ความรักในศาสนาพุทธ
posted on 14 Feb 2009 09:39 by akkarakitt in Dharmaกรัก ๆ ๆ
ช่วงนี้ ธรรมะฮาเฮเหลือเกิน ครับ
นึกถึงเอ็นทรี่ที่แล้ว ก็อดขำกับตัวเองไม่ได้ ความจริงอยากเขียนเรื่อง อสุภกรรมฐาน (การพิจารณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย เป็นอารมณ์) มานานแล้ว ครับ แต่หาช่องลงไม่ได้ พยาย๊ามพยายามทำอย่างไรดีให้ธรรมะยาขม กลายเป็นยาแก้ไอ(เลิฟยู)ชนิดน้ำเชื่อม หวานชุ่มคอ ระรื่นหู ดูสบายตา
หวานเป็นลม ขมเป็นยา ครับ โบราณบอกไว้ คำหวาน ๆ มีไว้ประโลมโลก ฟังแล้วเคลิ้มเหมือนมีความสุข แต่มันไม่จริง ครับ ทว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็น absolute truth ความจริงอันปฏิเสธไม่ได้ ธรรมดาของยาขม หรือความจริง ก็ยากจะกลืนกิน หรือยอมรับ และยากเหลือเกิน ครับ ที่คนเราจักคิดได้เอง
ไม่มีคนมาบอก ให้เราพิจารณา่ร่างกายคนเป็นส่วน ๆ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก จักมีใครมาสนใจไหม ครับ ยกเว้นอาชีพหมอเรียนอนาโตมี หรือสถาปนึก ศิลปกรรมสาด เรียนการวาดรูปร่างกายคน
ไม่มีคนมาสอนวิธีมองว่า มีความรักที่ใด มีความทุกข์ที่นั่น เราจักมองออกหรือเปล่า
สิ่งที่พล่ามไปในเอ็นทรี่ก่อน ใช่ว่า ข้าพเจ้าแอนตี้ "ความรัก" หรอกนะ ความรักทำให้โลกสวยงาม ข้าพเจ้าแค่ปรุงอารมณ์ให้หวือหวา อันได้รับอิทธิพลอย่างสูงมาจาก เจ้ากรมเอ๋อซ่า (ช่วงนี้ไปอ่านบล็อกเฮียแกมากไปหน่อย เลยไปซึมซับอารมณ์จิกกัดมา) เห็นด้วยกับท่านเจ้ากรมครับว่า บล็อกนั้นมีไว้ขายความสด คิดเดี๋ยวนั้น เขียนเดี๋ยวนั้น หากอยากอ่านแบบความคิดที่ตกตะกอนแล้ว คงต้องเสียสตางค์หาซื้อหนังสือมาอ่าน ครับ (มิฉะนั้น หนังสือจักขายไม่ออก เพราะคนหันมาอ่านบล็อกกันหมด)
กรรมฐานกองอื่น ๆ ก็พอจะปรุงรสใส่น้ำจิ้มให้หวานปะแล่ม แช่มสนุกได้ แต่เรื่องอสุภกรรมฐานนี่ จนปัญญาจริง ๆ ครับ กรรมฐานกองนี้ สวนกับกระแสโลกอย่างสิ้นเชิง เคยเขียนไว้แล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน แล้วก็ไม่กล้าอัพ กลัวรับกันไม่ได้ แต่ที่สุดก็รับกรรมฐานกันไปอีกหนึ่งกองโดยไม่รู้ตัว แถมสำเร็จไปในวันศุกร์สิบสามกุมภาฯ ก่อนวันวาเลนไทน์ วันแห่งความแหวว คิ๊กขุอะโนแป๊ะ เทศกาลความเลิฟ ๑ วัน สวนกระแสสิ้นดี (คงมีคนหงุดหงิดไม่น้อยกับเอ็นทรี่ไม่เอาใจคนอ่าน แต่เอาใจธรรมะ)
การศึกษาธรรมะ เป็นการลงทุนอันประเสริฐ ครับ ติดตัวเราข้ามภพข้ามชาติ ไม่เหมือนความรู้ทางโลก จบชีวิตนี้ไป พอเกิดใหม่ ก็ต้องมาเริ่มเรียน ป.๑ ใหม่ ธรรมะนั้น ไม่ต้องรอให้ข้ามชาติหรอก ครับ แค่ชาตินี้ หากท่านได้พบทุกข์ หรือความผิดหวังในชีวิตรักเมื่อไหร่ ท่านจักนึกถึงเอ็นทรี่ที่ข้าพเจ้าเขียนไป แม้จะอ่านด้วยความไม่พอใจนัก ไม่เห็นด้วย หรือไม่เข้าใจเลย ก็ตาม
เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริง ครับ ธรรมะได้ฝังตัวลงในไมโตคอนเดรียจิตใต้สำนึก ของท่านเรียบร้อยแล้ว ด้วยการอ่านผ่าน ๆ เพียงครั้งเดียว ในอนาคตกาลแม้ในชาตินี้ หรือชาติหน้า หากท่านได้เรียนรู้โลกเพิ่มเติม อินทรีย์แก่กล้ามากขึ้น มาได้อ่านซ้ำอีกครั้ง ก็จักเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เหมือนค้างคาวฟังอภิธรรม หรืองูเหลือมฟังธรรม
ธรรมะที่ข้าพเจ้าเอามาเขียนนี้ มิใช่ข้าพเจ้าสังเคราะห์ขึ้นมาเองนะ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านเทศน์เอาไว้นานแล้ว ข้าพเจ้าแค่ทำแพ็คเกจจิ้งใหม่เปลี่ยนลีลาการใช้ภาษา เท่านั้นเอง คล้าย ๆ กับที่หลวงพ่อเอาธรรมะของพระพุทธองค์มาใส่บรรจุภัณฑ์ใหม่เอาซาวด์แทร็คบาลี มาทำเสียงพากษ์เป็นภาษาไทย ให้เข้ากับยุคสมัย
อสุภกรรมฐานนั้น มีไว้ใช้สำหรับระงับกามราคะเท่านั้นเอง ครับ บางคนติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มาก ๆ ก็ต้องเอาความจริงมาพูดกัน เพื่อคลายความกำหนัด และวิธีพิจารณาที่ท่านแนะไว้ก็แหล่มเหลือหลาย
แต่อย่าลืมนะ ครับว่า อสุภกรรมฐาน แม้มันจะดูคล้ายเป็นการเจริญปัญญาให้เห็นความจริง ของร่างกายนี้ แต่ก็เป็นเพียงสมถกรรมฐาน หนึ่งในสี่สิบกอง เท่านั้น ต้องจำแม่น ๆ ว่า สมถกรรมฐาน มีไว้เพื่อระงับกิเลส ครับ มิใช่อุบายเรืองปัญญา ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน คิดให้มันหยดหยองแค่ไหน สมจริงสมจังแค่ไหน ลอกเนื้อหนังเอ็นกระดูกออกมากอง ผุพังจนสลายเป็นธุลี แล้วเวียนกลับมาเกิดเป็นทารกใหม่ ก็เท่านั้น ครับ ได้แค่กดกิเลสไว้ชั่วคราว ไม่สามารถละกิเลสได้ถาวร เลิกภาวนาก็กลับไปหลงใหลผู้หญิง ชื่นชอบผู้ชาย เหมือนเดิม กระนั้นก็ควรเจริญไว้เนือง ๆ ครับ เพราะสมถกรรมฐาน ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลัง ระงับนิวรณ์ ๕ ประการได้ ก็พร้อมจะขึ้นวิปัสสนา และถ้าลูกฟลุ๊ค จังหวะดี กำลังเจริญ ๆ อยู่ หลุดเข้าวิปัสสนาไป อนาคามีผลจักเป็นคุณธรรมแรก สำหรับ กรรมฐานกองนี้ ครับ
มีตัวอย่างให้เห็นคนหนึ่ง ครับ เจริญอสุภกรรมฐานแล้ว เห็นลูกเมียเป็นซากศพ เกิดความสะอิดสะเอียน ไม่อยากร่วมเรียงเคียงหมอน อยากไปบวช ทั้งที่หนี้สินกองท่วมหัว ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ภาระมากมายก่ายกอง ข้าพเจ้าเห็นว่า นั่นก็เกินพอดีไปหน่อย การรังเกียจแบบนั้น ใช่ว่าจะทำให้บรรลุมรรคผล ครับ มรรคผลนิพพานเกิดจากการเห็น "ความธรรมดา" ของกายนี้ใจนี้ ต่างหาก สกปรกก็ธรรมดา ไม่น่ารัก ไม่สวยงาม ก็ธรรมดา
พระบรมศาสดานั้น ตรัสรู้แล้ว ก็สามารถละขันธ์ ปรินิพพานได้ทันที แต่ก็ไม่ได้ไป อยู่โปรดสรรพสัตว์ต่ออีกตั้ง ๔๕ ปี อยู่กับขันธ์ที่พระองค์ทรงพบแล้วว่า มันเป็นตัวทุกข์
ถ้าไม่ใช่ "ความรัก" ความเมตตา ต่อสรรพสัตว์ อยากให้ท่านทั้งหลายได้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระองค์แล้วไซร้ พระองค์จะทรงพระชนม์อยู่เพื่ออะไร
ความรักที่เราพูด ๆ กัน มันมีองค์ประกอบมากมาย ครับ ทั้งส่วนที่ทำให้เกิดสุข และทำให้เกิดทุกข์ ปะปนกันอยู่
พระพุทธเจ้าของเรา นำความรักที่ชาวโลกเรียกเหมา ๆ รวม มาชำแหละแยกชิ้นส่วน ครับ ใครอยากได้เฉพาะส่วนที่สุข ก็เลือกกันไป ใครอยากได้แบบผสม ก็ไม่มีใครว่า
มาว่าในส่วนสุขกันก่อน
ความรักในศาสนาพุทธ เป็นส่วนหนึ่งของ พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ ครับ ชื่อว่า เมตตาพรหมวิหารธรรม การให้คำจำกัดความ โดยทางภาษา อาจนิยามยาก เหลื่อมล้ำกัน มาว่าความหมายโดยพฤตินัยดีกว่า
เมตตา ที่แปลว่า "ความรัก" หมายถึง อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ครับ
กรุณา ที่แปลว่า "ความสงสาร" หมายถึง เห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยาก แล้วอยากให้เขาพ้นทุกข์ ครับ
มุทิตา ที่แปลว่า "พลอยยินดี" หมายถึง เห็นผู้อื่นมีความสุข แล้วรู้สึกยินดีไปกับเขาด้วย
อุเบกขา ที่แปลว่า "ปล่อยวาง" หมายถึง เห็นผู้อื่นตกอยู่ในทุกข์ แล้วเราไม่สามารถช่วยเขาได้ ก็ต้องปล่อยวาง ให้เป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ทั้งสี่ส่วน ต้องทำงานร่วมกันอย่างสมดุลย์ ครับ สังเกตุไหม ครับว่า ในความหมายโดยพฤตินัย มีคำว่า "อยาก" ซ่อนอยู่ คำว่า "อยาก" ตรงกับภาษาบาลีว่า "ตัณหา" ครับ
ตัณหา คือ หนึ่งในสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ครับ
ฉะนั้นถ้าอยากมากเกินไป พรหมวิหารก็ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นได้ ครับ เช่น เห็นคนขาขาด แล้วอยากให้เขามีขาเช่นเดิม สมมุติว่า ค่าผ่าตัดต่อขามันเกินความสามารถ แต่ก็อยากเหลือเกินจะให้เขาเดินได้ดังเดิม ไม่สำเร็จก็เป็นทุกข์ใจ
สิ่งที่พระองค์สอนให้เราฉลาดในการเจริญพรหมวิหารธรรม คือ อุเบกขาพรหมวิหารธรรม ครับ คือ การวางเฉย หรือปล่อยวาง หากมันเกินแก้ไข หรือเป็นไปตามกฏแห่งกรรม
ฉะนั้นถ้าเรามีความรัก โดยมีพรหมวิหารทั้ง ๔ เจริญอยู่อย่างสมดุลย์ ความทุกข์จักไม่สามารถเกาะกินใจเราได้เลย
กลับกัน ครับ มาดูส่วนของทุกข์กันบ้าง
พระพุทธพจน์ที่อ้างถึง ในเอ็นทรี่ก่อนว่า "ปิยะโต ชายะเต โสโก ปิยะโต ชายะเต ภะยัง ปิยะโต วิปปะมุตตัสสะ นัตถิ โสโก กุโต ภะยัง" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ความรักนั้นนำมาซึ่งความโศก นำมาซึ่งภัย ไม่มีความรักแล้วไซร้ ความโศก และภัย ก็ไม่มี
ข้าพเจ้าก็ไม่เชี่ยวชาญภาษาบาลีนัก แต่รู้สึกคำว่า "ความรัก" นั้น ให้ความหมายกว้างไกลเหลือเกิน อยากจะลดคำว่า "ความรัก" ไปใช้คำว่า "ความชอบใจ" ดีกว่า ความหมายจักแคบลง
ส่วนที่ทำให้เกิดความทุกข์ในความชอบใจ คือ อุปาทาน การยึดมั่นถือมั่น
การยึดมั่นถือมั่น มีหลากหลายเหลือเกิน ครับ ไม่ว่าตัวไหนก็ทุกข์ไม่แพ้กัน เช่น ชอบใจหน้าตา แล้วยึดว่าเที่ยง คงรูปเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างแฟนเราสวย แฟนเราหล่อ ก็ยึดว่า ความสวย ความหล่อ จักคงที่เสมอไป ความหล่อ ความสวย สลายตัวไป ก็ทุกข์จับจิต ด้วยใด ๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง นานไปแก่ลง ๆ ก็ต้องไปขวนขวาย หาเซรั่ม รกแกะ โบท็อกซ์ มาฉีดกันให้วุ่นวาย เสียสตุ้งสตางค์
หรือ อย่างยึดว่า คู่ของเราจะดีกับเรา คงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลายตลอดไป พอเขาเปลี่ยนไป ก็ทุกข์อีก
หรือ ยึดว่า แฟนเป็นของเรา ต้องทำตามใจเราทุกอย่าง สั่งซ้ายต้องหันซ้าย สั่งขวาต้องหันขวา ขังแฟนเราไว้ในกรงทอง ห้ามไปมีวอแวกับสาว ๆ เด็ดขาด จับได้จะเจื๋อน สุดท้ายก็หนีไปมีจนได้ ทุกข์อีกแล้ว
ที่ท่านว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ก็เพราะความรักนั้น มักมาเป็นคอมโบ้เซ็ต ครับ ทั้งส่วนที่เป็นสุข และส่วนที่เป็นทุกข์
หากเรามีความรัก โดยปราศจากส่วนที่ทำให้เป็นทุกข์ ได้แก่ อุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่กักขัง ไม่ขู่เข็ญบังคับ ไม่คิดเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ไม่พยายามไปเปลี่ยนแปลงเขาให้ถูกใจเรา มีแต่ให้ กับให้ เราก็จะไม่ทุกข์ ครับ และความรักนั้น ก็จักสวยงามที่สุดในโลก
ในศาสนาคริสต์ที่เขาว่า เป็นศาสนาแห่งความรัก ก็มีหลักคำสอนที่เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้เหมือนกัน สวยงามเหมือนกัน
ท่านสอนว่า "จงรักผู้อื่น เหมือนรักตัวเอง" สั้น ๆ แต่ได้ใจความ หรือ
"ทุกสิ่งที่ท่านได้ทำ แก่พี่น้องที่ต้อยต่ำ เหมือนท่านได้ทำ กับตัวของท่านเอง"
และสอนการเจริญอุเบกขาพรหมวิหารธรรมไว้ ด้วยการซ่อนมาในคำสอนว่า "จงวางทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า"
ศึกษาให้ดี ก็จักพบว่า ศาสนาทั้งหลายล้วนมีคำสอนให้คนมีความสุข ไม่แตกต่างกัน
สำคัญที่ท่านได้ "ศึกษา" หรือเปล่าหน่ะซี
หลวงพ่อปราโมทย์ สอนถึงหลักการเจริญภาวนาไว้
ข้าพเ้จ้าขอยืมมาดัดแปลงให้เข้ากับเทศกาลแห่งความรัก สักหน่อย ครับ ท่านว่า
ให้หมั่นทำ "เหตุ" ของความรัก แต่ไม่หวัง "ผล" ของความรัก
เพราะ "ผล" เกิดเองจาก "เหตุ" มิใช่เกิดจาก "ความอยาก" ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
สุขสันต์วันเทศกาลแห่งความรัก ย้อนหลังอีกที ครับ ฯ
edit @ 19 Feb 2009 21:23:51 by Dhammasarokikku

#1 By น้ามชา on 2009-02-15 11:15