ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนต้น ขอแนะนำให้ไปอ่านก่อน ครับ

 

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๑

พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๒

 

 

 

นึกว่า จักจบซีรี่ย์พระกาฬแล้ว พอดีมีเม้นท์เข้ามาในเอ็นทรี่ที่แล้ว ยกบทความบางส่วนในนิตยสารชื่อว่า secret (ได้ข่าวว่า เป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมพอควร) เห็นว่า นำมาเขียนขยายความสักหน่อยท่าจะดี (ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า เวอร์ชั่นเต็มหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ยกมาบางส่วนแบบนี้ ดูจักเข้าใจผิดได้ง่ายแฮะ)

บทความนั้นกล่าวถึงอาการเมาบุญ ของผู้ที่ทำบุญหวังรวย ทำบุญหวังโน่น หวังนี่ มิได้ละความโลภ บางทีกลับโลภมากขึ้นเสียอีก แล้วผิดหวังที่ไม่ได้สิ่งที่คาดหวัง กลายเป็นทุกข์จากการทำบุญ ว่า ห่างไกลคำสอนของพระพุทธองค์เหลือเกิน แม้การทำบุญเพื่อหวังไปสวรรค์ก็ไม่ควร ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา

ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยในแง่ของการทำบุญหวังรวย ครับ ซึ่งมีสำนักหนึ่ง ชอบใช้เป็นแคมเปญในการเชื้อเชิญมาทำบุญ ชิตังเม ชิตังเม รวย ๆ ๆ ทำบุญด้วยเงินจำนวนมาก ได้บุญมาก อะไรเทือกนั้น ข้าพเจ้าเองก็เคยนึกตำหนิ ลัทธิที่นำคำสอนของพระพุทธองค์มาบิดเบือน แต่คิดอีกที มันเป็นกฏแห่งกรรม ครับ

สำนักปฏิบัติธรรมมีเป็นร้อยเป็นพันแห่งทั่วประเทศ ทำไมคนกระจุกหนึ่ง ถึงต้องมาที่นี่ คิดแล้วคงเป็นเพราะเคยสร้างกรรมร่วมกันไว้นั่นเอง ครับ เรื่องถูกหลอกให้ทำบุญ หลงเชื่อคำสอนที่ถูกดัดแปลง ก็เป็นเพราะผู้นั้น ไม่ศึกษาให้ดีเอง พระไตรปิฎกมีให้ศึกษามากมาย มิใช่เป็นคัมภีร์ลึกลับหายากสักหน่อย

ข้าพเจ้าเองก็เคยเป็นเสี่ยวรำพึง ทำบุญด้วยความงมงายเหมือนกัน ครับ แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งก็หลุดออกมาเอง ก้าวไปหาจุดที่ดีกว่า ตรงกว่า ถูกต้องกว่า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า เขาทั้งหลายที่หลงผิดไป หากทำบุญไปเรื่อย ๆ ศึกษาไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งก็จักพบหนทางที่ถูกต้องเอง หากสงสารเขา ทว่าทิฏฐิเขากำลังแรง อาจจะติติงท้วงได้เล็กน้อย แนะได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรไปตำหนิคัดค้านแรง ๆ และก็ไม่ควรไปแนะชี้นำทางสว่างกระไรให้เขาหรอก ถ้าเขากำลังเมาบุญ แนะอย่างไรก็ไม่ฟัง รังแต่จักเป็นโทษ ทั้งแก่เราและเขา

ในแง่ของผู้มีบารมีเต็ม ทำบุญแล้วหวังหลุดพ้นเพียงประการเดียว เนื้อหาบทความที่ยกมานั้นถูกต้องทุกประการ ครับ

แต่สำหรับผู้ที่ยังคลานเตาะแตะ อาจจักเกิดความเข้าใจผิดได้ (มีหลักฐานในเม้นท์ต่อมาทันที) ข้าพเจ้าก็ขอขยายความสักนิด เพราะอ่านดูเิผิน ๆ อาจเข้าใจผิดได้ง่าย

ต้องใส่ใจกับพระพุทธพจน์ให้มาก ครับ พระองค์ตรัสว่า "อักขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก (หรือผู้ชี้ทาง) ฉะนั้น พระองค์จึงสอนวิธีการทำบุญไว้หลากหลายทีเดียว แล้วก็ไปเลือกทำกันเอง ตามความพอใจ มิได้บังคับให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ สังเกตคำสอนของพระองค์จักเป็นเพียงการบอกว่า ทำอย่างนี้ มีผลอย่างนี้ ทำอย่างนั้น มีผลอย่างนั้น มิใช่ทำอย่างนั้นผิด ทำอย่างนี้ถูก

ทำทานแบบใดไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม หรือ นิพพาน พระองค์ก็แจงไว้สิ้น มิได้ห้ามมิให้ทำแบบใดแบบหนึ่ง หรือบังคับให้ทำแบบใดแบบหนึ่ง ขึ้นกับเราจักพอใจแบบไหน เลือกไปกันเอง ครับ

ทำทานแบบเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็มีสิทธิ์ไปนรกได้ ครับ เช่น ทำทานด้วยความอิจฉา หรือทำทานโดยหวังประชด

ทำทานแบบโลภ ตระหนี่ ทำน้อยหวังมาก ก็มีสิทธิ์ไปเป็นเปรตได้ ครับ เช่น ทำบุญให้เจ้าอาวาส เพื่อให้ตัวเองได้รับเหมางานก่อสร้างในวัดทั้งหมด

ทำทานแบบมีทั้งบุญ ทั้งบาป พร้อมกัน ก็มีสิทธิ์ไปเป็นอสุรกายได้ ครับ เช่น ไปโจรกรรมของคนรวย มาแจกคนจน หรือฆ่าสัตว์เพราะไม่อยากเห็นมันทรมาน

ทำทานแบบหวงบุญ นี่บุญของฉัน ห้ามใครมายุ่ง ก็อาจไปเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เช่น กลับมาเป็นงูเฝ้าถาวรวัตถุที่ตนสร้างถวายไว้ อาจจะเป็นห้องพักในสถานปฏิบัติธรรม สร้างแล้วไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ ยึดมั่นว่า นี่เป็นกุฏิของฉัน เวลาใกล้ตายจิตอาวรณ์ถึงห้องพักนี้ ก็จักได้เกิดมาเป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องพักนั้น

ทำทานแบบมีศีล ๕ ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็สามารถกลับมาเป็นคนได้ ครับ

ทำทานแบบมีใจเป็นกุศล หวังสงเคราะห์ผู้อื่น มีความละอาย และเกรงกลัวบาป ก็สามารถไปเป็นเทวดาได้ ครับ

ทำทานแบบจิตเป็นฌาน จิตคิดให้ คิดสละเป็นปกติ จิตสุดท้ายคิดถึงการให้ จนเป็นสมาธิ ก็สามารถไปเป็นพรหมได้ ครับ

ทำทานแบบให้ เพื่อละกิเลส ละโลภ ละโกรธ ละหลง ละจนหมดจด ไม่หวังมาเกิดอีก ก็ไปนิพพานได้ ครับ

หรือแม้กระทั่ง ทำทานแบบให้รวยทันตาเห็น ทำวันนี้รวยวันนี้ ท่านก็แจงไว้ ครับ คือให้ไปหาผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ทำบุญวันนี้ ก็รวยวันนี้เลย อยากรวยก็ไปหามา พระที่เข้านิโรธสมาบัติได้หน่ะ เวลาทำบุญกับท่าน ทำกำลังใจแบบไหน ก็แจงไว้อีกเช่นกัน

ดังนี้แล้ว จักทำทานอย่างไร ก็เข้าข่ายเป็นคำสอนของพระองค์ทั้งสิ้นละ ครับ ข้าพเจ้าไม่เห็นมีกระไรห่างไกล เพราะพระองค์เป็นเพียงผู้บอก

คนเรามีกำลังใจไม่เสมอกัน ครับ บางคนอาจหวังเพียงไปเสพสุขในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของเขา พระองค์เพียงชี้ให้เห็นโทษ เห็นประโยชน์ ของการทำทานแบบต่าง ๆ

บุคคลผู้เป็นที่โด่งดัง แม้ใครได้อ่านพระไตรปิฎกสักนิด ก็ย่อมรู้จัก เธอเป็นพระโสดาบันเสียด้วย เธอชื่อนางวิสาขามหาอุบาสิกา ครับ เธอทำบุญอย่างหนักหน่วงตลอดชีวิต แล้วตั้งความปรารถนาจักกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ๗ ชาติ เพื่อเสวยความสุขจากผลบุญที่เธอได้ทำ หากคำสอนของพระพุทธองค์ มุ่งตรงไปที่พระนิพพานเพียงที่เดียว นางวิสาขาก็อยู่ห่างไกลคำสอนซีเนี่ยะ

ในพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า อนุปุพพีกถา หรือธรรมอันฟอกจิตของสัตว์ไปโดยลำดับ ก็มีการสรรเสริญคุณของสวรรค์เสียด้วย เรียกว่า สัคคกถา ตามด้วย กามทีปนพ  ชี้ให้เห็นโทษของกาม แล้วลงท้ายด้วย เนกขัมมานิสงส์ คุณแห่งการออกจากกาม ผู้คนที่เห็นด้วยกับเนกขัมมานิสงส์ ก็บรรลุธรรมกันเป็นแถบ ๆ ส่วนผู้ที่พอใจแค่สวรรค์ ก็ขอถึงไตรสรณคมน์ เขาทั้งหลายอยู่ห่างไกลคำสอนหรือเปล่า ครับ?

ข้าพเจ้าไม่ใคร่เห็นด้วย เวลาเห็นใครพูดถึงศาสนาพุทธในแนวที่ว่า เป็นศาสนาที่มุ่งไปหาพระนิพพาน ความดับไม่มีเชื้อ เพียงอย่างเดียว ถูกแล้ว ครับ นั่นเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระศาสนา แต่ก็ใช่ว่า พระองค์ละเลยคำสอนในการครองเรือน และก็ใช่จะแยกแยะว่า ถ้าคำสอนนั้นมุ่งไปพระนิพพานเป็นของศาสนาพุทธ มุ่งไปอย่างอื่นไม่ใช่ เป็นของศาสนาอื่น คำสอนทั้งหลายนั้นมุ่งให้เกิดความสุข ในเพศของตนมากกว่า เช่น จะเป็นนักเรียนที่มีความสุข พึงปฏิบัติต่อครูอาจารย์อย่างไร จะเป็นสมณะที่มีความสุข (สุขของสมณะคือพระนิพพาน) พึงปฏิบัติเช่นไร เป็นต้น

ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้าเคยได้ยินคำติดหู ในคลาสสอนพระพุทธศาสนา ที่ว่า เจ้าชายสิทธัตถะจักได้เป็นศาสดา "เอก" ของโลก เวลานั้นเข้าใจว่า มีหลาย "เอก" ครับ คิดว่า เป็นเพียงศาสดาชั้นแนวหน้าที่คนทั่วไปในโลกให้ความนับถือ พอโตขึ้นได้ศึกษาจึงพบว่า คำว่า "เอก" ในที่นี้ หมายถึง หนึ่งไม่มีสอง หรือ second to none ครับ

ฉะนั้นในความเห็นของข้าพเจ้า ศาสนาพุทธจึงครอบคลุมกว้างไกลเหลือเกิน ครับ มิใช่คับแคบแค่ "ทางไปพระนิพพาน" เพียงอย่างเดียว

ขอยกคำของคนที่บอกว่า เขาไม่ได้นับถือศาสนาใด ๆ เลยหน่อยเถอะ ดูเขาจักเข้าใจกระไร ๆ ในศาสนาพุทธได้ดีทีเดียว เขาว่า "ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งจักรวาล" ครับ เฮียคนพูดแกเป็นฝรั่งยิว ชื่อคุณปู่ไอน์สไตน์ ครับ

ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว ครับ ข้าพเจ้าเห็นว่า ศาสนาพุทธ เป็นเนื้อเดียวกับจักรวาล ธรรมะ คือ ธรรมชาติ มิได้มีการขีดเส้นล้อมกรอบตัวเองว่า ตรงนี้ศาสนาพุทธ ตรงนั้นไม่ใช่

อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นแค่ความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น ครับ ใครจะเชื่ออย่างไร ทำอะไร ก็เป็นเรื่องของเขา

ในทริปทอดผ้าป่า ล่าพระกาฬ ตามพรานป่า ของพระหน้าขาวอมชมพูนั้น ยังไม่จบดี ครับ คณะเราไปแวะไปอีก ๒ ที่ คือ สำนักสงฆ์ท้ายเขาตะบองนาค ซึ่งเป็นสำนักที่พระเพื่อนสหธรรมมิกเคยมาจำพรรษา ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก เพราะอยู่บนเขา สูงถึง ๑๒๐ เมตร ข้าพเจ้าเคยไปพักอยู่ระยะหนึ่ง กลับมาจากบิณฑบาตขาสั่นเลยทีเดียว ชาวบ้านแถวนั้นก็มีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ฐานะยากจน แม่พราหมณ์รักษาศีล ๘ ห่มขาวที่นี่ จึงต้องรับภาระ คอยซื้ออาหารมาเลี้ยงพระเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้สำนักร้างไป ปัจจุบันมีพระหลวงตาอาพาธ พำนักอยู่ ๑ รูป ออกบิณฑบาตไม่ไหว คณะของเราจึงช่วยกันคนละไม้คนละมือ บริจาคจตุปัจจัยไว้ที่สำนัก เพื่อเป็นค่าอาหาร ส่วนข้าพเจ้าพกเครื่องเล่นดีวีดีใหม่เอี่ยมไปด้วย นำมาเปลี่ยนให้ที่สำนักใช้ฟังธรรมะจากแผ่นดีวีดี (จุกว่าแผ่นซีดีมากมาย) เพราะที่นี่ไม่มีครูบาอาจารย์ ครับ ปฏิบัติกันไปตามมีตามเกิด ก็มีเสียงธรรมนี่แล เป็นครูอาจารย์ เปลี่ยนเสร็จแล้ว ก็นำเครื่องวีซีดีเก่าของสำนัก ไปบริจาคให้ชาวเขาต่อไป

 

 

ความเป็นอยู่ลำบาก แต่สถานที่สัปปายะ เงียบสงบ และวิวสวย ครับ
 

 

 

 

 

 

จากนั้นก็แวะไปเที่ยวที่วัดเขาภูคาจุฬามณี สถานที่บรรลุธรรม ของหลวงปู่บุดดา ถาวโร นมัสการรอยพระพุทธบาท แล้วก็กลับกรุงเทพฯ ครับ

 

 

บรรยากาศภายในถ้ำ น่าบรรลุธรรมจริง ๆ
 
 

จ๊างน้อย แปร๋น ๆ กับพระอวบผิวขาวอมชมพู
ช้างปาลิไลยยกะ ครับ เป็นพระโพธิสัตว์นะ ครับเนี่ยะ
 
 
 
วิวบนยอดเขา ครับ
 
 
 
เห็นนิ้วเท้าทั้ง ๕ ไหม ครับ
 
   
 
ภาพรอยพระพุทธบาท ใหญ่โตมโหระทึก
 
 
 
ประวัติรอยพระพุทธบาท ครับ
 
 
 
พระผุด คร๊าบ พระผุด (พระพุทธเกศแก้วจุฬามณี)
 
 

 

อาจจะมีคนสงสัยว่า เป็นรอยพระพุทธบาทจริงหรือ? ทำไมใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้น ข้าพเจ้าก็เคยสงสัยเหมือนกัน ครับ พอได้อ่านประวัติรอยพระพุทธบาทแล้ว จึงถึงบางอ้อ ครับ อ่านจากภาพ คงอ่านไม่รู้เรื่องใช่ไหม จักพิมพ์เองก็ขี้เกียจ ข้าพเจ้าเลยไปเซิร์ชในเน็ต เจอบล็อกของวัด ก็เลยไปก๊อปมาแปะ และพิมพ์เพิ่มเข้าไป เพื่อให้เนื้อความตรงกับภาพประวัติที่ถ่ายมา ดังนี้

 

รอยพระพุทธบาทเขาโภคา

                                               .... เรียบเรียงโดย โสภณ สว่างหล้า

ตามตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า เขาโภคา หรือบางท่านเรียกเขาภูคา เป็นเขาลูกเดียว ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเขาลูกอื่น ๆ เดิมบริเวณนี้เป็นป่า ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงโปรดให้สร้างทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ-นครสวรรค์ ซึ่งทางรถไฟที่สร้างนี้ อยู่ห่างจากภูเขาลูกนี้ประมาณ ๘๐๐ เมตร นายช่างที่คุมการก่อสร้างเห็นว่า มีภูเขาหินอยู่ใกล้เช่นนี้ จึงคิดจะเอาหินที่เขาลูกนี้ มาใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟ จึงได้สร้างทางรถไฟน้อยแยกออกมาถึงเขาลูกนี้ เพื่อเตรียมจะขนหินที่ระเบิดได้ ไปใช้ แต่เมื่อช่างทำการเจาะหินระเบิด ก็ได้ยินแต่เสียงระเบิด ดังกึกก้องหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีหินแตกออกมาสักก้อน นายช่างพยายามที่จะระเบิดสักเท่าไร ก็ทำไม่สำเร็จ

ความนี้ได้ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก จึงสั่งให้ยุติการทำลายภูเขาลูกนี้ พร้อมทั้งพระราชนามว่า "เขาโภคา" ซึ่งมีความหมายว่า "ภูเขาอันเป็นโภคสมบัติของแผ่นดิน" ที่สุดนายช่างที่ทำการก่อสร้าง ก็พาลูกน้องกลับไปเจาะระเบิดเอาหินจากเขาช่องแคมาใช้ หลังจากนั้น ก็มีชาวบ้านอพยพมาพักอาศัยอยู่ชายภูเขาลูกนี้ ประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน

ต่อมามีพระธุดงค์จาริกมาปฏิบัติธรรมในถ้ำของภูเขานี้หลายต่อหลายรูป เช่น สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), พระอาจารย์มั่น, หลวงปู่โอภาสี, หลวงพ่อเดิม, พระอาจารย์สิม, พระอาจารย์ฝั้น, หลวงปู่บุดดา, หลวงปู่สงฆ์, พระอาจารย์วิริยัง, พระอาจารย์อ่อน, หลวงปู่โง่น ฯลฯ พระเถระหลายองค์ได้ปฏิิบัติจนบรรลุธรรม ณ ภูเขาลูกนี้

หลายครั้งในเวลากลางคืนจะมีชาวบ้านเห็นเป็นรูปปราสาทรัศมีสว่างทั้งองค์ ปรากฏขึ้นที่ไหล่เขา หลังหมู่บ้านของตน จึงพากันมาดู แต่ไม่รู้ว่า เป็นอะไร สอบถามพระเถระที่มาอยู่ปฏิบัติธรรมในถ้ำ ได้คำตอบว่า สงสัยจะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ ชาวบ้านไปค้นก็ไม่พบอะไร

ที่สุดในช่วงที่มีการก่อสร้างพระเกศแก้วจุฬามณีเป็นเวลาหลายครั้งหลายคืน ชาวบ้านที่มาช่วยกันขนปูนทรายก็ได้เห็นว่ามีแสงรัศมีสีเขียวนวลพุ่งขึ้นมา จากด้านหลังของพระเกศแก้วหรือทางทิศเหนือ

วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อพลอย เตชพโล สร้างพระเกศแก้ว ได้มีพระเพื่อนของหลวงพ่อพลอย ได้เดินทางปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาบนยอดเขาภูคา ท่านเดินไปเห็นมีอ่างน้ำขนาดเล็กๆซึ่งมีดอกบัวสีม่วงขึ้นอยู่ในอ่าง จึงได้ปักกลดอยู่บริเวณนั้น จึงนิมิตเห็นภาพคล้ายรอยพระพุทธบาท จึงมาขอแรงชาวบ้านมาขุดและล้างทำความสะอาดโกยดินออกหมดเห็นรอยเท้ามี ๕ นิ้วจึงแน่ใจว่าต้องเป็น "รอยพระพุทธบาท" ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตามความในพระพุทธประวัติ กล่าวไว้ว่า "อันรอยพระบาทของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงเหยียบที่ใดแม้โรยฝุ่นขาว ก็จะไม่ปรากฏรอยให้เห็น แต่ถ้าประสงค์จะให้ปรากฏรอย แม้หินผา หรือแผ่นเหล็ก ก็จะอธิษฐานให้ปรากฏได้ ใหญ่เล็กตามปรารถนา" ด้วยเหตุนี้หลังจากนั้นหลวงพ่อพลอยได้ถ่ายภาพรอยพระพุทธบาทที่พบไปให้กรมศิลปากรพิสูจน์ว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริงหรือไม่ ปรากฏว่า เป็นรอยพระพุทธบาทถูกต้องตามพุทธลักษณะ จึงขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกแผ่นดินว่าเป็น "รอยพระพุทธบาทหินเป็นตามธรรมชาติ"

เป็นอันว่า ที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระพุทธบาทต้องมีขนาดใหญ่กว่าเท้าคนปัจจุบัน ประมาณ ๒.๕ เท่า เพราะพระองค์สูงถึง ๘ ศอก หรือ ๔ เมตร ก็เป็นอันใช้ไม่ได้ ครับ รอยพระพุทธบาทจักใหญ่เล็กเท่าไหร่ก็ได้

ก่อนจบ ขอย้ำพระพุทธพจน์อีกครั้ง ครับว่า "อักขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก

จบตอน ๕

edit @ 13 Jun 2009 20:22:26 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! อธิบายพระพุทธศาสนาในทางกว้าง ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ

#1 By mahaoath on 2009-06-13 13:18

แอบเข้ามานั่งฟังเทศน์ด้วยคน หลวงพี่เทศน์เก่งน่าฟังจริงๆค่ะ

#2 By Rinna ♥ on 2009-06-13 15:48

นึกถึงเกมสมัยนี้ที่เลือกเล่นแล้วจะมีฉากจบแบบต่าง ๆ จริง ๆ ครับ ไม่่างอะไรกับเกมชีวิตเลย

#3 By nora on 2009-06-13 16:19

อ่านแล้วรู้สึกถึงความไพเราะครับ

#4 By on 2009-06-13 17:06

Hot! Hot! Hot! Hot! สวยและสงบ มากเลยค่ะ

#5 By # li DarK_SpritE il # on 2009-06-13 19:25

หนูชักติดใจหลวงพี่แล้ว

Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By Cotton on 2009-06-13 21:12

รอยพระพุทธบาทน่าไปนมัสการมากเลยค่ะ
ถ้ำก็สวยมากเลย Hot!

http://namaschan.exteen.com/
<< ลองเขียนเกี่ยวกับดูจิตดูค่ะ ไม่ทราบว่าถูกต้องรึเปล่าค่ะ ^^ รบกวนหลวงพี่ช่วยตรวจดูทีค่ะ

#7 By Namast'E on 2009-06-14 01:02

ขออนุโมทนาด้วยขอรับ หลวงพี่

เรื่องพุทธบาท เป็นเช่นนี้นี่เอง สงสารมานานอยู่เหมือนกันนะขอรับนี่

ว่าแต่ เรื่องเพ่งกสิน พิสูจน์โลกแห่งจิตนี่ ยังไม่จบเลยนะขอครับ

ช่วงนี้รู้สึกชีวิตตกต่ำพิกลๆ อยู่ต่างบ้านต่างเมือง
ประเทศมันก็เป็นประเทศคนบาป ศาสนาพุทธก็อ่อนแอ ผู้คนขาดที่ยึดเหนี่ยว สารพัดปัญหาสังคม แต่เรายังอุตส่าห์หอบสังขารมาร่วมกับพวกเขานะ สงสัยทำกรรมร่วมๆ กันมาเหอะเหอะ

#8 By Witna on 2009-06-14 01:23

#1-#5

ขอบคุณ ครับ

#6

สงสัยจะพิมพ์ผิด ตั้งใจจะพิมพ์ว่า "หนูชักติดใจแล้วหลวงพี่" ใช่ปะ open-mounthed smile

cry

#7

ตามไปดู

#8

อ๊ากซ์... นึกว่าลืมไปแล้วซะอีก ได้ ๆ เด๋วจัดให้

เจริญธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2009-06-14 14:02

Hot! Hot! Hot! สาธุดังๆเลยค่ะ บทความดีมากเลยย

#10 By Magaret Literary on 2009-06-16 19:14

อนุโมทนาครับHot!

#11 By kitt on 2009-06-30 05:49

Favourites