ใครยังไม่ได้อ่านตอน ๑ คลิ๊กที่นี่

ใครยังไม่ได้อ่านตอน ๒ คลิ๊กที่นี่

คุณน้อง :  นมัสการค๊า... แหมหลวงพี่ กลับมาเป็นเฮอร์คิวลิส อัพบล็อกเป็นพายุบุแคมอีกแล้วนะคะ

สมีรี่ : เจริญพรจ้ะ อารมณ์มันไม่เที่ยงหน่ะคุณน้อง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เพราะมันเป็นไตรลักษณ์

คุณน้อง :  มาว่าเคล็ดวิชากระบี่ไร้ใจ หัวใจไร้โลภ ของหลวงพี่กันต่อดีกว่า แอบกั๊กมาหลายเอ็นทรี่แล้วนะคะ

สมีรี่ : โอเค ๆ วันนี้ได้แน่ ๆ ความจริงเคล็ดวิชา มันไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่คุณน้องรู้จักพระยาวสวัตตีมาราธิราช หรือเปล่าจ๊ะ

คุณน้อง :  เอ๊ะ... ชื่อคุ้น ๆ เป็นญาติกับพระยาพิชัยดาบหัก หรือเปล่าคะ

สมีรี่ : เบ้ย... ว่าไปโน้น เป็นญาติกับพระเจ้าพิมพิสารต่างหาก เฮ้ย... ม่ายช่ายแร้ว คืองี้ คุณน้องรู้ใช่ไหมว่า สวรรค์มี ๖ ชั้น

คุณน้อง :  อ้าว... ไม่ใช่มี ๗ ชั้นหรือคะ เห็นใคร ๆ เขาก็ขึ้นสวรรค์ชั้น ๗

สมีรี่ : ม่ายช่าย... นั่นเขาเปรียบเปรย ถึงความสุขแบบโคตร ๆ ยิ่งกว่าสวรรค์ ๖ ชั้นอีก อะไรเทือกนั้น มักเอาไปใช้ในความหมายติดเรท

คุณน้อง :  อ๋อ... จุดจุดจุด กัน ใช่ไหมคะ

สมีรี่ : ใช่แล้ว จุดจุดจุด นั่นละ ความจริงแล้ว มันไม่ได้สุขจริงอย่างที่เขาเปรียบเปรยหรอก สุขแป๊บ ๆ เดี๋ยวก็ทุกข์ใหม่

คุณน้อง :  แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพระคาถาเงินล้านคะ

สมีรี่ : เกี่ยวซี้ ก่อนจะเข้าไปดองข้องเกี่ยวตุนาหงัน มันต้องอารัมภบทกันไปก่อน คุณน้องทราบไหมว่า สวรรค์ ๖ ชั้นมีอะไรบ้าง

คุณน้อง :  เอ่อ ๆ ... เหมือนเคยอ่านในไตรภพ ตอนเด็ก ๆ มันมีจริงด้วยหรือคะ

สมีรี่ : บ้าสิ ไตรภพนั่นเป็นพิธีกร เขาเรียกว่า ไตรภูมิ ต่างหาก ไตรภูมิพระร่วงหน่ะ ไม่ใช่แค่นิยาย มีจริง ๆ นะ รายละเอียดเคยพล่ามไปแล้วในเอ็นทรี่ ผมมีองค์รู้หมด ก็อย่างงี้ไง-ไตรภูมิภาคพิสดาร ตอนที่ ๕ (ตอนจบ) วันนี้มาว่ากันย่อ ๆ ก็แล้วกัน ชั้นแรกชื่อ จาตุมหาราชิกา เป็นที่อยู่ของเทวดาจตุมหาราชทั้งสี่ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวัณ หรือที่เขาเรียกกันว่า ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ผู้โด่งดังนั่นเอง เทวดาในชั้นนี้ จะอยู่ใกล้มนุษย์ที่สุด มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์มากที่สุด ถัดมาเป็นชั้นดาวดึงส์ ชั้นนี้่ เป็นชั้นที่มีประชากรเทวดานางฟ้า หนาแน่น มากมายที่สุด พระอินทร์ก็อยู่ชั้นนี้ สูงขึ้นไปเป็นชั้นยามา คนจะมาอยู่ชั้นนี้ได้ ต้องชอบสวดมนต์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นดุสิต เป็นแดนของพระโพธิสัตว์บารมีสูง และพระอริยเจ้า เหนือขึ้นไปเป็นชั้นนิมมานรดี และปรนิมมิตตวสวัตตี ตามลำดับ คุณน้องฟังตามทันไหมจ๊ะ

คุณน้อง :  ...

สมีรี่ : อ้าว... ทำไมนั่งเอ๋อ น้ำลายยืดอย่างนั้นล่ะ

คุณน้อง :  คือ... กะว่า จะมาเอาเคล็ดวิชาของหลวงพี่สมปองอะค่ะ มันไปเกี่ยวอะไรกับสวรรค์ ๖ ชั้นเจ้าคะ นี่หลวงพี่จะแอบลากให้เอ็นทรี่มันยาว ๆ แล้วก็ยกยอดไปต่อเอ็นทรี่หน้า เหมือนเอ็นทรี่ที่แล้ว แทงกั๊กอีกหรือเปล่าเนี่ยะ

สมีรี่ : ไม่ช้าย ไม่ใช่อย่างน้าน (บ๊ะ... รู้ได้ไงฟระ) ฟังให้จบก่อนซี้ จะรีบไปไหนเล่า จุดสำคัญมันอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๖ สุดท้ายนี่ละ เป็นที่อยู่ของพระยาวสวัตตีมาราธิราช

คุณน้อง :  อ๋อ... พญามารนั่นเอง ที่ยกทัพไปรบกับมหาบุรุษ วันที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ใช่ไหมเจ้าคะ

สมีรี่ : แม่น

คุณน้อง :  รู้จักค่ะ รู้จัก แหม... เล่นตั้งชื่อซะไพเราะเพราะพริ้ง จำไม่ได้เลย องค์นี้ที่เป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ บนสวรรค์ที่มี ๒ พรรค ใช่ไหมเจ้าคะ

สมีรี่ : แม่น

คุณน้อง :  ที่มีพรรคเทพ กับพรรคมาร ใส่เสื้อสีเหลือง กับสีแดง ใช่ไหมเจ้าคะ

สมีรี่ : ไม่ใช่แล้ว พวกนั้นนั่นพรรคมารทั้งคู่ เขาเรียกว่า พรรคกิเลสมาร ชอบยั่วให้คนทะเลาะกัน บนโน้นเดี๋ยวนี้พรรคมารเขาแปรพักตร์ มาเข้ากับพรรคเทพแล้ว หลวงพ่อท่านเลยตั้งชื่อให้ใหม่เสียโก้ว่า "พระยามาราธิราช" คือ สมัยก่อนท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ กลัวมหาบุรุษบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะพาสรรพสัตว์พ้นไปจากวัฏสงสารทั้งหมด สมัยที่ท่านจุติลงมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง เดี๋ยวจะไม่มีญาติโยมให้โปรด ก็เลยลงมาราวีมหาบุรุษ ไม่ให้บรรลุธรรม ตอนหลังนี่ ท่านเข้าใจแล้วว่า สรรพสัตว์ในวัฏสงสารนั่้น ไม่ได้หมดกันง่าย ๆ

คุณน้อง :  โถ... แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก อย่างนี้รู้ค่ะ บนสวรรค์ชั้นนั้น แบ่งออกเป็นสองโซน โซนสัมมาทิฏฐิ กับมิจฉาทิฏฐิ ไม่ข้องแวะกัน และมีอานุภาพมากทั้งคู่ แต่เอ๊ะ... มันไปเกี่ยวอะไรกับคาถาเงินล้านคะ

สมีรี่ : โห... บทจะรู้ขึ้นมา รู้ซะละเอียดเลย บอกแล้วว่าเกี่ยว คืองี้ เทวดาชั้นนี้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาก็มีหน้าที่คอยสอดส่องดูแล ใครจะหนีออกจากวัฏสงสาร ท่านจะไปทดสอบกำลังใจทันที อย่างเดียวกับที่ทดสอบกำลังใจมหาบุรุษนั่นแล

คุณน้อง :  ค่ะ แล้วไงต่อคะ

สมีรี่ : ส่วนเทวดาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เขาก็คอยสอดส่องดูแลช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ที่กระเสือกกระสนดิ้นรนให้พ้นจากสังสารวัฏเหมือนกัน ทีนี้ หลวงพี่สมปองท่านแนะวิธีบริกรรมที่ได้ผลมากว่า ให้นึกเหมือนกับว่า เราเป็นคนไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นของเรา

คุณน้อง :  ยังไงคะ

สมีรี่ : คือทำอารมณ์ใจประมาณว่า ของในโลกนี้ ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง เราเป็นคนไม่ีมีอะไร แล้วก็บริกรรมไปเรื่อย ๆ อย่างเงินทั้งหลายนี่ มันของเราซะที่ไหน ถ้ามันเป็นของเราจริง ได้มาแล้ว มันก็ต้องอยู่กับเราสิ นี่พอมันเข้ามา เดี๋ยวมันก็ไหลออกไป ได้รับมา เดี๋ยวก็ต้องใช้ออกไป ไม่มีอะไรเป็นของเราถาวรสักอย่าง สมบัติผลัดกันชม หรืออย่างรถ บ้าน มันก็ไม่ใช่ของเราถาวร ย้ายเข้า เดี๋ยวก็ย้ายออก ซื้อมา เดี๋ยวก็ขายไป วนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ชั่วคราวทั้งนั้น ทำกำลังใจแบบนี้แหละ แล้วบริกรรมไปเรื่อย ๆ เคล็ดลับมีอยู่แค่นี้

คุณน้อง :  พุทโธ๋.... อารัมภบทมาตั้งนาน กั๊กมาได้ตั้งสองเอ็นทรี่ เนื้อหาจริงมีแค่เนี๊ยะ แล้วมันไปเกี่ยวกับพระยามารตรงไหนล่ะเค๊อะเนี่ยะ

สมีรี่ : เอ้า... ของดีมันก็นิดเดียวนี่แหละ เคล็ดลับความอร่อยของแกงทั้งหม้อ ก็แค่ผงชูรสช้อนเดียว กึ๋นที่เจ๋งนักเจ๋งหนา ก็อันเล็กนิดเดียว น้อย ๆ นี่ละสำคัญนัก เคล็ดลับที่ท่านบอกนี่ ไม่ใช่ได้กันง่าย ๆ นะ นี่ท่านทำได้ผลมาแล้ว เลยเอามาสอน ที่พระยามาราธิราชมาเกี่ยวด้วยนี่ มาจากผลการวิจัยของสถาบัน LBSSST เขาหน่ะ

คุณน้อง :  ห๊ะ... สถาบันอะไรคะ LBSSST

สมีรี่ : ชื่อเต็มเขาชื่อว่า Lord Buddha School of Soul and Spirit Technology หรือแปลเป็นไทยว่า สถาบันพุทโธโลยีวิจัยจิต และวิญญาณ แห่งจักรวาล อันนี้เป็นวิทยานิพนธ์ส่วนตัว นำไปอ้างอิงอะไรไม่ได้หรอกนะ ผลการวิจัยบอกว่า ท่านพระยามารผู้มีฤทธิ์ จักมาเยี่ยมเยียนผู้ที่พยายามจะหนีไปจากอำนาจของท่านบ่อยหน่อย น่าจะใช้ท่านให้เป็นประโยชน์

คุณน้อง :  แปลว่าอะไรคะ หนีออกไปจากอำนาจของท่าน หนีไปไหนคะ ยิ่งฟังยิ่งงง

สมีรี่ : คำว่า หนีไปจากอำนาจของท่าน ก็คือ หนีออกไปจากสังสารวัฏนั่นแล อย่างที่มหาบุรุษจะตรัสรู้ หรือเข้าถึงพระนิพพาน ไม่อยู่ในกามภพอีกต่อไป พระยามารก็เข้ายับยั้งทันใด 

คุณน้อง :  ค่ะ แล้ว...

สมีรี่ : คืองานวิทยานิพนธ์ส่วนตัวนี้ ก็เป็นพวกเกี่ยวกับการตั้งสมมุติฐาน ทดลอง สังเกตุ ขบคิด สรุปผล อย่างเคสคำแนะนำของหลวงพี่สมปองนี้ ความจริงแล้ว น่าจะมีกลไกการทำงานอย่างนี้ ครับ คือการที่คิดว่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา สุดท้ายแม้ตัวเราก็ไม่ใช่ของเรา อารมณ์อย่างนี้ คือ พระโสดาบัน ครับ พระโสดาบัน คือ พระอริยบุคคลเบื้องต้นที่สุดในศาสนาพุทธ แต่ถึงจะเป็นเบื้องต้นที่สุด ก็เหลืออีกไม่เกิน ๗ ชาติ ครับ ได้เข้านิพพาน ฉะนั้น พระยามารจึงต้องพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ไม่ให้เราได้เป็นพระโสดาบันได้ง่าย ๆ

คุณน้อง :  ค่ะ แล้วมันไปเกี่ยวกับคาถาเงินล้านยังไงคะ

สมีรี่ : ก็อย่างนี้ไง คนเรานี่ มีแนวโน้มจะติดกับโลกธรรม ๘ ได้ง่าย ก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข คนบางคน ไม่เคยมีลาภ หรือทรัพย์สินเงินทอง พอได้มีเข้า ก็ติดในลาภ ยึดว่าทรัพย์สินโน่นนี่นั่น เป็นของเรา เช่น มีเงินสักเจ็ดหมื่นล้าน แล้วก็รู้สึกเป็นสุขว่า เงินนี้เป็นของเรา

ต่อมา เมื่อมีลาภเสียจนหนำใจแล้ว มันก็ยังไม่มีความสุข ครับ เงินทอง ใคร ๆ เขาก็มีกัน ก็เลยแสวงหายศ อยากมีหน้ามีตาในสังคม คิดว่า ยศเป็นความสุข ก็หามันเข้าไปครับ ขวนขวายเล่นแร่แปรธาตุ จากนาย ฮ. ก็เป็นนาย อ. จากนาย อ. ก็เป็นนาย ฬ. วิ่งเต้นเรื่อยไปจนได้เป็นนาย ก. ในที่สุด

พอได้เป็นนาย ก. แล้ว มันก็ยังไม่ค่อยสุข ครับ เพราะมีแต่คนด่า ก็เลยไปหาคำสรรเสริญ ครับ คิดว่า การได้รับคำสรรเสริญเป็นสุข เลยได้คนมาเลียแข้งเลียขา เต็มไปหมดเลย กระนั้นก็ยังหา "ความสุข" ไม่เจอ ครับ เพราะไม่เคยรู้จักคำว่า "พอ" คนพวกนี้ท่านพระยามาร ไม่ไปเสียเวลาเล่นด้วย ครับ ไปนอนกระดิกตีนอยู่ข้างบน สบายกว่า เพราะคนพวกนี้ยังง้ายยังไงก็ยังอยู่ในวัฏฏะไปอีกนาน และส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นนรก

แต่มีคนอีกพวกหนึ่ง ครับ ที่มักทำให้พระยามารอยู่ไม่เป็นสุข คนพวกนี้ หวังจะพ้นทุกข์อย่างถาวร ครับ เลยไปค้นหาวิธีหนีออกจากวัฏสงสาร บางคนก็สละลาภ หรือทรัพย์สินเงินทอง ออกบำเพ็ญกุศล ให้ทานบ้าง บริจาคบ้าง ช่วยเหลือคนรากหญ้าบ้าง เพราะคิดว่า การให้ทาน จะสามารถละกิเลสได้ และเมื่อใดกิเลสหมด เมื่อนั้นก็ถึงพระนิพพาน พ้นไปจากอำนาจของพระยามาร คุณพระยามารก็ส่งลูกกระจ๊อกมาจัดการ ครับ อะนี่ เอ็งไม่ติดกับลาภแล้วใช่ไหม ลองเอายศ ไปลองเสพดูบ้าง ก็คือการมีคนนับหน้าถือตาในสังคม เช่น เป็นนักบุญ แจกเงินให้คนจน คนไม่เคยเสพสัมผัส การมียศ ก็ไปติดยศ ครับ

พอมียศมาก ๆ เข้า เลื่อนขั้นจากนาย ข. เป็นนาย ก. คราวนี้ก็อิ่มยศอีก การเสพยศเริ่มไม่ค่อยเร้าใจแล้ว พระยามารก็จะรีบส่งลิ่วล้อมาล่อเป้าด้วยสรรเสริญ ครับ คราวนี้ก็เลยเป็นนาย ก. ที่ขยันขันแข็ง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้ได้รับคำสรรเสริญจากประชาชี

พอทำงานอย่างขยันขันแข็งนานเข้า เสพลาภเสพยศเสพสรรเสริญเสียจนอ้วน ก็ยังมองหาความสุขไปเรื่อย ๆ ครับ ด้วยคนส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่า "ความสุข" คืออะไร ครับ ก็ไปแสวงหามาผิดทาง ครับ จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ คราวนี้พระยามารยิ้มปรี่ ไม่ต้องส่งลูกน้องมาแล้ว เฮียแกก็วนอยู่ในความทุกข์ไม่รู้จบ

คุณน้อง :  เอ๊ะ... เหมือนเฮียแกหน้าคุ้น ๆ นะคะ

สมีรี่ : เฮย... คิดไปเองน่า แค่ยกตัวอย่างเล่น ๆ มาว่ากันต่อ จุดสำคัญมันอยู่ตรงความคิดที่อยากจะหลุดพ้นนี่ละ ผลการวิจัย (เอาเอง) จากสถาบัน LBSSST อย่างยาวนานข้ามปีพบว่า บางทีที่บิณฑบาตได้ของขบฉันหน้าตาน่าอร่อย แล้วสละให้ภิกษุรูปอื่น ด้วยหวังจะทำลายความโลภอาหาร วันรุ่งขึ้น จะบิณฑบาตได้ของหน้าตาน่าอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อไหร่สละทรัพย์เพื่อหวังละความโลภ ไม่นานทรัพย์จะงอกมามากกว่าเดิม หลายครั้งที่คิดให้อภัยเรื่องหนึ่ง ๆ ที่ไม่น่าพอใจ เรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอีกเรื่องที่แรงกว่าเก่า จะโผล่ขึ้นมา จากข้อมูลการวิจัยซ้ำแล้วซ้ำอีกดังกล่าว หากนำมาประยุกต์ใช้ กับเคล็ดลับของหลวงพี่สมปอง ถ้าเราทำกำลังใจว่า เราเป็นคนไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้ตัวเรา ก็ไม่ใช่ของเรา ทำจนจิตทำท่าจะเชื่อขึ้นมาจริง ๆ พระยามารนั่งไม่ติดแน่ ครับ บ๊ะ... เจ้านี่ จะหนีไปเป็นพระโสดาบันแล้ว ไหนลองมาสอบอารมณ์หน่อยสิ ยังติดในทรัพย์สินหรือเปล่า ลองทำให้เจ้านี่รวยขึ้นมาสิ โช๊ะ... เสร็จเรา ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก

หรืออย่างการทำทาน การสละทรัพย์ออก เพื่อละความโลภ ว่ากันเรื่องจิตเพียว ๆ กระแสจิตก็เป็นวิทยาศาสตร์ ครับ action = reaction / กิริยา = ปฏิกิริยา เมื่อเราส่งกระแสจิต "คิดจะให้" ออกไป จักรวาลจะสะท้อนความคิด "ต้องการจะให้" นั้น กลับมา ครับ หลวงพี่สมปองบอกว่า ถ้าทำกำลังใจเช่นนี้ได้ บางคนไม่เคยคิดจะให้เรา เขาก็จะเกิดเมตตาจิตคิดให้เรา กลับกัน ถ้าจิตประกอบด้วยความโลภ คิดแต่จะดึงทุกสิ่งเข้าตัว บางคนที่เขาคิดจะให้อยู่แล้ว ก็อาจเปลี่ยนใจ ไม่ให้ดีกว่า หรือเลื่อนการให้นั้นออกไป

การสละเงินทอง ทรัพย์สิน เป็นทาน เพื่อละความเห็นผิดว่า เงินทอง หรือทรัพย์สินนี้ เป็นของเรา นี่เป็นกำลังใจในการให้ขั้นสูงสุด เพราะเป็นการละ "โมหะ" ทำบ่อย ๆ ท่านพระยามาร ไม่อยู่เฉยแน่ ครับ จักเสด็จมาลองใจท่านด้วยตัวเอง เพราะลูกจ๊อกคงเอาไม่อยู่ โดยอาจทำให้ท่านมีทรัพย์ยิ่งกว่าเดิม ดูซิว่า ท่านละได้จริงหรือเปล่า โอ๊ะ... เสร็จเราอีกเหมือนกัน

คุณน้อง :  อย่างนี้หมายความว่า เวลาให้ทาน ต้องตั้งใจว่า จะทำลายความโลภอย่างเดียวเลย ใช่ไหมคะ แม้หวังอานิสงส์สักสิ่งเดียว ก็ยังเจือด้วยความโลภ

สมีรี่ : ถูกแล้วละ จิตที่ปราศจากความโลภนั้น มี ๒ แบบ แบบหนึ่งถูกกดไว้ ด้วยอำนาจของสมาธิ อีกแบบหนึ่ง ถูกถอนออกไปด้วยอำนาจของวิปัสสนา แบบแรก ว่างจากกิเลสชั่วคราว แบบหลัง ว่างจากกิเลสถาวร การภาวนาคาถาเงินล้านด้วยปรารถนาให้จิตว่าง เป็นแบบแรก พระยามารไม่ค่อยเดือดร้อน แต่แบบหลังนี่พระยามารนั่งไม่ติดเก้าอี้

คุณน้อง :  แล้ววิปัสสนาทำอย่างไรคะ

สมีรี่ : วิปัสสนานั้น จะว่ายาก ก็ยาก ถ้าไม่เข้าใจ มันก็ยาก ทำยังไงก็ผิด จะว่าง่าย มันก็ง่าย ถ้าเข้าใจซะแล้ว นั่งกระดิกหัวแม่เท้าอยู่บ้าน ก็วิปัสสนาได้

คุณน้อง :  อธิบายเลยค่ะ

สมีรี่ : เอ่อ... วันนี้ชักจะร่ายยาวเกินไปแล้วนะ คนตอบเริ่มเมื่อยนิ้ว คนอ่านเริ่มเมื่อยตา เอางี้ ยกไปอวสานตอนหน้าดีไม๊?

คุณน้อง :  แหม... อยากรู้เร็ว ๆ จังเลยค่ะ แต่หลวงพี่คงจะเหนื่อยแล้ว คุณน้องก็ไม่ค่อยอยากจะรีดหลวงพี่มาก เดี๋ยวจะโทรม ว่าจะเก็บไว้รีดนาน ๆ นี่เตรียมน้ำยา fineline ไว้หลายแกลลอนเชียวล่ะค่ะ จักได้รีดให้เรียบ ๆ

สมีรี่ : โห... นี่เห็นพระเป็นผ้ายับ ๆ ที่พับไว้ใช่ไหมเนี่ยะ

คุณน้อง :  แบบหลวงพี่นี่ ยู่ยี่เรียกพี่เลยค่ะ

สมีรี่ : อะ... งั้นวันนี้พอแค่นี้่ก่อน ได้เคล็ดลับแล้ว อย่าลืมเอากลับไปเพียรหมั่นขยันท่องล่ะ

คุณน้อง :  น้อมรับไปทำเจ้าค่ะ กราบนมัสการลา

สมีรี่ : เจริญพร ร่ำรวย ๆ ทุกคนเด้อ ฯ

ต่อตอน ๔

ตอนอวสาน

edit @ 22 Jan 2009 18:55:32 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

นมัสการครับ อ่านแล่วเกิดความสงสัย แล้วอย่างการให้ทานการบริจาค ด้วยความเคยชินละครับ อย่างเช่นเวลาไปไหนมาไหน เราจะจำได้ว่าที่ไหนมีกล่องรับบริจาคบ้าง พอไปถึงเราก็หยอดเงิน ไปอีกทีก็ทำเช่นเดียวกัน ในแต่ละวันเราทำเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน ไม่เคยขอหรืออธิษฐานอะไรจากการให้ แค่เรารู้สึกดีที่เราได้ทำ ที่เราได้ให้ ที่เราไม่ลืมที่จะทำ แบบว่าไปถึงเราก็เดินไปหยอดเงินเลยเป็น แบบนี้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลไหมครับ ส่วนอีกอย่างบางทีเราก็หวังเล็กๆว่าเงินเล็กๆน้อยๆของเรา จะเป็นประโยชน์แก่พวกเขาบ้าง แบบนี้ถือว่าเข่าข่ายแบบไหนครับHot!

#31 By แทณนี่แหละ on 2012-08-13 12:47

ขอบคุณครับหลวงพี่

#30 By kitt on 2009-06-30 06:49

ให้นึกเหมือนกับว่า เราเป็นคนไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นของเรา

โดนนนน

#27 By นางแบบ (222.123.232.97) on 2009-01-19 14:35

โครงการบินเดี่ยว ตะลุยดอย ได้กองทุนเพื่อน ๆ กระผม มาเสริมทัพอีกแรงแล้ว
ขอท่านช่วยตามไปอนุโมทนาในฐานะเจ้าภาพใหญ่หน่อยนะขอรับ
http://www.puresed.net/index.php?mo=5&qid=217228

#26 By mahaoath on 2009-01-18 21:05

#17-19

สาธุ ครับ

#20-22

ใช่หนังสือ เรื่อง ซีเคร็ท ที่เคยเห็นแวบ ๆ ในบล็อกคุณ repentent หรือเปล่าหว่า ได้ข่าวว่าดังนิ ไม่เคยอ่านเหมือนกันแฮะ สงสัยต้องไปหามาอ่าน

คนที่ได้พบความสุขจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ใช่เขาหันหลังให้โลกนะ ครับ เพียงแค่ทัศนคติที่เปลี่ยนไปเท่านั้น ปกติคนเราจะเห็นงานประจำเป็นงานหลัก ปฏิบัติธรรมเป็นงานรอง ว่าง ๆ ค่อยทำ อะไรประมาณนั้น

แต่คนที่รู้ว่า "สุข" คืออะไรแล้ว เขาจะเห็นการปฏิบัติธรรมเป็นงานหลัก ครับ งานประจำวันเป็นงานรอง เพราะงานประจำวัน ไม่มีทางให้ "ความสุข" ระดับเดียวกับปฏิบัติธรรมได้

หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า ความสุขทางโลกนั่น "ขี้ ๆ" ครับ

ตัดเนื้อหาของความสุขออกไป ดูกันที่ใจเพียว ๆ จะพบว่า สุขทางโลกทุกชนิด จะเกิดขึ้นแป๊บ ๆ ครับ เอาแบบหยาบที่สุด เสพเมถุนธรรม ก่อนจะได้เสพ ต้องประคบประหงมกันกี่ปี ครับ สุดท้ายพอได้เสพ ความสุขเกิดขึ้นกี่นาที ครับ หลังจากความสุขหมดไป ความทุกข์กลับมาครอบงำทันที

หรืออย่างปริญญาบัตร จากมหาลัยไฮโซที่สุดในประเทศ ใช้เวลาเท่าไหร่ ครับ ตั้งแต่ก่อนเข้า ๓ ปี เรียนอย่างหนักอีก ๔ ปี เพียงเพื่อวินาทีที่รับพระราชทานปริญญาบัตร กับที่เพื่อนฝูงพ่อแม่พี่น้องมาแสดงความยินดี อีกไม่ีกี่ชั่วโมง แล้วความสุขนั้นก็หายไป ความกังวลในการหางานทำ หรือเรียนต่อ เข้่ามาแทนที่

หลวงพ่อปราโมทย์เอง รับราชการ ระดับเงินเดือนเป็นแสน มีหน้ามีตาในสังคม มีหรือจะไม่เคยเสพความสุขทางโลก ที่เขาว่า มันสุดยอด แต่ท่านบอกว่า "ขี้ ๆ" ครับ

ข้าพเจ้าเองก็เคยสัมผัสความหฤหรรษ์ทางโลกมาก็มาก เห็นด้วยอย่างยิ่ง ครับ ว่า มัน "ขี้ ๆ" (ขนาดยังไม่เคยเสพสุขของการมีสติ หรือการเข้าฌาน นะเนี่ยะ แค่บวชก็เป็นสุขแล้ว)

#23

ขออภัย อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ แฮะ คิดว่า น่าจะคล้าย ๆ พวกนิยายเล่ากำเนิดจักรวาลอะไรเทือกนั้นมั๊ง ประเภทเริ่มต้นมา ความมืด กับความสว่าง ก็เกิดมาพร้อมกัน

ถ้าว่ากันเรื่องความเป็นเทวดาอย่างเดียว รู้มาบ้างว่า เทวดาจะมีเทวธรรมอยู่ ๒ ประการ ถ้ารักษา ๒ ข้อนี้ไม่ได้ จะจุติจากการเป็นเทวดา นั่นคือ ๑. ไม่โกรธ ๒. ไม่ฆ่าคน

ในเมื่อกฏของเทวดามีเพียง ๒ ข้อนี้ จึงมีเทวดามิจฉาทิฏฐิอยู่มากมายในจักรวาลนี้ ครับ สามารถทำอะไร ๆ ที่เราไม่คิดว่า เป็นฝีมือเทวดา แล้วก็ยังคงเป็นเทวดาอย่างเดิม อยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดอายุขัย ซึ่งก็คาดว่า ความดีที่ส่งผลให้พระยาวสวัตตีมาร ขึ้นไปอยู่ชั้น ๖ ได้ คงไม่ธรรมดาเลย อายุขัยคงยาวเหยียด

กฏ ๒ ข้อนี้ ถ้าจำไม่ผิด ได้มาตอนอ่านพระธรรมบท ครับ ที่จำได้เพราะเคยสงสัยเหมือนกันว่า ในเมื่อเทวดามีฤทธิ์ แล้วคนทำลายป่าไปมากมาย ทำไมพวกรุกขเทวดา ซึ่งมีวิมานอยู่บนต้นไม้ ถึงไม่แผลงฤทธิ์ ฆ่าพวกตัดไม้ทำลายป่าบ้าง มีแต่ถอยเข้าป่าลึกเข้าไป ๆ

ในพระธรรมบท พอมีการตัดไม้ปุ๊บ เหล่าเทวดาจะมาประชุมกัน ครับ เพื่อเตือนกันและกัน ถึงเทวธรรม ถ้าโกรธเมื่อไหร่ หมายถึงจุติ หรือตายจากความเป็นเทวดานั่นเอง

ฟังดูก็เข้าท่า ครับ เพราะอย่างนี้ จึงไม่เคยมีใครตายเพราะไปทำลายป่า แต่แบบป่วย คงมีบ้าง แล้วตายไปโดยบังเอิญ ไม่รู้แบบนั้น เทวดาองค์นั้นจะเคลื่อน หรือจุติด้วยหรือเปล่านะ

อีกอย่างหนึ่ง เวลาคนเราเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น คือ มีความเห็นผิดไปจากทำนองคลองธรรม อาจต้องดูที่เจตนาด้วย อย่างพระยาวสวัตตีมารไปขวางมหาบุรุษนั้น ๑. ไม่ได้ทำด้วยความโกรธ ๒. ไม่ได้คิดฆ่ามหาบุรุษ ฉะนั้นเรื่องจะเคลื่อนจากความเป็นเทวดาเป็นไม่มี

ส่วนเจตนาที่ไปพยายามขวางการบรรลุธรรมของมหาบุรุษ ก็อย่างที่กล่าวไว้ คือ เกรงว่า สมัยที่ตนบารมีเต็มแล้ว ลงมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต (พระยามาราธิราช ก็เป็นพระโพธิสัตว์ ที่ปรารถนาจักเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน) จักไม่มีญาติโยมให้โปรด ดูเจตนาให้ดี เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยเมตตา จะโปรดสัตว์โลกนะครับ เพียงแต่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ

อีกหลักฐานหนึ่ง คือ พระเทวทัต นี่ก็พุทธภูมิ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอีกองค์หนึ่ง พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่า เมื่อพระเทวทัตพ้นจากอเวจีมหานรกขึ้นมาแล้ว จักได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคต

คิดดูซีว่า พระเทวทัตทำกรรมกับมหาบุรุษมาไม่รู้กี่แสนชาติ เหตุไฉนถึงไม่ต้องรับกรรมที่ทำนั้น (กรรมที่ตกอเวจีมหานรกนั้น มาจากชาติปัจจุบัน ไปทำร้ายพระพุทธเจ้า และทำสังฆเภท เท่านั้น) แถมได้รางวัลบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกต่างหาก

ข้าพเจ้าเดาว่า ผู้ที่ตามจองเวรมหาบุรุษนั้น ก็ได้บุญหนักเหมือนกัน เพราะเป็นผู้ที่ทำให้มหาบุรุษ มีบารมีเต็มยิ่งขึ้น ๆ

สมัยพระเวสสันดร หากชูชก ไม่มาขอลูก พระเวสสันดร ก็คงไม่สามารถบำเพ็ญทานบารมีขั้นปรมัตถ์ได้ และก็คงไม่สามารถมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การกระทำใด ๆ ของใครคนหนึ่ง ถ้าไม่รู้บริบทแวดล้อมให้ครบ ไม่สามารถตัดสินได้ว่า ถูกหรือผิด บุญหรือบาป ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#25 By Dhammasarokikku on 2009-01-18 15:55

ตอนที่ได้ไปบวช พระอาจารย์ท่านบอกว่า การทำสมาธิภาวนาเป็นการสร้างบารมี .. ที่ต้องใช้เวลาสั่งสม

#24 By Dualshock Boy on 2009-01-18 13:49

เรียนถามหลวงพี่ครับ
คือผมพอทราบมาบ้างว่าสวรรค์มีหกชั้น
แต่ละชั้น ก็ให้ผู้มีบุญาธิการ แต่ละระดับไปเสวยสุข
แต่ผมงงตรงที่ว่า ไหง พญามาร ไปอยู่ซะชั้นหก ได้ล่ะครับ
คือ ถึงแม้จะมีบุญมาก แต่การไปขัดขวางเส้นทางนิพพาน ของอริยบุคคล นี่ไม่เป็นบาป ให้จิตมัวหมอง หล่นจากสวรรค์หรือครับ ขอความกระจ่างจากพระคุณเจ้าด้วยครับ sad smile

#23 By angelsong on 2009-01-18 12:04

ป.ล.อ่านความเห็นที่ 9 ของคุณ RINNA แล้วเห็นด้วยค่ะ..


แต่เราก็ยังเป็นมนุษย์ที่ละในกิเลสไม่ได้ เราก็ต้องการประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน อยากเลี้ยงตัวเองโดยอาชีพที่รักได้เหมือนกัน เข้าใจว่าตายไปแล้วชื่อเสียงเงินทองก็เอาไปไม่ได้ แต่ก็ยังอยากมีความสุขอยู่ดี

สงสัยต้องเข้าวัดบ่อยๆ 555

#22 By MEISANMUI™ on 2009-01-18 07:25

ป.ล.เรื่องนี้เชื่อค่ะ เพราะคาถาที่หลวงพี่เอากรุณามาลงให้ดูนั้นเป็นคาถาเก่าจริงๆ เคยมีเวอร์ชันเป็นเล่มด้วย

#21 By MEISANMUI™ on 2009-01-18 07:15

Hot! ขอบคุณสำหรับบล็อคดีๆ
ติดตามอ่านต่อนะคะ หลวงพี่

เรื่องเดียวกับซีเครทเลย
การบริกรรมคาถาคือการติดต่อพลังจิตใต้สำนึกอย่างหนึ่ง
ทางเอเชียหรือพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก่อนมานานแล้ว

#20 By MEISANMUI™ on 2009-01-18 07:14

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลsad smile

#19 By โปรแกรมบัญชี (58.9.157.7) on 2009-01-18 00:54

Hot! Hot!

#18 By buffy on 2009-01-17 21:31

สาธุ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Hot! Hot! confused smile

#17 By dowrun happy on 2009-01-17 20:06

#12

อย่าไปคิดว่ายากหรือง่ายเลย ครับ ลงมือปฏิบัติวันนี้ มันก็ต้องถึงสักวัน ทางหมื่นลี้ ก็ต้องมีก้าวแรก

เคล็ดลับนั้น หาไม่ยาก แต่เอาเคล็ดลับมาทำให้สำเร็จผลนี่ละ ยากกว่า

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

ปล. มีปัญญามากนะครับเนี่ยะ ถึงดูออก cry

#16 By Dhammasarokikku on 2009-01-17 14:49

อนุโมทนา ครับบbig smile

#15 By เซงครับ on 2009-01-17 14:38

#8

เจริญสติไปก่อนก็ได้ ยินดีกับคำสรรเสริญก็รู้ว่า ยินดี ปฏิบัติเสร็จแล้ว

ต่อมารู้สึกว่า "เหอๆ ยังติดสรรเสริญอยู่นี่หว่า" คือ ไม่พอใจที่ตัวเองติดสรรเสริญ ยินร้ายให้รู้ว่ายินร้าย ปฏิบัติเสร็จแล้วอีกเหมือนกัน

รู้อีกว่า การยินร้าย คือ การรู้ที่ไม่เป็นกลาง ไปแทรกแซง อยากให้มันไม่ติดสรรเสริญ ปฏิบัติเสร็จไปอีกแล้ว

#9-10

ช่างเป็นการบ่นที่มีสาระมากมาย จริงทีเดียว ครับ พิเคราะห์มานานแล้ว อุปสรรคที่ยากเย็นที่สุด สำหรับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ เรื่องวัฏสงสารนี่ละ สังเกตุดูหลายคนในเอ็กซ์ทีน ที่ประกาศตนว่า ไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แล้วเขาก็ยังเป็นสุขดี เป็นเพราะเขาไม่เชื่อชาตินี้ ชาติหน้า มีวัฏสงสารอยู่จริง เป็นหลักเลย ครับ และนานวันไป ก็แก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความคิดเหนียวแน่นขึ้นตามวัย

ครั้นจะไปบอกให้เขาเชื่อ แต่ก็หาหลักฐานอะไรมิได้ ได้แต่ให้คำสอนทำนองเปรียบเปรย ก็ไม่สามารถเข้าถึงใจคนเหล่านี้อยู่ดี

เมื่อไม่เชื่อเรื่องวัฏสงสาร เขาก็ไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นแต่ความเป็นอยู่ในชาตินี้ชาติเดียว ความอยากหลุดพ้น ก็เลยไม่มี เมื่อไม่อยากหลุดพ้น ความขวนขวายในการปฏิบัติธรรม ก็เลยเป็นศูนย์ไปด้วย น่าสงสาร ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2009-01-17 09:19

เหมือนจะง่ายเลยค่ะท่าน แต่พิจารณาดี ๆ ก็ทำยากนะนั่น

#12 By คนหน้าหมี on 2009-01-17 09:11

จะรอวิปัสสนาครับ big smile

#11 By clock on 2009-01-17 02:50

ปล. ฉันมาบ่นอะไรนี่

#10 By Rinna ♥ on 2009-01-17 00:59

จริงอย่างแรงค่ะ ช่วงนี้ฉันกำลังมีเรื่องทำนองนี้พอดีเลย อยากเม้าให้ฟังม๊ากมาก อิอิ แต่พูดออกอากาศมิได้ ตอนนี้ก็ได้แต่ปลงค่ะ ว่าอะไรๆในโลกนี้มันก็เหมือนปราสาททราย สร้างให้ตาย คลื่นมาทุกอย่างก็ราบเรียบไปหมด บางคนที่พยายามปกป้องรักษาปราสาททรายของตัวเองให้ปลอดภัยจากคลื่นนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ที่ตลกคือบางคนก็พยายามแก่งแย่งกับคนอื่น แข่งขันกันสร้างปราสาททราย ว่าใครจะเจ๋งกว่า ฯลฯ แกล้งไปพังปราสาทคนอื่นบ้าง อะไรบ้าง แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็ราบเรียบไปกับชายหาดอยู่ดี

แต่จริงๆตอนนี้ฉันก็กำลังสร้างปราสาททรายเหมือนกันนะคะ แต่ระหว่างที่คลื่นยังไม่มา ฉันหวังว่า ปราสาททรายของฉัน จะเป็นปราการป้องกันภัยชั่วคราว เป็นประโยชน์ ให้กับสิ่งอื่นคนอื่นทั่วไป ชอบมีคนวิ่งมาเหยียบปราสาทของฉันให้พัง ^^: แต่ฉันก็ช่างแม่ง ล้มไปก็ทำใหม่ แอบอธิษฐานอย่kงนึงว่า ถ้าสิ่งที่ฉันสร้าง จะมีประโยชน์กับผู้คนหมู่มากละก็ ก็ขอให้อย่ามีอะไรแผ้วพานมัน จนกว่ามันจะได้สร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น

แต่หลังจากสร้างปราสาทมาจนเกือบเสร็จนี้ ฉันก็เรียนรู้กับตัวเองจริงๆแล้วละค่ะ ว่าเงินทองลาภยศสรรเสริญอันใดในชาตินี้ ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ มีแต่อริยทรัพย์เท่านั้น ที่เราสะสมไว้กินได้หลายชาติ คนทั่วไปถ้ายังมองภาพรวมไม่ออกว่า ชีวิตมันมีหลายชาติ ก็จะขวนขวายทำแต่อะไรที่กะไว้กินชาตินี้เดี๋ยวนี้ แต่ถ้ามองออกว่าชีวิตนี้มันชั่วคราว ของที่สร้างไว้กินตอนนี้ เผลอๆก็ไม่ได้ใช้ หันมาสร้างอะไรที่เอาเดินทางข้ามมิติข้ามชาติด้วยได้ดีก่า -0-

#9 By Rinna ♥ on 2009-01-17 00:55

อา...สาธุครับ

เมื่อวานนี้เจอมาร อยู่ดีๆ ก็มาชม เราก็ดีใจ...เหอๆ ยังติดสรรเสริญอยู่นี่หว่า

รออ่านวิปัสสนาครับ อยากถอนมันออกแร้ว
Hot!

#8 By นักรบ on 2009-01-16 22:14

Hot! Hot! สาธุค่ะ

#7 By (^_^)/nana on 2009-01-16 21:35

ยาวจริงๆเลยครับHot!

#6 By ไอ้ไทม์ on 2009-01-16 20:35

ยาวจัง แต่ก็อ่านเข้าใจครับ ^_^

#5 By Repentant on 2009-01-16 20:28

#1-2

สาธุ ครับ

#3

ว่ากันแบบอภิธรรม เท่าที่ได้ยินมา ความอยาก คือ ตัณหา ครับ แต่มีองค์ธรรมอันเดียวกับความโลภ

เวลาคุยถึงธรรมฝ่ายกุศล มักใช้คำว่า ฉันทะ แทน ครับ ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ

อย่างเราอยากวาดรูปให้เก่ง การวาดรูปเก่ง ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร เรามีความพอใจฝึกฝนฝีมือวาดรูปของเราไปเรื่อย ๆ อย่างนี้เรียกว่า มีฉันทะ ในการฝึกฝีมือ ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2009-01-16 20:19

นมัสการคะ

เอ การที่เรารู้สึกอยากวาดรูปให้เก่งขึ้นนี่มันใช่โลภรึเปล่าคะ แบบอยากวาดเก่งไม่รู้จักพอ sad smile

#3 By Cotton on 2009-01-16 20:08

สาธุ สาธุ Hot!

#2 By mahaoath on 2009-01-16 18:24

เอ๊ะ นี่มันหลักการเดอะท๊อปเซเคร็ทใช่มั้ยเคอะconfused smile
เหมือนเล่นเกมไปตามระบบแล้วโกงบั๊กเลยเนอะ

ชอบครับชอบ
รออ่านอีกนะครับHot! Hot!

#1 By Lullaby-Nocturne on 2009-01-16 16:50

Dhammasarokikku View my profile