Matrix blinds you from the truth...

ประโยคเด็ดจากหนังเรื่องเดอะแมทริกซ์ กลับมากระแทกใจอีกครั้ง หลังห่มผ้าเหลือง

หลังจากเข้ามาห่มผ้าย้อมน้ำฝาดได้สองปีกว่า รู้สึกว่า โลกทัศน์เปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้กระทั่งการดูภาพยนตร์ ถ้าเป็นฆราวาส ประโยคเด็ด คงเป็นประโยคอื่น

 

This phrase hit me again after I have become a monk. After 2 years of my monkhood, I realised that my vision had changed greatly, even in terms of watching movies. If I still were a layman, my favourite movie phrase might be something else.

 

ประโยคดังกล่าวแปลว่า "แมทริกซ์ซ่อนคุณจากความจริง" หรือ "แมทริกซ์ทำให้คุณไม่สามารถเห็นความจริง" ชวนให้คิดถึงหลักธรรมในศาสนาพุทธซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ได้ว่า "อวิชชาซ่อนคุณจากความจริง" หรือ "อวิชชาปิดกั้นคุณจากความจริง"

 

That “Matrix blinds you from the truth” reminds me of dharmic principle that could  also be implied that “nescience (avijja) blinds you from the truth”.

 

ภาพยนตร์ดังกล่าว เล่าถึงชีวิตคนในอนาคต ที่ถูกเสียบปลั๊ก (plugins) เข้ากับระบบที่เรียกว่า แมทริกซ์ แล้วเข้าไปใช้ชีวิตในโลกเสมือน ตั้งแต่เกิด จนตาย โดยไม่รู้เลยว่า ตัวเองอยู่ในโลกเสมือน เพียงเพื่อเป้าหมายแท้จริงของระบบ คือ เป็นแหล่งพลังงานให้กับแมทริกซ์

 

The matrix tells story of people who are plugged in to the matrix system, living in virtual world, believing it’s real. Until their deaths, no one realised that their real bodies have been used as energy source for the system.

 

ความจริงอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ยังหาช่องลงไม่ได้ พอดีคุณ nora เม้นท์มาแนะนำให้อ่านเอ็นทรี่ เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่* ซึ่งตรงกับคอนเซ็พท์ของหนังพอดี

 

I was thinking to write about this for a while, but couldn’t find the right description to it until Mr. Nora recommended me and article about Descartes’s concept of “I think therefore I am”, which suits the main idea of this movie very well.

 

เคยได้ยินมานานแล้ว ครับ ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แต่ไม่รู้ชื่อของนักปรัชญา มาได้รู้อย่างเป็นทางการในเอ็นทรี่นั้นว่ื่าชื่อ 「เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes)」 ที่คิดเรื่องการที่สัมผัสทั้งห้าของคนเรา (การมองเห็น/ตา, การได้ยิน/หู, การได้กลิ่น/จมูก, การรู้รส/ลิ้น, การสัมผัส/กาย) เชื่อถือได้หรือไม่ หากเชื่อถือไม่ได้ สิ่งที่เราเห็น หรือจับต้องได้ ก็ไม่ได้มีอยู่จริง

 

This phrase is nothing new to me, but I didn’t know that the philosopher’s name was René Descartes, who thought about whether our 5 basic senses is trustworthy. If not, all the things we have sensed, might not exist.

 

เป็นไปได้ไหมว่า เราทั้งหลาย ถูกประสาทสัมผัสทั้งห้า ร่วมกันหลอก เช่น ขณะนี้ ท่านกำลังมองดูจอคอมพิวเตอร์ แล้วสงสัยว่า จอคอมพิวเตอร์มีอยู่จริงหรือไม่ จึงเอื้อมมือไปจับหน้าจอ พอได้จับต้องแล้ว จึงเชื่อสนิทว่า จอคอมพิวเตอร์มีอยู่จริง ๆ แต่หากเกิดว่า ตาก็หลอกเรา มือที่ไปสัมผัสจอคอมฯ ก็หลอกเรา จอคอมพิวเตอร์ก็อาจไม่ได้มีอยู่จริงก็ได้

 

Is it possible that all the senses also blinds us from the truth. Now that we are looking at a monitor, does that monitor exist? If we touch it, we would feel it with our hands, we see it with our eyes. But if our senses fool us, then we have no prove of its existence.

 

ในเรื่องแมทริกซ์ ก็กล่าวถึง การไม่มีอยู่จริงของวัตถุธาตุ ในแง่ของ การหลุดเข้าไปอยู่ในโลกเสมือน "ความเชื่อ" ทำให้สิ่งนั้น มีอยู่จริงในโลกเสมือน "ความเชื่อ" เกิดจากการที่คนเราถูกประสาทสัมผัสทั้งห้า หลอกเอาว่า วัตถุธาตุ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนท้ายของเรื่อง นีโอ เกิดตาบอด หรือ เรียกว่า เสียจักษุประสาท ทางศาสนาพุทธเรียกว่า จักขุวิญญาณ ไป ต้องรับรู้แมทริกซ์ด้วยใจ ทำให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป (ในหนังเห็นเป็นภาพของแสง)

 

The movie talks about nonexistence of all substances in the way that the virtual world we live in make us “believe” they are real through our senses. In the end that the main character NEO lost his sight, he learned to use his heart instead of his eyes, thus making him perceive the world differently. (The movies demonstrate his vision as light).

 

แนวคิดเช่นนี้ อาจใช้อธิบายหลักการของอภิญญาสมาบัติว่า ผู้ที่ได้อภิญญา รับรู้โลกแตกต่างจากคนธรรมดา คนธรรมดาเห็นจอคอมฯ เป็นจอคอมฯ แต่ผู้ที่ได้อภิญญา เห็นจอคอมฯ เป็นธาตุดิน!!!

 

This thought could be used to explain that the person with higher psychic powers (Apinyasamabutta : in Thai) perceive things different from other people. We might see the computer screen and it is, but those ones might perceive this as a kind of solid element!!!

 

และนีโอ คือ ผู้ที่ได้อภิญญาสมาบัติ จึงสามารถทำสิ่งที่คนทั่วไป เห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ได้ เพียงแค่จิตของนีโอ เลิกเชื่อสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส และสัมผัส จิตรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในมุมที่ต่างออกไป

 

According to the movie, NEO might represent the supernormal power people (Apinyasamabutta) who could do  super natural things we thought extraordinary, for his mind had stopped believing in those senses.

 

อย่าเพิ่งเชื่อ ครับ เพราะข้าพเจ้่าก็มิได้มีอภิญญาสมาบัติ แค่ความคิดฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อเท่านั้น

 

Well.. please don’t believe this just yet, as I, the imagineer, has none of those powers. This is just my thought.

 

ย้อนมาดูประโยคเด็ดที่ว่า Matrix blinds you from the truth. พระพุทธเจ้าค้นพบมานานเนนักหนาแล้ว ครับ มีบางสิ่งบางอย่างปิดกั้นเราจากการรับรู้ความจริงของโลก สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ มิได้กระจอกงอกง่อย ผิวเผินเพียงแค่นี้ด้วยซ้ำ แต่ลึกซึ้งกว่านี้มากมาย สิ่งที่เหล่านักคิด หรือนักปรัชญา เข้าไปรับรู้ เป็นเพียงขั้นตอนเดียว จากสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ถึง สิบเอ็ดขั้นตอนการเกิดทุกข์ ที่เรียกเป็นภาษาบาลีน่าปวดหัวว่า "ปฏิจฺจสมุปฺบาท"

 

That “Matrix blinds us from the truth”, the Lord Buddha had taught about this a many thousand years ago. There is really something that blinds us. What he had taught is even a lot more profound than the Matrix philosophy which is just a very few first basics.  The teaching is called “the Dependent Origination” or “patija samupata”. It explained the 11 steps of things that cause sufferings. While other philosophers had just started to realise the relationship of their causes and effects, Buddha also taught how to end them. 

 

และตอกย้ำความเป็นเลิศในสกลจักรวาล ด้วยวิธีดับทุกข์ หรือวิธีการหักสายปฏิจฺจสมุปฺบาท ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ขณะที่เหล่านักปรัชญา หรือนักคิด ทำได้แค่เพียง รับรู้ คิด พิสูจน์ว่า สิ่งนั้น สิ่งนี้ มีอยู่จริง เป็นเหตุเป็นผลกัน

เหล่านักคิดทั้งหลายในโลก ก็คิดจินตนาการกันไป ครับ ให้ดูแอ๊ดว๊านซ์ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ใช้ถ้อยคำสวยหรู แต่ไม่มีใครพ้นทุกข์สักคน เพราะเขาทั้งหลาย ยังวนเวียนอยู่กับการใช้ความคิด และศักยภาพของสมองมนุษย์ก็มีข้อจำกัดมากมาย

 

While these famous thinkers continued to think in more and more advance levels, making things more and more complicated, none have been freed from sufferings as they kept thinking within human brain limitation.

 

ทว่าเพียงแค่สิ่งเล็กน้อยในปฏิจฺจสมุปฺบาท นำมาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ คนก็ตื่นเต้น วี๊ดว้าย กระตู้วู้ว่า ช่างเป็นปรัชญาที่เลอเลิศในปฐพี คนที่คิดได้ช่างเก่งกาจสามารถ คนที่รู้ตามได้ก็ฉกาจไม่ยิ่งหย่อน นั่นเป็นเพราะการรับรู้บางส่วนของปฏิจฺจสมุปฺบาท เป็นสิ่งที่ไม่เกินวิสัยศักยภาพสมองของมนุษย์ ครับ แต่การรู้ปฏิจฺจสมุปฺบาทตลอดสาย เป็นสิ่งที่ล่วงวิสัยมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ทำให้ศาสนาพุทธไม่ได้รับความสนใจยอมรับเท่าที่ควร คนหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคิด

เลิกคิดต่างหาก จึงจะเกิดปัญญา เลิกคิดต่างหาก จึงจะเข้าถึงความจริง

 

Just stop thinking, the truth will reveal itself.

 

หากคนเราหลุดพ้นได้ด้วยความคิด ด้วยการเข้าใจหลักปรัชญา โลกนี้คงเต็มไปด้วยพระอรหันต์ เดินกันขวักไขว่ มิต้องรอถึง ๑ พุทธันดร จึงมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหนึ่งพระองค์หรอก ครับ

 

If sufferings could be ended by thinking or understanding some philosophies, then this world must have been full of the enlighten people walking on the street. No need to wait for one Buddha-interval (the period between the appearance of one Buddha and the next : very long long time), to have a new Buddha. 

 

ยังมีคนอีกมากมาย ครับ ที่คิดว่า ศาสนา เป็นเรื่องของการ "ทำใจ" ให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข บ้างคิดว่า เป็นเรื่องของการยำเกรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนเหล่านี้บ้างอ้างว่า เขามิได้นับถือศาสนาใด หรืออีกนัยหนึ่ง เขานับถือตัวเอง มากกว่าสิ่งใดในจักรวาล บ้างคิดว่า คนเราเป็นสุขเพราะได้คิด ความคิดพาให้เพลิดเพลิน

 

There are many out there who have a misconception that religion is just something to soothe their minds, making them live their lives happily. Some thought religion is all about believing supernatural powers. Some claims they have no religion, which in a way means they only respect themselves more than anything. Some has a misconception that thinking would make them happy.

 

ในแง่ศาสนาพุทธ คนเราทุกข์ เพราะความคิด ครับ

 

But in Buddhism, thinking leads to sufferings.

 

มียืนยันในบทสวดมนต์ด้วยว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา" แปลว่า ความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย (สังขารทั้งหลาย) เป็นทุกข์ แต่คนเหล่านั้น รู้สึกเป็นสุขที่ได้คิด ก็เพราะเขาไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาคิดว่า เป็นสุข แท้จริง คือ ความทุกข์ที่ละเอียดขึ้น

ข้าพเจ้ามิได้อยากจะยัดเยียดความเชื่อกระไรให้คนเหล่านั้น เพียงอยากท้าว่า "เอหิปัสสิโก" จงเข้ามาดูสิ ศึกษาสิ อย่าคิดแต่ว่า ศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ทึกทักเอาว่าเป็นอย่างที่ตนคิด 

 

I have no intention to push all these concept into anyone’s head. But I would like to challenge them to come and see or study what the Lord Buddha said instead of assuming the Buddha will be like this and that.

 

เนื้อหาในเอ็นทรี่นั้น กล่าวอีกว่า คนเรามีอยู่ เพราะความคิด หรือเพราะเราคิด เราจึงมีอยู่

 

Descartes said “I think therefore I am”.

 

ในแง่ศาสนาพุทธ เรามีอยู่ตลอดกาล เพราะเราคือจิต ครับ เรา หรือจิต มาเสียบปลั๊ก (plugins) เข้ากับ รูปในขันธ์ห้า หรือ ร่างกายเรานี่แหละ จึงกลายเป็นคนขึ้นมา ร่างกายของเรานี่แหละ ที่เป็นแมทริกซ์

 

But in Buddhism, there is the concept of oneself eternally exists as oneself is one’s mind. We plugged our minds to our bodies and became human. This is why our body is part of the matrix.

 

เอาละ เนื่องจากเรื่องนี้ ค่อนข้างหนักกระโหลก ขออารัมภบทไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ตอนหน้า จักมาสาธยายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

Well.. since this is kind of complicated, I will elaborate more in my next entry.

 

จบตอน ๑

 

Credit English version to : Ms.Rinna the translator.

edit @ 27 Apr 2009 10:13:14 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โดนใจครับ หนังเรื่องนี้ทำให้คิดถึงอวิชชา และวิชชาเช่นกัน ไว้ล้อกออนด้วย pc แล้วจะมาถวายดาวครับ

#1 By mahaoath on 2009-04-21 06:46

ซึ้งเลย นะเนี้ยHot!

#2 By โดโด้* on 2009-04-21 06:59

^___________^

#3 By THEBEE on 2009-04-21 07:33

Hot! Hot!

#4 By ลิงหกกะล้ม on 2009-04-21 08:06

ชอบมากๆ ชอบหลายๆ รอตอนต่อไปอยู่ขอรับ Hot! Hot! Hot! Hot!

ไม่ได้ดูเรื่องเมตริกซ์ (เพื่อนแซวอยู่เหมือนกันว่าไปอยู่ป่าไหนมา sad smile )
แต่ได้ฟังเพื่อนๆ เล่าอยู่บ้างเหมือนกัน เขาว่าแฝงปรัชญาไว้เยอะ จริงรึเปล่าขอรับ

#5 By นักรบ on 2009-04-21 09:09

นึกถึงตอนท้าย ที่สุดแล้วนีโอ ก็ต้อง ละ ต้องยอมสละ ตัวตนของตน คงเหมือนกับตอนที่พระอนาคามี ต้องละ มานะ กระมัง ( เอ สปอยเนื้อเรื่องหรือเปล่าหนอ big smile ) Hot!

#6 By mahaoath on 2009-04-21 09:30

Hot! Hot! Hot!

Matrix blinds you from the truth...

ในความคิดผม คนส่วนใหญ่ที่เก่งในทางสร้างสรรค์ระดับโลกในอดีตและปัจจุบัน ก็รับรู้ถึงเรื่องนี้

#7 By tomatong on 2009-04-21 10:36

PinG~ จริงครับ คนเราุทุกข์เพราะคิด ไม่คิดก็ไม่มีทุกข์ confused smile

Hot! Hot! Hot!

#8 By Pl@y-M@Te on 2009-04-21 11:29

ข้อดีก็คือว่า อย่างน้อยความจริงเหล่านี้ก็แพลมๆมาให้ชาวโลกได้เห็นกันบ้าง ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดของปฏิจจสมุปบาทก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้คนได้หันมาฉุกคิดพิจารณากันบ้าง แทนที่จะใช้ชีวิตหลงในเมตริกซ์ไปเรื่อยๆหลายร้อยหลายพันชาติ ถึงจะเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าหนังเรื่องเมตริกซ์นี่ ได้เสนอแนวคิดและมุมมองใหม่ๆ ไม่แน่ อาจจะมีคนเริ่มศึกษามากขึ้นและปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น เพราะได้ดูเมตริกซ์แล้วเกิดปิ๊งขึ้นมาก็เป็นได้นะคะ โฮะๆๆๆ

#9 By Rinna ♥ on 2009-04-21 13:27

Hot! Hot!

เพราะเหตุ จึงเกิดผล

big smile

#10 By K r a i on 2009-04-21 13:30

เป็นไปได้ไหมว่า เราทั้งหลาย ถูกประสาทสัมผัสทั้งห้า ร่วมกันหลอก ?
คิดได้ไงเนี่ยยย Hot!
แต่เรื่องธรรมะยังหนักไปสำหรับลูกเป็ดผู้อ่อนด้อย
เรื่องธรรมะ แต่กำลังตั้งใจศึกษาเพิ่มเติมค่ะ
จะaddไว้เพื่อติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ

#11 By ลูกเป็ด on 2009-04-21 14:38

แอบถามหลวงพี่ไว้ในคอมเม้นท์ต่อมาค่ะ ก๊อบมาให้ตรงนี้ด้วยเลยละกันนะคะ ยังงงอยู่ แฮ่

หลวงพี่ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะคิดเรื่องอจินไตยค่ะ แค่อยากรู้ว่า อะไรบาป อะไรไม่บาป ถ้าบาปฉันจะได้ไม่ทำ แต่อะไรที่นอกเหนือไปจากศีล 5 ศีล 8 ศีล ฯลฯ ฉันก็จะงุนงง ก่งก๊งมากค่ะ บางทีฉันนั่งทำตุ๊กตาเล่น ฉันก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นบาป ฉันทำตุ๊กตาแล้วมีอิมแพคต่อผู้คน ฉันก็เห็นว่าไม่ผิดศีลข้อไหน ก็เลยไม่คิดว่าเป็นบาป แต่มันดันมีผลลบต่อสังคมมากกว่าผลบวก จริงๆแล้วฉันมาติดอยู่ตรงนี้หลายครั้ง เช่นประเด็นเรื่องการทำหมันสัตว์ พิจารณาแล้ว มันก็ต้องทำ เพื่อหลายอย่าง เช่น รักษาสุขภาพของสัตว์ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหมาจรจัดเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นปัญหาสังคม แต่หลวงพี่บอกว่าเป็นบาป ดังนั้นฉันจึงไม่มีหลักยึดอะค่ะ ว่าอะไรบาปไม่บาปกันแน่ ที่ตั้งคำถามขึ้นมา ก็เพื่อหาแนวทางว่า ทำอย่างไร จึงจะไม่ไปเผลอทำอกุศลกรรมเข้า ก็เท่านั้นเองค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษากาย วาจา ใจ ให้ไปในทางที่เป็นกุศล

เรื่องเช่นว่า ตบยุงแล้วต้องเป็นงั้นเป็นงี๊ ฉันไม่คิดค่ะ มันเหมือนตีค่าราคาของบาปขึ้นมาในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ฉันแค่อยากรู้ว่า โอเค ตบยุง เป็นการฆ่าสัตว์ เป็นบาป ฉันจะได้หาทางเลี่ยง มีเจตนาแค่นั้นค่ะ

ถ้าไม่ใช่ศีลแล้ว เราจะหาหลักยึดจากไหนอะคะ เพื่อพิจารณาว่าอะไรบาปไม่บาป เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตให้ถูกทางอะค่ะ

#12 By Rinna ♥ on 2009-04-21 14:56

#12 คิดว่าน่าจะหลงประเด็น เอาสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้ ไปวัด โดยใช้หลักชั่งตวงในปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ได้ให้อะไรนอกจากความหลงผิดครับ

ที่สำคัญ "ศีล" ไม่ใช่กฏหมาย(และก็ไม่ได้แปลว่ากฏมายด้วย) ที่ตายตัว
ผิดศีลข้อหนึ่งโดนตัดคะแนนการขึ้นสวรรค์หนึ่งคะแนน ผิดข้อสามโดนตัดห้าคะแนน อย่างนั้นไม่ใช่

บาปหรือไม่บาปผมมันขึ้นอยู่กับผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นตามหลังครับ (ซึ่งมันก็จะแปรไปตามธรรมชาติ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม มนุษย์ และตัวเราเอง)
เช่น ฆ่าพระสงฆ์แล้วบาปหนัก ซึ่งบาปที่จะตามมาคือ การลงโทษของกฏหมาย กฏจารีต สภาพจิตใจของคุณที่ไปฆ่าคน และโดนกดดันจากการไล่ล่าตามจับกุม ฯลฯ ต่างๆนาๆ

#13 By ilumin on 2009-04-21 16:27

เป็นไรที่งงมากเลยล่ะ ความนัยเรื่องนี้ big smile big smile big smile
#13 ขอบคุณที่พยายามช่วยตอบค่ะ แต่ฉันอ่านแล้วก็ยังงงอยู่ดี สงสัยฉันจะด้อยปัญญา พอดีนี่เป็นเรื่องที่ฉันกับหลวงพี่คุยกันต่อมาจากอีกเอนทรี่นึงค่ะ

ฉันไม่ได้กำลังพยายามตีค่านะคะ ว่าอะไรบาปกี่หน่วย แต่วันนึงเมื่อฉันทำงานนิทรรศการตุ๊กตาอยู่ โดยตั้งใจให้คนที่เห็นเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ แต่ผลลัพธ์ออกมาเป็นว่า คนที่เห็นแทนที่จะสร้างสรรค์ เกิดโก่งราคาขายของกันอย่างบ้าเลือด โกงเงินกัน แย่งชิงตุ๊กตา ฯลฯ จริงๆฉันก็ว่าไม่เกี่ยวกับฉัน แต่เมื่อวานได้ไปนั่งคุยกับหลวงพี่ ท่านเลยเตือนมาว่า ถึงเจตนาจะดี แต่กรรมที่เป็นผลของการกระทำก็มีอยู่ดี ยังไงมันก็บาป ฉันก็เลย แบบ เอ๊ะ!! ถ้าทำตุ๊กตามันบาป แล้วฉันจะเอาหลักเกณฑ์อะไร มากำหนด ว่าอะไรบาปอะไรไม่บาป งงมั๊ยคะ

ทำนองเดียวกัน เหมือนเรื่องก่อนหน้านี้ ที่ฉันเคยคุยกับหลวงพี่ไว้นานแล้ว ว่าการทำหมันหมาจรจัด หลวงพี่บอกฉันว่า การทำหมันเป็นบาป ไม่ควรทำ แต่สำหรับฉันเห็นว่ามันช่วยลดปัญหาสังคมและเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของหมา เช่นแม่หมาตัวนึงที่ผ่ายผอม มีลูกหลายครอกลูกเกิดมาก็ป่วย แม่เลี้ยงไม่ไหว ป่วยตายทรมาน แม่หมาก็โทรม ฯลฯ ถ้าเราเป็นคนเลี้ยงดูหมา เราคิดว่าการทำหมัน เป็นการช่วยให้มันสุขภาพดีขึ้น โทรมน้อยลง แต่ถึงจะเจตนาดี ก็บาปอยู่ดี... แล้วเราจะทำอะไรได้อะคะ?

ประเด็นพวกนี้ต่างหากค่ะ ที่ฉันถามหลวงพี่ คือปกติ คนเราวางตัวอยู่ในศีลธรรมอันดี ฉันไม่เคยคลางแคลงใจ ว่าถ้าเรารักษาศีลดีแล้ว เจริญสติ เจริญภาวนา อื่นๆมันจะเป็นอะไรที่เป็นอกุศล แต่พอมาประเด็นที่ว่า ฉันทำตุ๊กตา แล้วเป็นอกุศลปั๊บ ฉันก็เริ่มรวนค่ะ ว่าอ้าว... มันไม่ผิดศีล แต่ถ้ามันบาป แปลว่า มันมีหลักพิจารณาการกระทำต่างๆอื่นๆที่ไม่ใช่ศีล??

ฉันไม่ใช่โปรพุทธศาสนานะคะ แล้วก็เป็นผู้หญิง จึงไม่เคยบวชด้วย ได้แต่ปฏิบัติรู้ตามคำสอนพระอาจารย์ปราโมทย์ไปวันๆค่ะ อาจจะมีโอกาสใกล้ชิดพระพุทธศาสนาน้อยกว่าคุณเบอร์ 13 ซึ่งอาจจะผ่านการบวชมาแล้ว ฯลฯ ฉันก็ถามในข้อสงสัยทั่วๆไป ถ้าคุณเบอร์ 13 จะกรุณาอธิบายให้กระจ่างกว่านี้ได้ ฉันก็จะขอบคุณมากค่ะ

#15 By Rinna ♥ on 2009-04-21 17:02

ตอนดูเมทริกก็แอบผูกเรื่องกับพุทธศาสนาเหมือนกันค่ะ

แถมนีโอยังเป็นเดอะวันคนที่6 ตอนฟังก็มาคิดว่า ที่ได้เรียนมาคือพระพุทธเจ้ามี5พระองค์

สงสัยค่ะ...ว่าหลังจากสมเด็จพระศรีศากยะมุนีแล้วจะไม่มีพระพุทธเจ้าอีกเหรอคะ อย่างนั้นก็แย่น่ะสิคะ ขนาดเรานับถือศาสนาพุทธ มีศาสนาพุทธกันแท้ๆ โลกยังวุ่นวาย เราก็ยังไม่หายจากทุกข์
ทุกครั้งที่คิดแบบนี้ก็รู้สึกว่า...ชาตินี้เรานี่โชคดีจัง

เกิดเป็นมนุษย์แล้วพบพุทธศาสนา สาธุconfused smile

#16 By *~citrus~* on 2009-04-21 19:08

#15

ไม่ขอยืนยันว่า คำตอบต่อไปนี้ เป็นคำตอบสุดท้ายนะ ลองเอาไปพิจารณาเอง

สิ่งที่อธิบายไป มาจากความเข้าใจส่วนตัว หลังจากอ่านคิริมานนทสูตร

ในพระสูตรนั้น บุญ บาป เป็นเรื่องทางใจ ล้วน ๆ

ข้าพเจ้าขอแยกออกมาอีกส่วน คือ กุศลกรรม กับ อกุศลกรรม ซึ่งคือ การกระทำที่เป็นรูปธรรม ทางกาย วาจา

ตกลงตอนนี้มี ๒ ส่วนนะ บุญกับบาป เป็นเรื่องทางใจ
กุศลกรรม กับอกุศลกรรม เป็นเรื่องทางกาย กับวาจา พอเข้าใจมะ

โดยทั่วไป สองส่วนนี้ มักจักไปด้วยกัน เขาเลยเหมารวมเป็นบุญ เป็นบาปอย่างเดียว

ขอยกเคสให้เห็นชัด ๆ เพชฌฆาต ฆ่านักโทษ ตามคำสั่งของพระราชา ผิดหรือถูก บาปหรือไม่บาป ตายแล้วไปสวรรค์หรือนรก

คำถามนี้ ไม่สามารถตอบแน่นอนตายตัวได้ว่า ผิดหรือถูก บาปหรือไม่บาป ตายแล้วไปไหน ต้องดูบริบทอื่นอีก

ซึ่งต้องย้อนถามกลับว่า เพชฌฆาต ฆ่าด้วยใจยินดี ที่ได้ฆ่าคนหรือเปล่า หรือทำด้วยหน้าที่ ตามคำสั่งของพระราชา มีความโกรธเกลียดนักโทษเจือปนลงไปในการฆ่าด้วยหรือเปล่า

เพชฌฆาตบางคน อาจพอใจที่ได้ฆ่าคน ชอบดูคนตาย ชอบเห็นเลือด ชอบดูคนดิ้นกระแด๋ว ๆ ชักดิ้นชักงอ ตายไปต่อหน้า เช่นนี้ มีองค์ของปาณาติบาตครบทุกประการ

จิตก็เป็นบาป เพราะพอใจการฆ่า กาย/วาจา ก็คือ ลงมือฆ่า เกิดอกุศลกรรม

เพชฌฆาตบางคน มิได้พอใจในการฆ่า ฆ่าเพราะจำเป็น ไม่มีอาชีพอื่นใดที่ทำได้ ทำไปตามหน้าที่ อย่างนี้ ก็ถือว่า จิตไม่เป็นบาป แต่ถามว่า อกุศลกรรมเกิดไหม? เกิด ครับ เพราะลงมือฆ่า และอย่างที่บอกไป อกุศลกรรมที่ไม่ประกอบด้วยเจตนา วิบากกรรมน้อยกว่ามาก ผลของปาณาติบาต คือ เป็นคนมีอายุสั้น หรือเจ็บป่วย ซึ่งในกรณีหลัง ก็จักเจ็บป่วยเล็กน้อย กว่ากรณีแรก

เรื่องทำหมันหมา เราทำด้วยเจตนาดี จิตไม่เป็นบาป ครับ แต่อกุศลกรรมเกิด เมื่อมีกรรม หรือการกระทำ ผล คือ วิบากก็ตามมา ทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์แล้วถูกตอน หรือเกิดเป็นกะเทย ซึ่งก็ยังมีบริบทอีกมาก ครับ ใช่ว่า พอไปทำหมันหมาปุ๊บ ชาติหน้าไปเกิดเป็นหมา แล้วถูกตอนปั๊บ มีเหตุและปัจจัยอีกมาก จักตัดสินว่า เราสมควรไปเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า พรหม มนุษย์ หรือสัตว์ในอบาย ซึ่งมีจิตสุดท้าย สำคัญที่สุด

ทำนองเดียวกัน เรื่องทำตุ๊กตา จิตมิได้เป็นบาปแน่นอน ถูกไหม ครับ กายกับวาจา ก็มิได้ทุศีล หรือทำร้ายใคร (ผิดกับการทำหมันนะ หลวงพ่อบอกว่า เป็นการไปขวางการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของสัตว์) เพียงแต่วิบาก หรือผลของการกระทำนั้น ส่งผลไปในทางอกุศล ซึ่งชัดเจนว่า ปราศจากเจตนาให้เป็นเช่นนั้น ผลที่เกิดจึงน้อยเหลือเกิน ครับ

สรุปว่า การทำตุ๊กตาสวย ๆ ด้วยความชอบส่วนตัวนั้น ยากเหลือเกิน ครับ ที่จักเป็นบาป

ความไม่สบายใจ มาเกิดตรงที่ หลังงานอีเว้นท์แล้ว เกิดกระแสที่ทำให้เกิดการทุศีลตามมาอย่างมากมาย เลยกังวลว่า สิ่งที่ทำไปแล้ว จักเป็นบาปไหม ขอฟันธงว่า ไม่บาป ครับ เรานั้นไม่เป็นบาปแน่นอน เขาไปเลือกทำบาปกันเอง

อุปมาว่า เราแกะสลักตะเกียบที่สวยงามขึ้นมา ๒ คู่ แล้วเป็นที่ต้องการของคนมากมาย คนหนึ่งที่ได้ตะเกียบไปแล้วเอาไปกินข้าว อีกคนเอาไปแทงคนตาย

ถามว่า เรามีส่วนได้ส่วนเสียกับคนทั้งสองหรือไม่?

ฉันใดก็ฉันนั้น ตุ๊กตาก็เหมือนกัน ผู้บริโภคเป็นคนเลือก ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2009-04-21 19:37

จิตผูกพันถึงเกิดความคิดและความทุกข์

สาธุ

Hot! Hot! Hot!

#18 By nora on 2009-04-21 20:34

ได้ใจคะ ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By Cotton on 2009-04-22 08:24

#17


เวงกรรม งั้นแม่หนูจะบาปไหมเนียะ
พอดีแม่หนูเป็นคนเลี้ยงหมาแทบทั้งซอยคะ เลยจำเป็นต้องตอนบางตัวเพื่อว่าจะได้ไม่ต้องผลิตลูก จะได้้ไม่ออกมาเพ่นพ่านรถชนตาย sad smile

มีวิธีแก้มากกว่านี้ไหมคะ กลุ้มใจจัง sad smile

#20 By Cotton on 2009-04-22 08:33

#15 ผมว่าบาปไม่บาปมันชักจะไปกันใหญ่แล้วหล่ะครับ

คิดว่าขอบเขตของมันมีมากจนเกินไป
จนหลวงพี่ขยายความไปถึงเรื่องของชาติภพ ฟังดูแล้ววุ่นวายดี (ฮาฮา)

ผมคิดว่าถ้าคนเราเวลาทำอะไรลงไปแล้วมามัวคิดว่า เอ...มันจะบาปรึปล่าวที่เราทำเนี่ย บาปมากหรือบาปน้อย
สังคมของเราก็คงจะไม่เดินไปถึงไหนแน่ๆครับ
ดังนั้น ทำอะไรก็ขอให้มันไปในทางดีๆ ที่มีความสุขทางใจ ฯลฯ
และก็ไม่ส่งผลเสียกับคนอื่นๆที่อยู่ในสังคม
อย่างนี้ดีกว่าไหมครับ

หากว่าวุ่นวายกับความเป็นบาปมากจนเกินไป เวลาที่เอาไปครุ่นคิดในเรื่องนั้น มันอาจจะไม่เกิดประโยชน์อันใด นอกจากความงุนงง
เอาเวลาไปสร้างประโยชน์ให้กับคนรุ่นถัดไปดีกว่า *v*

#21 By ilumin on 2009-04-22 10:09

วัดหลวงตาพวงต้นเดือน พ.ค. วันที่เท่าไรครับ แต่คงไม่ได้ไป ใกล้งานห่มผ้าเจดีย์แล้ว open-mounthed smile

#22 By mahaoath on 2009-04-22 12:42

Hot!

#23 By bentie~ on 2009-04-22 12:51

โหหห
ทราบซึ้งมากๆครับ
กายตั้งอยู่และดับไป
กายคือแมททริกหลอกลวงและลุ่มหลง
จิตคือตัวเราโดยเนื้อแท้
หากละกายดับแล้วจิตจักไปไหนคับ



Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
รอตอนต่อไปอยู่คับ big smile open-mounthed smile confused smile

แต่ ไม่ขอมีความคิดเห็นนะคับ จะได้ไม่ทุกข์ หุหุหุ

Hot! ดอกมะลิ

#25 By Brown Zircon on 2009-04-22 16:27

"หากคนเราหลุดพ้นได้ด้วยความคิด ด้วยการเข้าใจหลักปรัชญา โลกนี้คงเต็มไปด้วยพระอรหันต์ เดินกันขวักไขว่ มิต้องรอถึง ๑ พุทธันดร จึงมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหนึ่งพระองค์หรอก ครับ "

เห็นด้วยมากๆๆ ครับ

#26 By Nerd de Scriptorus on 2009-04-22 16:55

ปล. เพิ่งไปเจอมา ไม่ทราบว่าจะเชื่อได้แค่ไหนครับ
แต่รู้สึกจะมีเขียนไว้ด้วยว่า "จิต ไม่ใช่เรา"

http://www.bangkokmap.com/pm/content/view/25/1/

#27 By Nerd de Scriptorus on 2009-04-22 18:08

#5

จริง ครับ สามภาคเป็นสามศาสนาอีกต่างหาก ภาคสองเป็นศาสนาพุทธ (ลุงเอ็ดดี้บอก)

#16

พระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่ ๕ พระองค์ ที่เขาบอกว่า ๕ พระองค์ หมายถึงเฉพาะกัปนี้ เรียกว่า ภัทรกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นถึง ๕ พระองค์ เป็นกัปพิเศษ

พระพุทธเจ้ามีมากมาย ครับ

#20

ก็อย่างที่เขียนไปแล จิตไม่ได้มีเจตนาที่เป็นอกุศล จิตไม่บาป แต่กรรมที่เราไปขวางการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของสัตว์ ย่อมมีผล คือ วิบาก แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผลน้อยมาก ครับ ไม่ต้องไปกังวลหรอก ที่หลวงพ่อท่านพูด ท่านห้ามพระทำ ครับ เพราะพระทำกระไรนิดกระไรหน่อย มันคูณด้วยแสนเท่า ครับ ฆราวาสทำ โดยมีเจตนาดี ผลน้อย ครับ แต่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

#24

ก็หาที่เกิดใหม่ ครับ ท่านเปรียบร่างกายเหมือนรถ พอรถเจ๊ง เราก็ทิ้งรถเก่า ออกหารถใหม่

ร่างกาย คือ รถ เรา คือ จิต

จิตออกหาร่างใหม่ โดยมีจิตสุดท้ายก่อนตาย สำคัญที่สุด จิตเศร้าหมองก็ไปทุคติ จิตไม่เศร้าหมอง ก็ไปสุคติ

ร่างกายใหม่ คือ การเสียบปลั๊ก ครั้งใหม่ ครับ

#27

สันตินันทอุบาสก หรือ อุบาสกนิรนาม คือ หลวงพ่อปราโมทย์สมัยยังเป็นฆราวาส ครับ เชื่อถือได้ ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#28 By Dhammasarokikku on 2009-04-22 19:25

ต่อตอน๒...


ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ
อย่างไงก็ขอฝากผลงานไว้ด้วยนะคะ cry
Hot!

กราบนมัสการครับ
เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่
เพราะมีตัวเรา จึงมีความทุกข์ ดอกมะลิ

#30 By Arthuran on 2009-04-22 19:31

#28 By Dhammasarokikku

เพิ่งทราบเรื่องนี้ครับ
ฟังหลวงพ่อปราโมชย์มาระยะนึงแล้ว
แต่ไม่เคยรู้ประวัติของท่านเลย sad smile

#31 By Arthuran on 2009-04-22 19:36

นมัสการครับหลวงพี่
ผมทำธุรกิจอยู่ แต่ไม่มีดวงด้านบริวารเท่าไร
ทำอย่างไรจึงจะสามารถ เสริมสร้างบริวาร ให้มีมากขึ้นบ้างครับ
ถึงแม้ว่าชาติที่ผ่านมาคงไม่ได้ทำบุญ มีวาสนาผูกพันกับคนอื่นมากนัก

ขอบคุณครับ

#32 By Ed (222.123.213.64) on 2009-04-23 13:29

#32

กางตำราตอบเลยนะ

ท่านว่า ผู้ใดชอบทำบุญด้วยตัวเอง และไม่ชักชวนให้ผู้อื่นทำบุญ ผู้นั้นจักร่ำรวย แต่ไม่มีบริวาร

ผู้ใดชอบทำบุญด้วยตัวเอง และชอบชักชวนให้ร่วมบุญกับตน ผู้นั้นจักร่ำรวย และบริวารมาก

ผู้ใดไม่ชอบทำบุญด้วยตนเอง แต่ชอบชวนคนอื่นมาทำบุญ (เช่น ชอบแจกซองผ้าป่่า แต่ตัวเองไม่ใส่ซองสักบาท) ผู้นั้นจักมีบริวารมาก แต่ทำเท่าไหร่ไม่มีเหลือ

ผู้ใดทั้งไม่ชอบทำบุญด้วยตัวเอง ทั้งไม่ชอบชวนผู้อื่นมาทำบุญ ผู้นั้นจักยากจนเข็ญใจ

ผู้ใดเห็นคนอยากจักทำบุญ แล้วเข้าไปขัดขวาง ผู้นั้นจักไปอบาย

นั่นเป็นเรื่องในชาติก่อน ๆ แต่เชื่อเหอะ มันต้องมีนิสสัยที่ติดมาจนถึงชาตินี้ เช่น ไม่กล้าบอกบุญคนอื่น ได้รับซองผ้าป่ามายี่สิบซอง ก็ใส่คนเดียวเองหมด เป็นต้น

เอาละ แม้มาแก้เอาในชาตินี้ คงสายเกินไป กว่าจักให้ผลก็ชาติต่อ ๆ ไป มาดูอนุพุทธะ ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ที่เป็นเอตทัคคะทางด้านผู้มีบริวารมาก

ท่านชื่อ อุรุเวลกัสสปะ มีบริวารถึง ๕๐๐ ถามว่า เหตุใดท่านจึงมีบริวารมาก วิสัชนาว่า เพราะท่านรู้จักสงเคราะห์บริวาร ด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง

ฟังดูเผิน ๆ อาจจักรู้สึกว่า เรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็รู้กัน ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่พิจารณาดูให้ดีเถิดว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยอามิสบ้าง ท่านทำสมบูรณ์ดีหรือ เวลาบริวารเดือดร้อน ท่านได้ช่วยเหลือเขามากน้อยเพียงไร

หรือแม้ไม่สามารถช่วยเขาด้านทรัพย์ได้ ท่านได้สงเคราะห์เขาด้วยธรรมหรือไม่

หลักการสงเคราะห์กันในศาสนาพุทธ ท่านแจงไว้ คือ สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ ทาน-การให้, ปิยวาจา-พูดจาไพเราะ, อัตถจริยา-ช่วยเหลือเกื้อกูล ด้วยน้ำใสใจจริง, สมานัตตตา-การไม่ถือตัวถือตน

หากท่านมีครบทั้ง ๔ ประการ มิต้องไปรอดวงบริวารดอก ท่านสามารถมีบริวารมากได้ตั้งแต่ชาตินี้เลย ดวงในศาสนาพุทธ ก็คือกฏแห่งกรรม หรือกรรมเก่านั่นแล ท่านสั่งสมนิสัยที่จักไม่มีบริวารมา ท่านจึงไม่มีบริวาร

ถ้าดวงท่านเป็นเช่นนั้น ก็ทำลายดวงในอดีตของท่านเสีย แล้วลิขิตดวงชีวิตท่านใหม่ ด้วยมือท่านเอง

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#33 By Dhammasarokikku on 2009-04-23 14:41

#21 ได้คำตอบจากหลวงพี่แล้วค่ะ ว่าอยู่ที่เจตนา และไม่บาป ฉันเองคิดว่า ยังไงคนเราก็ควรคำนึงถึงบาปบุญคุณโทษนะคะ ไม่งั้นเราก็ทำบาปซ้ำแล้วโดยไม่พิจารณาการกระทำของตนเอง ก่อนจะพิจารณาการกระทำของเรา เราก็ต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ถ้ามีพระทักว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นอกุศล ฉันก็ย่อมต้องหาคำตอบ เพื่อที่จะได้ไม่ทำอีกค่ะ ถือว่าเป็นการพิจารณาการกระทำของตนเอง


เอ๊นนี่ย์เวย์

หลวงพี่คะ ฉันกับแป้มแอบสนใจทริปไปหาหลวงตาพวง แต่แอบคิดว่า ค้างยังไงคะ และมีอะไรให้ช่วยเหลือเป็นประโยชน์ได้บ้างรึเปล่า เช่นทำถนน กร๊ากกก ฉันจะได้เตรียมตัวเตรียมการวางแผนได้ถูก รอคำตอบเพื่อไปปรึกษากับแป้มก่อนตัดสินใจนะคะ ขอบคุณค่ะ

#34 By Rinna ♥ on 2009-04-23 16:27

#34

ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่โยมหลินรู้สึกว่า ไปวันเดียว มีเวลาคุยกับหลวงตาน้อยไปหน่อย เลยว่าจักไปค้าง

ตอนนี้กำลังชั่งใจ มีอีกโปรแกรมหนึ่ง ไปร่วมงานทอดผ้าป่า ที่มวกเหล็ก จ.สระบุรี วันที่ ๒ ติดต่อด้วย บริจาคของโรงเรียน ที่ จ.นครสวรรค์ วันที่ ๓

งานที่ จ.สระบุรี ไปรถบัสขนาด ๔๐ ที่นั่ง แต่ต้องบอกล่วงหน้านะ ส่วน จ.นครสวรรค์ ไปรถตู้

ถ้าจักไปหาหลวงตาพวง ต้องบายงานทอดผ้าป่า จ.สระบุรี หรือถ้าไปสระบุรี ต้องไปหาหลวงตาพวงวันเดียวกลับ

ตอนนี้กำลังรวบรวมสมัครพรรคพวกที่สนใจไป ดูว่า ทริปไหนน่าไปกว่ากัน

คร่าว ๆ เป็นว่า โยมรินนา และน้องแป้ม สนใจ(อย่างมาก) ก็แล้วกัน

มีกระไรคืบหน้า จักรายงานเพิ่มเติม

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#35 By Dhammasarokikku on 2009-04-23 17:32

โฮก นั่งฟังหลวงตานอนสต๊อป 3 ชม.ครึ่ง ฉันอิ่มจนจุกเลยค่ะ แฮ่

ไปมวกเหล็กก็น่าสนใจนะคะ อันไหนก็น่าสนใจไปหมด แต่สำหรับฉันแล้ว ไปเช้าเย็นกลับจะมีเปอร์เซนต์เป็นไปได้มากกว่าค่ะ ขอรอดูกำหนดการวันเวลาอีกที แต่วันที่ 29 ฉันกะว่าจะพาแม่ไปนมัสการพระอาจารย์ปราโมทย์ค่ะ

#36 By Rinna ♥ on 2009-04-24 18:34

Hot! ครับท่าน

#37 By kitt on 2009-07-02 13:43

Favourites