ได้ไปแฉล่มแช่มช้อย นวดนาดแถวบล็อก คุณแอ๋วมหาสนุก มา ครับ พบว่า เธอกำลังสั่นสะเทือนกับอาการทำบุญคนไม่ขึ้น อาการอย่างนี้ไปกระตุกต่อมเม้นท์มานิแอค ให้ง้างนิ้วเตรียมเริงระบำ พร่างพรู สบถสาบาน ให้สะท้านโลกาว่า นี่ใช่เม้นท์จริงหรือ?

 

Wandering around Miss Aew’s blog for a while, it'd been discovered that she’s facing a problem of others taking what she did for them for granted. Well... this stimulated my comment maniac nerves throughout my fingers superfluously so that it's almost unbearable to let them dance crazily on the keyboard..

 

หลังจากมาเจริญสติมากขึ้น ก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ กระไรที่ยาวยืดเกินไป ไม่ควรไปเม้นท์ไว้ในบล็อกคนอื่น เดี๋ยวเขาจะหมั่นไส้ว่า เม้นท์ภาษาหอกอะไร ยาวยิ่งกว่าเอ็นทรี่เจ้าของบล็อกเสียอีก

 

But after some time that I have been practicing “getting to know what I’m doing” or thriving the conciousness, I kind of realized that writing a too long comment in other people’s blog is well... no good.

 

เชื่อว่า คงมีใครหลาย ๆ คน รู้สึกสะท้อนใจเวลาทำดีให้ใคร ไหงเขาไม่เห็นความดีของเรา กลับเหยียบย่ำ กระทำชำเรา ความหวังดีนั้น จนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ซึ่งมีคำอธิบาย หรือข้อคิดให้ทำใจมากมาย หาได้ดาษดื่นหมื่นแสน

 

It's been believed that there might be a lot more people facing the same problem as her.. that.... “oh I have done nothing but the best to them but they just have no gratitude, aprreciation or at least the simple word "thank you" moreover sometimes they totally misunderstood my good intention... oh why.... why... why.....???”  There're many other reasons or ways of thinking to soothe the irritations out there.

 

วันนี้ข้าพเจ้าขอเม้นท์เฉพาะสิ่งที่โดนใจข้าพเจ้าหยั่งเรง

 

Today, I skip all those reasons but discuss on only the thing that strikes me.

 

มีหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดย "ดังตฤณ" ชื่อ "๗ เดือนบรรลุธรรม" ข้าพเจ้าฟังจบแล้ว (โหลดเสียงอ่านหนังสือได้ในเว็บ) ไฟในการปฏิบัติลุกโพลง บ๊ะ... ฆราวาสยังทำได้ขนาดนี้ ไหงเราอุส่าห์โกนหัวโกนหนวดโกนคิ้ว ห่มผ้าสามผืน งดความรื่นเริงทางโลกทั้งปวงมาเป็นปี จึงยังไปไม่ถึงดวงดาว

 

There’s a book written by Dungtrin named, “Enlighten within 7 months”, which motivated and inspired me a lot to keep on practicing. A guy like him who still lives his ordinary life, having a lot of responsibilities, and facing all the distractions could do it within 7 months. Why do I who has sacrificed all the things in metro life like that to become a humble monk, haven’t had any progress in anyway?

 

โชนไฟฮึก หัวใจเหิม อยู่ได้พักใหญ่ ๆ ศึกษามากเข้า ก็พบความจริงที่ว่า เริ่มมา "แค่อยากปฏิบัติ ก็ผิดแล้ว"

 

It was like a big sparks in my heart but later on, the hard studies and experiences made me realized that too much eager for anything  was already a wrong start.

 

ฉะนั้นจึงต้องแปร "ความอยากปฏิบัติอย่างร้อนรน" เป็น "ความเพียรในการปฏิบัติอย่างเยือกเย็น" ครับ จึงจะลุถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่ง "อยาก" ยิ่ง "ช้า"

 

Consequently, I's needed to transform my furious burning enthusiasm into a cool and calm step by step industrious practice. The more I eagered for being there, the slower I would get to nirvana.

 

"ความเพียรในการปฏิบัติ" ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบ แค่ทำ "เหตุ" ไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด อย่าหย่อน อย่าท้อ อย่าถอย

 

Buddhism practicing is not about desire to do something, but doing the cause to achieve the result. If we start from the cause, the result would come in the end no matter how long it would take. If we force it, then we would do the cause + acceleration. And that acceleration might have led us to somewhere else, not the result we would like to achieve.

 

ในพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อ มีประโยคหนึ่ง ซึ่งครูบาอาจารย์ที่ทันหลวงปู่มั่น และยังมีชีวิตอยู่ ปรารภว่า ท่านหน่ะแย่เลย เพื่อนนักปฏิบัติรุ่นเดียวกัน เขาพ้นทุกข์พ้นร้อนกันไปหมดแล้ว มีท่านอยู่รูปเดียวที่ยังไม่ได้คุณธรรมกระไร ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ท้อ ไม่หยุด "ต่อให้อีกร้อยชาติ ท่านก็ไม่เลิกปฏิบัติ"

 

One of the old sick yoki once told my master that all of his friends at his own age had already reached enlightenment, but him. Even so, entire of his lifetime he would never stop walking, never discourage from walking and "whether 100 times of rebirth still not reaching the enlightenment he shall keep on walking."

 

ข้าพเจ้าฟังทีไร ขนลุก น้ำตาเอ่อทุกที ประโยคนี้ถ่ายทอดพลังความมุ่งมั่นในการปฏิบัติของครูบาอาจารย์ได้ดียิ่ง

 

Listening to this phase always makes me thrilled by his determination.

 

ฉะนั้น ถ้าท่านออกสตาร์ทปฏิบัติืแล้ว ทำมานาน ยังไม่เห็นผล ก็อย่าเพ่อท้อ ครับ ยังมีคนอีกมากมาย เพียรปฏิบัติยิ่งกว่าท่าน แล้วก็ยังมิได้เห็นผลกระไร คนเราหากไม่ละซึ่งความเพียรเสียแล้ว วันหนึ่งก็ต้องประสบความสำเร็จ ครับ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน สุตฺตนิปาต ขุททกนิกาย ว่า

 

So whatever we have done so far in our lives and it hasn’t given any fruitful result, please don’t be discourage by that. There are loads and loads of people out there who keep doing even more difficult things than us constantly and still haven’t seen any tangible result. But as the cause leads to the results, as simple as that, one day we will get there. Like what Buddha said..

 

 

วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ

คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร

People refrain from suffering by industrious will and practice.

 

 

ในหนังสือ ๗ เดือนบรรลุธรรมนั้น เป็นการเล่าเรื่องของนักปฏิบัติท่านหนึ่ง ประสมประสานเรื่องราวที่จริงบ้าง จินตนาการบ้าง ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวน่าติดตาม บางอย่างก็เพี้ยนไปจากความจริง เช่น เรื่องโพชฌงค์ ๗ ประการ แต่โดยรวมก็เป็นการนำธรรมะมาย่อยให้อ่านง่าย

 

Back to the book, it was half writer’s experience half fantasized stories that digested all the hard bits of dhamma (Buddha’s saying) into easier pieces to chew.

 

ข้าพเจ้ามาสะดุดใจ กับกฏแห่งกรรมประการหนึ่ง ครับ ในเรื่องราวของนักปฏิบัติผู้นั้น เขามีแฟนเสียด้วย ครับ เขาก็ชักชวนแฟนของเขา ไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน มีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง จนเกิดความคาดหวังว่า เขาและแฟนของเขา คงจักร่วมกันปฏิบัติธรรมไปเรื่อย ๆ จนถึงพระนิพพาน ในชาตินี้ หรือชาติต่อ ๆ ไป

 

In some section of the stories, there was a man who keep practicing himself and invited his girlfriend to walk this way along, hoping one day in the coming lifetime, they both would reach nirvana together. It seemed fantastic coz it's quite impossible that two people walking on the same route. Normally, this path was for one man.

 

ความหวังมาพังทลายเป็นผุยผงลงในวันหนึ่ง ที่คุยกันเรื่องของการมี "ลูก" ขณะที่นักปฏิบัติทั่วไปที่ยอมรับความจริง เห็นว่า "ลูก" เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ เป็นทุกข์ก้อนมหึมา เป็น "บ่วง" กับดักชิ้นสำคัญที่รั้งคนทั้งหลายไว้ในสังสารวัฏ หญิงสาวกลับมองว่า การมีลูก คือ "ความสุข" ของคนเป็นแม่ เมื่อได้รับความเห็นที่ไม่ตรงกับตน จึงมีปากเสียงกันอย่างเกรี้ยวกราด ที่สุดก็ลามไปถึงการกล่าวจ้วงจาบพระพุทธเจ้า

ว่าความเห็นเช่นนี้ คงมาจากพระองค์ใช่หรือไม่ เป็นต้นแบบสอนให้เธอ "เห็นแก่ตัว" ไม่เห็นแก่เมีย แก่ลูก คิดเอาตัวรอดคนเดียว

 

All hopes were all flushed in one day that his girlfriend talking about  having a baby. A yoki knew well that a child came with the great responsibilities that at the same time made parents easily get attached to him/her. Some parents even got lost in the feeling that they couldn’t let go of things. So there’s a saying that a child is an entrapment of human to the circle of life, ocean of suffering. For those to practice up until one point would understand that we all practice to let go of everything including one’s self in the end. But in the story, the girl thought that having a baby was the bliss of motherhood, the bond of love or the ultimate of the warm family while her boyfriend didn’t agree. The argument went on aggressively so that she finally condemned Buddha due to his teaching led to her boyfriend's selfishness.


ในหนังสือเล่มนั้น นักปฏิบัติได้เห็นเงาดำทะมึนปรากฏขึ้น และติดตามเธอไปประหนึ่งเงาตามตัว

 

The yoki in the story saw the invisible black shadow built up by her condemns that would followed her for many lifetimes. 

 

นักปฏิบัติผู้นั้นรู้อีกว่า เงามืดนั้น คือ "อกุศลกรรม" ที่หญิงสาว ไปกล่าวจ้วงจาบผู้มีพระคุณใหญ่ต่อมนุษยชาติ พรหม และเทวดา ผู้มีเมตตาพรหมวิหารธรรม ไม่มีประมาณต่อปวงสัตว์ เมื่อใดที่หญิงสาวมีความปรารถนาดีต่อใคร คิดทำความดีให้แก่ใคร เงาดำนั้นจักสนองเธอในรูปของการ "ทำคุณบูชาโทษ" ทำให้คนที่เธอดีด้วย เข้าใจเธอผิดไปต่าง ๆ นานา

 

The yoki knew by his special senses resulting from a long time meditation that dark shadow were originated from her bad deed condemning the Lord Buddha whom has been in great benevolence to mankind, animals, and all other beings alike as well as having the enormous kindness to all. Everytime  she would do good  to the others, she would get the same result that she has done to the Lord Buddha. People would also take her for granted.

 

และอกุศลกรรมนั้น มิได้ติดตามตัวเธอไปเพียงชาตินี้ หากแต่ติดตามตัวเธอไปตลอดทุกชาติ นักปฏิบัติผู้นั้น เห็นว่า หากยังคงคบกันต่อไป จักเป็นการก่ออกุศลกรรมให้หนักหนายิ่งขึ้น จึงตัดสินใจเดินออกไปจากชีวิตของหญิงสาว

 

The vice karma won't be packed along with her only in this lifetime but sticked forever. The yoki knew that whether he still kept on going the relationship like this, she will be more aggravated by this kind of  argument. Thus, he left her.

 

บั้นปลายของเรื่อง พระเอกพระนางได้กลับมาเจอกันอีก ในสภาพที่หญิงสาวเสียเซ้วไปมากมาย หน้าตาหมดราศี จิตใจแห้งแล้งหมองเศร้าหดหู่ อันเป็นผลมาจากวจีทุจริตในคราวนั้น

ชายหนุ่มได้แนะให้เธอขอขมาพระรัตนตรัยเสีย และแต่นั้น จิตใจเธอก็ชุ่มชื่นขึ้น ค่อยมีความเบิกบานจากการปฏิบัติธรรม

 

At the very end of the story, the couple met each other again. The girl's appearance seemed so huggard, depressed with sorrow from the malediction to the Lord Buddha. The yoki suggested her to apologize to the Lord Buddha and get herself a new start, which gave her more self assurance and vivified.  She was then became more happy and kept on with the practicing again.


ไม่ว่าเรื่องนี้ จักเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องราวที่แต่งขึ้นด้วยจินตนาการ สิ่งที่กระแทกใจข้าพเจ้ามาก ก็คือ "กฏแห่งกรรม" action เท่ากับ reaction

 

It doesn’t really matter at all, if this story is true or made up. But what interested me was the fact that action causes reaction.

 

ในชีวิตจริง ข้าพเจ้าได้เจอคนที่ทำบุญคนไม่ขึ้น มีจิตใจงดงาม ทำความดีทุกอย่าง แต่ถูกเข้าใจไปเสีย ๆ หาย ๆ มากกว่าหนึ่งคน และเมื่อพิจารณาอุปนิสัยประจำวันของพวกเขาแล้ว พฤติกรรมของเขาเหล่านั้น ก็มีแนวโน้มจักมีวาจาจ้วงจาบพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระอริยสงฆ์

 

In real life, I have met many of those who have good intention, doing great to others, but always been misunderstood or misinterpreted somehow. When I analyzed deeper into their daily habits, they all have tendency to say something nasty to the Lord Buddha, his teaching, or his respectable monks.

 

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ไม่ว่ากุศลกรรม หรือ อกุศลกรรมนั้น มีผลข้ามภพ ข้าพชาติ บางที เขาเหล่านั้น อาจจักมิได้กล่าวจ้วงจาบพระรัตนตรัยในชาตินี้ แต่ทำมาเมื่อแสนนานมาแล้ว อกุศลกรรมนั้นก็ยังคงให้ผลอยู่

 

As you might knew well, either good or bad deeds would cause their results. Some would come in one’s life time, some would come later on. Sometimes one had done things in the passed life that he/she couldn’t realized it in this lifetime.

 

ครั้นย้อนคิดถึงความในพระธรรมบท หลายต่อหลายตอน ซึ่งได้พรรณาคุณของพระบรมศาสดาไว้มากมายมหาศาล มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร คิดถึงพระพุทธเจ้าเพียงไม่กี่วินาทีก่อนตาย ก็ไปเสวยสุขในทิพยวิมาน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก ก่อนรับผลของกรรมชั่ว ไฉนเลยผู้ที่มีวาจาจ้วงจาบโดยเจตนา ต่อพระบรมครูจักมีผลน้อยเล่า

 

In retrospect to the lessons I studied, there're many stories in the Tripitaka about how huge the result of worship the Lord Budhha was. A man named, Matakunthalee deity, who thought of the Lord Buddha in term of "he's reliable" just a few seconds before he died finally went to heaven first though he did bad things almost all of his lifetime. The tiny thing like the Lord Buddha recognition is so powerful than other small bad actions thus why the maldiction with intention shall result less.

 

ยิ่งลักษณะการเข้าสนองของผลกรรม ยิ่งเป็นไปตามหลักฟิสิกส์ action = reaction การที่ไปกล่าวโทษต่อผู้ที่ไม่มีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น หากเปรียบกรรมเป็นแสง เราเป็นจุดกำเนิดแสง พระรัตนตรัย ก็เป็นกระจกที่มีประสิทธิภาพการสะท้อนแสงมากกว่า "หนึ่ง" และความเข้มข้นของแสงที่สะท้อนกลับ จักเพิ่มขึ้นด้วยความสัมพันธ์แบบเอ็กซ์โปเนนเชียลผสมไฮเปอร์โบล่า กับความบริสุทธิ์ของกระจก

 

Moreover, the way the deeds resulted in were more likely to physics, action = reaction. Causes will lead to results. It might be easier to understand the picture by saying like this, let's compare doing good or bad to the others with the light. The doer will be virtually the light source. We do good thing to someone, we got good thing in return... like the mirror reflects the light. depending on how good and reflective the mirror is. If the mirror is dirty, probably it wouldn’t reflect much of a thing. But if we do something good to person who has great benevolence to others like the Lord Buddha, it is like the light source reflecting with a very reflective mirror.. maybe parabolic shape that would make the light came back in the exponentially intensified light.

 

ความบริสุทธิ์ของกระจก ระดับพระโสดาบัน มีประสิทธิภาพการสะท้อนแสงอย่างต่ำระดับแสนเท่า

 

The clarity at the level of Pra Sodaban might have at least a reflective index of 100,000 times.

 

กระจกระดับพระสกทาคามี ก็อย่างต่ำเป็นล้านเท่า

 

At the level of Pra Sakatakhami might have at least a reflective index of 1,000,000 times.

 

พระอนาคามีก็เป็นร้อยล้านเท่า

 

Pra Anakhami might be at least 100,000,000 times

 

พระอรหันต์ก็ล้านล้านเท่า

 

Pra Arahandha  (who already achived enlightenment) might be invalueable.

 

พระพุทธเจ้าก็ไม่มีประมาณ

 

For the Lord Buddha might be unfathomable.

 

ของสงฆ์ก็ไม่ต้องพูดถึง

 

For monk company, no need to speak of.

 

ที่สำคัญไม่มีใครเป็นผู้รับผลของแสงนั้น นอกจาก "จุดกำเนิดแสง"

 

The most important thing is noone else but the light source must receive that light back.

 

ผู้ทำกรรมนั่นแล เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

 

We all get the result of what we caused.

 

Unfortunately, the time that results of the deeds returned was not estimable. Maybe next few seconds or next life. So it's quite hard to believe. Only thing I could confirm is "there must be the results". 

 

เรื่องที่เขียนนี้ จริงหรือไม่ ขอให้ลองไปพิจารณากันเอาเอง ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้สังเกต และเป็นแค่ผู้บอกข้อสังเกตนั้น ผู้ที่ทำบุญคนไม่ขึ้น ก็ลองไปพิจารณาเอา

 

What is written here is only my observation. You are needed to consider by yourself again and again whether it worth believing, or not?

 

ทางแก้ หากรู้ตัวว่า "อาจจะ" เคยปรามาสพระรัตนตรัยมาในกาลก่อน ก็คือ ตั้งใจบูชาพระ แล้วขอขมาพระรัตนตรัยทุก ๆ วัน ตั้งใจไว้ตามนี้ จักเป็นประโยชน์มาก

 

To protect yourself from reckless affront to Pra Ratanatrai, it's advised to give them your apology everyday. This would benefit you a lot.

 

คำขอขมาพระรัตนตรัย

Apology to Buddha, his teaching, and his monks words

 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

   

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน ต่อพระรัตนตรัย

อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

 If I have ever done anything wrong to you,

all the Buddhas in the past, the teaching, and the enlightened monks..

 

ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

whether in the past lifetime or this lifetime, by my deeds, by words, my thoughts,

 

ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

intentionally, or not,

 

ขอองค์สมเด็จพระชินสีห์ ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ

I would like to apologize and ask for your forgiveness

from now on until I reach nirvana.

 

 

โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

วัดจันทาราม (ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี

 

เม้นท์ยาว ๆ ในวันพระ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 5 Mar 2009 18:24:13 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ท้อใจกับการทำคุณคนไม่ขึ้นจังค๊ะ/

#55 By ฟ้ามีตา (103.7.57.18|203.157.15.1) on 2012-12-06 13:29

Hi there! Do you use Twitter? I'd like to follow you if that would be ok. I'm undoubtedly enjoying your blog and look forward to new updates.

#54 By link building service (182.186.179.21) on 2012-01-25 17:36

มันเสมอดีเมื่อคุณสามารถไม่เพียง แต่จะแจ้งให้ทราบ แต่ยังความบันเทิง! ฉันแน่ใจว่าคุณได้สนุกกับการเขียนรายการ article.Excellent! ฉันถูกมองหาหัวข้อที่เป็นที่น่าสนใจเช่นนี้ รอคอยที่จะโพสต์ต่อไปของคุณ

#53 By Online Directory (182.186.190.115) on 2012-01-14 16:08

ความเป็นไปได้ของการเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น chemchgai แ นวดในแถวของบล็อก ผมพบว่ามันน่าขบขันว่าเธอสั่นกับคนที่ไม่ได้ ผมรักเกมนี้มาถึงเดอฟู ลากจูงนิ้วจัดทำขึ้นเพื่อสาบานสาบานของการเต้นที่ยอดเยี่ยมพรูเด็นเชียอย่างจริงจังเป็นยาก ฉันรักนี้จริงหรือไม่?

#52 By California car insurance (182.186.164.161) on 2011-07-23 16:14

#46-#50

สาธุ ๆ ท่านทั้งหลายจงยังการงานทั้งหลายให้สำเร็จไปด้วยความไม่ประมาทเทอญ ฯ

เจริญธรรม ฯ

#51 By Dhammasarokikku on 2011-02-11 07:55

มิน่าหละ เข้าใจแล้วว่าทำไมชีวิตเราถึงเป็นอย่างนี้

ต้องหมั่นทำบุญ และระวังกาย วาจาใจ มากๆ

#50 By comboset on 2011-02-10 22:20

Excellent ! I appreciate your work ! I like to say your site is great very impressive and informative.Keep it up

#49 By Research papers help (182.178.86.178) on 2010-10-12 18:58

I have been visiting various blogs for my term papers assignment research. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information... Regards

#48 By term papers writing (59.103.211.180) on 2010-10-06 13:20

สงสัยกรรมเก่าเยอะ
อ่านแล้ว ก็รู้สึกว่าตนเองคงต้องเคยกล่าวจาบจ้วงพระรัตนตรัยเอาไว้แน่ๆ แม้ปัจจุบันชาติจะไม่ได้กระทำ แต่ผลแห่งการกระทำมันเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะรู้สึกว่าต้องเป็นผู้เปิดประเด็นก่อนเสมอ จากที่เคยทำเป็นปกติธรรมชาติของเรา ตอนนี้ต้องฝืดฝืนที่จะหยิบยื่นมิตรภาพให้ก่อนทุกครั้งเพราะจะต้องรักษาใจเอาไว้ก่อน ไม่ให้เป็นแบบเขา จึงเข้าใจเลยว่าทำไมจิตเราคลุกคลีกับคนแบบใหนมักจะเป็นคนแบบนั้น อ่านentry นี้แล้วจะลองทำตามที่หลวงพี่กล่าวไว้ค่ะ หากได้ผลประการใดจะบอกในภายหน้านะคะHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#46 By ตีรณา on 2010-03-17 10:10

#43-#44

สาธุ ๆ

#45 By Dhammasarokikku on 2009-12-11 20:52

ที่สำคัญไม่มีใครเป็นผู้รับผลของแสงนั้น นอกจาก "จุดกำเนิดแสง"



The most important thing is noone else but the light source must receive that light back.



ผู้ทำกรรมนั่นแล เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น



We all get the result of what we caused.

อ่านถึงตรงนี้ขนลุกเลยค่ะ

สาธุ big smile

#44 By VampMazter - XIII on 2009-12-11 11:11

เห็นด้วยค่ะ
action เท่ากับ reaction จริง
จะหมั่นระวัง กาย วาจา ใจ ค่ะ
สาธุ

#43 By @^_^@Apipo-n@^_^@ on 2009-11-16 03:01

ได้ความรู้ดีมาก ๆ เลยครับ สุดยอด มีภาษาอังกฤษด้วย
อยากทำเว็บมีทั้งไทยกับอังกฤษแบบนี้จัง? ทำไงดีครับ? ตกภาษา ใครแนะนำที...

[url="http://www.tjorchid.com/sms/ทำบุญวันเกิด.html"]ทำบุญวันเกิด[/url]http://www.tjorchid.com/sms/ทำบุญวันเกิด.html

#42 By กล้วยไม้ on 2009-10-20 13:17

ขอบคุณครับ ดีจังเลยครับ ส่วนใครที่สนใจเกี่ยวกับ มูลนิธิต่างๆ แหล่งทำบุญ

ทำบุญวันเกิด ผมขอแนะนำ เว็บไซต์ที่ทำเพื่อการกุศล แวะหาข้อมูล

ได้ครับ ที่ http://www.thaimerits.com/ แล้วแวะไปทำบุญกันด้วยนะครับ

#41 By ทัวร์ on 2009-10-09 10:55

ซื้อ ขาย ออนไลน์ได้ที่ www.lomdee.com

เเจก ภาพเคลื่อนไหวน่ารักๆ love-is-love.exteen.com

#40 By khonmanrak on 2009-03-08 14:11

อนุโมทนา สาธุ

ขอบคุณมากมาย เลยค่ะ

ค่อยคลายข้อสงสัยบางประการ ในชีวิต ไปได้

ขอบคุณ คำตอบ ที่นำมาเผยแพร่ ขอบคุณๆๆ ค่ะ

big smile

#39 By ChayaLively on 2009-03-05 21:01

#36

โอ๊ว์... แหล่มเหลือหลายที่ช่วยบอกตัวสะกดผิด

แทง ยู อะ ล็อต

#37

สาธุ สาธุ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#38 By Dhammasarokikku on 2009-03-05 13:17

เข้าใจแล้วค่ะ ต่อไปจะคิด พูด ทำ แต่สิ่งๆดีๆ

สาธุค่ะconfused smile

#37 By -:Lilit:- on 2009-03-05 12:44

แหม เวอร์ชันสองภาษาอย่างนี้มันดูอ่านง่าย ไม่เป็นพรืดดีนะคะ~~

ได้อะไรดีๆจากเอนทรีนี้มากมายเลยเชียวค่ะ จะต้องนำไปใช้ T T ตอนนี้กำลังพยายามไม่คิดร้ายต่อคนอื่นอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะทำตัวอย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าจะทำได้ไหม

ป.ล. สังเกต ไม่มีสระอุนะคะ

#36 By hikaru on 2009-03-05 11:14

#23

ได้รับแล้ว โมทนาหลาย ๆ

#24

ถูกครับ เรียกว่า ทำบุญละลายบาป

#25-#28

สาธุ ครับ

#29

ถ้ามิได้ไปกล่าวจ้วงจาบกระไร ก็คงไม่มีโทษ แต่น่าเสียดายไปนิดส์นึง ครับ เพราะไม่เคยมีนักปรัชญาคนใดในโลก "พ้นทุกข์" ครับ ทำนองเดียวกัน นักอ่านปรัชญาก็ไม่มีใครพ้นทุกข์เช่นกัน

นี่คงเป็นข้อแตกต่างระหว่าง "ศาสนา" กับ "ปรัชญา"

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ครับ ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ่าน ฟัง หรือจำ

ปัญญาจักพึงเกิดด้วยการปฏิบัติเท่านั้น มิใช่ว่า ฟังหรืออ่านแล้วเกิดความรู้สึก "อ๋อ" มันเป็นเช่นนั้นเอง

เนื้อหาแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ก็ไม่มีอะไรเลยขันธ์ ๕ หรือ ร่างกาย จิตใจ ของเราเอง การศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนในศาสนาพุทธ ก็คือ ศึกษาตัวเราเอง

ลักษณะอภินิหารในพระศาสนา เป็นเพียงน้ำจิ้ม ชูรส ให้เกิดความศรัทธาเท่านั้น ครับ น้ำจิ้มลักษณะนี้ มีในทุกศาสนา

จุดหมายในพระศาสนา คือ มุ่งเน้นให้พ้นทุกข์อย่างถาวร มิใช่ไปพักมีความสุขชั่วครั้งชั่วคราวบนสวรรค์

ฉะนั้นจักมองศาสนาพุทธเป็นปรัชญาก็ไม่ผิดกระไร ครับ แค่ได้ประโยชน์น้อยไปหน่อย เพราะร่อนเอาไปได้ อย่างมาก ไม่เกิน เปลือก หรือกระพี้

#30-#34

สาธุ ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#35 By Dhammasarokikku on 2009-03-05 05:44

อ่านหนังสือเล่มเดียวกับแม่เลย 55

งืม เปรียบเทียบเรื่องแสง-กระจกสะท้อนแล้วเข้าใจมากขึ้นเยอะเลย ขอบคุณค่ะ

Hot!

#34 By ชุน on 2009-03-04 22:38

สาธุ ครับ

#33 By นายอุ๊ย!! on 2009-03-04 20:29

สาธุเจ้าค่ะ big smile Hot!

#32 By Daughter Of Sparda on 2009-03-04 20:04

คุณดังตฤณ ของเขาดีจริงครับ
ตั้งแต่
เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว
ถ้าเป็นผู้ปฎิบัติจะอ่าน
7เดือนบรรลุธรรม ครับ

แนะนำ ธรรมสายเดียวกัน คือพระอาจารย์ ปราโมทย ปาโมชฺโช ด้วยครับเป็นอาจารย์ของคุณดังตฤณอีกทีหนึ่ง confused smile

เจริญในธรรมครับ /|\confused smile

#31 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-04 19:52

นี่มันบล้อกไตรลิงกวล
.
.
ไทย บาลี อังกฤษ
.
.
หลวงพี่รี่เทพจริงๆ ค่ะ
สาธุ

#30 By ArchmaniaC on 2009-03-04 13:48

ถ้ามันเป็นกรรมที่มาแต่อดีตชาติ ชาตินี้ก็คงจำไม่ได้แล้ว ก็คงแก้ไขปัจจุบันไม่ได้สินะ งั้นก็ "ต้องทำใจ" คือ คำตอบสุดท้าย

เรามองพุทธศาสนาเป็นปรัญชาของชีวิต หาใช่เรื่องอภินิหาร ถือว่าเป็นการจาบจ้วงไหมนี่ ? big smile

#29 By glinda a.k.a. ~pride~ on 2009-03-04 11:57

สาธุค่ะ


พ่อเคยสอนให้สวด ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแปลว่าอะไรsad smile

#28 By BEI on 2009-03-04 11:31

โมทนาคับ....สาธุbig smile

#27 By Black Heart on 2009-03-04 08:47

เอ กระผมอัพตอนต่อไปอยู่ทุกวันนะครับ ตอนนี้ก็ถึงขากลับลงมาลำพูนแล้ว ถ้าท่านไม่เห็นสงสัย ระบบของ exteen มีปัญหาหรือเปล่า embarrassed

#26 By mahaoath on 2009-03-04 08:25

สาธุ..

ต้องระวังตัวไม่ทำบาปเพิ่มสินะคะ แล้วก็ต้องคอยหมั่นทำบุญด้วยอีกทางหนึ่งHot!

#25 By yuuii on 2009-03-04 05:38

เคยได้รับฟังเกี่ยวกับเรื่องการทำละลายกรรมเหมือนกันครับ เหมือนเปรียบกับสีผสมอาหารเป็นกรรม น้ำเปล่าเป็นบุญเทรวมกันในโถๆ หนึ่ง เราไม่สามารถตักน้ำสีๆ ออกได้ แต่เราเทน้ำเปล่าให้มันเจือจางลงได้ครับ

ถ้าภาษากราฟฟิคก็เหมือนทำ transparency กรรมล่ะมั้งครับ 5555+ confused smile

#24 By nora on 2009-03-04 00:46

อิอิอิ อย่าอะไรกะความฝันฉันมากเลยค่ะ ฉันมักจะฝันแปลกๆบ่อยๆอยู่แล้ว ที่ขำคือมักจะจำแม่นทั้งหน้าตา ทั้งบรรยากาศ เห็นรอบนี้มีพาดพิง เลยเอามาเม้าให้ฟังขำๆ ผ่านๆมันไปเตอะค่ะ

เอ๊นนี่ย์เวย์ แปลเรียบร้อยส่งไปทางเมลแล้วนะคะหลวงพี่ รบกวนตรวจทานด้วยนะคะ เขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะแล้วฉันเครียด กลัวผิด

#23 By Rinna ♥ on 2009-03-04 00:42

#20

ก็ไปทำอทินนาทานมาอะดี๊

เผลอ ๆ ไอ้คนที่มาโกงเรา ก็เป็นคนที่เราไปโกงเขาไว้เมื่อชาติก่อนอีกต่างหาก กฏแห่งกรรมยุติธรรมเสมอแล ฉะนั้น ระวังชาตินี้ไว้ให้ดี อย่าไปทำกรรมเพิ่ม

#21

เฮ้ย... แล้วคนสวนไปแอบรู้สีเสื้อเจ้านายได้ไงฟระ สงสัยจะแอบชอบเจ้านายแหงมเลย เจ้านายเขามีเจ้าของแล้วนะ อย่าไปทำบ้านเขาแตกเลย สมัยนี้ยิ่งมีข่าวหนุ่ม ๆ ถูกผู้ชายปล้ำอยู่บ่อย ๆ ทำสวนต่อไปหน่ะดีแล้ว

ว่าแต่...







สวนแห้วอะป่าวฟระ


กร๊าก...


เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2009-03-03 23:11

^
^
แอบเข้ามาอ่านแล้วเกิดหวาดระแวงsad smilewink เพราะโยมวิทย์ดันมีเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มซะด้วยสิ แต่เท่าที่จำได้ วันที่ใส่เสื้อสีนี้กับวันอื่นๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรต่างกันquestion ดังนั้น(หวังว่า)คุณอสงไขยคงจะไม่ได้อยู่แถวนี้

ป.ล.จริงๆ แล้วทริปนี้มีโยมผู้ชายทั้งหมด 2.5 คน 555

#21 By คนสวนบ้านโยมวิทย์ (124.121.194.151) on 2009-03-03 22:54

เพราะเราเป็นนางบาป ทำบุญไม่ขึ้นไม่ว่า โดนโกงด้วยนี่ เราทำบาปอะไรมาเหรอค่ะ....

#20 By Hanaka on 2009-03-03 22:53

สาธุค่ะ

#19 By ka-fae-nom on 2009-03-03 22:45

#16

ผู้ชายในทริปที่เป็นฆราวาส มีแค่ ๒ คน คือ โยมวิช กับโยมป๊อด อีก ๕ หน่อ เป็นพระหมดเลย อีก ๔ หน่อ เป็นสาวสวยทั้งหมด

หากฝันเป็นจริง คงไม่ใช่โยมวิช เพราะเป็นเพื่อนที่วิศวฯ อาจจะเป็นโยมป๊อด ที่มีบุคลิกเงียบ ๆ แต่บทจะพูดขึ้นมา ฟังแล้วบางทีก็อยากกลั้นใจตายไปให้พ้น ๆ

เฮอ ๆ ที่แน่ ๆ ไม่ได้ใส่เสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มแน่ ๆ เดี๋ยวจักลองไปถามดูนะ ว่าปกติเวลาเปลี่ยนบุคลิกไปใช้เสื้อสีนั้นหรือเปล่า ... กร๊ากกกกก

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#18 By Dhammasarokikku on 2009-03-03 22:33

สาธุค่ะ

#17 By Lily Pixel on 2009-03-03 22:30

แวะมาเม้าเล่นค่ะ เมื่อคืนนี้ฝันว่ามีคนในทริปของหลวงพี่ ชื่อคุณ อสงไขย ชื่อประล๊าดประหลาด ฮีอาศัยอยู่ในคุณผู้ชายคนนึง ที่ไปทำบุญกับหลวงพี่ด้วย เหมือนเป็นบุคลิกที่ 2 หน้าตาแบบ... ผิวคล้ำนิดๆ ไว้ผมเกรียนๆ เหมือนทหาร แต่ไม่ผอมมากนะคะ แบบออกล่ำๆมากกว่า หน้ายิ้มๆ อารมณ์ดีๆ ใส่เสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้ม ฮีบอกว่า ฮีก็ไปร่วมทำบุญกับหลวงพี่บนดอยด้วยนะ ฉันก็แบบ โอ้ดีจัง โมทนาๆ เค้ายังบอกอีกว่า ถ้าเรียกก็จะออกมา ให้มาช่วยงานบุญ ฯลฯ ได้เลย แต่ถ้าปกติก็อยู่เงียบๆ ให้อีกคนออกหน้าแทน

เลยมาเม้าถามเล่นๆ ว่ามีไหมคะ กร๊ากกกกกกก

สงสัยฉันจะดูหนังมากไปก่อนนอน

#16 By Rinna ♥ on 2009-03-03 22:03

#7-#12

เห็นด้วยจ้า

#13

โอ๊ะ... จริงทีเดียว ดับเสียที่เหตุเลย สาธุ ๆ

ปล. ไม่เห็นท่านมหาฯ อัพตอนต่อไปล่ะขอรับ

#14

ลือกันว่า ท่านได้โสดาบันแล้วนะ แต่ดันหนีไปแต่งงานซะแล้ว เฮ้อ... สังสารวัฏนี่น่ากลัวจริง ๆ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#15 By Dhammasarokikku on 2009-03-03 21:58

สาธุครับ
ไม่เคยอ่านหนังสือของ ดังตฤณ คงต้องไปหาอ่านบ้างซะแล้ว big smile Hot!

#14 By นักรบ on 2009-03-03 21:40

ทำคุณคนไม่ขึ้น แสดงว่ายังมี "อยาก" ให้เขาระลึกคุณอยู่ อย่างไรเสียก็เป็นทุกข์ สู้ทำคุณเฉย ๆ ขึ้นไม่ขึ้นก็ชั่ง ไม่ได้เนาะ อย่างไรเสียทำความดี ต้องดีอยู่แล้ว

#13 By mahaoath on 2009-03-03 19:48

จะพยายามสวดมนต์ให้บ่อยๆ ขึ้นค่ะ ><Hot!

#12 By Minpanda on 2009-03-03 18:53

Hot!

#11 By Rinna ♥ on 2009-03-03 18:26

รู้สึกว่าทำบุญคุณคนไม่ขึ้นเหมือนกันคะ เดี๋ยวนี้อยากทำก็ทำไปละคะ ไม่ได้ไปนึกว่าจะเป็นบุญเป็นใคร พอคิดอย่างนี้ก็สบายใจขึ้นคะ แต่ว่านะ มีคนมาชอบทวงบุญคุณสิคะ ทั้งๆที่คนนั้นไม่ได้ทำอะไรให้เราเลย embarrassed

#10 By Paa orKant on 2009-03-03 17:59

Hot! Hot! Hot!
จดไว้เกิดประโยชน์ เผื่อว่าเคย..

นมัสการ..

#9 By on 2009-03-03 15:50

อ้าว พระปัจเจกพุทธเจ้าล่ะ หลวงพี่ confused smile

เมื่อวันอาทิตย์ อาจารย์ก็พึ่งบอกว่า
องค์หลวงพ่อให้ขอขมาพระรัตนตรัยอย่างน้อยวันละครั้ง

surprised smile

#8 By klu (124.121.180.178) on 2009-03-03 15:41

ประเด็นที่ตัวละครทั้งสองทะเลาะกัน น่าจะเป็นเพราะทั้งสองมาถึงจุดแยกระหว่างการปฏิบัติธรรมเยี่ยง "คฤหัสถ์" และ "บรรพชิต" (มุ่งความหลุดพ้น) ก็ได้นะคะ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้ามคฤหัสถ์ไม่ให้ครองเรือนสืบสกุล และท่านยังยอมรับว่ามีอริยบุคคลหลายท่าน บรรลุธรรมขณะเป็นคฤหัสถ์ (ที่บรรลุอรหันต์ยังมี)

คฤหัสถ์ผู้บรรลุธรรมขั้นต่ำกว่าอนาคามี ยังสามารถครองเรือน มีบุตร มีบริวารได้ อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นตัวอย่าง

แต่หากประสงค์จะบำเพ็ญถึงขั้นหลุดพ้น หลายท่านจะละวางและเอาตัวออกห่างจากการมีครอบครัว ไม่มุ่งผูกพัน ไม่มีทายาทสืบสกุล อย่างครอบครัวของพระมหากัสสปะขณะครองเรือนเป็นตัวอย่าง

ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าใจสภาพของตนเป็นอย่างดี ย่อมเข้าใจเหตุและปัจจัยในการครองตนและครองเรือนของตน และดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์แห่งการปฏิบัติธรรมของตน แต่ผู้ปฏิบัติที่ไม่เข้าใจอาจเกิดความสับสนและบริภาษพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นได้ ดังในเรื่อง คาดว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งประสงค์จะมุ่งหาความหลุดพ้น จึงไม่คิดมีบุตร แต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งประสงค์จะปฏิบัติธรรมอย่างคฤหัสถ์ จึงยังคิดจะมีบุตรอยู่ เป็นเหตุให้ทะเลาะกันเยี่ยงนี้

ดิฉันได้อ่านเนื้อหาคร่าว ๆ จากใน entry นี้แล้วมีความเห็นเช่นนี้ หากหลวงพี่ จขบ. เห็นว่าผิดพลาดอย่างไรขออภัยและได้โปรดชี้แนะเป็นธรรมทานด้วยค่ะ

คำขอขมามีประโยชน์มากค่ะ Hot!

#7 By lexManarae on 2009-03-03 14:16

#1-#4

สาธุจ้า

#5

กรรมที่มีผลหนัก ต้องประกอบด้วยเจตนา ครับ
แต่ถ้าไม่ประมาท ก็ขอขมาไว้เนือง ๆ ดีกว่า ครับ
เพราะไม่รู้ว่า เราไปปรามาสไว้ตอนไหนบ้าง

กรรมแม้เล็กน้อยเพียงใด ที่ไม่ให้ผล ไม่มี ครับ

กรรมที่ปราศจากเจตนา ก็มีผล ครับ แต่ผลน้อยกว่า กรรมที่ประกอบด้วยเจตนามาก

ขอขมาเป็นภาษาไทยสั้น ๆ แต่ให้ได้ใจความก็ได้ ครับ

คำขอขมา หรือกระทั่งบทสวดมนต์ ต่อให้ยาวแค่ไหน สวดบ่อย ๆ ภาวนาบ่อย ๆ เดี๋ยวมันก็จำได้เองละ ครับ

สำคัญ คือ ต้องตั้งใจ คิดไปตามบทสวด หรือบทขอขมาด้วย
ถ้าว่าไปแบบนกแก้ว นกขุนทอง บางทีว่ายาวยืดสามวาแปดวา ก็สู้คนที่ตั้งใจจริง ว่าแค่สั้น ๆ ไม่ได้ ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2009-03-03 13:58

Dhammasarokikku View my profile