ทำบุญถวายในหลวง แล้วพระองค์ได้รับจริงหรือ?
posted on 18 Jun 2009 08:33 by akkarakitt in Dharmaสองวันก่อนเรียนนักธรรมเอก วิชาธรรมวิจารณ์ เรื่องวิสุทธิ หรือ ความหมดจด ครับ เนื้อหาสนุกสนานอย่างยิ่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย ครับ
คงไม่มีใครในโลก เกิดมาไม่เคยทำบาป ครับ ต่างเคยทำบาป ทำผิด กันมาแล้วทั้งนั้น จะมากจะน้อยเท่านั้น ที่แตกต่างกัน พอทำบาปแล้ว ก็รู้สึกผิด เป็นความทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกศาสนาในโลก มีไว้เพื่อให้คนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ครับ ฉะนั้นทุกศาสนาจึงมีทางออก เมื่อคนได้ล่วงศีล กระทำบาปทางกาย วาจา ใจ
เราไปดูศาสนาพราหมณ์กันก่อนว่า ความบริสุทธิ์ของเขา เกิดจากอะไร?
ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า การลอยบาป ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ จักทำให้ถึงความหมดจด ครับ ประหนึ่งว่า ร่างกายอันสกปรกด้วยคราบไคล ถูกชะล้างไหลไปตามน้ำ บาปก็เป็นฉะนั้น ความเชื่อนี้เข้าใจได้ง่าย ๆ แม้เด็กก็สามารถเข้าใจได้ เพราะสามารถนำไปเปรียบเทียบ กับความสะอาดทางกายภาพ นี่อาจจะเป็นวิธีชำระบาปที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้วกระมัง
ต่อมาก็มีแนวคิดของพระเจ้าขึ้นมา เป็นบุคคลาธิษฐานว่า พระเจ้าก็คล้ายกับมนุษย์ที่มีอำนาจมาก อย่างกษัตริย์ หรือพระมหาจักรพรรดิ ฉะนั้น บาปอาจถูกยก หรือคนจักถึงความบริสุทธิ์ได้ ด้วยการอ้อนวอน ขอความเมตตาจากพระเจ้า ขอพระองค์ทรงเมตตาอภัยโทษให้ ในหนังสือนักธรรมเอก อ้างถึงความเชื่อนี้ว่า เป็นของศาสนาคริสต์
ข้าพเจ้าเห็นว่า ยังไม่ลึกซึ้งพอ ครับ ในศาสนาคริสต์จริง ๆ จักมีการสารภาพบาป กับบาทหลวง มีตู้ทึบบังสายตา เป็นส่วนตัวระหว่างคฤหัสถ์ กับบาทหลวง มีม่านบาง ๆ กั้น ให้บาทหลวงดูไม่ออกว่า ใครเป็นคนมาสารภาพบาป แล้วก็สารภาพกันไปว่า ไปทำกระไรชั่วร้ายมาบ้าง คล้ายว่า บาทหลวงเป็นตัวแทนพระเจ้า คอยรับฟังบาป แล้วยกบาปให้ ผู้สารภาพก็ถึงความหมดจด นั่นเป็นรูปแบบภายนอก ครับ
รูปแบบภายในตามคัมภีร์ไบเบิ้ล บาปจักถูกยก ต่อเมื่อผู้นั้นสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำไปอย่างแท้จริง หากไปสารภาพแบบขอไปที หรือเป็นพิธี พ้นโบสถ์ไปก็กลับไปทำบาปอย่างเดิมอีก เช่นนั้นบาปก็ไม่ถูกยก
หลักการนี้ คล้ายกับการแสดงอาบัติของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ครับ แตกต่างกันที่ ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าไว้คอยให้อภัย
บาป หรืออกุศลกรรมที่ทำแล้ว ไม่มีวันถูกยกเลิก ไม่มีวันหายไปได้ ประหนึ่งคนเป็นแผล แม้แผลหายแล้ว ก็ยังหลงเหลือแผลเป็นไว้ ไม่สามารถหมดจดได้โดยผู้อื่น และต่อยอดขึ้นไปจากการที่สำนึกผิดแล้ว ให้ตั้งใจใหม่ว่า จะไม่ทำอีก จะสำรวมระวังต่อไป ผลที่เกิดขึ้น คือ โทษจะระงับไป ครับ มิใช่ถึงความหมดจด
ความจริงแล้ว ทุกศาสนา ก็มีหลักปฏิบัติคล้ายกัน ครับ เพียงแต่เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน ข้อปฏิบัติบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งในศาสนาพุทธเอง สมัยก่อน เวลาพระภิกษุจักแสดงอาบัติ ก็ต้องประกาศตนว่า ไปต้องอาบัติกระไรมา เมื่อไหร่ กับใคร แต่ปัจจุบัน ใช้วิธีแสดงอาบัติแบบรวม ๆ ด้วยการกล่าวต่อหน้าภิกษุอีกรูป ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันว่า อาบัติหนักก็ดี เบาก็ดี มิได้ระบุว่า ไปทำอะไรมา เช่นเดียวกับในศาสนาคริสต์ สมัยก่อน เขาก็ให้ไปสารภาพบาปในโบสถ์ ท่ามกลางประชาชี แล้วทุบอกตัวเองด้วย เพื่อแสดงว่า ได้สำนึกในผิดบาปจริง ๆ มิใช่สำนึกแต่เพียงวาจาเช่นปัจจุบัน
การที่คนเราสำนึกถึงบาปอย่างแรงกล้าแล้ว ต้องยอมรับ ครับว่า ความรู้สึกผิดจักลดลงอย่างมาก เทียบกับผู้ที่ทำผิดบาป แล้วไม่บอกใคร ไม่สารภาพใคร ความรู้สึกผิดของเขา จักติดแน่นอยู่ในความรู้สึกของเขา และหากเขาตายไปในขณะที่ยังไม่ได้สารภาพบาปให้ใครฟัง จิตจับอกุศล ก็มีทุคติเป็นที่ไป อาการโล่งใจที่ได้สารภาพบาปนี่แล ที่ถูกนำไปเป็นความเชื่อว่า บาปนั้น พระเจ้าได้ยกโทษให้แล้ว เวลาตาย หากจิตไม่มีความกังวลต่ออกุศลกรรมที่ได้ทำ คิดว่า พระเจ้าได้ยกโทษให้แล้ว จิตก็ไปจับกุศลแทน อย่างนี้ก็มีสุคติ เป็นที่ไป ซึ่งความจริงก็คือ เรายกโทษให้ตัวเองนั่นแล
ถามต่อไปว่า คนเกิดมานับถือศาสนาพุทธ แล้วทำบาป จักทำอย่างไรเล่า ดูเหมือนผู้นับถือพุทธ จักอาภัพกว่าผู้นับถือศาสนาอื่น ขณะที่ศาสนาอื่นเขา มีการยกเลิกบาปที่ทำไปแล้วได้ ศาสนาพุทธบอกว่า อย่างไรกรรมที่ทำแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ก็ต้องมีผล เรียกว่า วิบาก และบัญชีบุญ กับบัญชีบาป ก็เป็นคนละบัญชี หักล้างกันมิได้
พระบาลีบทนี้บอกไว้แต่ต้นเลย ครับว่า
ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ
ย่อมหมดจดด้วยปัญญา
เอส มคฺโค วิสุทธิยา
นั่น (คือ นิพพิทา/ความหน่าย) เป็นทางแห่งวิสุทธิ
อธิบายว่า ความหมดจดของจิต จักเกิดได้ด้วยปัญญา ครับ การจักเกิดปัญญาได้ ต้องปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ จนบรรลุอรหัตตผลนั่นแล ถึงเรียกว่า หมดจด ยังไม่ถึงเพียงไร ก็ยังไม่เรียกว่า หมดจด
แล้วหากยังไม่ถึงอรหัตตผลเล่า ทำบาปแล้วจิตมีความเศร้าหมอง จักทำอย่างไร ก็จงทำเหมือนที่พระภิกษุทำนั่นแล ตั้งใจขอขมาพระรัตนตรัย แล้วตั้งใจใหม่ว่า จักไม่ทำอีก แล้วก็อะไรที่แล้ว ก็ให้แล้วไป อย่าไปนึกถึงมันอีก การนึกถึง เท่ากับลงมือทำบาปอีกครั้ง ครับ
แม้ศาสนาพุทธของเรา จักไม่มีการอลุ้มอล่วยแบบใคร ๆ เขา ผิดก็ว่ากันตามเนื้อผ้า แต่ก็มีวิธีบรรเทาผลของกรรม ครับ ด้วยการทำบุญละลายบาป ท่านอุปมาไว้ว่า เหมือนการทำบาปเป็นเกลือ ใส่ปากก็เค็มปี๋ การทำบุญก็เสมือนเติมน้ำลงไปในเกลือ เพื่อลดความเค็ม ถามว่า เกลือยังมีปริมาณเท่าเดิมหรือเปล่า ตอบว่า เท่าเดิม ครับ แต่ความเข้มข้นลดลง เราต้องกลืนเกลือที่เราทำไว้ทั้งหมดหรือไม่ ตอบว่า ถ้ายังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ "ต้องกลืนทั้งหมด" ครับ ผู้ที่ไม่ต้องกลืนเกลือที่เคยทำไว้ ต้องบรรลุคุณธรรมขั้นต้น คือ โสดาปัตติผล จักเป็นการปิดอบายภูมิ ถามว่า บาปยังมีผลอยู่หรือไม่ ตอบว่า มี ครับ แต่ไม่ถึงขนาดตกนรก
และขอเพิ่มเติมจากประสบการณ์ชีวิตจริง การรักษาศีล จักช่วยชะลอ บรรเทา การรับอกุศลวิบากไปได้มากทีเดียว การทำลายศีล จักเป็นประหนึ่งการเปิดประตูรับอกุศลวิบากที่เคยทำมาในอดีต ให้ส่งผลเร็วขึ้น ครับ จึงไม่แปลกที่เรามักเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ผีซ้ำด้ามพลอย หรือ ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก อันหมายถึง การซวยซ้ำซวยซ้อน
อาการซวยซ้ำซวยซากนี้ จึงเป็นช่องทางทำมาหากินให้ธุรกิจหมอดูหมอเดา ครับ มันมีจังหวะประเภทนี้จริง ๆ วิธีแก้ ไม่ต้องไปหาหมอดูให้เสียสตางค์หรอก ครับ ไปทำบุญทำกุศลให้มาก รักษาศีลไว้่ ไม่นานอาการซวยไม่รู้จบ ก็หายไปเอง
แล้วในศาสนาพุทธ คนเราจักถึงความหมดจดได้อย่างไร บทเริ่มต้นของวิสุทธิ เป็นภาษาบาลี ครับว่า
อตฺตนาว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย ฯ
แปลเป็นไทยได้ว่า ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
ความหมดจด และความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตัว คนอื่นนำคนอื่นให้หมดจด หาได้่ไม่
ซึ่งเนื้อความก็เป็นดั่งที่สาธยายไปแล้วในเบื้องต้น แล้วความสนานมันอยู่ตรงไหน อ่านมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรสนุก
ความเร้าใจในการเรียนนักธรรมเอก มาอยู่ตรงที่ อาจารย์ท่านเล่าถึงการถกกันในหมู่นักศาสนา ครับ
นักการศาสนาอื่น เขาก็อภิปรายศาสนาพุทธ ครับว่า ในเมื่อศาสนายู ทำบาปเอง ก็ได้เอง ทำบุญเอง ก็ได้บุญเอง เอาบาป เอาบุญไปให้ใครมิได้ ก็แล้วที่โฆษณากันปาว ๆ ว่า ทำบุญถวายในหลวง ทำบุญเพื่อแผ่นดิน จักเป็นไปได้อย่างไร
ก็พอดีพระภิกษุที่เข้าร่วมการเสวนา เป็นพระที่บวชตั้งแต่เป็นสามเณร ครับ ไม่ค่อยกว้างขวางเรื่องทางโลก เจออภิปรายเข้าไปอย่างนี้ ก็ไปไม่เป็น
ส่วนศาสนาอื่น ก็ถูกอภิปรายเหมือนกัน ครับ อย่างศาสนาพราหมณ์ ถ้าบาปสามารถลอยได้ด้วยการชำระด้วยน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้น กุ้งหอยปูปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา ก็บริสุทธิ์หมดจดกันหมดซี
...

...
และในศาสนาคริสต์ หากพระเจ้ามีจริง รักมนุษย์จริง ไฉนคนเราถึงเกิดมาขาวดำต่ำสูงขี้เหร่หล่อสวยรวยจนปนกัน ไม่เท่าเทียม ทุกคนก็ต่างอยากเกิดมารวย หล่อ สวย เก่ง ทั้งนั้น อย่างนี้พระเจ้าของยูก็ลำเอียงละสิ


...
ผู้อื่นอ่านแล้วอาจจะไม่รู้สึกสนุก แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเฮฮามากมาย ครับ
ความจริงแล้ว ศาสนาพุทธไม่มีจุดอ่อนหรอก ครับ ไม่ว่าจะหาจุดด้อยกันแค่ไหน ถ้าใครได้อ่านมิลินทปัญหา จักทราบว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ไม่มีจุดอ่อน ครับ
อย่างที่เขาอภิปรายกัน ก็จริงของเขา ครับ เขาศึกษากันมาอย่างเทพจริง ๆ บุญใครทำ ใครก็ได้ บาปใครทำใครก็ได้ ตามบทพระบาลีเป๊ะ ๆ
ทว่า หากศึกษาเพิ่มเติมลงไปอีก ในศาสนาพุทธมีบุญอีกชนิดหนึ่ง ครับ เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา หรือมีใจยินดีร่วมไปกับเขา
อย่างในศาสนาพุทธจักมีการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย อุทิศอย่างไร เขาก็ไม่ได้รับ ครับ ถ้าเขาไม่ยอมรับรู้ หรือไม่อนุโมทนา เหมือนการให้ของที่ไม่มีคนรับ เช่นเดียวกับการทำความดีถวายในหลวง หากในหลวงมิได้รับรู้ หรืออนุโมทนาความดีนั้น พระองค์ก็ไม่ได้บุญนั้นที่พสกนิกรถวายให้
ว่ากันตามจริงแล้ว การทำความดีถวายในหลวงนั้น เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี ครับ ข้าพเจ้าก็ขอวิเคราะห์ตามความรู้ที่เรียนมาดังนี้
๑. การทำความดี ทำให้ใจใฝ่กุศล จิตคนเราสามารถเสวยอารมณ์ได้ทีละอย่าง ครับ ไม่กุศล ก็อกุศล ฉะนั้น ถ้าเราทำความดีเสียแล้ว อกุศลก็ไม่มีที่อยู่ หรือ ขณะทำความดี เราก็ไม่ไปทำความชั่ว ผล คือ บ้านเมืองสงบสุข ไม่วุ่นวาย ไ่ม่ทะเลาะกัน พระองค์ก็สบายใจ
๒. ถ้าอยากให้พระองค์ได้รับบุญของเราจริง ๆ มีคนแนะให้อธิษฐานว่า ขอฝากพรหมเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาพระองค์อยู่ เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ให้บอกพระองค์ถึงบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำถวายด้วย เช่นนี้ก็จักได้รับแน่นอน ครับ
๓. ในหลวงก็เสมือนเป็นพ่อของคนทั้งประเทศ ดังนั้นพ่อที่ไหนจักไม่ยินดีที่ลูกเป็นคนดี ครับ
๔. ในศาสนาพุทธ ก็มีการทำความดีถวายพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ครับ แต่ใช้คำที่ต่างออกไป นั่นคือ ทำความดีบูชาคุณพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชา พระองค์สรรเสริญเสียยิ่งกว่า อามิสบูชา การบูชาด้วยสิ่งของ
ฉะนั้น เราก็มาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และมาทำความดี บูชาคุณของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของในหลวง กันต่อไป ครับ แม้พระองค์ไม่ได้รับบุญที่เราถวาย เราเองนั่นแลที่จักมีความสุข และพระองค์ก็สบายพระทัย ที่เราทำตัวเป็นลูกที่ดี ไม่ทะเลาะกัน
คลาสนักธรรมเอกอันแสนสนุกสนาน ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 27 Jun 2009 20:20:36 by Dhammasarokikku

ขอบคุณนะคะสำหรับเอนทรีในวันนี้
#1 By Sp@rk on 2009-06-18 17:11