นี่ละ... เมืองพุทธ

posted on 06 Feb 2009 13:37 by akkarakitt  in Dharma
เมืองพุทธเป็นฉันใด?

 

เมืองพุทธไม่ใช่เมืองที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่เมืองที่ประชากรส่วนใหญ่ เพีียงลงทะเบียนบ้านไว้ว่า นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่เมืองที่มีถาวรวัตถุ โบราณวัตถุ ศิลปวัฒนธรรมทางพุทธ ครับ หากแต่หมายถึงเมืองที่ยังมีคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ ยังมีผู้เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น

แผ่นดินสุวรรณภูมินี้ สืบทอดคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นทอด ๆ แต่สมัยพุทธกาล จนปัจจุบันไม่ขาดสาย มีพระอรหันต์เกิดขึ้นทุกยุค ทุกสมัย มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่เหตุปัจจัย

แผ่นดินรูปขวานทองแห่งนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ ทรงเคยเสด็จมาเยือน ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ พยากรณ์ว่า แผ่นดินนี้ จักรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ ครบ ๕,๐๐๐ ปี

 

 


 

 

แม้แผ่นดินอื่น ศาสนาพุทธจะผิดเพี้ยนไปเพียงไร เช่น พุทธชินโต พระมีเมียได้ บางนิกายหันไปนับถือพระโพธิสัตว์ บางนิกายนิยมให้กลับมาเกิดเป็นนักบวชในตำแหน่งเดิม เพื่อบำเพ็ญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป บางนิกายมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับมาเกิดอีกครั้ง เพี้ยนกันไปใหญ่ ศาสนาพุทธในแผ่นดินนี้ บรรพบุรุษของเรา ยังคงรักษาคำสั่งสอนดั้งเดิมนั้นไว้ให้ครบถ้วน ประหนึ่งภารกิจที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าภารกิจใด ๆ ในโลกนี้

เพราะคำสั่งสอนเรื่อง "อริยสัจ" นั้น มีประโยชน์อเนกอนันต์ต่อมนุษยชาติ ครับ มิใช่เพียงต่อแผ่นดินนี้ หรือคนที่อาศัยบนแผ่นดินนี้ ภารกิจการรักษาคำสั่งสอนนี้ไว้จึงยิ่งใหญ่เหลือเกิน ครับ

และ อริยสัจ นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือพิสดารพันลึก ซับซ้อนยุ่งยาก มากด้วยเครื่องหมายคำถาม จนไม่อาจเข้าใจได้ ทุก ๆ พระธรรมขันธ์ ก็เกี่ยวกับความจริงของ "ขันธ์ ๕" หรือ กายนี้ ใจนี้ ของเรานั่นเอง

 

ถามว่า ใครควรเป็นคนแบกภารกิจนี้ไว้ ครับ?

 

พระสงฆ์หรือ?

 

กษัตริย์หรือ?

 

ทหารตำรวจหรือ?

 

นักการเมืองหรือ?

 

ประชาชนหรือ?

 

 

 

 

 

 

 

ภารกิจนี้ เป็นของ "พุทธบริษัท ๔" ต่างหาก !!!

ทุกคนต้องช่วยกันทำ มิใช่ของคนใดคนหนึ่ง

 

 

ภารกิจการรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไว้ มิใช่การรักษาใบลานซึ่งบรรจุพระไตรปิฎกไว้ รักษาโบราณวัตถุ รักษาวัดวาอาราม หรือ รักษาพระพุทธรูปใด ๆ เลย แต่คือการ "ปฏิบัติ" ตามที่พระองค์ทรงสั่งสอน

จักปฏิบัติได้ ต้องทราบก่อนว่า พระองค์สอนอะไรไว้ ซึ่งก็คือ "ปริยัติ" เมื่อปฏิบัติจนได้ผลแล้ว ก็นำผลนั้น เผยแผ่ออกไป เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ เป็นภารกิจการทะนุบำรุงพระศาสนาที่แท้จริง ซึ่งได้แก่ "ปฏิเวธ" นั่นเอง

ปฏิเวธ หรือแม้การเผยแผ่ คุณความดีของพระธรรมคำสั่งสอน จักไม่เกิดขึ้นเลย ครับ หากไม่มีผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน จนเห็นผล เมื่อมีผู้ปฏิบัติจนเห็นผลแล้วนั่นแล ผู้นั้นจักรู้สึกขึ้นมาเองว่า พระธรรมคำสั่งสอนนี้ มีค่ายิ่งนัก ปฏิบัติแล้ว พ้นทุกข์ได้จริง ควรอย่างยิ่ง จักเรียกผู้อื่นเข้ามาดู เข้ามาศึกษา หรือที่บาลีว่า "เอหิปัสสิโก"

 

แล้วพระองค์สอนไว้ว่ากระไรเล่า?

 

พระองค์สอนถึงการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ได้บุญมากขึ้นไปโดยลำดับ ใช้กำลังใจมากขึ้นไปโดยลำดับเช่นกัน

คนเรากำลังใจไม่เสมอกัน ครับ บางคนทำทานด้วยไม่หวังอะไรเลย บางคนทำทานด้วยหวังวัตถุมงคล บางคนทำทานด้วยหวังอำนาจบุญจะส่งผลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น บางคนให้ทำทานเท่าไหร่เท่ากัน แต่ให้รักษาศีล ไม่เอาเลย บางคนให้รักษาศีลได้ แต่ให้มาเจริญพระกรรมฐาน โบกมือบ๊ายบาย บางคนลุยทำหมดทั้งสามอย่าง ไม่ว่ากำลังใจพวกเขาจะแค่ไหน สิ่งที่เสมอกันคือ จิตของเขาใฝ่กุศล ครับ

คนเราปัญญาก็ไม่เสมอกันด้วย เขาเข้าใจการทำบุญได้แค่นั้น แค่นี้ ก็ไม่ควรไปตำหนิเขา เขาทำบุญเพราะอยากให้มีชื่อของตัวเอง ติดที่ไหนสักแห่ง ก็ควรจะโมทนา ยินดีกับเขาว่า อย่างน้อย ๆ จิตเขาก็เป็นกุศล อยากทำบุญ แม้จะแทรกด้วยอกุศลบ้าง แต่ก็ดีกว่า เขาไปทำบาป ถูกไหม? แม้วันนี้เขายังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำทานที่แท้จริง แต่วันหนึ่ง เมื่อเขาทำไปเรื่อย ๆ ก็จักเข้าใจไปเอง อีกอย่างปัจจัยในการทำทานนั้น ก็นำไปใช้จรรโลงพระศาสนา แม้จักเป็นทางอ้อมก็ตาม

การไปตำหนิผู้อื่นลับหลัง หรือการนินทา มิได้เกิดประโยชน์กระไร เท่าไหร่ มิได้ช่วยให้ศาสนายั่งยืนกว่าเดิม มิได้ช่วยเติมเต็มภารกิจอันยิ่งใหญ่นั้น ไม่มีประโยชน์แก่ผู้ตำหนิ และถูกตำหนิ เพราะผู้ตำหนิ ก็มิได้มีกิเลสโทสะลดลง คนถูกตำหนิ เขาไม่ได้ทราบถึงคำตำหนินั้น สิ่งที่มีประโยชน์ คือการพิจารณาตัวเอง ครับ

พิจารณาว่ากระไร? พิจารณาตนเองว่า เราดีพอจะไปตำหนิคนอื่นหรือยัง? ครับ เรื่องการทำทาน เราอาจจะมีความเข้าใจดีกว่าเขา แต่ศีลหล่ะ เรารักษาครบแล้วหรือยัง? เขาอาจจะทำทานด้วยอยากเอาหน้า แต่เขาอาจจะรักษาศีลบริสุทธิ์กว่าเราก็ได้นะ ภาวนาหล่ะ เราได้ทำหรือเปล่า เขาอาจไม่เข้าใจเรื่องการทำทาน แต่เขาอาจนั่งสมาธิทุกวันขณะที่เรานั่งเล่นเกม หรือทำอะไรไร้สาระไปวัน ๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้ ที่แน่ ๆ ขณะที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เช่น "อุ๊ย มีให้เขียนชื่อด้วย เดี๋ยวทำเยอะ ๆ หน่อย" ก็ไม่รู้ตัวว่า จิตเราขณะนั้นประกอบด้วยโทสะ หลงด่าเขาไปแล้ว เรียกว่า "ไม่มีสติรู้กายรู้ใจของตนเอง" แสดงว่า ไม่ได้เจริญภาวนาเท่าที่ควร แถมยังเก็บเอามาเป็นอารมณ์ขุ่นมัว จนต้องเอาออกมาระบายบนบล็อก ตกลงไปวัดได้บุญ หรือได้บาปกันแน่เนี่ยะ แล้วคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เล่า เราศึกษาดีแล้วหรือ? หากศึกษาดีแล้ว จักพบว่า พระองค์ไม่ได้สอนให้ไปดูจริยาของคนอื่น ครับ ใครจะเลวแค่ไหน ดีแค่ไหน ช่างหัวเขา ครับ เราดูแค่ใจเรา เราทำบุญทำทานแล้ว เรามีความสุขไหม ความสุขนั้นเกิดจากการละความโลภ กิเลสที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองตัวสำคัญใช่หรือไม่ ใช่ว่าให้ไปทำทานเพื่อสังเกตุจริยาของคนอื่นสักหน่อย

ความเข้าใจต่อการทำทานของคนที่เขียนเอ็นทรี่นั้น ถูกต้องแล้ว ครับ แต่ขาดการภาวนา ขาดการศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ทำบุญด้วยเงินน้อย ๆ ไม่ผิด ครับ แต่ผิดที่ไปสนใจว่า คนอื่นทำบุญเท่าไร ด้วยอาการเช่นไร ผู้รับทานมีอาการเช่นไร แล้วไม่รู้สึกตัวว่า จิตตัวเองเป็นกุศล หรืออกุศล เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น ไม่รู้ตัวว่า ตนกำลังปฏิบัติตัวตามกิเลส ครับ ไม่ใช่ปฏิบัติตัวตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

ปฏิบัติตนตามกิเลส คือ รู้ไปทุกอย่างเลย ครับ ยกเว้นรู้กาย รู้ใจตัวเอง เช่น ขณะที่เห็นพระทำท่าดูหมิ่นเหยียดหยามเงินน้อย ๆ ของเรา ไปรู้ว่า พระท่านรู้สึกอย่างไร แต่ไม่ได้รู้ว่า ใจตนเกิดโทสะ ไม่ชอบที่พระแสดงจริยาเช่นนั้น

ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่า พระแสดงจริยาเช่นนั้นถูก ไม่ได้ส่งเสริมให้พระไปแสดงจริยาเช่นนั้นอีก ไม่ได้บอกว่า เราไปเกิดโทสะผิด ไม่ได้บอกให้ไปห้ามไม่ให้เกิดโทสะ เพียงอยากแนะว่า การเจริญสติ ทำอย่างไร เพราะการเจริญสติปัฏฐานนั่นแล คือ คำสอนอันหาค่าไม่ได้ของพระพุทธองค์

ครั้งหน้าไปวัดทำบุญ เอาใหม่ ครับ เกิดไปทำบุญแล้วเจอสภาพเช่นนั้นอีก จิตมีโทสะ รู้ว่าจิตกำลังมีโทสะ รู้ตัวแล้ว ก็พิจารณาว่า เราสมควรโกรธหรือไม่ หากเห็นว่า สมควร ก็โกรธไป ครับ ตามสบาย ไม่ต้องไปห้ามมัน หรือโกรธไปแล้ว ห้ามไม่อยู่ ก็ปล่อยมัน ครับ รู้ว่า จิตเราห้ามไม่ได้ มันจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง ตามที่ตาไปเห็น ความคิดไปปรุงแต่ง มันจะดับ ก็ดับของมันเอง ครับ ไม่เชื่อลองโกรธแล้วท่องสูตรคูณดู ไม่นานความโกรธก็ดับ ครับ แต่หากเห็นว่า ความโกรธมันเผาใจตัวเอง ทำให้จิตเราเศร้าหมองเอง แทนที่จะออกจากวัดไปด้วยใจแช่มชื่นว่า วันนี้ได้มาทำบุญ กลับออกไปด้วยความแค้นใจว่า "นี่หรือ... เมืองพุทธ" สรุปว่า ไม่สมควรไปโกรธ ก็ไม่ต้องโกรธ ครับ อย่างน้อย ๆ ก็ได้ใช้เหตุผลพิจารณาความเหมาะสมแล้ว (แต่ตามปกติพอรู้ตัวขึ้นมาว่า ตัวเองกำลังโกรธ ความโกรธจะดับไปเดี๋ยวนั้นเลย ครับ)

หากท่านทั้งหลายจักประกาศขนานนามตนว่า นับถือศาสนาพุทธ ก็ควรต้องหมั่นขยันศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ให้มาก ครับ มิใช่รู้จักแค่การให้ทาน ก็เป็นคนพุทธแล้ว เช่นนั้นจักต่างกระไรจากผู้นับถือศาสนาอื่น เพราะเขาเหล่านั้น ก็ทำทานเป็นเหมือนกัน

ภารกิจการทำเมืองนี้ ให้เป็นเมืองพุทธที่แท้จริง และสืบสานพระศาสนา อยู่ในมือท่านทั้งหลายแล้ว ด้วยการเริ่มปฏิบัติธรรมะ ศึกษาธรรมะที่พระองค์ทรงสอนสั่ง ด้วยตนเอง อย่างแท้จริง ตั้งแต่วันนี้ อย่าให้คนต่างศาสนามาถามว่า ศาสนาประจำชาติของยูมีอะไรดี แตกต่างจากศาสนาอื่น แล้วเป็นงง ตอบไม่ถูก เพราะมิได้ใส่ใจศึกษา

หากพวกเราทำกันได้ทุกคน เป็นส่วนใหญ่ของสังคม เมื่อนั้นก็ไม่มีใคร มีเวลาตำหนิใคร เพราะทุกคนยุ่งอยู่แต่การดูจิตของตน เมื่อนั้นกลิ่นอายของคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ก็หอมขจรทั่วไปในแผ่นดินนี้ เช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าขอยืนยันครับว่า ที่นี่ละ... เมืองพุทธ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

 

 

 

 

 

ปล. : รูปประกอบทั้งหลายนี้ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลย) ถ่ายเล่น ๆ ตอนเดินข้ามสะพานพุทธเวลาเย็น ครับ

ปล.๒ : ได้ข่าวว่า เจ๊รินนาออกทีวีด้วยอะ ดังใหญ่แล้ว สงสัยงานนี้ตุ๊กตาราคาขึ้นเป็นล้านแน่ ฮ่า ๆ โมทนาบุญด้วยเด้อ

edit @ 6 Feb 2009 23:06:41 by Dhammasarokikku

edit @ 7 Feb 2009 12:27:47 by Dhammasarokikku

edit @ 8 Feb 2009 13:21:02 by Dhammasarokikku

edit @ 9 Feb 2009 22:26:46 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ปัจจุบันผู้คนมองแต่ภายนอก มองแต่วัตถุ ไม่ได้กลับเข้ามามองดูตัวเอง หรือจิตของตัวเอง Hot!

#1 By K r a i on 2009-02-06 22:41

เมื่อก่อนไม่เชื่อในศาสนาพุทธเลย
แต่ตอนนี้...
กล้าพูดได้เต็มปากว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นที่พึ่งทางใจได้อย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าทิ้งพระธรรมไว้เป็นตัวแทนพระพุทธองค์
มีนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด

แต่ปัจจุบัน คนเข้าใจศาสนาบิดเบี้ยวไปจากเดิมมาก
ห่างวัดกันมากขึ้น ห่างหลักธรรมกันมากขึ้นเลยทำให้ห่างศาสนากันมากขึ้น

ความเห็นส่วนตัวเช่นกันค่ะ ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วย Hot! big smile

#2 By ลูกคนโตเอง on 2009-02-06 22:58

สาธุค่ะ

ตอนนี้กำลังเจอมรสุม เรื่องคนข้างตัว ไม่ชอบอย่างแรง แต่ก็คงจริงอะ ปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือ


อ่านไปอ่านมา ตรง " ความเข้าใจ... " รู้สึกเหมือนกับเขียนถึงอะไรซักอย่าง embarrassed

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-02-06 23:01

ไม่ทราบว่าจะนิยามความหมายของ "นี่หรือเมืองพุทธ" ไว้ว่าอย่างไรดี แต่เราว่าปัจจุบันนี้ผู้คนได้หลงลืมหน้าที่การสืบทอดศาสนาไปเยอะแล้ว ((เราก็ด้วย)) เราว่าคนส่วนมากมักจะคิดว่าหน้าที่การสืบทอดศาสนาคือหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์ สมัยก่อนพุทธมามกะอาจจะใกล้ชิดกับศาสนาวัดวาอุปถัมภ์ค้ำชูกันบ่อยๆ แต่พอเวลาเปลี่ยนไปหลายๆ อย่างก็เปลี่ยน ความคิดคนเราก็เปลี่ยนไป

ในส่วนการให้ทาน เราคิดว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายๆ นะคะ ไม่เหมือนกับการทำบุญอื่นๆ อย่างเช่นการสวดภาวนาหลายคนก็คิดว่าเสียเวลา หรือการไปช่วยสร้าง รร สร้าง ห้องสมุด เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้า เด็กยากจน อันนั้นมันเสียเวลา เสียกำลัง เสียทรัำำพย์เยอะกว่า บางคนก็อ้างว่าไม่มีเวลา พอจะช่วยเหลือ ฉะนั้นการเข้าวัดทำบุญบริจาคจึงเป็นอะไรที่สะดวกง่ายและรวดเร็วสำหรับคนส่วนใหญ่นะคะ

ส่วนตัวแล้ว ทำทานเท่าไหร่ เราไม่ได้สนใจ ถ้าทำแล้วตัวเองสุขใจและอิ่มเอม ไม่ได้รู้สึกหวงแหนต่อทรัพย์ที่เสียไปก็เท่านั้น

Hot! Hot!

#4 By ◣ Tairataraban ◥ on 2009-02-06 23:18

อืม นี้หรือเมืองพุทธ?big smile Hot!

#5 By น้ามชา on 2009-02-06 23:21

สาธุค่ะหลวงพี่ (ไม่ได้แวะมาอ่านนานเลย รู้สึกว่าช่วงนี้ห่างๆพุทธศาสนาไปยังไงก็ไม่รู้ sad smile ) แต่ก่อนรู้สึกแย่ว่าทำไมถึงต้องมาเกิดบนแผ่นดินนี้ รู้สึกไม่เข้าใจว่าพุทธนี้นับถือไปทำไม เรียนไปทำไม ท่องบทแผ่เมตตาไปทำไม (แล้วมันก็ขบถไม่ยอมท่องสอบ << แย่จริงๆ)

แต่เดี๋ยวนี้ภูมิใจค่ะเพราะแผ่นดินนี้ทำให้รู้จักพุทธศาสนา ดีใจที่ได้เกิดมารู้จักและศึกษาพุทธศาสนาจริงๆค่ะ

#6 By *~citrus~* on 2009-02-06 23:25

Hot! โอ้ย หลวงพี่ขา... อ่านแล้วโดน!
มากคนมากความบ้าบอกันไปเรื่อยอะค่ะเบื้องหลัง เช้าวันงานสารภาพว่า ฉันแอบรู้สึกนิดนึงว่า.. ฉันกำลังทำอะไรอยู่กันนะ แบบ... นี่มันอะไรกัน... แบบ... ฉันต้องการทั้งหมดนี้จริงๆเหรอนี่ ฉันแค่สนุกกับการทำตุ๊กตา พอสนุกแล้วมีผลงานออกมา ฉันก็อยากจะตัดมันออกจากชีวิต แบบ เอามันออกไปทำประโยชน์อย่างอื่น.. แทนที่จะยิ่งทำยิ่งพอกเข้าตัว ก็อยากจะยิ่งทำยิ่งตัดออก... แต่เช้าวันนั้นรู้สึกว่า ทุกอย่างมันเลยเถิด.. แบบ นี่มันอะไรกัน โอ้ย อีโมมาก แอบรู้สึกไม่ค่อยอยากไปเล็กน้อย แต่ก็ไปจนถึงงาน ยิ้มเป็นหน้าที่ ตอบคำถามเดิมๆหลายๆรอบ โดนคนเข้าใจผิดๆ มีคนมาเชือดเฉือนฟาดฟัน นี่วงการตุ๊กตามันช่างบ้าบอบ๊องสิ้นดี แอบเอียน... รู้สึกว่า ทำไมฉันต้องมาแบกสิ่งเหล่านี้??? แบบ ฉันต้องการ FAME งั้นหรือ??? แล้วก็รู้สึกว่า แล้วไง???

อ๊าา นี่ขนาดแวะมาอีโมในบล๊อกหลวงพี่เลยทีเดียว...

#7 By Rinna ♥ on 2009-02-07 01:51

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

big smile

#8 By นักรบ on 2009-02-07 03:42

หลวงพี่สุดยิด สาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By Cotton on 2009-02-07 07:02

พระองค์ไม่ได้สอนให้ไปดูจริยาของคนอื่น
..จะจำใส่ใจเอาไว้ค่า big smile


แต่เราว่าจริงนะ ทำทานบ่อยๆ สักวันเขาคงจะเข้าใจการทำทานเอง
..ทำทานบ่อยๆ ก็ได้เจอก็อาจจะช่วยให้ได้เจอกับแก่นของธรรม รู้วิธีภาวนาที่ถูก

แต่ขยันทำไหม????

#10 By VaNneSSa on 2009-02-07 07:05

Hot!
ใช่ครับ ความถูกต้อง คงเดิม ของพระธรรม เป็นสิ่งที่ต้องรักษาให้ดีที่สุด big smile

#11 By Detonator on 2009-02-07 09:27

อัตตะนา โจทะยัตตานัง

จงเตือนตนด้วยตน การมุ่งจับผิดในจริยาของผู้อื่น เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ คือ ไม่ได้ทำให้ตัวเองดีขึ้นมาเลย แต่บางทีกลับทำให้ยิ่งแย่ลงไปอีก

อย่างทานที่ได้ให้ไปแล้ว มีเจตนดี ในกาลก่อนให้ และระหว่างให้ แต่ต้องมาเสียเจตนาหลังให้ เพราะจับผิดอาการของผู้รับทาน เท่ากับทำให้ทานของตนเศร้าหมองลงไปเปล่า ๆ


ไม่เป็นไร ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เรามีหน้าที่อะไรก็ทำไป

อักขากาโร ตะถาคะตา

พระตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น ส่วนใครจะเดินทางไหน พระองค์ไม่ทรงห้าม

แล้วเราเป็นใคร จะไปห้ามใครได้ ได้แต่บอก แต่ชี้กันต่อไป

จริงไหมท่าน .. เจริญธรรมครับ
Hot!

#12 By mahaoath on 2009-02-07 13:04

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#13 By b613 ดาวถัดมา on 2009-02-07 13:09

ได้เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่า ฉึกๆๆ! มากเลยค่ะท่าน

อ่า..อ่านแล้วได้อะไรเยอะจริงๆด้วย
รู้สึกได้ว่าตัวเองมัวแต่ไปใส่ใจกับชาวบ้านจนลืมดูที่จิตใจของตัวเองไปซะแล้ว
ชักรู้สึกว่าบาปขึ้นมาทันทีเลยเจ้าค่ะsad smile

ขอบคุณหลวงพี่ที่ชี้แนะค่ะ
confused smile
จะจำใส่ใจถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ค่ะconfused smile

#14 By Shakure[シャクレ] on 2009-02-07 13:43

เป็นอีกคนหนึ่งที่ห่างไกลศาสนามาก sad smile

#15 By Paa orKant on 2009-02-07 13:53

โอ้ หาคำตอบของวลีนี้มานาน

นี่แหละเมืองพุทธ

อืม ใช่เลย big smile

#16 By -Varie- on 2009-02-07 15:20

"พระองค์​ไม่​ได้​สอน​ให้​ไปดูจริยาของคน​อื่น​
ใคร​จะ​เลวแค่​ไหน​ช่างหัว​เขา​ ​
เราดู​แค่​ใจเรา​ ​เราทำ​บุญทำ​ทาน​แล้ว​ ​เรามี​ความ​สุขไหม​"

เตือนสติให้นึกถึงหลักศาสนาได้อย่างดีเลยจริงๆค่ะ

Hot! Hot!

#17 By -Varie- on 2009-02-07 15:23

สาธุครับ

รู้สึกตรงใจตรงกับการงานที่ทำอยู่หลายอย่าง

หลักศาสนาเอาไปใช้ในชีวิตได้ดีจริงๆ

#18 By on 2009-02-07 15:52

สาธุค่ะbig smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By LUMiN on 2009-02-07 16:39

#1-#2

เข้าใจถูกแล้วหล่ะ ครับ

#3

ป่านนี้คงทราบแล้วกระมัง

#4

เยี่ยมไปเลย ครับ

#5

confused smile

#6

ฮ่า ๆ ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อกเหมือนกันอะ งุงิ

น่านละ คนศึกษาแล้ว จักรู้สึกขึ้นมาเองว่า เราต้องถ่ายทอดความสุขที่เราได้รับจากคำสั่งสอนของพระองค์ออกไป

#7

เอาน่า... รู้ไปเรื่อย ๆ ไม่ชอบ ก็รู้ว่าไม่ชอบ ถ้ายินร้าย หรือเกิดอารมณ์ต่อต้าน ความไม่พอใจจะไม่ดับไป ก็เลยเป็นทุกข์นั่นแล

#8-#11

สาธุ ครับ

#12

เห็นด้วยครับ อักขาตาโร ตถาคตา

#13-#19

สาธุจ้า

บาปทำไปแล้ว เกิดไปแล้ว ก็อย่าไปคิดถึงมันอีกเลยนะ จิตจะเศร้าหมองเปล่า ๆ

คิดถึงอะไรที่เป็นกุศลเข้าไว้นะ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#20 By Dhammasarokikku on 2009-02-07 19:07

สาธุค่า
เขียนโดนจริงๆconfused smile

อยากให้เมืองไทย เป็นเมืองพุทธเหมือนในย่อหน้าสุดท้ายที่หลวงพี่กล่าวไว้จังbig smile
โมทนาสาธุเจ้าค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#21 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-02-07 22:16

โหรู้สึกถ่องแท้ในพุทธธรรมมากขึ้น

เข้าใจเลยโดยเฉพาะกับอีกที่นึง.....

เหอะๆ

แต่ผมคิดว่า ถ้าเราเป็นศาสนิกชนแล้วเจอกริยาของพระบางรูปแบบนั้น มันก็น่าน้อยใจอยู่นะครับ.....

แบบว่า เราก็เป็นชนผู้น้อย แต่ว่าพระสงฆ์เป็นเสมือนสื่อกลางของศาสนากับพระชาชน

แต่กลับทำเหมือนดูแคลนเรื่องเงินเล็กน้อย

รู้สึก เสียใจ อุตส่าห์ ตั้งใจทำ

จริงๆก็อย่างที่ท่านว่าล่ะนะครับ ยังไงผลบุญมันก็อยู่ที่จิตใจที่ได้ทำ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น นี่นะครับ

ไม่ใช่ได้บุญมาเพราะคนมองเห็นดีเห็นงามมากซักหน่อย

ก็น้า.....บางที "ปิดทองหลังพระ" บ้างจะเป็นไรไป....555+

ชอบมากเลยครับ เอนทรี่นี้Hot! Hot! open-mounthed smile
อนุโมทนาคับbig smile

#23 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-02-08 01:21

big smile อ่านไปยิ้มไป สาูธุค่ะ

#24 By Sp@rk on 2009-02-08 02:20

ในสังคมที่วุ่นวาย ดีใจที่ได้อ่านบล็อคแบบนี้ค่ะ
เหมือนได้เข้าวัดในอินเตอรเน็ตเลย
ิมิได้เข้าวัดนานเลยอะ ฮือออ อยากเข้าวัด
(ป่วยเค้าเลยห้ามเข้าอะค่ะ )
Hot! Hot!

#25 By ☆ TIMO ☆ on 2009-02-08 03:36

อยู่ที่พุทธบริษัททุกคนล่ะนะครับ big smile Hot!

#26 By nora on 2009-02-08 03:58

#21

สาธุจ้า ช่วยกันทุกคน สักวันก็เป็นจริง

#22

ทุกวันนี้ศีลธรรมในสังคมเสื่อมไปมาก ครับ ไม่เว้นแม้แต่สังคมพระ ทุกวันเราเจอสื่อเสื่อม ๆ มากมายกลาดเกลื่อน ทั้งบนเน็ต บนทีวี บนบิลบอร์ด และบนแผงหนังสือ พระก็เจอเช่นกัน

สารพัดที่เขาสรรหากันมายั่วกิเลส ทั้งราคะ โทสะ โมหะ ข่าวอาชญากรรมดูเลวร้ายลงทุกวัน ไฉนเลยสังคมพระจักไม่ถดถอยลงบ้าง

ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธหรอกครับว่า สมัยนี้ สังคมพระก็เสื่อมไปมากจริง ๆ และมันก็เป็นหนึ่งในสามัญญลักษณะ คือ เป็นอนิจจัง เกิดขึ้นมาแล้ว ก็เสื่อม ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ทำอย่างไร จึงจะทำให้มันเสื่อมช้าที่สุด ครับ

การเสื่อมมันเป็นไปโดยมหภาค ครับ เหมือนระบบมีเอ็นโทรปี้สูงขึ้น การที่คนคนหนึ่งจักต้านกระแสหลักที่เชี่ยวกรากประหนึ่งแม่น้ำฮวงโหพิโรธ เกือบเป็นไปไม่ได้ เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

สิ่งที่ทำได้ คือ สร้างกระแสรองขึ้นมา ครับ สู้แบบชนกันตรง ๆ ไม่ได้ ก็รบแบบกองโจร

และการรบแบบกองโจร ก็คือ การเขียนบทความธรรมะจรรโลงสังคมไซเบอร์นี่แล

#23-#24

สาธุ ครับ

#25

เอ๋... วัดไหนไม่ให้เข้า ครับเนี่ยะ
ลองแวะไปเที่ยววัดใหญ่ชัยมงคลซีครับ รับรองป่วยก็เข้าได้

#26

สาธุ ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#27 By Dhammasarokikku on 2009-02-08 15:14

โลกนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คิดแบบไหนอยู่ที่จิตใจของเราเอง confused smileได้ข้อคิดจากเอ็นทรี่นี้มากค่ะ

#28 By Daughter Of Sparda on 2009-02-08 17:43

ขอบคุณมากครับ

#29 By XuouVu on 2009-02-08 18:33

ขอบคุณที่มาตอบนะครับ

ก็อย่างที่ว่าจริงๆแหล่ะครับ

ก็ถ้าเราทำอะไรเองคนเดียวได้ มันจะมีคำว่า สังคม ไว้ทำไม นั่นสิน้า.....

ชอบมากเลยครับ

สังคมไม่ว่าจะที่ไหนมันก็ต้องมีวันเสื่อมเหมือนกัน

อนิจจาครับ

อนุโมทนาสาธุ

ปล.วัดใหญ่ชัยมงคลไปบ่อยเหมือนกันครับ--- เหอะๆ

Hot! Hot!


""การรบแบบกองโจร ก็คือ การเขียนบทความธรรมะจรรโลงสังคมไซเบอร์นี่แล""

สุดยอดเลยครับ!!!cry
ท่านประธานครับ พาดพิงครับ
พาดพิงถึงวัดใหญ่ชัยมงคล หลักฐานอยู่ที่ความเห็นที่ ๒๗ ครับ
แต่ไม่ต้องถอน (คำพูด) นะ ป่วยก็มาได้ วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ยินดีต้อนรับ สาธุชน ( แปลว่า คนดี ) อยู่เสมอ
http://watyaichaimongkol.net โฆษณาเว็บวัดซะเลย ในฐานะที่พาดพิง
confused smile confused smile confused smile

#31 By mahaoath on 2009-02-08 21:47

ขออนุญาติหลวงพี่ เอาไปแปะใน hi5นะคะconfused smile

#32 By So long on 2009-02-08 22:43

ผมก็จะนำธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปฎิบัติด้วยคร้าบบ
ผมก็จะนำธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปฎิบัติด้วยคร้าบบHot!
ชอบไอเดียรบแบบกองโจรแฮะ double wink

#35 By b613 ดาวถัดมา on 2009-02-09 00:52

Favourites