ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนต้น ขอแนะนำให้ไปอ่านก่อน ครับ

 

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๑

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๒

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๓

 

พรานหนุ่มยิ้มแก้มปริ เดินออกมาจากอาศรมของพระกาฬอย่างหน้าชื่นตาบาน เดินมาจนถึงคลองเดิม พบจระเข้ตัวเก่ารอท่าอยู่ "เป็นไงบ้างล่ะ เจอพระกาฬไหม"

"เจอ" พรานป่าตอบ

"แล้วท่านว่ายังไงบ้าง ทำไมข้าถึงต้องมาลอยคออยู่ที่นี่" จระเข้กระหายใคร่รู้เต็มแก่

"อ๋อ... ท่านฝากมาบอกว่า หากเจ้าอยากรู้ ต้องให้ข้าเดินข้ามตัวเจ้า ไปฝั่งนู๊นเสียก่อน จึงจะอนุญาตให้บอกได้" พรานหนุ่มทำตามที่พระกาฬบอกทุกประการ

จระเข้เจ้าเล่ห์ตั้งใจว่า เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จักกินชายหนุ่มเสีย ต้องยินยอมให้พรานหนุ่มเดินข้ามหัวไปอย่างเสียไม่ได้

ถึงอีกฝั่งแล้ว พรานหนุ่มก็เฉลยความว่า "พระกาฬฝากมาบอกเจ้าว่า ที่เจ้าต้องมาลอยคอขวางคลองอยู่อย่างนี้ ก็เพราะชาติที่แล้ว มีคนจักทำบุญ ทำกุศล เจ้าก็คอยพูดจาขัดขวาง พูดให้เสียกำลังใจ ขัดขวางโดยประการต่าง ๆ นี่แล เจ้าถึงได้มาเกิดเป็น...

 

จระเข้ขวางคลอง!!!!!"

 

พอได้ยินเนื้อความทั้งหลาย จระเข้ก็ระลึกถึงความในอดีตได้ รู้สึกเสียใจในกรรมที่ตนได้ทำ แล้วตั้งใจใหม่ว่า จักไม่ทำอีก ไม่ว่าในชาตินี้ หรือชาติไหน ๆ พลันอำนาจแห่งกรรมก็สูญสลาย จระเข้สามารถดำน้ำไปหากินที่อื่นได้ ตามชอบใจ

"ขอบคุณเจ้ามาก ที่ช่วยข้าให้พ้นจากบ่วงกรรม ข้าไม่อยากกินเจ้าแล้วล่ะ ขอบใจนะ ข้าไปล่ะ" จระเข้ว่ายน้ำด้วยความบันเทิงใจ หายไปอย่างรวดเร็ว

 

.

.

.

.

.

 

"เป็นยังไงบ้าง พ่อหนุ่ม พระกาฬฝากสิ่งที่ข้าอยากรู้มาด้วยหรือเปล่า" งูเหลือมใหญ่ทักทายพรานหนุ่มอย่างดีใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมาแต่ไกล ไม่ผิดคำสัญญา

"ฝากมาสิ ท่านบอกว่า ที่ท่านต้องมาอยู่โยงเฝ้าต้นไม้นี่ ก็เพราะชาติก่อน ท่านเป็นเศรษฐีใหญ่ หาเงินทองมาได้เท่าไหร่ ก็เก็บหมด ไม่เคยทำบุญทำทาน ตอนตายอาศัยจิตคิดเป็นห่วงทรัพย์สิน จึงมาเกิดเป็นงูเฝ้าอยู่ที่นี่ เพราะท่านฝังทรัพย์ของท่านไว้ใต้ต้นไม้ต้นนี้" พรานหนุ่มเฉลยความตามที่ได้ฟังมา

พลันที่งูใหญ่ระลึกความได้ ก็สามารถเลื้อยออกนอกเงาไม้ได้ทันที งูใหญ่ปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก "ขอบใจเจ้ามากเลยนะ ข้าจะได้ไม่ต้องอด ๆ อยาก ๆ อีกต่อไป ขอบใจจริง ๆ"

"แล้วทรัพย์สินของท่านใต้ต้นไม้นี่เล่า ท่านจักทำอย่างไร" พรานป่าสงสัย

"เอ้า.... ข้าให้เจ้าหมดเลยก็แล้วกัน ชาตินี้ข้าเกิดเป็นงู ทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีประโยชน์กระไรกับข้า อยู่กับเจ้าคงมีประโยชน์มากกว่า ใต้นั้นมีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ เท่านั้นเอง เจ้าคงสบายไปตลอดชาติแล้วล่ะ ข้าไปก่อนละนะ" ว่าแล้วงูใหญ่ก็เลื้อยหายไปอย่างลิงโลด

พรานป่าทำเครื่องหมายที่ต้นไม้ แล้วออกเดินทางต่อ

 

.

.

.

.

.

 

"โอ้.... หลานรัก หลานรักกลับมาหายายจริง ๆ ด้วย หลานช่างเป็นคนรักษาสัญญา พระกาฬว่าไงบ้างหล่ะหลานรัก" หญิงแก่ละล่ำละลักถามชายหนุ่ม

"ท่านว่า ที่ยายต้องมาเป็นอย่างนี้ เพราะชาติที่แล้ว เป็นแม่ที่หวงลูกสาว ไปขัดขวางความรักของชายหนุ่มหญิงสาว มาชาตินี้จึงต้องอดน้ำหิวโหยนี่แล" พรานหนุ่มตอบ

พลันที่หญิงแก่ระลึกกรรมเก่าที่ตนทำมาได้ ก็สามารถตักน้ำมาดื่มได้เหมือนคนปกติ ยังความปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก

"หลานรักของยาย ยายพ้นจากกรรมแล้ว ขอบใจหลานมากเลยนะ ขอหลานจงเดินทางไปเข้าเฝ้าในหลวงอย่างปลอดภัย มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะ ยายไปละ"

 

.

.

.

.

.

.


"นี่เจ้าไปพบพระกาฬมาแล้วเรอะ แล้วทำไมไม่พาพระกาฬมาพบข้าด้วยล่ะ" พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามอย่างไม่ใคร่พอใจ เมื่อเห็นพรานหนุ่มเข้าเฝ้าเพียงคนเดียว

"คืออย่างนี้ขอรับ ... (แล้วก็เล่าเรื่องไปตามที่ได้ฟังมาจากพระกาฬนั่นแล)"

"อ้อ... อย่างนั้นรึ... นี่ข้ารอดด้วยความดีของข้าเองงั้นรึ" พระเจ้าปเสนฯ พึมพำกับตัวเอง

"ท่านยังฝากข้อความพิเศษ MMS มาถึงพระองค์ และคุณผู้อ่านทุกท่านด้วย ครับ" พรานหนุ่มทิ้งท้าย

"ว่ามาซิ" พระเจ้าปเสนฯ อนุญาต

พรานหนุ่มประกาศก้องดังสนั่นไปทั้งพระราชวัง สั่นสะเทือนมาจนถึงบล็อกเอ็กซ์ทีนว่า "ท่านว่า ที่ท่านต้องมาเตือนพระองค์ ก็เพราะพระองค์มีความประมาทในงานบุญ คิดว่าตนทำบุญเพียงพอแล้ว ไม่ต้องขวนขวายทำต่อไป ท่านว่า งานบุญนั้นประมาทไม่ได้ แม้ทำแล้ว ก็ยังต้องทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

 

"ทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

"ทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

"ทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

"ทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"

 

เสียงคำสอนพระกาฬ ผ่านปากพระพสุธา สั่นสะเทือนไปทุกอณูประสาทของข้าพเจ้า ก็เพราะตั้งแต่ไปเผชิญความยากลำบากของถนนหนทาง แจกของให้แก่ชาวไทยภูเขาที่ยากไร้ กลับมาจาก "โตแฮ" หมู่บ้านยากจนถึงขีดสุด ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกจืด ๆ ไป กับงานบุญอื่น ๆ ยิ่งมาพบการเจริญสติ อันเป็นภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ หรือที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญขั้นสูงสุด ยิ่งกว่า ทานมัย การให้ทาน, สีลมัย การรักษาศีล ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านเท่า ความขวนขวายในงานบุญอื่น ก็แทบจะหมดสิ้น

นี่คงจักเหมือนกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่แข่งทำบุญกับประชาชนของพระองค์เอง และชนะในที่สุด บังเกิดความประมาทในงานบุญ คิดว่า ทำบุญแค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว

เช่นเดียวกับงานบุญทั้งสองงานที่ข้าพเจ้าพล่ามไปในสามเอ็นทรี่ก่อน ข้าพเจ้าก็รู้สึกเฉย ๆ ที่ไปก็เพราะญาติโยมนิมนต์ มิได้ตื่นเต้นขวนขวายงานบุญอย่างแต่ก่อน ด้วยมีการเจริญสติเป็นปกติ บุญหนักกว่าการทำทานมากมาย

มาทริปนี้เลยเจอพระกาฬล่อเข้าให้ ครับ ด้วยประโยคเด็ด "อย่าพึงประมาทในงานบุญ"

ศาลาที่นั่งฟังพระพสุธาแห่งวัดละหารอยู่ มีสระน้ำที่กำลังจะขุดขยายต่อ ครับ เพราะน้ำไม่พอใช้ในหน้าแล้ง แต่ยังขาดปัจจัยไทยทาน ค่ารถแม็คโคร (หรือแบ็คโฮหว่า) สรุปจบท้ายแห่งนิทานพระกาฬ พระสุธาท่านว่า ท่านเชื่อเรื่องราวทั้งหมดนี้ ว่าเป็นเรื่องจริง พระกาฬนั้นก็เป็นเทวดาองค์หนึ่ง คอยช่วยเหลือไม่ให้คนตกนรก ตัวละครทั้งสาม (หญิงแก่ งูเหลือม และจระเข้) เป็นเทพนิมิต เพื่อให้เป็นนิทานสอนใจคนรุ่นหลังต่อไป แม้เราทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่นี้ ได้ถวายปัจจัยไทยทานไว้สร้างบ่อน้ำเป็นสาธารณะ ก็จักได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ด้วยประการฉะนี้แล

ทุกคนต่างควักสตางค์กันใหญ่ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เบ็ดเสร็จได้ปัจจัยทั้งสิ้น หมื่นบาทเศษ สามารถนำไปจ้างรถขุดสระได้อย่างเพียงพอ ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

กลับมาจากงานนั้น ข้าพเจ้าก็มาทำกำลังใจใหม่ ครับ มามัวนั่งอืดจืดอารมณ์อยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว เวลาไหลไปมิเคยคอยใคร และเวลาก็ซื้อคืนไม่ได้แม้ด้วยทรัพย์มากเพียงไรก็ตาม สอดส่ายสายตา มองหางานบุญ และแล้วก็งานเข้า

พระเพื่อนรูปหนึ่ง มาถามว่า มีที่ใดเขาให้ยืมปั๊มลมพ่นสีหรือไม่ ซึ่งที่บ้านข้าพเจ้าก็พอมีอยู่ แต่แปลกใจว่าท่านจะเอามาทำอะไร ถามดู จึงทราบว่า ท่านอยากจะบูรณะพระพุทธรูปที่อยู่หลังโบสถ์ พระกรข้างขวามีรอยแตกปริอยู่นานแล้ว ซ่อมแล้วก็จักพ่นสีทองทับ

ข้าพเจ้าจึงให้ความเห็นว่า ไหน ๆ บูรณะพระพุทธปฏิมากรโบราณทั้งที ทำไมไม่ปิดทองไปเสียเลย การปิดทองพระพุทธรูปนั้นอานิสงส์มากกว่าการพ่นสีทอง หรือสีอื่นมาก (คาดว่า คงด้วยความที่บูชาพระพุทธเจ้าด้วยทองคำกระมัง) ที่สำคัญหากมีใครร่วมบุญ ซ่อมพระพุทธรูปแม้ด้วยปัจจัยเพียงบาทเดียว หรือสตางค์เดียว ก็จักได้อานิสงส์เต็ม เช่นเดียวกับบูรณะด้วยตนเองทั้งองค์

ผิดกับพระพุทธรูปที่พ่นสี หรือ ผิวสร้างด้วยวัสดุอย่างอื่น อานิสงส์การชำระหนี้สงฆ์ (เป็นอานิสงส์พิเศษ นอกเหนือจากอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปตามปกติ) จักเกิดมูลค่าการชำระหนี้สงฆ์ เท่ากับจำนวนเงินที่ทำบุญเท่านั้น บริจาค ๑ บาท ก็ชำระหนี้สงฆ์ได้ ๑ บาท เป็นต้น (หนี้สงฆ์ คือ การที่เราไปเผลอเอาของสงฆ์มาใช้ โดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ใช้น้ำวัด ไฟวัด เก็บผลไม้ที่ขึ้นในวัด หรือกระทั่งของเสียแตกหักไม่ใช้แล้วในวัด มีโทษมาก และติดตัวข้ามภพข้ามชาติ ครูบาอาจารย์แนะให้ชำระหนี้สงฆ์บ่อย ๆ และการชำระหนี้สงฆ์ด้วยพระพุทธรูปปิดทอง มีอานิสงส์มากที่สุด หากพระพุทธรูปมีขนาดพระเพลา<หน้าตัก> ๔ ศอกขึ้นไป จักชำระหนี้สงฆ์ได้ตั้งแต่ชาติแรกเลย)

ท่านให้ความเห็นว่า ท่านไม่มีปัจจัยเพียงพอ ครับ ที่มีอยู่ คงพอแค่พ่นสีทองเท่านั้น และขณะนี้ทางวัดก็กำลังบูรณะภาพเขียนจิตรกรรมผนังโบสถ์ เจ้าอาวาสมีภาระมากอยู่แล้ว คงไม่สามารถเจียดงบประมาณมาบูรณะพระพุทธปฏิมากรได้

ความจริงแล้ว ท่านก็นิยมบูรณะพระพุทธรูปด้วยการปิดทอง ครับ และต้องปิดทองเองด้วย ไปจ้างช่างมาปิดทอง ท่านก็ไม่ศรัทธา ท่านได้บูรณะปิดทองไปแล้ว องค์หนึ่ง ใช้งบประมาณต่ำกว่าจ้างช่างมืออาชีพมาปิดทอง เกือบครึ่ง (แปดพัน กับ หมื่นห้า) แต่แม้จักปิดทองด้วยตนเองแล้ว ทองก็ยังเป็นทองวันยังค่ำ ใช้งบประมาณมากมายอักโข ข้าพเจ้าจึงขันอาสา หาทุนทรัพย์ มาซ่อมองค์พระพุทธปฏิมากรปิดทอง ครับ น่าแปลกที่ข้าพเจ้ารู้สึกกำลังใจเต็มกับการบูรณะพระพุทธรูป ขณะที่ทำบุญอย่างอื่น กำลังใจไม่เต็มที่เท่านี้ ทำเพราะครูบาอาจารย์สอนให้ทำ แต่ซ่อมพระพุทธรูปนี้ เท่าไหร่เท่ากัน ครับ

 

 

ด้วยจรรยาบรรณของสมณะ จึงไม่อาจเปิดเผยใบหน้าของพระที่ทำหน้าที่ปิดทองได้

 

เมื่อมาคิดย้อนไป ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้วว่า แม้ข้าพเจ้าจักมิได้หล่อเหลาเหมือน ติ๊ก เจษฏาภรณ์ ไม่สูงเท่หุ่นนายแบบเหมือนตาเรน แต่ผิวของข้าพเจ้า ขาวอมชมพูจนผู้หญิงอาย ครับ โดยมิต้องพึ่งเครื่องประเทืองผิวไวท์เทนนิ่งใด ๆ (ไม่เชื่อลองไปถามคุณเอ็ดโด้ดูได้ก๊ะ) แม้ไปตากแดดจนดำเมี่ยม ไม่นานก็กลับขาวดังเดิม สิวก็ไม่ค่อยมี แม้จักใช้ชีวิตแสนโสโครกนอนกับดิน กินกับทราย ปานใดก็ตาม

นี่คงจักเป็นอานิสงส์แห่งการบูรณปฏิสังขรณ์ปิดทองพระพุทธรูปเป็นแน่แท้ และนี่คงมิใช่ชาติแรกที่ข้าพเจ้าบูรณะพระพุทธปฏิมากร แต่คงทำมาหลายร้อย หลายพันชาติแล้ว อานิสงส์การปิดทองพระพุทธรูป ท่านว่าไว้ แม้เกิดชาติใดอยู่ในยุคที่เขานิยมผิวสีอย่างไร ก็จักมีผิวสีนั้น เช่น แม้ไปเกิดในยุคที่เขานิยมผิวสีดำ ข้าพเจ้าก็จักเกิดมาผิวสีดำขำตามสมัยนิยม (ผิวขาวมาแต่เด็กแล้ว ครับ แต่สมัยก่อนเขามิได้นิยมผิวขาวกันมากขนาดนี้)

ดังนี้แล้ว หากใครประสงค์จักร่วมบุญในการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปอายุกว่าร้อยปี มีตู้รับบริจาควางไว้ที่บ้านอนุสาวรีย์ สถานที่รับแขกของ อ.เล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน เปิดทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือน หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขา ท่าพระ ชื่อบัญชี พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร หมายเลขบัญชี 01-0115-20-080546-0 เพื่อจักได้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในงานบุญ และผิวพรรณงดงามชั่วกาลนาน

โครงการนี้ จักเริ่มบูรณะสัก ๒ องค์ก่อน ครับ หากมีผู้ร่วมบริจาคมาก ก็จักขยายการบูรณะเพิ่มต่อไป

 

 

องค์นี้มีรอยแตกที่บริเวณพระกร ครับ
 

 

 

องค์นี้สภาพดี ครับ ปิดทองได้เลย

 

เบื้องต้นนี้ มีผู้ร่วมบริจาคเข้ามาดังนี้

 

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม                 ๑๗,๕๐๐ บาท

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม                    ๒,๐๐๐ บาท

โยมสหธรณ เนาวรัตนพงษ์              ๔,๐๐๐ บาท

(เป็นค่าแรงคนงาน และอุปกรณ์ ช่วยเตรียมผิว ก่อนปิดทอง)

คณะญาติโยมพระพสุธา วัดละหาร    ๒,๕๐๐ บาท

โยมอังคนา ปราโมทย์ภิภพ              ๒,๐๐๐ บาท

โยมอังศุมาลิน โสภาสุวพันธ์                ๒๐๐ บาท 

มหาโอ๊ต                                 ๑,๐๐๐.๙๙ บาท

ตู้รับบริจาคบ้านอนุสาวรีย์                ๘,๔๕๐ บาท

 

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

 

ทองคำเปลว ๑๐,๐๐๐ แผ่น    ๓๗,๐๐๐ บาท

พระเกศ และอุปกรณ์เพิ่มเติม    ๒,๐๐๐ บาท

 

ภาพพระพุทธรูปที่รอการบูรณะต่อไป (ถ้าทุนทรัพย์เพียงพอ)

 

 

 

 

 

 

 
 
 

 

หมายเหตุ ๑ : นิทานเรื่องดังกล่าวมีข้อสังเกตที่ตรงกับการสะกดจิตรักษาโรค ซึ่งผู้ถูกสะกดจิต จะถูกสะกดจิตพาย้อนอดีตไป จนไปพบต้นเหตุแห่งอาการป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ พอออกจากการสะกดจิตแล้ว อาการป่วยหายเป็นปลิดทิ้ง เช่น มีชายคนหนึ่ง มีอาการปวดต้นคอโดยไม่มีสาเหตุ แล้วทำการสะกดจิตย้อนอดีต ไปพบว่า เคยเป็นนายทหารสเปน คอยฟันคอทหารอังกฤษ ที่บุกเข้ามาในช่องแคบ ซึ่งเดินเข้ามาในป้อมได้ทีละคน พอออกจากการสะกดจิต อาการปวดต้นคอก็หายเป็นปลิดทิ้ง เป็นต้น จึงอาจอนุมานได้่ว่า มีเค้าความจริงอยู่ 

หมายเหตุ ๒ : ตอนจบของเรื่อง พรานหนุ่มได้กลับมาขุดสมบัตินำไปถวายแด่พระราชา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเศรษฐี อยู่กินกับเมียช็อปปิ้งเพลินไปชั่วกาลนาน ever after happy ending แทงกิ้วหลาย ๆ ที่อ่านมาจนจบ ขอให้สนุกกับเทศกาล June write กันต่อไปนะคร๊าบ บ๊ายบายจ้ะ รักคนอ่านนะ จุ๊พ ๆ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๕ - ขอบเขตของพระพุทธศาสนา

edit @ 6 Aug 2009 14:04:46 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แวะมารดน้ำต้นไม้ให้ครับ
ว่างๆ เข้าไปทักทายกันได้นะค๊าบบบบ
จะได้เป็นเพื่อนกันเนอะ ^^

#1 By Friday Team on 2009-06-11 18:01

อนุโมทนาก่อนเลยครับ เดี๋ยวอีกไม่นานจะโอนเงินเข้าร่วมทำบุญด้วยconfused smile Hot!

#2 By on 2009-06-11 18:06

Hot! ทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ

#3 By mahaoath on 2009-06-11 18:06

ขอโมทนาสาธุค่ะ ( รวบยอด )


จะ ทำบุญให้ยิ่งๆขึ้นไป ค่ะ big smile

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-06-11 20:41

พรูด ถ้าทำบุญหนูไม่อยากได้ผิวขาวชมพูอ่ะ หนูอยากได้ผิวซีดจนเส้นเลือดขึ้น


อนุโมทนาคะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By Cotton on 2009-06-11 21:23

ทำบุญ ทำความดี ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมนะครับ confused smile

#6 By nora on 2009-06-11 21:40

555 ท่านรี่ผิวดีจริงอย่างว่า โมทนาสาธุค่ะ ^_^

#7 By Rinna ♥ on 2009-06-11 22:48

อนุโมทนาค่ะ
เรื่องนี้สนุกมากเลย
สนุกกว่าการ์ตูนวอลดิสนีย์ซะอีก(ไม่ได้โม้น้า)

ถ้าอยากจะร่วมทำบุญทำยังไงค้า
เจริญสตินี่(พยายาม)ทำอยู่แล้วน่ะค้า
อยากผิวสวยๆบ้างค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#8 By Namast'E on 2009-06-11 23:05

อ๊ะ เพิ่งเห็นว่ามีรายละเอียดแล้ววว โทษทีค่าา หนูมึน sad smile

#9 By Namast'E on 2009-06-11 23:07

สาธุ...ทำบุญให้ยิ่งๆขึ้นไป
สาธุ...เทวดา
สาธุ...ตุ๊คนเล่า...เจ๊า
Hot!

#10 By iamraka on 2009-06-11 23:16

Hot! Hot!

สาธุ confused smile

#11 By ไทดี้ on 2009-06-12 06:13

#1

เอ่อ...sad smile

#2-#11

สาธุ ครับ

#5

รสนิยมแปลกดีนะ อย่างนั้นต้องลองไปใช้ชีวิตในห้องใต้ดินสักห้าหกปี อย่าให้โดนแดดแม้สักนิด หรือย้ายไปอยู่แถวยุโรป ก็เช่นกัน ปี ๆ หนึ่ง มีแดดอยู่ไม่กี่เดือน เดี๋ยวก็ได้ซีดสมใจอยาก

#8

เอางั้นเลยรึ แสดงว่า เป็นคนมีจิตใจละเอียดกระมัง ถึงชอบเรื่องที่มีมาในพระธรรมบท

เจริญธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2009-06-12 08:25

ซาบซึ้งๆ เป็นบุญของผมจริงๆ ที่แอดบล็อคหลวงพี่ไว้
อนุโมทนาสาธุ~big smile

#13 By lockman on 2009-06-12 09:38

นมัสการค่ะหลวงพี่เชอร์รี่...มาตามเสียง SMS ค่ะ

ฮากระจายทีเดียวหนอ เป็นไงเล่าเจอพระเรโทรฯ เข้าไป แถมยังมั่นใจในผิวพรรณตัวท่านเองแบบสุดๆ นับถือนะคะเนี่ย โยมก็ถึงกับมึนไปเลย พะยะค่ะ confused smile

พระพุทธรูปสวยจังค่ะท่าน อยู่ที่วัดไหนเหรอคะ เห็นแล้วทำให้นึกถึงวัดใต้ จังหวัดยโสธร บ้านเกิดของคุณยาย ก็มีพระเก่าแก่หลายร้อยปีที่ต้องการการบูรณะปฏิสังขรณ์เหมือนกันค่ะท่าน เห็นแล้วรับรอง ณ จังงังในความสวยงามเก่าแก่

ก็ขอจองเป็นคิวต่อไปนะคะ กราบขอบพระคุณไว้ล่วงหน้าค่ะท่าน surprised smile big smile

ปล.ถ้าต้องการไปเห็นสถานที่จริง จะขออาสาเป็นผู้นำทางให้กับทางคณะฯ เองเลยค่ะ ชื่นชอบ ชื่นชอบ

#14 By Big big girl (58.8.125.15) on 2009-06-12 09:58

ปล.อีกที ท่านคะ มุขหลวงพี่เซนโซดายนี่คิดนานไหมคะเนี่ย ขอนับถือแบบสุดๆ เฮ้อ...
open-mounthed smile confused smile sad smile question surprised smile wink cry

#15 By Big big girl (58.8.125.15) on 2009-06-12 10:03

#13

สาธุ ครับ

#14-#15

อ๋อ... ก็หลังโบสถ์วัดที่ข้าพเจ้าอยู่นี่แล

โอ้ย...นี่แค่ดอกบัวคู่ เกิดเป็นเซนโซดายน์ อาจจะมีรีดให้หนักว่านี้ วิธีการนี้ไม่ได้คิดเอง หม่อมแม่เป็นคนทำให้ดู ส่วนวิธีพรีเซ้นท์ก็เป็นปกติของเอ็นทรี่ดักอยู่แล้วนิ cry cry cry

เจริญธรรม ฯ

#16 By Dhammasarokikku on 2009-06-12 10:10

เห็นแล้วอยากจะไปบวชสักสามวัน แต่เวลานะสิ
รดน้ำดีกว่า
สาธุ big smile ปิดทองแล้วผิวขาวอมชมพูนี่เอง

#18 By Daughter Of Sparda on 2009-06-12 15:16

ขอบคุณคร้าบHot!

#19 By n h e p h e x on 2009-06-12 15:39

อนุโมทนา..ขออนุญาตเพิ่มเติมความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องบุญเล็กน้อยนะครับ (คัดบางส่วนจากหนังสือsecretเรื่องผู้เมาบุญน่ะครับ)
|
|
V
การทำบุญในพระพุทธศาสนาต่างกับการทำบุญทั่วไปที่มักเหมารวมกับการทำทาน

เชื่อกันว่าเมื่อทำบุญแล้วจะยิ่งมีความรวย ความมั่งคั่งในชาติหน้า

มีการขอพรพระ ขอเทวดาศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย แสวงหาวัตถุมงคลมาครอบครอง

ทำโดยความเมาบุญ หลงลืมไปว่านั่นเป็นการกระทำด้วย...



ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น
(อยากสบายใจ)

เมื่อเห็นผู้อื่นทำบุญได้มากกว่าก็อิจฉาในบุญของผู้อื่น ตระหนี่ในบุญของตนเอง

ยิ่งพอกพูนกิเลส ยิ่งยึดมั่น ถือมั่น ถือผิด ๆ ว่าสวรรค์คือสิ่งวิเศษ

ทั้ง ๆ ที่เป็นภพแห่งการมัวเมาลุ่มหลงในกามสุขอย่างยากที่จะถอดถอน

แทนที่จะทำบุญเพื่อคลายความตระหนี่ ความยึดมั่นถือมั่น

สละซึ่งความอยากได้ อยากมี อยากเป็น

กลับทำด้วยกิเลส เป็นการลงทุน สุดท้ายต้องเป็นทุกข์เพราะความอยาก

และไม่สมหวังในความอยากนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็น\"ผู้เมาบุญ\"

พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเพื่อให้สัตว์โลกถอดถอนความยึดมั่น ถือมั่น

คลายความหลงผิด พระองค์ทรงสอนเรื่องทุกข์

เพื่อจะได้พ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง เพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ

ปัจจุบันเรารู้จักแต่อยากทำทาน กลายเป็นศาสนาพุทธคือเข้าวัดทำทาน..จะได้รวย

ซึ่งห่างไกลกับคำสอนเหลือเกิน



เมื่อทำบุญให้ถูก และหมั่นรักษาศีลจึงจะเกิดกุศลจิต คือใจที่คลายความตระหนี่

คลายจากความโลภ ละจากความยึดมั่นถือมั่น ว่านั่นคือของเรา นี่คือของเรา

--->จิตที่เป็นกุศลนี้จึงจะเป็นจิตที่เหมาะสมกับการทำสมาธิ

รู้ตามความเป็นจริง ไม่เป็นมิจฉาสมาธิ <---


การทำบุญที่ถูกตรงจึงหมายถึง \"ละ\" เพื่อจิตที่เป็นกุศล

#20 By ทำบุญเพื่ออะไร (222.123.21.47) on 2009-06-12 15:39

#20

เอิ๊ก ๆ แล้วอย่างข้าพเจ้านี่เข้าข่ายเมาบุญหรือเปล่าเนี่ยะ

เจริญธรรม ฯ

#21 By Dhammasarokikku on 2009-06-12 15:50

หว๋า ๆ ๆ
ขออภัยนะครับหลวงพี่ เม้นข้างบนกินเนื้อที่ยาวไปหน่อย
แค่คิดว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆบ้างน่ะครับ

#22 By ทำบุญเพื่ออะไร (222.123.21.47) on 2009-06-12 15:54

ถ้าผมทำทุกอย่างเพราะ"อยากหลุดพ้น" ผมก็เข้าข่าย เมาบุญอ่ะจิครับ T^T

#23 By (222.123.21.47) on 2009-06-12 15:58

#23

ทำบุญทุกอย่างหวังหลุดพ้นอย่างเดียว เป็นการทำบุญขั้นปรมัตถ์ ครับ ไม่ใช่เมาบุญ

เจริญธรรม ฯ

#24 By Dhammasarokikku on 2009-06-12 17:15

ตามปริ๊นท์อ่านอีกแล้วเรา อ่านจบจะกลับมาเม้นท์นะคะ

#25 By ลูกเป็ด on 2009-06-12 21:46

อนุโมทนาสาธุค่ะ

#26 By (^_^)/nana on 2009-06-13 03:03

โอนปัจจัยไปเมื่อกี้ 1,000.99 บาท ร่วมทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์ด้วยครับผม confused smile

#27 By mahaoath on 2009-06-13 09:34

#27

สาธุ ๆ ขอรับ

เจริญธรรม ฯ

#28 By Dhammasarokikku on 2009-06-13 10:14

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาแบ่งปันอยู่เสมอ

#29 By VaNneSSa on 2009-06-13 23:19

อนุโมทนาครับHot!

#30 By kitt on 2009-06-30 05:39

Favourites