีกว่ามีน้อย ๆ หรือไม่มีแน่นอน ครับ
สงสัยไหม ครับว่า แล้วบริษัทบัตรเครดิตเขาเอารายได้มาจากไหน ทำไมเขาถึงให้เราจ่ายเงินช้าออกไปอีกตั้ง 55 วัน แถมยังมีการสะสมแต้ม แลกของรางวัลอีกต่างหาก บ้างก็มีการแถมสินค้าให้ ถ้าเอาไปรูดจ่ายค่าน้ำมัน บ้างก็มีของสมนาคุัณที่ไปช็อปที่ห้างบลา ๆ ๆ ครบกี่บาท ๆ โดยไม่เห็นเขามาเก็บค่าบริการอะไรกับเรา
ธุรกิจบัตรเครดิต มีจุดเริ่มต้นมาจาก "เครดิตการค้า" ครับ แบบ conservative หรืออนุรักษ์นิยม เขาจะมีรูปแบบเป็นดังนี้ ครับ 2/10,n/30 แปลความได้ว่า ถ้าคุณจ่ายเขา ภายใน 10 วันแรก คุณจะได้ส่วนลด 2% หรือถ้าจ่ายหลังจากวันในใบส่งของ เกิน 10 วันไปแล้ว ช้าสุดให้จ่ายเต็มจำนวนภายใน 30 วัน โดยไม่มีดอกเบี้ย ถ้าจ่ายช้ากว่า 30 วัน จะถือว่า เครดิตของคุณ มีปัญหา และจะถูกชาร์จดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปราว 1.5-2.5% ซึ่งเขาไม่นิยมผิดชำระหนี้กัน ครับ เพราะการสั่งซื้อของครั้งต่อไป จะเข้มงวดขึ้น หรืออาจถูกลดวงเงินเครดิต
ซึ่งหมายถึง ถ้าคุณจ่ายเร็ว คุณจะจ่ายน้อยลง ครับ
เจ้าบัตรเครดิต จึงทำหน้าที่ชิงจ่ายเร็วแทนท่าน เพื่อให้ได้ส่วนลด 2% ไปเป็นรายได้ของบริษัทบัตรเครดิต ครับ แล้วให้ท่านจ่ายช้าออกไป
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านเป็นบริษัท จะซื้อทีวีสักเครื่องหนึ่งจากโลตัส แล้วโลตัสมีความไว้เนื้อเชื่อใจบริษัทท่าน โดยทั่วไป โลตัสจะให้เครดิตการค้าแก่บริษัทท่าน อยู่ที่ 30 วัน เป็นปกติ (ถ้าเชื่อใจกันมาก ๆ อาจจะให้มากกว่านี้) ครับ คือ วันนี้ยกทีวีกลับบริษัทไป อีก 30 วัน ท่านค่อยเอาเงินมาจ่ายให้โลตัส ตรงนี้บัตรเครดิตเข้ามาเสีียบ ขอจ่ายเงิน ณ วันที่ท่านขนทีวีกลับบ้านเลย ครับ แล้วขอส่วนลดจากโลตัส 2% ตามเงื่อนไข "เครดิตการค้า" 2% นี้ กลายเป็นรายได้ของบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต ครับ แล้วอีก 30 วัน ท่านค่อยเอาเงินไปจ่ายบริษัทบัตรเครดิต
แต่เนื่องจากการให้เครดิตในทางการค้า ค่อนข้างยุ่งยาก ต้องดูใจกันนาน กว่าจะยอมปล่อยเครดิตให้กัน บริษัทผู้ออกบัตรเครดิตเลยอาสาประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อเอง ถ้าผู้ซื้อเบี้ยว บริษัทบัตรเครดิต รับผิดชอบไป ดังนั้น บัตรเครดิต ก็เป็นเสมือนใบรับรองที่บริษัทบัตรเครดิตออกให้ว่า ผู้ซื้อคนนี้ เชื่อถือได้ ไม่เบี้ยวแน่ จึงเกิดเป็นระบบรูดบัตร อย่างที่เราเห็น ๆ กันทุกวันนี้นี่แล
ทว่าส่วนใหญ่ รายได้ของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต ไม่ได้มาจาก "ส่วนลดการค้า" ตรงนี้ ครับ กลับมาจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ใช้บัตรเครดิต เขาจึงมักนำ "ส่วนลดการค้า" มาทำเป็นของสมนาคุณลูกค้า หรือของแถมดึงดูด ให้ไปใช้บริการรูดปรื๊ด รูดปรื๊ด กันเยอะ ๆ ในรูปของแต้มสะสม แทน
ถ้าท่านพลาด หลงลืมไม่ได้ไปจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิต แม้เีพียงวันเดียว ดอกเบี้ยจะถูกคิดย้อนหลัง นับตั้งแต่วันแรก ที่ท่านรูดบัตรไป ครับ และถูกชาร์จในอัตราสูงสุดที่กฏหมายกำหนด คือ 18.5% ต่อปี (ซึ่งยังไม่ใช่ค่า effective rate นะครับ เพราะดอก สามารถออกดอกได้ ถ้าท่านยังรีรอชักช้าร่ำไร ไม่ไปจ่ายชำระหนี้ เดือนต่อไปท่านจะเจออัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราว ๆ 24% ต่อปี จึงอย่าสงสัยไปเลยว่า ทำไมธนาคารถึงรณรงค์ให้คนไปใช้บัตรเครดิตกันเยอะ ๆ และทำไมคนที่หลวมตัว เป็นทาสมันไปแล้ว จึงใช้หนี้ไม่หมดซะที) ถ้าท่านรูดไปตั้งแต่วันแรกหลังวันครบรอบบิล ท่านก็จะเจอคิดดอกไป 55 วันถ้วน ๆ ครับ ทั้งที่ผิดนัดชำระไปแค่วันเดียว!!! (ดูเหมือนเป็นค่าปรับผลของการผิดนัดวันเดียว ที่รุนแรงทีเดียว ครับ) จุกไปเลย อาจจะไม่เห็นภาพ จะลองยกตัวอย่างดู สมมุติท่านไปรูดบัตรไว้ 10,000 บาท แล้วผิดนัดชำระหนี้ไป 1 วัน ผลคือ จะเจอค่าปรับเป็นดอกเบี้ย เท่ากับ จำนวนวันนับตั้งแต่วันที่รูด 55 วัน x ดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กฏหมายอนุญาต 18.5% ต่อปี x จำนวนเงินที่รูดบัตรไป 10,000 บาท / 360 วันต่อปี จะได้เท่ากับ 282.64 บาทต่อ 1 วันที่จ่ายช้าไป ครับ ถ้ายังไม่เห็นภาพอีก ลองนึกว่า ท่านเป็นเจ้าแม่ขาช็อปตัวจริงเสียงจริง ยอมไม่ได้ที่จะซื้ออะไรที่ไม่คุ้มค่า ไม่ถูกที่สุดในจักรวาล ไปรูดบัตรซื้อทีวีพลาสม่า เครื่องหนึ่ง 10,000 บาท เดินวนไปสามร้อยสิบแปดร้าน เพื่อให้ได้ร้านที่ราคาถูกที่สุด ต่อแล้วต่ออีกตั้งแต่ 10 โมงเช้า ไปยัน 5 โมงเย็น ซึ่งสุดท้ายราคาก็แตกต่างกันมากที่สุด ราว 2-300 บาทนี่ละ บรรจงใช้บัตรเครดิตเพื่อให้ได้แต้มสะสม (ซึ่งถ้าเอาไปคำนวณออกมา เป็นมูลค่าไม่กี่บาทหรอก) แต่แล้วก็ลืมไปจ่ายบัตรเครดิตเสียวันนึง ที่ท่านเดินช็อปจนน่องโป่งนั้น ต่อรองกับพนักงานขายจนเหงือกแห้ง จะหมดค่าไปโดยทันที กลายเป็นซื้อของแพงไปเลย อีกต่างหาก ฉะนั้น ถ้าท่านไม่แม่นเรื่องวันจ่ายตังค์ อย่าได้เสี่ยงทำตามข้าพเจ้า หรือใช้บัตรนิสัยเสียเป็นอันขาด เจอดอกหูตูบแน่ จำไว้เลย ครับ ห้ามผิดนัดชำระหนี้ เป็นอันขาด
และแน่นอนครับ พวกที่ชำระไม่เต็มจำนวน ชำระบางส่วน ชำระขั้นต่ำ ก็เจอดอกเบี้ยมหาโหดนี้เช่นกัน ฉะนั้นนอกจากห้ามผิดนัดแล้ว ก็ห้ามชำระบางส่วนด้วย ครับ
แล้ว 55 วัน มาจากไหน ทำไมวันตัดรอบบิล ถึงสำคัญ คืออย่างนี้ ครับ 55 วัน มาจาก 25 + 30 ครับ 25 วันแรก คือ 25 วันแห่งการรูดบัตร ครับ สมมุติว่าใช้บัตร D ซึ่งมีวันตัดรอบบิลวันที่ 21 นับจากวันที่ 22 ไป 25 วัน ยอดการใช้งานไม่ว่าจะใช้วันไหน ยอดจะไปรวมกันในบิลใบเดียวกัน และจากวันที่ในบิลสรุปแจ้งหนี้นั้น (ประมาณวันที่ 18 ของเดือนถัดไป) ไปอีก 30 วัน ถึงต้องจ่ายเงินจริงให้บริษัทบัตรเครดิต ครับ ฉะนั้นสมมุติว่า ไปรูดของวันที่ 30 ซึ่งผ่านจากวันที่ 22 ไปแล้ว 8 วัน นั่นก็หมายถึง เครดิตของการรูดในครั้งนั้น จะลดลงเหลือเพียง 25 - 8 + 30 = 47 วัน การที่มีบัตรเครดิตไว้หลาย ๆ ใบ แบ่งเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 7 วัน ดังตัวอย่าง จักทำให้ได้จำนวนวันของเครดิต มากที่สุด ครับ หรือจะให้ดีสุดยอด ก็มีบัตรสัก 30 ใบ มีวันครบรอบบิลไล่ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 คราวนี้ก็จะได้ใช้ระยะเวลาเครดิต 55 วันเต็มที่ทุกครั้งที่รูดบัตร... กร๊ากกก
เอาละ แนะนำเทคนิคที่ทำให้ใช้บัตรเครดิตได้คุ้มค่าสูงสุดไปแล้่ว ไปดูวิธีใช้บัตรเครดิต หาตังค์ กันบ้าง
สมัยก่อนมีวงเงินบัตรเครดิตอยู่ประมาณล้านเศษ ครับ (หลาย ๆ บัตรรวมกัน) แต่เข้างานคอมมาร์ททีไร วงเงินเต็มทุกบัตรทุกที ข้าพเจ้าไปซื้อแม้วอะไรในงานนักหนา ครับ
ข้าพเจ้าก็ไปซื้อของให้ลูกค้านะเซ้ อย่างที่บอกไปตอนแรกนั่นแลว่า เครดิตการค้าส่วนใหญ่ เขาให้กันที่ 30 วัน ข้าพเจ้าก็เอาบัตรเครดิตไปรูด อีก 55 วันแน่ะ ถึงต้องจ่ายเงิน ซื้อของไปส่งลูกค้า ทิ้งไว้ 30 วัน ก็เก็บเงินได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงมีเงินสด ๆ มากองตรงหน้าในอีก 25 วันที่เหลือ พอเข้าใจแนวคิดไหม ครับ
ทีนี้ในอีก 25 วันที่มีเงินสด ๆ กองอยู่ตรงหน้า ท่านจะเอาเงินตรงนี้ไปทำอะไรหล่ะ สมมุติว่า เอาไปซื้อของราคาแสนนึง เอากำไรน้อย ๆ หน่อย คนอื่นเขาเอากำไรห้าพัน เราเอากำไรพันเดียว สินค้าจะได้ขายเร็ว สมมุติว่า ขายได้ภายใน 5 วัน เมื่อวันที่จะไปจ่ายเงินให้บริษัทบัตรเครดิต ท่านขายฟันกำไรไปแล้ว 5 รอบ (25/5) ขายสินค้าไปได้แล้ว 5 ชิ้น หรือหมายถึง สินค้า 5 ชิ้น x กำไรต่อชิ้น 1,000 บาท = 5,000 บาท เหนาะ ๆ
ข้อควรระวัง คือ สินค้าที่ท่านไปซื้อมาขาย ห้ามเป็นสินค้าขายยากเด็ดขาด หากสินค้าติดมือ ขายไม่ออกภายใน 25 วันที่มีเงินสดเมื่อไหร่ นั่นหมายถึง หายนะทางการเงินของท่าน ทีเดียว
เอาละ หันมาใช้บัตรนิสัยเสียอย่างอาร์ตตัวพ่อกันบ้าง อย่าให้มันเอาแต่ชี้นิ้วสั่งท่าน ให้ไปหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้นอย่างโหดร้าย ชนิดเดือนชนเดือน กันอยู่เลย ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 24 Dec 2008 00:58:25 by Dhammasarokikku
แต่ก็ได้ความรู้ดีค่ะ
)


เยี่ยมค่ะ 55555+
แต่เจาก็ยังคิดว่า เจากำเงินสดไปจ่ายนี่ละ ง่ายสุด ดีสุด ^^; ทำอะไรเรียบๆ พอดีๆตัวพอแระ ไม่มีตังก็ไม่ซื้อ
#1 By Rinna ♥ on 2008-12-22 02:07