ช่วงนี้ไม่ได้อยู่วัด ครับ มาตะแล๊ดแต๊ดแต๋อยู่ วัดท่าขนุน ออกจากวัดหลวงตาพวงตอนเช้า กว่าจะมาถึงที่นี่บ่ายสาม เป็นการเดินทางที่ทรหดอดทนอีกแล้ว ซ้อมไว้สำหรับงานขึ้นดอยของจริง

ระหว่างทางก็ใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ครับ เอาเอ็มพีสามหลวงพ่อปราโมทย์มาฟัง อยากแนะนำให้ไปฟังที่เทศน์ไว้ที่สวนสันติธรรม วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ มาก ครับ  (คลิ๊กที่นี่ และที่นี่) ฟังแล้วขนลุกเลย มีโยมคนหนึ่ง ฟังเสียงแล้ว คงจะเป็นแม่บ้านธรรมดา ๆ การศึกษาไม่สูงนัก ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เดินจงกรมก็ไม่เป็น นั่งสมาธิก็ไม่ได้ ฟังหลวงพ่อปราโมทย์แค่เดือนเดียวเท่านั้น ไม่อยากจะบอกเลยครับว่า แซงข้าพเจ้าที่อุส่าห์สละเรือนออกบวชมาเกือบสามปีไปแล้ว (แอบกระซิบนะเนี่ย)

ใครที่ว่า การปฏิบัติธรรมยาก น่าเบื่อ ต้องทำยาวนานกว่าจะเห็นผล ลองไปฟังดู ครับ แล้วจักทราบว่า ง่ายกว่าที่คิด บางตอนมีนักปฏิบัติเด็ก ๆ ด้วย แหล่มมาก ส่งการบ้านที ผู้ใหญ่อายเลย ไว้เจอแล้วจะเอามาบอก (ตอนฟังไม่ได้ดูว่า ท่านเทศน์ไว้วันไหน)

ที่สุดของความร้อนอย่างน่าอึดอัดบนรถทัวร์ รุ่นไดนามิคแอร์กี่ แดดลงหลังตลอดทาง ก็ถึงวัดท่าขนุน เสียที ครับ ตอนเย็นก็ไปร่วมทำวัตรกับเขา หลังการทำวัตร หลวงพี่เล็กก็ให้โอวาทพระใหม่ที่ทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็นได้น่าฟังมาก ครับ

ท่านสอนว่า การงานใด ๆ ไม่ว่าในเพศบรรพชิต หรือเพศฆราวาส ให้คิดว่า "ทั้งหมด" คือ งานของเรา ครับ คนอื่นเขาแค่มาช่วยเราเท่านั้น หากเขาไม่ทำ งาน "ทั้งหมด" ก็จักมาตกที่เรา คิดเสียอย่างนี้แล้ว เราจักไม่สลด เวลาเห็นคนอู้งาน ครับ อย่าไปคิดว่า งานของฉันแค่นั้น แค่นี้ ฉันทำส่วนที่ฉันรับผิดชอบอยู่ ให้ดีที่สุด แค่นั้นพอ คิดแบบนั้น หาความเจริญได้ยาก ครับ

การคิดว่า งาน "ทั้งหมด" นี้ เป็นงานของเรา นอกจากเป็นการคิดแบบ "เจ้าของกิจการ" หรือ คิดแบบ "เจ้านาย" แล้ว ยังช่วยให้ไม่เป็นทุกข์ไปกับจริยาของคนอื่น เขาจะอู้แค่ไหน ก็คือเขาช่วยงานของเราน้อยลง และเรามีโอกาสทำงานสร้างผลงานได้มากขึ้น แค่นั้นเอง เราต้องทำงาน "ทั้งหมด" นั่นอยู่แล้ว แล้วก็เพียรทำไป ครับ คนที่ทำงานมาก ผลที่ได้ สุดท้ายไม่ได้ตกกับใคร นอกจากตกก