Anger Management เพชฌฆาตฟาร์มโกด

posted on 13 May 2009 05:17 by akkarakitt  in Dharma

สลบไปจากหน้าเอ็กซ์ทีนหลายวันเทียว... ฟื้นละ

โอ๊ะโอ่ ๆ ๆ หลังจากเล่าเรื่อง พัฒนาการในการเจริญสติ ของตัวข้าพเจ้าเอง โดยอาศัยการสังเกตอารมณ์โทสะ ขี้โมโห ช่างเจ้ากี้เจ้าการ ให้เป็นประโยชน์ไป ปรากฏว่า มีเสียงตอบรับกลับมาอย่างล้นหลาม ลามไปทุกอณูของเอ็นทรี่ ถึงอารมณ์โทสะที่ท่านทั้งหลายเป็นอยู่ เพราะใครก็รู้ว่า "โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า" แต่รู้สึกตัวอีกที ก็เผลอโง่ เผลอบ้าไปเรียบร้อยแล้ว

เอาละ... วันนี้มีเคล็ดขัดยอกทาถู ๆ มาแบ่งปันกัน ครับ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ "เจ้าโลก" ตัวจริง เสียงจริง กันก่อน "เจ้าโลก" ในที่นี้ มิใช่เมียประธานาธิปดีสหรัฐฯ หรือ สิ่งที่อยู่ในกุงเกงลิงรอซโซ่ ครับ เจ้าโลกตัวจริงเสียงจริงยิ่งกว่าก็อดฟาเธอร์ หรือเจ้าพ่อไหน ๆ คือ "พระเดชพระคุณกิเลส" เครื่องเศร้าหมองของจิต นี่เอง พระคุณท่านช่างไร้เทียมทาน หาสิ่งใดต้านได้ยาก เมื่อไหร่ที่คิดจะเอาชนะพระคุณเจ้า จะถูกเฮียแกน็อค TKO กลับมาทุกครั้ง ครับ ฉะนั้นวิธีจะหลุดออกจากอำนาจ ของท่านเจ้าโลก จึงมิใช่เรื่องง่าย และต้องใช้วรยุทธ์ หมง จิน เป่า เรียกพี่ ที่ล้ำเลิศเท่านั้น

ท่านเจ้าสำนักพรรคกิเลสมารนี้ มีลูกสมุน หรือรากเหง้าอยู่ ๓ หน่อ ครับ ได้แก่ หวังเฉาเคล้าราคะ หรือ โลภะ (ความโลภ) หม่าฮั่นปั้นโทสะ (ความโกรธ) และพี่ใหญ่ท่านเปาเมาโมหะ (ความหลง) วันนี้จักเก็บหวังเฉา และท่านเปา ขึ้นหิ้งไว้ก่อน มาว่ากันถึงลูกสมุนของเจ้าโลกเพียงท่านเดียว ซึ่งก็คือ ท่านหม่าฮั่นปั้นโทสะ (ความโกรธ) ให้สมกับที่จั่วหัวมาเป็นชื่อหนัง

ท่านหม่าฮั่นนี่ ตำราว่าไว้ ละได้ยากที่สุด แต่เห็นได้ง่ายที่สุด

มีวิธีจัดการกับคุณหม่าฮั่นปั้นปึ่งนี่หลายประการเชียวแล จักสาธยายให้ได้หมดครบถ้วนกระบวนความ คงยาก และวิธีจัดการโดยทั่วไป ก็มีให้หาอ่านกันได้ง่ายอยู่แล้ว (ไม่เชื่อไปหาหนังเรื่องนี้มาดูจิ) ที่ต่างประเทศมีสถาบันสำหรับจัดการกับความโกรธโดยเฉพาะทีเดียว เอาง่าย ๆ วิธีจัดการกับความโกรธ แบ่งออกเป็น ๒ ขั้น ครับ ขั้นเบสิค ๑, ขั้นแอ๊ดว๊านซ์

ขั้นเบสิคนั้น มีวิธีจัดการหลากหลายมาก ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนมุมมอง มองโลกในแง่บวก หรือพอสสิทีฟธิงกิ้ง (Positive thinking) การใช้หลักคำสอนทางศาสนา การทำใจ การปลอบใจ การให้ข้อคิดตัวเอง การทำบุญ การสงเคราะห์ผู้อื่น การคิดถึงผู้ที่ด้อยกว่า อ่านหนังสือประเภทชีวิตจริง ชีวิตรันทดอะไรเทือกนั้น การระลึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต หรือที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพิ่มเติม เช่น การใช้สมาธิช่วย นั่งสมาธิ เดินจงกรม รวมทั้งหลายแหล่นี้ เรียกว่า "สมถกรรมฐาน" หรือ อุบายให้ใจสงบ ท่านปรมาจารย์พระพุทธโฆษาจารย์ จารแบ่งกรรมฐานไว้เป็น ๔๐ กอง ในคัมภีร์สะท้านบู๊ลิ้ม ชื่อว่า "วิสุทธิมรรค" 

บางคนคิดว่า การนั่งสมาธิ เดินจงกรม คือ การปฏิบัติธรรม ที่มีเฉพาะในศาสนาพุทธ และเป็นทางปฏิบัติที่ทำให้หลุดพ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่น เปล่าเลย ครับ ศาสนาพุทธมิได้กระจอกงอกง่อยแค่นั้น เรื่องการใช้สมาธิเข้าข่มกิเลส มีมาแต่สมัยไหนต่อไหนแล้ว ศาสนาพราหมณ์เกิดก่อนศาสนาพุทธเป็นพัน ๆ ปี เขาทำกันมาก่อนแล้ว ครับ ศาสนาอื่น ๆ ก็มีการสวดมนต์สรรเสริญ หรืออ้อนวอนพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ซึ่งก็คือการฝึกให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เท่ากับเป็นการฝึกสมาธิ หรือสมถกรรมฐาน เช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่น คือ "วิปัสสนา" ครับ เป็นการจัดการกับความโกรธขั้นแอ๊ดคาราบาว หรือที่เขาเรียกว่า "มาเหนือเมฆ" กำจัดกันชนิดไม่เหลือเชื้อ หมดเยื่อหมดใย ไสหัวไปไกล ๆ กันเลยทีเดียว คนเราสู้กับกิเลสขั้นเบสิค ก็เหมือนตำรวจแก่ไล่ตามจับผู้ร้ายหนุ่ม หรือนักสืบแอล ตามจับคีร่า แม้ตำรวจแก่ จักมีกลยุทธ์ล่อหลอก ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ด้วยความที่ผ่านชั่วโมงบินในชีวิตมามากมายเพียงไรก็ตาม ด้วยความหนุ่มเฉลียวฉลาดของผู้ร้าย เขาจะเรียนรู้กลยุทธ์ทั้งหลายนั้นจากตำรวจแก่อย่างรวดเร็ว และพัฒนาให้เก่งกว่าตำรวจก้าวหนึ่งเสมอ และถ้าปะทะด้วยกำลัง ก็แน่นอน ครับ คนแก่จักไปสู้คนหนุ่มได้อย่างไร

การทำสมถะ ให้เก่งกาจสามารถ เรียนครบจบกระบวนท่าทั้ง ๔๐ สุดยอดไม้ตาย ฝึกปรือจนสามารถเข้าอัปปนาสมาธิขั้นสุดยอด เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือสมาบัติ ๘ ก็เป็นแค่การฟิตร่างกายคนแก่ ให้เทียบเท่าคนหนุ่ม ครั้นมาประมือกัน ก็ทำได้สูงสุดแค่เสมอกัน ครับ เผลอ หรืออ่อนกำลังลงเมื่อไหร่ เฮียโกด ก็เอาเฮียแก่ ไปกินเหมียนเดิม

การทำวิปัสสนา คือ การแอบซุ่มสังเกตดูผู้ร้าย ครับ ผู้ร้ายจะหนีไปไหน ออกแรงดิ้นรนเท่าไหร่ เก่งสักปานใด ถ้าตำรวจแก่เฝ้าสังเกต เฝ้าดู เฉย ๆ มิได้ไปออกแรงต่อสู้ สุดท้ายผู้ร้ายต่อให้หนุ่มฟิตเปรี๊ยะแค่ไหน จะหมดแรงหนีหมดแรงดิ้นไปเอง และผู้ที่ค้นพบวิธีง่ายอย่างมหัศจรรย์นี้ ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครับ มีหลักฐานปรากฏแม้ในตำราเรียนสมัยเด็ก ๆ เสียด้วย ถ้าใครเคยอ่าน หรือเรียนพระพุทธประวัติ ในคืนสุดท้ายก่อนบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณนั้น มิได้ทรงบำเพ็ญกระไรเป็นพิเศษ นอกจาก "ตั้งกายตรงดำรงพระสติเฉพาะหน้าอยู่"

เป็นหลักฐานว่า พระองค์มิได้ไปทรงออกแรงชักกะเย่อกับกิเลสมาร พันห้่าร้อยอย่าง การปฏิบัติธรรมทั้งหมดล้านแปดแสนโกฏิ รวมลงมาที่การเจริญสติ หรือ รู้อารมณ์ปัจจุบัน เพียงอย่างเดียว

ใครจะไปทราบ ครับว่า วิธีหลุดพ้นจากบ่วงมาร จักง่ายดายถึงเพียงนี้ แต่อดีตจนปัจจุบัน และต่อไปถึงในอนาคต คนเราที่แสวงหาโมกขธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้น โดยธรรมชาติก็มักสรรสร้างกระไรให้ดูยาก ดูวิเศษ ดูเหนือมนุษย์ ดูแปลกประหลาดจากคนทั่วไป แล้วตู่ว่า นี่คือทางหลุดพ้น วิธีการที่คิดเอาเองเหล่านี้ ไม่พ้นอาการหย่อนเกิน หรือการเพลินไปในกาม หรือภาษาทางการเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ก็อาการตึงเกิน หรือทรมานตน เพ่งไว้ หรือภาษาทางการเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

การหลงไปทำสิ่งเหล่านี้ เป็นผลของ อวิชชา ครับ ก็มันไม่รู้หน่ะเซ้ เลยหลงไปทำ พระพุทธองค์ทรงสอนวิธีปฏิบัติไว้หมดแล้ว ครับ แต่คนที่บอกว่าตัวเองนับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่ กลับมิได้มีโอกาสศึกษาให้ชัดถึงสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้ ไปคิดเอาเองว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็นำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนบางส่วน ซึ่งเข้าใจแบบงู ๆ ปลา ๆ ไปผสมปนเปกับสิ่งที่คิดเอาเอง แล้วก็ลงมือปฏิบัติแบบมั่ว ๆ ไป ปฏิบัติแบบนี้ อีกกี่ชาติ ก็ไม่เห็นผล

ด้วยความเหนือเมฆ ง่ายเหนือความคาดหมายของ "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง นี้เอง ทำให้เป็นเรื่องยาก ที่ใครคนหนึ่ง จักเข้าถึงหลักแก่นธรรมขั้นแอ๊ดว๊านซ์อะโกร เพราะมัวไปคิดเอาเองว่า "มันต้องยาก"  ดังนั้นเรื่องง่าย ๆ จึงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาติดหมัดทีเดียว เพราะบอกว่า มันง่าย ก็ไม่เชื่อ ครับ หรือแม้เชื่อแล้ว แต่จิตมันก็ยังไม่เชื่อ เพราะจิตสั่งสมความเห็นผิดมาหลายแสนล้านศตวรรษ

แต่เอาละ แม้เราไม่สามารถจัดการ กับเฮียโกดได้อย่างเหนือชั้น ลำพังแค่ขั้นเบสิค ก็ช่วยให้ชีวิตมีสุขได้เหลือหลายแล้ว เพียงแต่ถ้าผู้ร้ายหนุ่มเปลี่ยนวิธีโจรกรรมไป ตาตำรวจแก่ต้องมาค้นคิดวิธีจัดการกับผู้ร้ายใหม่ โดยทั่วไป ผู้มีอาวุโสจึงมักจัดการกับความโกรธได้ดีกว่าคนหนุ่ม เพราะอะไรหน่ะหรือ? ก็เพราะคุณตำรวจแก่เจอวิธีโจรกรรมมาสารพัดแบบหน่ะซี เช่น คุณผู้ร้ายหนุ่มมาแกล้งทำให้เราอกหักรักคุด หากอกหักครั้งแรก ก็จะฟูมฟาย ร่ำไรรำพัน จะตายเสียให้ได้ คุณตำรวจแก่ ก็จะมีวิธีทำให้หายเศร้าหมอง ให้ทำใจได้ โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น อาจจะไปเจอเพื่อนที่อกหักรักคุดแล้วแถมชีวิตบัดซบอีกต่างหาก เห็นแล้วรู้สึกว่า ตัวเองยังโชคดีกว่าเขา คิดอย่างนี้แล้ว ทำใจได้ พออกหักครั้งต่อไป คิดถึงเพื่อนคนนี้ปั๊บ ความทุกข์ดับทันที เช่นนี้แล้ว จึงว่า ผู้สูงวัย จักมีแนวโน้มจัดการกับเฮียโกด ได้ดีกว่า ผู้อ่อนวัย เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกว่านั่นเอง ถ้าใครแก่ลงแล้ว ขี้โกรธมากขึ้น แสดงว่า มีกระไรผิดปกติในชีวิตแล้วแล อาจเป็นนัยของการไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักการวางอารมณ์ ไม่รู้จักการใช้ชีวิตอย่างฉลาด ให้มีความสุข

มาว่ากันขั้นเบสิคตามตำราก่อน ครับ

ตามตำราว่าไว้ โดยใช้วิทยายุทธ์กรรมฐานทั้ง ๔๐ กระบวนท่า เข้าถล่มเฮียโกดโดยตรงนั้น มีอยู่ ๒ กระบวนท่า ครับ

๑. กระบวนท่าพรหมวิหาร ๔ ซึ่งก็คือ การเจริญเมตตา (ความรักในเพื่อนมนุษย์อยากให้เขามีความสุข) กรุณา (ควาสงสารอยากให้เขาพ้นจากทุกข์) มุทิตา (การพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นสุข) และอุเบกขา (การปล่อยวาง เมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์จากกฏแห่งกรรม) กระบวนท่านี้เบสิคสุด ๆ ครับ ก็คือ การคิดในแง่กุศลทั้งหลายแหล่แสนล้านแบบนั่นแล จัดเข้ากระบวนท่านี้ทั้งสิ้น เช่น เขาทำกระไรให้เราไม่พอใจ ก็คิดเสียว่า เราก็อาจเคยทำนิสัยแย่ ๆ อย่างนี้กับคนอื่นมาเหมือนกัน แม้มิได้ทำในชาตินี้ ก็อาจเคยทำในอดีตชาติ เป็นต้น มีวิธีคิดอีกมหาศาล ครับ ที่จะทำให้เราสามารถต่อกรกับความโกรธได้ เคยแซมเปิ้ลไว้ใน ถ้าเค้าเม้นต์มา เราไม่เม้นต์ตอบ ถือว่าเป็นการละกิเลสไป อีกแบบนึงหรือเปล่าคะ ลองไปหาอ่านเอา สังเกตนะครับ กระบวนท่านี้ หากสิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจ เปลี่ยนไป เราก็ต้องไปหาวิธีคิดใหม่ เพื่อมา "ทำใจ" ใหม่ และวิธีคิดทั้งหลายนี้ ต่อให้แยบคายเพียงไร ก็ยังไม่พ้นไปจากสมถกรรมฐาน ครับ เพราะิวิปัสสนา เริ่มเมื่อหยุดคิด จำไว้ให้ดีนะครับ สมถะ ทำได้แค่เพียงระงับความโกรธไว้ชั่วคราวเท่านั้น เผลอเมื่อไหร่ก็เสร็จเขาอีก

๒. กระบวนท่าวรรณกสิณ ซึ่งก็คือ การเพ่งกสิณสี มี ๔ สี เขียว แดง เหลือง ขาว ตำราท่านมิได้อธิบายไว้ว่า ทำไมการเจริญกสิณสี จึงสามารถเบรคเฮียหม่าฮั่นปั้นโกดได้ แต่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกเรื่องลูกนายช่างทอง เป็นคนขี้โมโห พระพุทธเจ้าเนรมิตดอกบัวสีแดงให้เอาไปเพ่ง เพ่งไปเพ่งมาก็บรรลุธรรมได้ ส่วนบรรลุธรรมอย่างไรนั้่น เกินวิสัยที่ข้าพเ้จ้าจักอธิบายได้ ขอผ่านไป เป็นว่า ใครเอาไปทดลองทำแล้วได้ผลอย่างไร เอามาแบ่งปันบ้างก็แล้วกัน

ส่วนอีก ๓๕ กระบวนท่าที่เหลือ ถ้าเจริญไว้ ก็ระงับความโกรธได้เช่นกัน แต่มิใช่คู่ปรับโดยตรง เช่น โกรธคนข้างบ้าน แล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นพุทธานุสสติ พอคิดถึงแล้ว อารมณ์ก็เย็นลง อย่างนี้ท่านว่า ท่องสูตรคูณ ก็ให้ผลเหมือนกัน ครับ คือเหมือนกับว่า เอาอย่างอื่นมาข่มความโกรธไว้ หรือ หันเหความสนใจไปไว้กับอย่างอื่น สักพักก็หายโกรธไปเอง หรือเรียกว่า หมดเหตุความโกรธก็ดับไปเอง

หมายเหตุ : สมถกรรมฐานนี้ ท่านว่า ไม่ควรประมาท ครับ ทิ้งไม่ได้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้จิตมีกำลัง ฟังข้าพเจ้าพรรณาถึงความเยี่ยมยอดของวิปัสสนาแล้ว อย่าไปเผลอคิดว่า งั้นจะเจริญวิปัสสนาถ่ายเดียว สมถะไม่ต้องทำ อย่างนี้ก็พังกันไปหลายรายแล้วเหมือนกัน สมถกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน สำคัญทั้งคู่ ครับ ต้องเจริญไปด้วยกัน ที่เอามาเขียนนี้ เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงปลายทางของการปฏิบัติธรรม เป้าหมายมิใช่เอาแค่ความสงบ และอย่าไปติดกับความสงบ

การเจริญสมถกรรมฐานไว้ ก็เหมือนอย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้ว คือ ฟิตร่างกายตำรวจแก่ไว้ สมมุติว่า สะสมกำลังไว้มาก ตำรวจแก่พอจะยันผู้ร้ายหนุ่มไว้ได้ สู้กันจนผู้ร้ายหนุ่มอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเต็มที ตำรวจแก่ก็งัดไม้ตาย คือ วิปัสสนาขึ้นมาใช้ สะกิดนิดเดียว ผู้ร้ายหนุ่มก็ซี้แหง๋แก๋

หรือนักเจริญสติทั้งหลาย ศึกษามาจนรู้ว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียงถ่ายเดียว ก็บรรลุธรรมได้ แต่พอเจอกิเลสเข้าจริง จิตไม่มีกำลังพอจะตามดูได้ ก็เหมือนรู้วิธีจับโจร แต่ไม่มีกำลังพอจะจับโจร ก็ไหลเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปกับโลกตามเดิม การที่ข้าพเจ้ายกการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง อย่าลืมว่า พระองค์ทรงเจริญสมถกรรมฐานมาจนถึงที่สุดแล้ว ได้สมาบัติ ๘ มาก่อนแล้ว ครั้นมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงสามารถตรัสรู้ภายในเวลาแค่คืนเดียว หลังเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา

ส่วนกระบวนท่าสุดท้าย ง่าย ๆ แต่ล้ำลึก คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อันจักพาไปสู่การพ้นจากอำนาจของเฮียโกดตลอดกาล ซึ่งขั้นตอน ค่อนข้างยาว ขั้นแรกให้เจริญสติก่อน ครับ วิธีเจริญสติ ก็พล่ามไปนิโหน่ยแล้วในเอ็นทรี่ที่แล้ว

ง่ายที่สุดสำหรับข้าพเจ้า และอาจจะของอีกหลาย ๆ ท่าน ก็คือ หาอารมณ์อะไรที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในแต่ละวัน แล้วดูมันแค่คู่เดียว เช่น โกรธ กับไม่โกรธ โลภ กับไม่โลภ เผลอ กับไม่เผลอ แล้วอย่าลืมเคล็ดลับสำคัญ ให้รู้เล่น ๆ อย่าไปดูจริงจัง จึงจักได้ผลรวดเร็ว ครับ พอสติเกิดเร็วขึ้น เฮียโกดก็จะบางตามไปด้วย ครับ เพราะยังไม่ทันพัฒนาไปถึงโกด ๆ ๆ โคดโกด แค่ขัดใจเล็ก ๆ ก็รู้ทันเสียแล้ว ทำหนักเข้าจนสติว่องไวถึงขีดสุด พิจารณาจนเห็นไตรลักษณ์ของเฮียโกด สุดท้ายเฮียโกดก็ไม่มีโอกาสได้เกรี้ยวกราดเท่านั้นเอง

เท่านี้ ท่านหม่าฮั่นปั้นโทสะ ก็ตกงาน อดปั้นกิเลสให้เราชมไปชั่วกาลนาน

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 25 Jun 2009 11:14:24 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กว่าจะอ่านจบ เทศได้ทันสมัยมากกกกconfused smile confused smile ตัวละครแยะแนะกว่าจะจำได้ sad smile sad smile แปะดาวเลยดีกว่าสอนได้เห็นภาพขนาดนี้ Hot! Hot! Hot!

#1 By freeda on 2009-05-14 23:34

ว่าแต่ ขึ้นรูปหน้าบล็อกเป็นอีกาพญายมละembarrassed embarrassed

#2 By freeda on 2009-05-14 23:35

Hot! Hot! Hot! Hot!
สาธุ,,,
พุ่งขึ้นอ๊อดโป๊ดไปเลยค่ะ

วันนี้สงสัยเป็นวันดี
เจอธรรมะทั้งวัน
surprised smile

#3 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-05-14 23:46

สาธุครับ big smile

#4 By clock on 2009-05-15 01:29

ไม่เคยทำได้สักทีครับ น่าหนักใจ ส่วนใหญ่ปากเสียบ่อย แต่ไม่เคยมีอารมณ์โกรธนะ ส่วนมากแค่สนุกมากกว่า sad smile
Hot! แฮ่ ยุ่งหัวฟู แว่บมาอ่านผ่าน ๆ สนุกและได้ประโยชน์ครับ

#6 By mahaoath on 2009-05-15 09:07

หนูก็ฝึกอยู่นะ sad smile
บางทีโมโหเรื่องปัญญาอ่อน เช่น หัวโขกของ ต้องเขวี้ยงของหรือทำลายข้าวของถึงจะหาย แต่พอพ้นความโกรธไปก็มาคิดได้ว่า เห้ย เราทำอะไรอยู่เนียะ ความโกรธทำให้เราทำเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ด้วยหรือนี่ sad smile
Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By Cotton on 2009-05-15 09:39

big smile ดู และ พิจารณาเฉยๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่พยายามข่มมัน
สาธุครับท่านHot!

#8 By GuGGGar on 2009-05-15 10:28

โกรธก็รู้ว่าโกรธ ยังโกรธอยู่ก็รู้ว่ายังโกรธอยู่ โอ้ยย ยังไม่หายโกรธก็รู้ว่ายังไม่หายโกรธ ^^; เวลาโกรธขึ้นมาจริงๆ ฉันมักจะตามรู้ได้เมื่อซักพักนึงแล้วละค่ะ แต่พวกโทสะเบาๆ เช่น เชอะ ชิ ชะ อะไรพวกนี้ เห็นได้บ่อยกว่ามากเลยค่ะ อ๊าาาา

ถวายดาว Hot!

#9 By Rinna ♥ on 2009-05-15 12:20

#1,2

ชอบแบรนดอน ลี หง่ะ sad smile

#3,4

สาธุ ๆ

#5

สนุกมีหลายแบบนะ จิตเคล้าเคลียอยู่กับกิเลสนาน ๆ บางทีก็รู้สึกสนุกไปกับกิเลส เช่น ชอบดูหนังที่เขาฆ่ากัน ทำลายกัน ล้างแค้นกัน รู้สึกสะใจ มันส์ นั่นถูกกิเลสย้อมใจไปเรียบร้อยแล้ว ครับ

กิเลสบางทีมันก็ซ่อนตัวได้แนบเนียนจนดูไม่ออก พระพุทธเจ้าท่านทรงเปรียบบุคคลที่ยังเสพกาม กับฟืนสดเปียกน้ำ ครับ จุดไฟอย่างไรก็ไม่ติด

ดังนั้นจักเห็นกิเลสของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น ต้องรักษาศีล ๕ ไว้ ครับ ถ้ารักษาศีล ๕ ได้แล้ว ก็รักษากรรมบถ ๑๐ ด้วย ปากเสียก็ถือเป็นวจีทุจริต ได้แก่ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดโกหก อันสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ผู้อื่น ไม่ดีเลย

#6

สาธุ ครับ

#7

เฮ้ย... ถึงขั้นนั้นเลยเรอะ เป็นเอามากนะนั่น ฝึกดูให้มาก ๆ นะ

#8

สาธุ ครับ

#9

หมดเหตุมันก็ดับ เป็นธรรมดา

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2009-05-15 15:39

Hot! Hot! Hot! confused smile
ปัจจุบันconfused smile

#11 By Nerd de Scriptorus on 2009-05-15 15:39

เห็นส่วนใหญ่...
โดนความโกรธพิฆาตเสียมาก...
Hot! Hot!

นมัสการ...
big smile
Hot! big smile

#13 By ลูกคนโตเอง on 2009-05-15 19:01

สาธุ...เคยพยายามท่องเหมือนกันคับ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

แต่ก็เผลอตัวโกรธและโง่ไปหลายหนทีเดียว แฮ่ ๆ ๆ Hot!

#14 By เจ้ารินทร์ on 2009-05-15 19:15

สาธุขอรับ big smile Hot!

#15 By นักรบ on 2009-05-15 20:15

ขอบคุณค่ะ
ณ ตอนนี้ รู้ตัวว่า ขัดใจ เคือง หงุดหงิด โกรธ อิจฉา
แต่กำจัดไม่ให้มีอารมณ์เหล่านี้ที่เกิดนี้ให้หยุดหรือหมดไปเมื่อรู้ตัวว่ามีความรู้สึกแบบนี้แล้ว

ควรจะต้องทำยังไงต่อคะ
ให้ระลึกถึง พรหมวิหารสี่ ใช่มั๊ยคะท่าน

#16 By jern jern (61.19.65.243) on 2009-05-16 00:35

#16

จะทำอะไรหล่ะ ถ้าจะเจริญสมถกรรมฐาน ก็ให้ระลึกถึงพรหมวิหาร ผล คือ ความสงบ

ถ้าจะเจริญวิปัสสนา ให้รู้อารมณ์ปัจจุบันต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นไตรลักษณ์ของสภาวะ เมื่อไหร่จิตเห็น และยอมรับในความเป็นไตรลักษณ์ของทุกสิ่ง เมื่อนั้นก็แจ็คพ็อตแตก

แยกแยะให้ดีนะ สังเกตง่าย ๆ กระไรที่ยังใช้ "ความคิด" อยู่ เป็นสมถะทั้งหมด

จะเป็นวิปัสสนา ต้องเห็นไตรลักษณ์เท่านั้น เห็นอย่างอื่น ยังไม่เป็นวิปัสสนา

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2009-05-16 02:14

ขอบคุณนะครับสาระดี ๆ

ไม่น่าเชื้อเหมือนกันว่าเรื่องบางเรื่องที่ดูเหมือนเป็นธรรมดากลับมารายละเอียดปลีกย่อยแบ่งแยกได้มากมายขนาดนี้

ได้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไปมาก ๆ

#18 By Highwind on 2009-05-16 13:06

เมื่อได้อ่านทวนบทความทั้งหมดอีกสองครั้ง เหมือนเข้าใจมากขึ้นค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ
ตั้งใจจะเจริญสติ ต่อไปเรื่อยๆ

กราบขออภัยที่ใช้คำพูดกับพระภิกษุไม่ถูกค่ะ

มีข้อสงสัยอีกเรื่องคือ
หากรู้ว่า ถูกความหลง ครอบงำจิตใจ
แต่หยุดพฤติกรรมตัวเองไม่ได้ รู้ว่าไม่ดี ต้องหยุด แต่ห้ามใจไม่ได้ ยอมทำตามที่ใจเรียกร้องเรื่อยไป มีวิธีดึงบัวจมตมนี้ขึ้นมาได้บ้างมั๊ยคะ

#19 By jern jern (61.19.65.17) on 2009-05-16 16:18

เรื่องี ผมนึกถึงเรื่องการออกแบบภายในจริง ๆ ครับ ที่เกี่ยวกับการใช้สีที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนภายในห้อง อย่างสีน้ำเงินจะสำให้รู้สึกสงบ สีเหลืองเกิดความรู้สึกกระฉับกระเฉง เป็นต้น

#20 By nora on 2009-05-16 16:59

เคยไปฝึกวิปัสสนามาแล้ว รู้สึกดีมากๆค่ะ
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างมีอยู่ล้วนดับไป
กลับมาเผชิญความวุ่นวายกลางกรุง
-สติ-ก็อยู่บ้าง ไม่อยู่บ้าง
สงสัยต้องหาเวลาไปอัพlevelเพิ่มซะแล้ววว

เปรียบเปรยธรรมะได้น่ารักดีค่ะ อ่านสนุก
แต่ว่ามันย๊าวยาว สมาธิหมด อ่านข้ามๆ
ข้าน้อยต้องฝึกอีกเยอะ
ขอบคุณสำหรับธรรมะดีดีค่ะ

#21 By ลูกเป็ด on 2009-05-16 18:43

#18

สาธุ ครับ

#19

อ.ปราโมทย์บอกให้รู้สึกไปเรื่อย ๆ ครับ รู้อารมณ์ปัจจุบันไปเรื่อย ๆ ด้วยจิตที่เป็นกลาง จิตที่เป็นกลางก็คือไม่ไปวุ่นวายกับมัน (การไปวุ่นวายกับมัน ไปคิดว่า เมื่อไหร่มันจะหายหลงซะที ไม่ชอบเลย อย่างนี้ คือ การที่ตำรวจแก่ ไปออกแรงไล่จับผู้ร้ายหนุ่ม ครับ) ดูอย่างเดียว รู้อย่างเดียว ถ้าจิตเป็นกลางปุ๊บ ความหลงจะขาดวับต่อหน้าต่อตา

ขณะที่เป็นกลางนั่นแหละ ที่เรียกว่า สติตัวจริงเกิด

ดูไปเรื่อยจนเห็นความจริงว่า สภาวะทั้งหลายเกิดแต่เหตุ หมดเหตุมันก็ดับ

ทำเช่นนี้บ่อย ๆ จิตจะจำได้ พอสภาวะอื่นเกิดขึ้น ก็ไม่ลงไปยึดมั่นถือมั่น ลงไปจมกับสภาวะใดใด จิตออกห่างจากโลกไปเรื่อย ๆ

ท่านว่า ให้รักษาศีลไว้ แล้วดูใจเราไปเรื่อย ๆ ใจเราไม่ต้องดีก็ได้นะ ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ เราซุ่มดูอยู่ เช่น มันโกรธ ก็ปล่อยให้มันโกรธให้เต็มที่ แต่เราไม่ไปทำร้ายใคร ไม่ไปด่าใคร ปล่อยให้มันพลุ่งพล่านอยู่ในใจนั่นแล

บ่อย ๆ เข้า จิตก็จำสภาวะได้ พอจิตจำสภาวะได้ ครั้งหน้า พอจะโกรธปุ๊บ สติตัวจริงเกิด ความโกรธก็ดับทันที

เรื่องโมหะ หรือความหลงนั้น ดูได้ยาก ครับ มันคือสภาวะที่ดูไม่ออกว่า เราอยู่ในสภาวะอะไร ถ้างง ๆ เบลอ ๆ ขึ้นมา นั่นละ ความหลง ความโกรธดูง่ายกว่าเยอะ

ขยันเจริญสติเข้าเถิด การปฏิบัติธรรม ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าคำว่า "รู้" เพียงคำเดียว

#20

confused smile

#21

ไอ้หยา... ว่าเขียนสั้นแล้วนะเนี่ยะ ตั้งใจจะเขียนยาวกว่านี้อีก สงสัยสลบกันไปหมดแน่

สู้เค้า ๆ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2009-05-16 19:19

อนุโมทนา Hot! Hot! Hot! Hot!

#23 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-08-28 16:18

Favourites