พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๑
posted on 06 Jun 2009 21:48 by akkarakitt in Experienceหัวใจพรานป่าวัยกลางคน ยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์พระราชา เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ "ไม่น่าเลยกรู... แค่โกหกเมียแค่ครั้งเดียว ทำไมถึงสร้างความฉิบหายให้ขนาดนี้ นี่ถึงคราวชีวิตเราต้องแตกดับแดดิ้นเสียแล้วกระมัง" เสียงรำพึงรำพันดังลั่นอยู่ในใจพรานป่า หากทุกคนในที่นั้นได้ยินเสียงในใจเขา คงจักต้องยกมือขึ้นอุดหูกันทีเดียว
"ที่เจ้าว่า เจ้ารู้จักพระกาฬนั่น เป็นความจริงใช่ไหม?" พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามด้วยอารมณ์บ่จอยเท่าไรนัก
พรานป่าหลับตาปี๋คิดในใจ "ขืนบอกว่าเป็นเรื่องโกหก โทษของการหลอกลวงพระราชา คอขาดสถานเดียว ทำไงดีฟระเนี่ยะ... อ๊ะ ๆ ... มั่วไปก่อน เดี๋ยวค่อย ๆ คิดไป"
"พระอาญามิพ้นเกล้า... เป็นความจริงพระเจ้าข้า... "
พรานป่ากลั้นใจโกหกต่อไปด้วยเสียงสั่นเครือ
"นี่เป็นเพราะการโกหกครั้งเดียวแท้ ๆ เลยต้องโกหกอีก
แถมต้องมาโกหกพระราชาด้วย กรูไม่ได้อยากโกหกล้นเกล้าล้นกระหม่อมเล้ย
นี่ที่เขาเรียกว่า วิปากวัฏฏ์ หรือ วนวิบาก ใช่ไหมเนี่ยะ
ลงโกหกแล้วครั้งหนึ่ง ก็จักถูกวิบากกรรมบีบบังคับให้โกหกร่ำไป ไม่น่าเลย ๆ
กรูไม่น่าโกหกเลย" พรานป่าคิดวนเวียนไปมาอยู่นั่นเอง
"อ้าว... แล้วทำไมเหงื่อออกขนาดนั้นเล่า อากาศวันนี้ออกจะเย็นสบาย ว่าแต่... นี่เจ้าจักไปตามพระกาฬมาพบเราได้หรือไม่?" พระเจ้าปเสนฯ ตรัสถามด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ
"เอ่อ... เอ่อ... ขอพระราชทานทานอภัย ข้าน้อยไม่เคยเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
พระเจ้าข้า เลยตื่นเต้นไปหน่อย เมื่อกี้พระองค์ถามว่ากระไรนะพระเจ้าข้า"
ชายหนุ่มตอบตะกุกตะกักใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"ข้าถามว่า เจ้าจักไปตามพระกาฬมาพบเราได้หรือไม่" พระราชาตรัสถามกระแทกเสียงเล็กน้อยด้วยความไม่พอพระทัย
สายตาชายฉกรรจ์เหม่อมองไปข้างหน้า เหมือนกำลังสนใจคู่สนทนา แต่ใจระรัว สมองคิดประมวลผลหาทางรอดอย่างกระวนกระวาย จากสถานการณ์อันล่อแหลม ต่อการโดนประหารยกครัว
"เอ่อ... ได้... ได้สิ... แน่นอนเลยพระเจ้าข้า เดี๋ยวข้าพระบาท จักไปตามพระกาฬมาเข้าเฝ้าพระองค์บัดเดี๋ยวนี้เลย พระเจ้าข้า แต่ว่า... เอ่อ" พรานป่าดิ้นรนหาทางรอดสุดฤทธิ์
"แต่อะไร" พระเจ้าปเสนฯขมวดคิ้วเล็กน้อย
"คือ ท่านพระกาฬท่านอยู่ค่อนข้างไกล เกรงว่า จักใช้เวลานานในการเดินทาง จักไม่เป็นที่สบพระทัย พระเจ้าข้า" พรานรูปร่างกำยำ หาทางถ่วงเวลาไว้ให้มากที่สุด เผื่อการคิดหาเอาตัวรอดต่อไป
"ไม่เป็นไร ข้ารอได้ เจ้าจงรีบไปหาพระกาฬ แล้วตามตัวมาพบเราอย่างเร็วที่สุด ข้าให้เวลาเจ้า ๑ เดือน ไปได้"
พรานป่าเดินคอตกออกมาจากพระที่นั่งที่ประทับของพระราชา "นี่กรูจักไปหาพระกาฬได้ที่ไหนล่ะเนี่ยะ เฮ้อ... ยังไงก็ดีกว่า สารภาพพระองค์ไปตามตรง มีหวังได้ตายกันทั้งครอบครัว... นี่เราทำทีเป็นว่า ออกตามหาพระกาฬ แล้วหายไป ให้ลือกันไปเองว่า เราตายระหว่างออกตามหาพระกาฬ แล้วไปใช้ชีวิตที่อื่นเสีย เมียเราก็จักยังรอดชีวิต" คิดแล้วก็เดินทอดหายใจไปตามราวป่า ออกเสาะหาพระกาฬอย่างหมดอาลัยตายอยาก...
.
.
.
.
.
.
นิทานอิงพระธรรมบท ถูกเล่าออกจากปากพระพสุธา แห่งวัดละหาร บางบัวทอง จ.นนทบุรี ตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันอาทิตย์ ในศาลาเล็ก ๆ ริมน้ำ ณ วัดยากจนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์
ข้าพเจ้านั่งฟังอย่างสนใจ แต่จิตกลับคิดไปถึงเรื่องวันวาน
วันเสาร์วานนี้ ประมาณต้นเดือนที่แล้ว ไปทอดผ้าป่า สร้างศาลาการเปรียญที่วัดลำพญากลาง จ.สระบุรี มา ครับ นัดเจอกันแต่เช้าตรู่ที่วัดบางรักใหญ่ จึงต้องออกจากวัดแต่ตีห้า มาถึงจุดนัดพบ เกือบหกโมง
แต่เวลาออกเดินทางจริง เกือบเก้าโมง ครับ แถมเพียบด้วยอุปสรรคในการเดินทางมากมาย แต่สุดท้ายก็มาถึงจนได้
ลงรถได้ก็ยิงรูปไม่ยั้ง ครับ
สภาพโดยทั่วไปก็อย่างที่เห็น
ไปสำรวจสถานที่ และไปดูพระเอกของงานนี้ ศาลาการเปรียญที่สร้างมา ๖-๗ ปีแล้ว ได้แต่เสา
คณะญาติโยมมากันเยอะ ครับ
ใกล้ได้่เวลา ก็มาช่วยกันนับปัจจัย ทำต้นผ้าป่า
พระก็ไปช่วยนับด้วย
นับเสร็จพระก็ขึ้นเทศน์ และทำพิธีทอดผ้าป่าตามลำดับ
ทอดผ้าป่าเสร็จ นับปัจจัยได้สามแสนเศษ ครับ (ได้หลังคาแร้ววว...) มากมายมหาศาลจริง ๆ โมทนาด่วน
เจ้าอาวาสวัดบางรักใหญ่ แจกวัตถุมงคลให้แก่ผู้มาร่วมงาน นำไปบูชากัน ครับ
พระรูปที่สอง จากซ้ายมือ ที่กำลังยกมือไหว้ นั่นละ ครับ รักษาการเจ้าอาวาสวัดลำพญากลาง เป็นพระหนุ่มไฟแรง มาจากประเทศลาว ครับ แม้ตาท่านเสียไปข้างหนึ่ง แต่หัวใจเกินร้อย ครับ ช่วยงานพระศาสนาด้วยความขยันขันแข็ง จัดกิจกรรมบวชเณรพราหมณ์ภาคฤดูร้อน ก่อสร้างถาวรวัตถุในวัด พัฒนาทุกอย่าง และกระตือรือร้น ในการศึกษาปริยัติธรรมมาก
ชุ่มฉ่ำหัวใจ อิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว ก็พากันกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางผ่านหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เลยแวะเข้าไปนมัสการเสียหน่อย
ก็เลยได้ไปกระทบไหล่พระเอกรูปงามรุ่นเก๋า สรพงษ์ ชาตรี ครับ (เผอิญเป็นพระ เลยต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่งั้นจักวิ่งเข้าไปขอลายเซ็น และถ่ายรูปด้วย)
ที่มาร่วมงานทอดผ้าป่านี้ ก็ด้วยมีโยมคนหนึ่งเขานิมนต์มา ครับ ส่วนตัวแล้ว ตั้งแต่มารู้จักการเจริญสติแล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยกระเสือกกระสนงานบุญเหมือนอย่างเคย รู้สึกอารมณ์ใจมันจืด ๆ ชอบกล แต่ครั้นได้มาแล้ว ก็รู้สึกปีติยินดี ครับ และในวันนี้ที่กำัลังนั่งฟังนิทานอิงพระธรรมบท จากปากพระสุธาอยู่ ก็เป็นงานบุญใหญ่อีกงานหนึ่งที่เพิ่งผ่านไป ครับ
ย้อนกลับไปช่วงต้นของการเล่านิทานของพระสุธา ท่านเล่าถึงที่มาของพรานป่าว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง มีพระนามว่า "พระเจ้าปเสนทิโกศล" ครองราชย์มาช้านาน ด้วยความผาสุก มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า และภิกษุสาวก มารับถวายทานอยู่เนือง ๆ
วันหนึ่งเกิดนึกกระหยิ่มใจ ประมาทในงานบุญ คิดไปว่า แม้ทานที่ชื่อว่า ยิ่งใหญ่กว่าทานใด ที่เรียกว่า อสทิสทาน (ทานที่พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จักมีผู้ถวายเพียง ครั้งเดียว และผู้ถวายจักต้องเป็นผู้หญิง) มเหสีของเรา หรือพระนางมัลลิกาเทวีผู้เลอโฉม ก็เป็นผู้ถวาย ทำบุญแข่งกับชาวเมือง ชาวเมืองไม่อาจทำบุญสู้เราได้ ทำบุญประมาณนี้เราก็คงจักได้ไปเสวยสุขบนสรวงสวรรค์ทิพยวิมานเป็นแน่แท้ ไม่ต้องสงสัย
อยู่มาวันหนึ่ง บรรทมอยู่เพลาใกล้เช้า เกิดทรงพระสุบินไปว่า ได้มีเทวดาองค์หนึ่ง ชื่อว่า "พระกาฬ" มาทวงชีวิต บอกว่า พระองค์จักมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๗ วัน พระราชาตกใจตื่น รีบเรียกโหรหลวงเข้ามาทำนายพระสุบิน โหรหลวงให้คำทำนายว่า นี่เป็นเทพนิมิต พระองค์จักเสด็จสวรรคตภายใน ๗ วันนี้ ด้วยอำนาจของกรรมเก่ามาตัดรอน ทรงหวั่นพระทัย สั่งเรียกประชุมเสนาอำมาตย์หาทางแก้ไข
ฝ่ายปุโรหิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทูลแนะว่า สมควรจักนำสัตว์ทั้งหลายในอาณาบริเวณแคว้นมาอย่างละ ๗ ตัว ทำพิธีฆ่าสังเวยบูชาพระกาฬแบบพราหมณ์ พระองค์จึงจักพ้นเคราะห์ ฝ่ายปุโรหิตที่นับถือศาสนาพุทธ ทูลแนะว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์เพราะเป็นบาป ขอพระองค์จงเร่งปฏิบัติเพียรทำความดีเถิด
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงคิดใครครวญดูแล้ว เห็นว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เนื่องจากเป็นปาณาติบาต ทรงเคยได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้าเทศน์สอนอยู่บ่อย ๆ แต่จักทำความดีกระไรเล่า เพราะพระองค์ก็ทรงถวายภัตตาหาร ถวายทาน ฟังธรรมจากพระบรมสุคตเจ้าอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว จักมีความดีกระไรที่ยิ่งกว่านี้อีก
เพลานั้น สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปโปรดสาธุชนอยู่เมืองอื่น ไม่สามารถเดินทางไปทูลขอคำแนะนำได้ ภายใน ๗ วัน จึงเรียกประชุมอำมาตย์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สมควรทำเช่นไร
เหล่าอำมาตย์ประชุมกันแล้ว ทูลให้ความเห็นว่า พระองค์ควรจักไปสร้างศาลาพักร้อน สำหรับคนเดินทาง ๑, สร้างสะพานเพื่อให้ความสะดวกกับประชาชน ๑, ขุดบ่อน้ำให้ประชาชนได้ใช้เป็นสาธารณะ ๑ และปล่อยสัตว์ที่จักถูกฆ่า ๑ พระองค์ทรงให้ความเห็นชอบ สั่งการให้ข้าราชบริพารทั้งหลาย ไปปฏิบัติตามนั้น
ครั้นผ่านไป ๗ วันพระองค์ก็ยังไม่ตาย ๗ วันที่สอง ก็ยังไม่ตาย ๗ วันที่สามแล้ว ก็ยังไม่ตายอีกนั่นแหละ รู้สึกทรงพระยั๊วะพระกาฬมาก บังอาจมาหลอกพระราชาอย่างเราได้ จึงประกาศออกไป หากใครรู้จักพระกาฬ ให้นำตัวมาพบเรา เราจักให้รางวัลเขาเป็นทองคำหนักเท่าตัวคน
เวลานั้นมีพรานป่าผู้หนึ่ง อยู่กินกับภรรยา โดยภรรยาทำแต่งานบ้าน ส่วนตนออกล่าสัตว์ วันหนึ่งเกิดเบื่อการออกล่าสัตว์ จึงแต่งอุบายหลอกเมียว่า เมื่อวานเข้าป่าไปพบเทวดา ชื่อพระกาฬ บอกให้เลิกทำปาณาติบาต มิเช่นนั้นจักเอาชีวิต ฉะนั้นวันนี้เราจักไม่ออกล่าสัตว์ ฝ่ายเมียก็เชื่อตามนั้น อยู่มาไม่นาน พรานป่าก็เบื่อไม่อยากอยู่เฉย ๆ ก็ออกไปหางานทำ
ระหว่างที่พรานป่าออกไปหางานทำนั่นเอง นายทหารของพระราชาก็มาถึงใกล้บ้านพรานป่า ป่าวประกาศ หากใครรู้จักพระกาฬ จักได้รางวัลเป็นทองคำหนักเท่าตัวคน ฝ่ายภรรยาพรานป่าได้ยินดังนั้น ด้วยความที่อดอยากปากแห้งเพราะผัวไม่ได้ออกล่าสัตว์มานาน ก็ไปประกาศตัวว่า สามีของเธอนี่แล เคยได้พบพระกาฬ ขอท่านจงนำทองคำมาให้เราเถิด นายทหารได้ยกทองคำหนักประมาณเท่าตัวคนให้ภรรยาพรานป่า แล้วกำชับว่า เมื่อสามีของเธอกลับมาแล้ว จงรีบไปเข้าเฝ้าพระราชา มิเช่นนั้นอาจมีโทษถึงชีวิต พระราชากำลังทรงพระกริ้ว
สาวน้อยเห็นทองน้ำหนักมหึมาดอลบี้สเตอริโอก็ระริกระรี้ ออกช็อปกระจายไปตามห้างต่าง ๆ ทั้งเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องครัวอื่น ๆ อย่างกับว่า มีบัตรไดโน่ คลับ แล้วถามพนักงานห้างว่า "ทั้งห้าง เท่าไหร่?"
พรานป่ากลับมาบ้าน เห็นเครื่องไฟฟ้ากองอยู่เต็มบ้านก็ตกใจ เฮ้ย... เมียรักเราไปถูกหวยล็อคคอ รางวัลที่ ๑ มาหรือไร ถึงได้ช็อปกระจายขนาดนี้ ซื้อมาด้าย... ทั้งที่มิเตอร์ไฟฟ้าก็ยังไม่มี
โอภาปราศรัยได้ความแล้วก็อุทานว่า "อุ้ยตายห่ะ... นี่แม่รนหาด้ามมีดโกนยิลเล็ตต์มาปาดคอผัวซะแล้ว พระกงพระกาฬกระไรนั่น มันเรื่องโกหกทั้งเพ นี่ผัวกุเรื่องขึ้นเพราะขี้เกียจไปล่าสัตว์เท่านั้นเอง"
ฝ่ายสาวเจ้าวิญญาณนักช็อปเข้าสิง พูดได้คำเดียวว่า "ไม่รู้แหละ ๆ จาช็อป ๆ"
และนั่นก็เป็นที่มาของการเข้าเฝ้าพระราชา ของพรานป่าผู้โชคร้่าย โกหกเมียทีเดียว ชีวิตจักหาไม่
อยากทราบว่า พรานป่า จักทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต ติดตามได้ตอนต่อไป
พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๕ - ขอบเขตของพระพุทธศาสนา
edit @ 18 Jun 2009 11:29:54 by Dhammasarokikku

#1 By มุมเล็กๆ ของเราสองคน on 2009-06-08 12:56