สองวันก่อนเรียนนักธรรมเอก วิชาธรรมวิจารณ์ เรื่องวิสุทธิ หรือ ความหมดจด ครับ เนื้อหาสนุกสนานอย่างยิ่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย ครับ

คงไม่มีใครในโลก เกิดมาไม่เคยทำบาป ครับ ต่างเคยทำบาป ทำผิด กันมาแล้วทั้งนั้น จะมากจะน้อยเท่านั้น ที่แตกต่างกัน พอทำบาปแล้ว ก็รู้สึกผิด เป็นความทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกศาสนาในโลก มีไว้เพื่อให้คนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ครับ ฉะนั้นทุกศาสนาจึงมีทางออก เมื่อคนได้ล่วงศีล กระทำบาปทางกาย วาจา ใจ

เราไปดูศาสนาพราหมณ์กันก่อนว่า ความบริสุทธิ์ของเขา เกิดจากอะไร?

ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า การลอยบาป ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ จักทำให้ถึงความหมดจด ครับ ประหนึ่งว่า ร่างกายอันสกปรกด้วยคราบไคล ถูกชะล้างไหลไปตามน้ำ บาปก็เป็นฉะนั้น ความเชื่อนี้เข้าใจได้ง่าย ๆ แม้เด็กก็สามารถเข้าใจได้ เพราะสามารถนำไปเปรียบเทียบ กับความสะอาดทางกายภาพ นี่อาจจะเป็นวิธีชำระบาปที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้วกระมัง

ต่อมาก็มีแนวคิดของพระเจ้าขึ้นมา เป็นบุคคลาธิษฐานว่า พระเจ้าก็คล้ายกับมนุษย์ที่มีอำนาจมาก อย่างกษัตริย์ หรือพระมหาจักรพรรดิ ฉะนั้น บาปอาจถูกยก หรือคนจักถึงความบริสุทธิ์ได้ ด้วยการอ้อนวอน ขอความเมตตาจากพระเจ้า ขอพระองค์ทรงเมตตาอภัยโทษให้ ในหนังสือนักธรรมเอก อ้างถึงความเชื่อนี้ว่า เป็นของศาสนาคริสต์

ข้าพเจ้าเห็นว่า ยังไม่ลึกซึ้งพอ ครับ ในศาสนาคริสต์จริง ๆ จักมีการสารภาพบาป กับบาทหลวง มีตู้ทึบบังสายตา เป็นส่วนตัวระหว่างคฤหัสถ์ กับบาทหลวง มีม่านบาง ๆ กั้น ให้บาทหลวงดูไม่ออกว่า ใครเป็นคนมาสารภาพบาป แล้วก็สารภาพกันไปว่า ไปทำกระไรชั่วร้ายมาบ้าง คล้ายว่า บาทหลวงเป็นตัวแทนพระเจ้า คอยรับฟังบาป แล้วยกบาปให้ ผู้สารภาพก็ถึงความหมดจด นั่นเป็นรูปแบบภายนอก ครับ

รูปแบบภายในตามคัมภีร์ไบเบิ้ล บาปจักถูกยก ต่อเมื่อผู้นั้นสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำไปอย่างแท้จริง หากไปสารภาพแบบขอไปที หรือเป็นพิธี พ้นโบสถ์ไปก็กลับไปทำบาปอย่างเดิมอีก เช่นนั้นบาปก็ไม่ถูกยก

หลักการนี้ คล้ายกับการแสดงอาบัติของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ครับ แตกต่างกันที่ ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าไว้คอยให้อภัย

บาป หรืออกุศลกรรมที่ทำแล้ว ไม่มีวันถูกยกเลิก ไม่มีวันหายไปได้ ประหนึ่งคนเป็นแผล แม้แผลหายแล้ว ก็ยังหลงเหลือแผลเป็นไว้ ไม่สามารถหมดจดได้โดยผู้อื่น และต่อยอดขึ้นไปจากการที่สำนึกผิดแล้ว ให้ตั้งใจใหม่ว่า จะไม่ทำอีก จะสำรวมระวังต่อไป ผลที่เกิดขึ้น คือ โทษจะระงับไป ครับ มิใช่ถึงความหมดจด

ความจริงแล้ว ทุกศาสนา ก็มีหลักปฏิบัติคล้ายกัน ครับ เพียงแต่เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน ข้อปฏิบัติบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งในศาสนาพุทธเอง สมัยก่อน เวลาพระภิกษุจักแสดงอาบัติ ก็ต้องประกาศตนว่า ไปต้องอาบัติกระไรมา เมื่อไหร่ กับใคร แต่ปัจจุบัน ใช้วิธีแสดงอาบัติแบบรวม ๆ ด้วยการกล่าวต่อหน้าภิกษุอีกรูป ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันว่า อาบัติหนักก็ดี เบาก็ดี มิได้ระบุว่า ไปทำอะไรมา เช่นเดียวกับในศาสนาคริสต์ สมัยก่อน เขาก็ให้ไปสารภาพบาปในโบสถ์ ท่ามกลางประชาชี แล้วทุบอกตัวเองด้วย เพื่อแสดงว่า ได้สำนึกในผิดบาปจริง ๆ มิใช่สำนึกแต่เพียงวาจาเช่นปัจจุบัน

การที่คนเราสำนึกถึงบาปอย่างแรงกล้าแล้ว ต้องยอมรับ ครับว่า ความรู้สึกผิดจักลดลงอย่างมาก เทียบกับผู้ที่ทำผิดบาป แล้วไม่บอกใคร ไม่สารภาพใคร ความรู้สึกผิดของเขา จักติดแน่นอยู่ในความรู้สึกของเขา และหากเขาตายไปในขณะที่ยังไม่ได้สารภาพบาปให้ใครฟัง จิตจับอกุศล ก็มีทุคติเป็นที่ไป อาการโล่งใจที่ได้สารภาพบาปนี่แล ที่ถูกนำไปเป็นความเชื่อว่า บาปนั้น พระเจ้าได้ยกโทษให้แล้ว เวลาตาย หากจิตไม่มีความกังวลต่ออกุศลกรรมที่ได้ทำ คิดว่า พระเจ้าได้ยกโทษให้แล้ว จิตก็ไปจับกุศลแทน อย่างนี้ก็มีสุคติ เป็นที่ไป ซึ่งความจริงก็คือ เรายกโทษให้ตัวเองนั่นแล

ถามต่อไปว่า คนเกิดมานับถือศาสนาพุทธ แล้วทำบาป จักทำอย่างไรเล่า ดูเหมือนผู้นับถือพุทธ จักอาภัพกว่าผู้นับถือศาสนาอื่น ขณะที่ศาสนาอื่นเขา มีการยกเลิกบาปที่ทำไปแล้วได้ ศาสนาพุทธบอกว่า อย่างไรกรรมที่ทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ก็ต้องมีผล เรียกว่า วิบาก และบัญชีบุญ กับบัญชีบาป ก็เป็นคนละบัญชี หักล้างกันมิได้

พระบาลีบทนี้บอกไว้แต่ต้นเลย ครับว่า

 

ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ

ย่อมหมดจดด้วยปัญญา

เอส มคฺโค วิสุทธิยา

นั่น (คือ นิพพิทา/ความหน่าย) เป็นทางแห่งวิสุทธิ

 

อธิบายว่า ความหมดจดของจิต จักเกิดได้ด้วยปัญญา ครับ การจักเกิดปัญญาได้ ต้องปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ จนบรรลุอรหัตตผลนั่นแล ถึงเรียกว่า หมดจด ยังไม่ถึงเพียงไร ก็ยังไม่เรียกว่า หมดจด

แล้วหากยังไม่ถึงอรหัตตผลเล่า ทำบาปแล้วจิตมีความเศร้าหมอง จักทำอย่างไร ก็จงทำเหมือนที่พระภิกษุทำนั่นแล ตั้งใจขอขมาพระรัตนตรัย แล้วตั้งใจใหม่ว่า จักไม่ทำอีก แล้วก็อะไรที่แล้ว ก็ให้แล้วไป อย่าไปนึกถึงมันอีก การนึกถึง เท่ากับลงมือทำบาปอีกครั้ง ครับ

แม้ศาสนาพุทธของเรา จักไม่มีการอลุ้มอล่วยแบบใคร ๆ เขา ผิดก็ว่ากันตามเนื้อผ้า แต่ก็มีวิธีบรรเทาผลของกรรม ครับ ด้วยการทำบุญละลายบาป ท่านอุปมาไว้ว่า เหมือนการทำบาปเป็นเกลือ ใส่ปากก็เค็มปี๋ การทำบุญก็เสมือนเติมน้ำลงไปในเกลือ เพื่อลดความเค็ม ถามว่า เกลือยังมีปริมาณเท่าเดิมหรือเปล่า ตอบว่า เท่าเดิม ครับ แต่ความเข้มข้นลดลง เราต้องกลืนเกลือที่เราทำไว้ทั้งหมดหรือไม่ ตอบว่า ถ้ายังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ "ต้องกลืนทั้งหมด" ครับ ผู้ที่ไม่ต้องกลืนเกลือที่เคยทำไว้ ต้องบรรลุคุณธรรมขั้นต้น คือ โสดาปัตติผล จักเป็นการปิดอบายภูมิ ถามว่า บาปยังมีผลอยู่หรือไม่ ตอบว่า มี ครับ แต่ไม่ถึงขนาดตกนรก

และขอเพิ่มเติมจากประสบการณ์ชีวิตจริง การรักษาศีล จักช่วยชะลอ บรรเทา การรับอกุศลวิบากไปได้มากทีเดียว การทำลายศีล จักเป็นประหนึ่งการเปิดประตูรับอกุศลวิบากที่เคยทำมาในอดีต ให้ส่งผลเร็วขึ้น ครับ จึงไม่แปลกที่เรามักเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ผีซ้ำด้ามพลอย หรือ ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก อันหมายถึง การซวยซ้ำซวยซ้อน

อาการซวยซ้ำซวยซากนี้ จึงเป็นช่องทางทำมาหากินให้ธุรกิจหมอดูหมอเดา ครับ มันมีจังหวะประเภทนี้จริง ๆ วิธีแก้ ไม่ต้องไปหาหมอดูให้เสียสตางค์หรอก ครับ ไปทำบุญทำกุศลให้มาก รักษาศีลไว้่ ไม่นานอาการซวยไม่รู้จบ ก็หายไปเอง

แล้วในศาสนาพุทธ คนเราจักถึงความหมดจดได้อย่างไร บทเริ่มต้นของวิสุทธิ เป็นภาษาบาลี ครับว่า

 

อตฺตนาว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ

อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย ฯ

 

แปลเป็นไทยได้ว่า ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง

ความหมดจด และความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตัว คนอื่นนำคนอื่นให้หมดจด หาได้่ไม่

 

ซึ่งเนื้อความก็เป็นดั่งที่สาธยายไปแล้วในเบื้องต้น แล้วความสนานมันอยู่ตรงไหน อ่านมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรสนุก

ความเร้าใจในการเรียนนักธรรมเอก มาอยู่ตรงที่ อาจารย์ท่านเล่าถึงการถกกันในหมู่นักศาสนา ครับ

นักการศาสนาอื่น เขาก็อภิปรายศาสนาพุทธ ครับว่า ในเมื่อศาสนายู ทำบาปเอง ก็ได้เอง ทำบุญเอง ก็ได้บุญเอง เอาบาป เอาบุญไปให้ใครมิได้ ก็แล้วที่โฆษณากันปาว ๆ ว่า ทำบุญถวายในหลวง ทำบุญเพื่อแผ่นดิน จักเป็นไปได้อย่างไร

ก็พอดีพระภิกษุที่เข้าร่วมการเสวนา เป็นพระที่บวชตั้งแต่เป็นสามเณร ครับ ไม่ค่อยกว้างขวางเรื่องทางโลก เจออภิปรายเข้าไปอย่างนี้ ก็ไปไม่เป็น

ส่วนศาสนาอื่น ก็ถูกอภิปรายเหมือนกัน ครับ อย่างศาสนาพราหมณ์ ถ้าบาปสามารถลอยได้ด้วยการชำระด้วยน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้น กุ้งหอยปูปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา ก็บริสุทธิ์หมดจดกันหมดซี

 

......

 

และในศาสนาคริสต์ หากพระเจ้ามีจริง รักมนุษย์จริง ไฉนคนเราถึงเกิดมาขาวดำต่ำสูงขี้เหร่หล่อสวยรวยจนปนกัน ไม่เท่าเทียม ทุกคนก็ต่างอยากเกิดมารวย หล่อ สวย เก่ง ทั้งนั้น อย่างนี้พระเจ้าของยูก็ลำเอียงละสิ

 

...... 

 

ผู้อื่นอ่านแล้วอาจจะไม่รู้สึกสนุก แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเฮฮามากมาย ครับ

ความจริงแล้ว ศาสนาพุทธไม่มีจุดอ่อนหรอก ครับ ไม่ว่าจะหาจุดด้อยกันแค่ไหน ถ้าใครได้อ่านมิลินทปัญหา จักทราบว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ไม่มีจุดอ่อน ครับ

อย่างที่เขาอภิปรายกัน ก็จริงของเขา ครับ เขาศึกษากันมาอย่างเทพจริง ๆ บุญใครทำ ใครก็ได้ บาปใครทำใครก็ได้ ตามบทพระบาลีเป๊ะ ๆ

ทว่า หากศึกษาเพิ่มเติมลงไปอีก ในศาสนาพุทธมีบุญอีกชนิดหนึ่ง ครับ เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา หรือมีใจยินดีร่วมไปกับเขา

อย่างในศาสนาพุทธจักมีการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย อุทิศอย่างไร เขาก็ไม่ได้รับ ครับ ถ้าเขาไม่ยอมรับรู้ หรือไม่อนุโมทนา เหมือนการให้ของที่ไม่มีคนรับ เช่นเดียวกับการทำความดีถวายในหลวง หากในหลวงมิได้รับรู้ หรืออนุโมทนาความดีนั้น พระองค์ก็ไม่ได้บุญนั้นที่พสกนิกรถวายให้

ว่ากันตามจริงแล้ว การทำความดีถวายในหลวงนั้น เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี ครับ ข้าพเจ้าก็ขอวิเคราะห์ตามความรู้ที่เรียนมาดังนี้

๑. การทำความดี ทำให้ใจใฝ่กุศล จิตคนเราสามารถเสวยอารมณ์ได้ทีละอย่าง ครับ ไม่กุศล ก็อกุศล ฉะนั้น ถ้าเราทำความดีเสียแล้ว อกุศลก็ไม่มีที่อยู่ หรือ ขณะทำความดี เราก็ไม่ไปทำความชั่ว ผล คือ บ้านเมืองสงบสุข ไม่วุ่นวาย ไ่ม่ทะเลาะกัน พระองค์ก็สบายใจ

๒. ถ้าอยากให้พระองค์ได้รับบุญของเราจริง ๆ มีคนแนะให้อธิษฐานว่า ขอฝากพรหมเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาพระองค์อยู่ เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ให้บอกพระองค์ถึงบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำถวายด้วย เช่นนี้ก็จักได้รับแน่นอน ครับ

๓. ในหลวงก็เสมือนเป็นพ่อของคนทั้งประเทศ ดังนั้นพ่อที่ไหนจักไม่ยินดีที่ลูกเป็นคนดี ครับ

๔. ในศาสนาพุทธ ก็มีการทำความดีถวายพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ครับ แต่ใช้คำที่ต่างออกไป นั่นคือ ทำความดีบูชาคุณพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชา พระองค์สรรเสริญเสียยิ่งกว่า อามิสบูชา การบูชาด้วยสิ่งของ 

ฉะนั้น เราก็มาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และมาทำความดี บูชาคุณของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของในหลวง กันต่อไป ครับ แม้พระองค์ไม่ได้รับบุญที่เราถวาย เราเองนั่นแลที่จักมีความสุข และพระองค์ก็สบายพระทัย ที่เราทำตัวเป็นลูกที่ดี ไม่ทะเลาะกัน

คลาสนักธรรมเอกอันแสนสนุกสนาน ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 27 Jun 2009 20:20:36 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านบลอคนี้แล้วรู้สึกจิตใจสงบ สบาย ทุกครั้ง (สนุกด้วย)

ขอบคุณนะคะสำหรับเอนทรีในวันนี้ big smile

#1 By Sp@rk on 2009-06-18 17:11

เอนทรี่นี้ อ่านสนุกอีกแล้วครับ หลวงพี่

เรื่องความแตกต่างระหว่างศาสนา หรือ "ศาสนาเปรียบเทียบ" นี่ ค่อนข้างชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะหาว่าศาสนาไหน ดีกว่าศาสนาไหนนะครับ มันทำให้รู้ถึงลักษณะแนวคิดและแนวปฏิบัติในศาสนานั้นๆ เพราะทุกศาสนาก็มุ่งให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น

ผมมีคำพูดติดปากอยู่เสมอๆ ว่า "ผมไม่มีปัญหากับศาสนาใดๆ ในโลกนี้หรอก แต่ผมจะมีปัญหากับสาวก"

ศาสนาพุทธ ยิ่งสนใจ ยิ่งอ่าน และศึกษา ก็ยิ่งรู้ลึกลงไปเรื่อยๆ สนุกดีครับ

ว่าแต่ รบกวนหลวงพราช่วยอธิบายเรื่องการถือศีลหน่อยครับ ว่าจะขาด ไม่ขาด ขึ้นอยู่กับอะไร
เช่นว่า ไม่ได้พูดโกหก แค่ไม่บอกความจริง (บอกไม่หมด)
หรืออย่าง ดู(อ่าน)หนัง(สือ)ปลุกใจ อะไรยังเงี้ยะอะครับ

คือเคยได้ยินคำว่า ศีลไม่ขาด แต่ด่างพล้อย มันหมายความว่าไงอะครับ แล้ว ต้องปฏิบัติแบบไหนถึงจะดีครับ

Hot! Hot! Hot!
(เพิ่งเคยให้ดาวคนอื่นเป็นครั้งแรก ปกติมะได้สนใจอะ หุหุ )

#2 By Witna on 2009-06-18 17:13

ใครทำอะไร คนนั้นก็ได้รับผลนั้น สาธุเจ้าค่ะ big smile

#3 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-06-18 17:13

กงเกวียนกรรมเกวียนconfused smile

โอนเงินบริจาคแล้วเมื่อวานนะครับ

#4 By on 2009-06-18 17:27

ได้รับความรู้ไปอีกเอนทรี่ confused smile

อ่านมาถึงตรงล่างๆ การทำความดีถวายพระพุทธเจ้า ใช่ที่เขาเรียกกันว่าพุทธบูชารึเปล่าคะ?

#5 By toma on 2009-06-18 17:38

จริงทุกประการ

สาธุ

Hot! Hot! Hot!

#6 By mini-teddy on 2009-06-18 18:16

ศาสนาเปรียบเทียบนี่ สนุกค่ะ
เคยวิจารณ์กับเพื่อนเหมือนกัน ถ้าบาปมันล้างได้
งั้นฆ่าคนตาย เสร็จแล้วไปล้างบาป ก็เท่ากับว่าไม่ได้ฆ่าน่ะสิ แล้วตำรวจจะมาจับได้ไง sad smile
ตึ่งโป๊ะ ถ้ากรรมการธรรมสนามหลวง อ่านสำนวนนี้เข้าใจ ต้องให้ร้อย วิชากระทู้แน่ขอรับ ( แต่คงไม่มั๊ง หุ หุ )
Hot!

#8 By mahaoath on 2009-06-18 18:57

สาธุๆHot!

#9 By *~citrus~* on 2009-06-18 19:01

สาธุคะ มันส์มาก Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By Cotton on 2009-06-18 19:36

ตึ่งตึ้ง..ตึ่งตึ้ง..

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ....โปรดทราบ

อันว่าเกลือ..ที่ท่านกล่าวมา

ข้าน้อยกำลังกลืนอยู่ sad smile sad smile sad smile

เค็มนักแล..เจ้าข้าเอ๋ย....

(แล้วยังมีเหลืออีกหลายกระสอบ..)

ไตข้าน้อย..คงจัก..วาย...ก่อนไปถึงต้น โสดาปัตติ

ผล...เป็นแน่แท้

สาธุๆๆ...เจ๊าตุ๊ปี๊ Hot! Hot! Hot!

#11 By iamraka on 2009-06-18 20:13

#1

สาธุ ครับ

#2

ไม่นานเกินรอ ครับ

#3

สาธุ ครับ

#4

อนุโมทนาด้วยคน ปัตตานุโมทนามัย กันแบบเห็น ๆ

#5

ถูกแล้ว ครับ มีต่ออีกนิดด้วยว่า พุทธบูชา มหาเตชะวันโต การบูชาพระพุทธเจ้า มีเดชมาก

#6

สาธุ ครับ

#7

ศาสนาพุทธพูดแต่ความจริง ครับ เห็นด้วย ๆ

#8

ตึ่งโป๊ะ...

#9-#10

สาธุ ๆ

#11

เอ้า....สาดน้ำ....

จะได้จืด ๆ ลงหน่อย

เจริญธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2009-06-18 20:39

การทำดีโดยไม่ต้องคิดมากว่าใครจะได้บุญนั้น ๆ แต่ทำด้วยใจที่บริสุทธ์จริง ๆ หวังดีจริง ๆ ผมว่าได้บุญแน่นอนครับ

แถมยังได้ความสบายใจอีกด้วย

สาธุครับ

#13 By Highwind on 2009-06-18 21:32

ขอบคุณที่ชี้แนะนะคะ หลวงพี่
หุยอ่านแล้วนึกถึงคำนี้เลยล่ะค่ะ "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ทำบาปเราก็รู้อยู่แก่ใจเป็นทุกข์ไป ทำดีก็สบายใจ
แหะๆ เหมือนจะไม่เกี่ยวกันแต่แอบรู้สึกมันโยงๆกันยังไงก็ไม่รู้นะคะsad smile

#14 By Fubuki on 2009-06-18 21:43

Hot! Hot! Hot! สาูธุ

#15 By Magaret Literary on 2009-06-18 22:24

เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ซึ่งแต่ละคนก็มีความแตกต่างของ-ระดับจิตใจ-
ที่แตกต่างกัน ใจอ่อนไหวก็ถูกดึงดูดง่าย
ใจแข็งมาก มีสติมาก ก็มั่นคงมาก
มนุษย์ เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มี"ปัญญา"
เลือกทางใจให้เหมาะสมกับตัวเองได้
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน จุดมุ่งหมายของทุกศาสนา
คงต้องการให้เราเป็นคนดี เกรงกลัวต่อบาป
เพื่อความสงบสุข

ป.ล.ครั้งนี้อ่านแล้วเห็นด้วยนะคะ
แต่ไม่รู้สึกสนุกเท่าไรนัก
เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก
ในการพาดพิงถึงค่ะ

sad smile

#16 By ลูกเป็ด on 2009-06-18 22:30

เคยอ่าน มิลินทปัญหาเรื่องนี้เหมือนกันนะ...ทำบุญก็เหมือนเอากับข้าวไปให้ข้างบ้าน ถ้าเขาไม่รับ บุญก็อยู่ที่เราอยู่ดี งั้นอย่าไปคิดมาก big smile
ตึ่งโป๊ะ!

#18 By Rinna ♥ on 2009-06-18 23:39

Hot! Hot! Hot!

Perfect!!!


นับถือศาสนาแตกต่างกันก็เพราะแต่ละคนมี ศรัทธา วิริยะ ปัญญา ต่างกันเท่านั้นเอง

ความเชื่อกับความจริงมันคนละเรื่องกัน
ยังไงก็มั่นคงในศาสนาแห่งความจริงค่ะ

confused smile

#19 By Namast'E on 2009-06-19 01:32

บุญต้องมี Sender & Receiver ล่ะนะครับ

สาธุ big smile

#20 By nora on 2009-06-19 07:03

#16

ขอบคุณ ครับ จักนำไปปรับปรุงตัว (ทิฏฐิพระ มานะกษัตริย์นี่มันแก้ยากจริงเนาะ)

พอดีคิดในแง่ของการเป็นนักศึกษา เป็นเด็กใหม่ เลยรู้สึกอะไร ๆ มันน่าตื่นเต้นไปหมด น่าเล่าไปหมด ไม่ได้นึกถึงใจคนอื่น ขอบคุณ ครับ

เจริญธรรม ฯ

#21 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 09:35

สาธุ

เอนทรี่มีประโยชน์ค่ะ Hot!

#22 By lexManarae on 2009-06-19 11:02

ศาสนาเป็นสิ่งจริงแท้ยั่งยืน
เห็นด้วยหรือไม่
---------------
ขอตอบคอมเม้นนะคะ
หากสิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้แดน่นอน
ถ้าย่างนั้นถามหน่อย
ขอเปลี่ยนปรเด็นเป็นอะไรบ้งที่แน่นอน
หรือมีเพียงความไม่แน่นอนเท่านั้นที่ไม่แน่นอน
ใครเล่าจะไม้ล่วงรู้
....
ไม่ต้องตอบคอมเม้นกลับก้ได้นะคะ
เข้ามากวนเฉยๆ
แต่ยังไงสิ่งที่เขียนมาก็อ่านและจะพยายามทำความเข้าใจแล้วกันนะคะ
สวัสดีHot!

#23 By GroundFloor on 2009-06-21 11:39

Favourites