เราสมควรให้อภัยพระหรือไม่?
posted on 08 Feb 2009 17:31 by akkarakitt in Experienceมีข่าวฉาวของพระหนาหูเหลือเกินช่วงนี้ (ปกติก็ฉาวมาตลอด ฉาวมาเป็นระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรละทำตัวเป็นชะนี ลาสิกขาไปปะทังชีวีดีกว่า สมาทิยามิ) ตัวเองก็อยู่ในข้องผ้าเหลือง ปลาเน่าตัวเดียวก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล ล่่าสุดก็มีข่าวสะเทือนอารมณ์ กระเทือนศรัทธา ถึงขั้นแปลงเพศ เที่ยวคลับผู้ชาย กระหึ่มประเทศก่อนวันมาฆบูชาไม่กี่วัน ไม่รู้คนอื่นเขาอ่านข่าวแล้วรู้สึกอย่างไร ข้าพเจ้าอ่านไปขำไป จักมีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกไหมเนี่ยะ
ก่อนจักไปถึงปลายทางของการประฌามหยามเหยียด ชนิดไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด ไม่ต้องเป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป เรามาติดตามดูความยากเย็นของผู้ตั้งพระศาสนากันก่อน สมเด็จพ่อ พระพุทธเจ้าของเรา ทรงบำเพ็ญบารมีมาถึง ๔ อสงไขย กำไรแสนกัป กว่าจะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในสมัยที่เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มันช่่างเป็นเวลาที่แสนยาวนาน แค่กัปเดียว เขาเทียบกันเล่น ๆ เป็นปีโลกมนุษย์ เท่ากับ สิบยกกำลังร้อยห้าสิบ หรือเลขหนึ่งมีศูนย์ต่อท้ายร้อยห้าสิบตัว ปี หนึ่งอสงไขย มันคือระยะเวลาตั้งแต่จักรวาลเกิดขึ้น จนจักรวาลดับไป หนึ่งอสงไขยประกอบด้วยหลายแสนกัป ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่า พระองค์บำเพ็ญบารมีมาแสนนานเหลือเกิน ครับ มิใช่เพียงมาบำเพ็ญทุกรกิริยา ๖ ปี กับนั่งสมาธิเจริญสติ ๑ คืน แล้วได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเลย (ความจริงยาวนานกว่านั้นอีก ครับ ๔ อสงไขยนี่ นับเฉพาะหลังจากได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า ในสมัยที่เกิดเป็นสุเมธดาบสแล้ว)
แต่ละชาติที่พระโพธิสัตว์เกิด ก็มักจักได้เป็นหัวหน้าชาวบ้านเขา ครับ ทำดีแทบทั้งชีวิต ขณะเดียวกัน ก็ค้นหาวิธีหลุดพ้น เพื่อสั่งสอนช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากทุกข์ พยายามเท่าไหร่ ก็ไม่พบ แล้วก็ตายไป จากนั้นก็มาเกิดใหม่ บำเพ็ญบารมีใหม่อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาถึง ๑๐ ชาติสุดท้าย ที่บำเพ็ญบารมีขั้นปรมัตถ์ อย่างที่เราเรียนกันเรื่อง ทศชาติ
ฉะนั้น เป็นเรื่องยากเหลือเกิน ครับ กว่าพระพุทธเจ้าจักอุบัติขึ้นองค์หนึ่ง
ย้อนมาดูชีวิตมนุษย์เรา ครับ กว่าจะมาเป็นเจ๊ดาวให้เราเม้าท์กันสนุกปาก ต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง
ยากเหลือเกินครับ ที่เราจักเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ เพราะจิตวิญญาณในจักรวาลนี้ และจักรวาลอื่น มีมากเหลือเกินจนนับไม่ได้ ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนพยายามชิงไหวชิงพริบลงมาเกิดให้ได้ ภายในโควต้าหกพันล้านคนบนโลก ปริมาณยังไม่ได้หนึ่งในแสนโกฏิล้านของจิตวิญญาณที่รอการเกิดเลย ครับ
ยิ่งสมัยนี้ มีการคุมกำเนิด ทำให้ลงมาเกิดยาก พวกวิญญาณเด็กที่ลงมาเกิดแล้ว ถูกทำแท้ง จึงมีความอาฆาตแค้นมากเป็นพิเศษ เพราะหลังจากรอคอยการเกิดมาเป็นเวลาแสนนาน ยังมิทันได้ลืมตาดูโลก ก็ถูกหม่ามี๊ชิงขูดมดลูกทิ้งเสียก่อน เด็กเหล่านั้น ต้องเวียนวน เป็นผีเด็กเร่ร่อนที่เรียกว่า "สัมภเวสี" หิวโหยไปจนกว่าตนเอง จะหมดอายุขัย ครับ (พวกที่เขาทำไส้กรอกลูกกรอก เขาก็เอาผีเด็กพวกนี้แหละ มาเลี้ยง)
พวกเขามีความแค้นระดับไหน เกิดหักคอสาว ๆ รักสนุกแล้วไม่ป้องกันได้ เขาคงทำไปแล้วละครับ
นี่เขาทำไม่ได้ ก็เลยมาป้วนเปี้ยน สร้างความอิดหนาระอาใจให้หาวเรอกันพอหอมปากหอมคอ ให้พวกแม่ ๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พอรู้ได้ว่า "กูโกรธนะ" ไอ้ที่ว่า ทำมาหากินไม่ขึ้น ซวยตลอดชาติ มันยังน้อยเกินไปหรอก กับสิ่งที่แม่ ๆ ทำกับพวกเขา รู้แล้วก็ป้องกันซะนะ (ถ้าป้องกันซะ ไม่มีการปฏิสนธิ เขาก็ไม่ต้องมาเกิด แล้วต้องมาตายเพราะถูกทำแท้ง เป็นสัมภเวสีเร่ร่อน)
ว่าจะคุยเรื่องเจ๊ดาว ไหงเวียนมาเรื่องทำแท้งได้เนี่ยะ อะ... ไม่เป็นไร ไหน ๆ ก็ใกล้ถึงเทศกาลเสียสาวเสียหนุ่มวันแห่งความเลิฟ(แบบสิ้นคิด) ของวัยรุ่นสมัยใหม่ อ่านแล้วจักได้สติเตือนใจขึ้นมาบ้าง พลาดขึ้นมาแล้วจักไม่คุ้ม
ว่ากันถึงความยากเย็นของการเกิดเป็นมนุษย์กันต่อไป หลังจากเจ๊ดาวผ่านการเวียนว่ายในสังสารวัฏมาระยะหนึ่ง เกิดเป็นหมูหมากาไก่ ตามแต่บุญแต่กรรมที่ทำมา ที่สุดก็ได้บรรจุ เตรียมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากเหลือเกินครับ ที่เจ๊ดาวจักได้มาเกิดเป็นมนุษย์มีอาการครบ ๓๒ เพราะที่แฉลบไปเกิดเป็นคนพิการเสียก็มาก
ยากยิ่งขึ้นไปอีก ครับ ที่มีอาการครบ ๓๒ แล้ว จักได้เกิดเป็นผู้ชาย (ปัจจุบันยิ่งเห็นชัด ครับ เพราะผู้หญิงแทบจะครองเมืองแล้ว)
มีความดีเพียงพอจักให้เกิดเป็นผู้ชายแล้ว เผอิ๊ญวิบากกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน มาส่งผลให้มีจิตวิปริตผิดเพศ วิบากกรรมที่ทำให้ต้องมาเกิดเป็นตุ๊ด ไม่พ้นเรื่องศีลข้อกาเม ครับ
อย่างไรก็ตาม กรรมดีที่ทำไว้แต่ปางก่อนก็เอนกอนันต์ ครับ ส่งผลให้ได้มาเกิดในประเทศไทย จักมาเกิดที่นี่ได้ มีโควต้าเพียง ๖๐ ล้าน จาก ๖,๐๐๐ ล้านเท่านั้น ครับ คิดเป็นโอกาสเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้น
ได้มาเกิดในประเทศไทยดีอย่างไร ครับ ดีตรงที่ได้พบพระพุทธศาสนาหน่ะซี เกิดไปอยู่ในอูกานดา คงไม่มีโอกาสได้สนใจธรรมะ เพราะแค่จะหาอาหารเลี้ยงท้องไปวัน ๆ ยังยากเลย
หลังจากจิตเจ๊ดาวได้มาเกิดเป็นมนุษย์มีอาการครบ ๓๒ เป็นผู้ชาย(แม้จะฝักใฝ่จะเป็นเพศอื่นก็ตาม) ได้อยู่ในประเทศที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟู ก็ยังยากอีกเหลือเกิน ครับ ที่มนุษย์ผู้ชาย จักได้สนใจธรรมะ ลองดูตัวเราเอง หรือเพื่อนผู้ชาย รอบตัวท่านซี มีอยู่สักกี่เปอร์เซนต์ที่สนใจศึกษาธรรมะ ส่วนใหญ่เกินร้อยละแปดสิบ ก็ไหลไปกับโลก ไม่ได้ใส่ใจศึกษาธรรมะแต่อย่างใด
แม้จิตเจ๊ดาวใฝ่ศึกษาธรรมะแล้ว ก็ยังยากอีก ครับ ที่จักได้พบคำสอนที่ตรง ที่ใช่ เพราะมีคำสอนอยู่หลากหลาย ดาษดื่น ถูกบ้าง ผิดบ้าง บิดเบี้ยวบ้าง เหยเกบ้าง บ้างเพี้ยนไปจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ แต่ละสำนักก็บอกว่า ของตนถูก ของตนดี ของตนเริ่ดที่สุด ลัดสั้นที่สุด ยากเหลือเกินที่จักได้พบคำสอนที่ตรงกับพุทธโอวาทดั้งเดิม
เอาละ สมมุติว่า จิตเจ๊ดาว คลำมาจนเจอคำสอนที่รู้สึกว่า ถูกจริต เกิดศรัทธาในพระศาสนา ก็ยังยากอีกนั่นแหละ ที่จะปลงใจ ปลงผม ปลงหนวด ถอดเสื้ออาร์มานี่ ยีนส์ดีเซล รองเท้าปราดา กระเป๋าติงต๊อง ผละจากญาติ จากเพื่อน สละความสะดวกสบายทางโลก หันมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่ห้ามกินข้าวมื้อเย็น ห้ามโซดเบียร์เย็น ๆ ห้ามท่องราตรี และห้ามเสพเมถุนธรรม ที่ปกติเจ๊ดาวทำอยู่เป็นประจำ
ใน ๖๐ ล้านคนในประเทศไทย มาถึงตอนนี้ เหลือเหล่าผู้กล้าโกนหัว เพียงสามแสนคนทั่วประเทศเท่านั้น ครับ (ปัจจุบันได้ข่าวแว่ว ๆ มาว่า เหลือเพียงแสนหน่อย ๆ เท่านั้น)
ในสามแสนนั้น ก็ใช่ว่า จะบวชเข้ามาเพื่อหวังพระนิพพานกันเ้สียหมด บวชเข้ามาด้วยหวังอย่างอื่นก็มาก ถูกบังคับให้บวชก็มี บวชเพราะมีเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัวก็แยะ หรือเมื่อแรกอาจหวังในกุศล อยากได้บุญ อยากหลุดพ้น แต่ไม่ได้เจอหลักคำสอนที่ถูกต้อง หรือใจผู้บวชไม่เข้มแข็งเอง นานวันไป ทนข้อจำกัดของวัตรปฏิบัติ หรือกิเลสยั่วยุ ไม่ไหว ก็พากันฉิบหายไปเสียก็เยอะ ดังกรณีเจ๊ดาวเป็นตัวอย่าง
หลุดรอดจากอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส มาได้ ก็ไม่แน่ครับว่า จักหลุดพ้นได้หรือไม่ แค่หลักคำสอน ก็มีให้เรียนหลากสไตล์ ทั้งนักธรรมตรี โท เอก บาลี ๙ ประโยค อภิธรรม ๗ คัมภีร์ ในขณะเรียนก็ยังต้องเป็นผู้ทรงศีลไปด้วย ทำกิจของสงฆ์ไปด้วย แค่เป็นนักเรียนธรรมดาก็ยากเย็น น่าหน่ายแหนงแล้ว นี่เป็นนักเรียน ที่เรียนธรรมะทั้งวัน ไม่มีออกไปชิว ๆ ที่ไหน พร้อม ๆ กับต้องปฏิบัติวัตรอันเคร่งครัดไปด้วย จักไปดูตุ๊กตาไบลธ์ที่พารากอน หมดสิทธิ์ ครับ มีหวังโดนด่าไปทั้งเมือง สอบเสร็จจักไปเที่ยวบู๊ซ เที่ยวผับ ฉลองสอบเสร็จ ก็ไม่ได้ ต้องฉลองก๊งน้ำปานะอยู่กับกุฏิ อย่างเริ่ดสุดที่พอทำได้ นาน ๆ ที ก็สั่งหมูกระทะ สุกี้ หรือ อาหารดิลิเวอรี่ทั้งหลาย มาฉลองกับเพื่อน ๆ พระที่วัด ครับ
เรียนจนจบแล้ว ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์วิจัยกันหัวแทบแตก กว่าจะรู้ว่า อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ เพราะคำสอนที่ไม่ใช่นั้น มีดาษดื่นเต็มตลาด ครับ พาให้คนหลงไปติดกับทาน ติดกับสมาธิ หรือหลงคิดไปว่า นิพพาน มีสภาพสูญ กันก็มากมาย รู้หลักปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ก็ยังไม่แน่ครับว่า จักปฏิบัติได้จนสำเร็จหรือไม่
มาถึงตรงนี้ พระอรหันต์นี่ นับถ้วนแล้ว ครับ มีเพียงไม่กี่ท่านเ่ท่านั้น จากสามแสนรูป
บางทีข้าพเจ้าจึงรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมคนพุทธ ได้ทราบว่า พระอรหันต์อยู่ที่นั่น ที่นี่ จึงมิได้ใส่ใจ กระตือรือร้น หรือมิได้รู้สึกหวือหวา ที่ได้ไปกราบท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ารู้สึก ดูม ๆ เหลือเกินที่ได้พบ ได้กราบพระอรหันต์ เพราะท่านหาตัวยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
แล้วข้าพเจ้าเอาเรื่องนี้มาเขียนทำไม?
จากความยากเย็นกว่าจักได้บวช และแม้ได้บวชแล้ว ข้อวัตรปฏิบัติก็แทบจักตรงข้ามกับบุคคลธรรมดา ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า บางทีที่เราเห็นพระมีความประพฤติไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ หรือมิได้มีบัญญัติห้ามไว้ เช่น พระติดบุหรี่ พระติดเกม พระติดละคร พระบ้าอำนาจ พระเดินห้าง ฯลฯ อย่างที่เห็นกันทั่วไปในสังคมปัจจุบัน เรามิลองเอาใจพระมาใส่ใจเรา เกิดว่า พระรูปนั้น อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า แ้ล้วต้องเข้ามาอยู่ในกรอบของศีล ๒๒๗ ข้ออันเคร่งครัด ถูกจำกัดความรื่นเริงต่าง ๆ ที่ตนเคยทำมาตลอดชีวิต ด้วยความจำเป็นบางอย่าง กิเลสจักไหลออกไปทางอื่นบ้าง จักสมควรให้อภัยหรือไม่? ถ้าเป็นเรา ไปอยู่ในกรอบของศีลเช่นนั้น เราจักเป็นยิ่งกว่าท่านเหล่านั้นหรือเปล่า? หรืออย่างน้อย ๆ ท่านทั้งหลายก็เว้นจากการเสพเมถุนธรรม ที่เราเสพมันอยู่ทุกวัน เลิกไม่ได้ การไปตำหนิท่าน ทั้งที่เราถือศีลน้อยกว่าท่าน แม้ข้อเดียว สมควรแล้วหรือ? การตำหนิท่าน สมควรให้เป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่หรือเปล่า?
ข้าพเจ้าเคยใคร่ครวญถึงเรื่องราวเหล่านี้ ครับ กว่าคนเราจักมีโอกาสได้บวช ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย ทำดีทุกอย่างก็หวังพระนิพพาน จนถึงวินาทีสำคัญ วินาทีที่พระยามารมาทดสอบจิตใจ เอาสาว ๆ นุ่งน้อยห่มน้อยมาล่อ นั่งกันอยู่สองต่อสองในห้องหับลับตาคน
วินาทีเดียว ครับ ที่แพ้กิเลสตัณหาของตัวเอง จักพลิกหน้ามือเป็นส้นตีนไปโดยพลัน จากที่เคยได้รับความเคารพ ก็กลายเป็นหมาหัวเน่ามีแต่คนรังเกียจเดียดฉันท์ไปทั่วเมือง ในชั่วข้ามคืน
นั่นแค่โทษทางโลกนะครับ ละอัตภาพนี้ไป ยังมีแดนเนรมิต สวนสนุกนรก เฮลล์เวิร์ล รอให้เลือกเครื่องเล่นร้อนจี๋ได้ตามอัธยาศัย
พระอรหันต์ทั้งหลาย ผ่านวินาทีนั้นกันมาแทบทุกท่าน ครับ เคยอ่านประวัติของหลวงปุ่เทศก์ เทสฺรังสี ท่านก็บรรยายไว้
ข้าพเจ้าก็เคยคิด ครับว่า มันยุติธรรมแล้วหรือ แค่วินาทีเดียว วินาทีนั้น?
แต่คิดย้อนกลับไปตอนต้น ครับ พิจารณาถึงความยากลำบากของเสด็จพ่อ กว่าจะตั้งพระศาสนามาได้ ผู้ที่ห่มผ้าเหลืองก็เสมือนลูก ๆ ของพระองค์ ลูกทำบาปหยาบช้า ก็เหมือนเอาเท้าละเลงลงบนมรดกที่พ่อตั้งใจทำสุดชีวิต เอาชีวิตเลือดเนื้อเข้าแลก ผนวกกับความที่เพศนี้ เป็นเพศที่มีแต่คนเคารพ แม้พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดยังต้องกราบ ท่านได้ทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของญาติโยมจนหมดสิ้น
คิดถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่รักษาศีลกันชนิดเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อรักษาพระธรรมวินัยไว้
คิดถึงบรรพบุรุษที่เอาเลือดเนื้อทาแผ่นดินไว้ เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่
คิดถึงความเห็นของเพื่อนคนหนึ่งว่า การต้องอาบัติปาราชิกนั้น มิใช่แค่วินาทีเดียว ครับ แต่ต้องมีการพบปะพูดคุยกันมาก่อน หรือแม้พบกันครั้งแรก ก็ต้องมีจิตคิดวางแผนมาล่วงหน้า ยกเว้นว่า เป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ อย่างกรณีหลวงปู่เทศก์
คิดแล้วก็สมควรแก่เหตุแล้วละ ครับ สมกับที่ท่านตั้งชื่ออาบัติไว้ว่า "ปาราชิก" แปลว่า "ผู้พ่าย"
เห็นความยากเย็นแสนสาหัสกว่าจักได้เกิดเป็นคน กว่าจักได้บวช ดังที่ข้าพเจ้าเขียนมาแล้ว ก็อย่าไปซ้ำเติม "ผู้พ่าย" เลย ครับ แค่นี้เขาก็ทุกข์ไม่เว้นวันราชการแล้ว มาสงสารเขากันดีกว่า การสงสารเขา เป็นกรุณาพรหมวิหารธรรม ครับ ทำให้ใจเราเป็นสุข ดีกว่า ไปด่าทอ โกรธเกลียด นั่นเป็นกิเลสโทสะ ครับ
เรา ๆ ท่าน ๆ ก็ยากเหลือเกินเช่นเดียวกับเจ๊ดาว ครับ ที่จักได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วพบพระพุทธศาสนา พบแล้ว รีบทำความเพียรหนีออกจากวัฏสงสารเสียชาตินี้เลยนะ ครับ (เริ่มซะวันนี้เลยเป็นไง) เดี๋ยวจะหาว่า โกร๋นไม่เตือน!!!
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 10 Feb 2009 11:00:05 by Dhammasarokikku
"

เคยไปสัมมนา วิทยากรเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า
ในแดนกระทิงดุ มีชายคนหนึ่งเดินไปแล้วเจอกระทิงท่าทางดุร้ายวิ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยความตกใจ จึงรีบกระโดดลงหลุมที่อยู่ใกล้ที่สุด พอกระทิงตัวนั้นวิ่งเลยไปเขาก็รีบกระโดดขึ้นมาปากหลุม เมื่อกระทิงหันมาเห็นเขาก็วิ่งกลับมาหา เขาก็กระโดดหลบไปในหลุมเช่นเดิม วนเวียนอยู่อย่างนี้
วิทยากรถามผู้เข้าสัมมนาว่า หากเป็นท่านจะทำอย่างไร
ผู้เข้าร่วมสัมมนาตอบเหมือนกันว่า ก็ปล่อยให้กระทิงวิ่งเลยไปไกลๆ จนไม่อาจมองเห็นเขาแล้วจึงค่อยขึ้นมาจากหลุม
แต่คำตอบของวิทยากร คือ ก้นหลุมมีงูหางกระดิ่งอยู่ เขาจึงไม่อาจอยู่ในหลุมนานๆ ได้ ต้องรีบขึ้นมาเพราะกลัวจะเป็นอันตราย
หากมองกลับไปที่เจ๊ดาว ก็คงจะครองผ้าเหลืองอยู่อย่างไม่มีความสงบสุขเป็นแน่ เพราะใจยังปรารถนาชีวิตทางโลก น่าเห็นใจค่ะ
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า น่าจะสึกมาก่อนจึงค่อยไปเป็นเจ๊ดาว
กราบนมัสการค่ะ หลวงพ่อ
#1 By ~ N ~ on 2009-02-08 21:25