เนื่องด้วยเจอปุจฉาของโยมหวิดหนามา เลยต้องวิสัชนาไป ความจริง เรื่องแนวซีเครียดนี่ ไม่ถนัดเลย ครับ ชอบเขียนแนวฮา หาสาระไม่ค่อยได้มากกว่า

คำถามมีอยู่ว่า 

 

ว่าแต่ รบกวนหลวงพราช่วยอธิบายเรื่องการถือศีลหน่อยครับ ว่าจะขาด ไม่ขาด ขึ้นอยู่กับอะไร
เช่นว่า ไม่ได้พูดโกหก แค่ไม่บอกความจริง (บอกไม่หมด)
หรืออย่าง ดู(อ่าน)หนัง(สือ)ปลุกใจ อะไรยังเงี้ยะอะครับ

คือเคยได้ยินคำว่า ศีลไม่ขาด แต่ด่างพล้อย มันหมายความว่าไงอะครับ แล้ว ต้องปฏิบัติแบบไหนถึงจะดีครับ 

 

 

ไม่มีอารัมภบทกันละ เข้าสู่เนื้่อหาเลย มาว่ากันที่ศีลข้อ ๑ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการฆ่าสัตว์

การฆ่าสัตว์มีองค์ประกอบ ๕ ประการ ครับ

๑. สัตว์นั้นมีชีวิต

๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต

๓. มีจิตคิดจะฆ่า

๔. เพียรพยายามฆ่า

๕. สัตว์ตายเพราะความพยายามนั้น

 

คำว่า ศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่าง ศีลพร้อย เป็นการสมมุติขึ้นเพื่อนิยาม ความรุนแรงของการละเมิดศีล เรียกว่า สมมุติบัญญัติ ดังนั้นแต่ละครูบาอาจารย์จึงนิยามแตกต่างกันไป ในส่วนของรายละเอียด แต่ไม่สลักสำคัญกระไรนัก

ศีลขาด คือ โซ้ยไปครบองค์ ๕ ประการนี้เลย ครับ

ศีลทะลุ คือ ขาดไปองค์ใดองค์หนึ่ง ทำให้การฆ่าไม่สำเร็จ เช่น เพียรพยายามฆ่าแล้วดันไม่ตาย หรือเห็นแมลงสาบตายนอนอยู่ นึกว่ามันมีชีวิต ก็กระทืบซะ

ศีลด่าง คือ โซ้ยไป ๒-๓ องค์ หรือ องค์เดียว

ศีลพร้อย คือ คิดจะทำผิดศีล แต่ไม่ได้ทำ เช่น เห็นหนูแล้วคิดว่า มันน่าฆ่านัก

 

ข้อ ๒ อทินนาทานา เวรมณี มีองค์ ๕ ได้แก่

๑. ของนั้นมีเจ้าของหวงแหนอยู่

๒. รู้ว่า มีเจ้าของหวงแหน

๓. มีไถยจิต หรือ คิดอยากขโมย

๔. เพียรพยายามลักขโมย

๕. ของถูกขโมยด้วยความพยายามนั้น

 

ศีลข้อนี้รวมไปถึงการโกง การคอรัปชั่น ด้วย

 

ข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี มีองค์ ๔ ได้แก่

๑. วัตถุนั้นเป็นวัตถุไม่ควรถึงเสพ เช่น เป็นลูกชายเขา ลูกสาวเขา เป็นเมียเขา ผัวเขา ผู้ปกครองมิได้อนุญาต

๒. จิตคิดเสพวัตถุไม่ควรถึงนั้น

๓. เพียรพยายามจะเสพวัตถุไม่ควรถึงนั้น

๔. เสพวัตถุไม่ควรถึงนั้น หรือ อวัยวะล่วงถึงกัน

 

ข้อนี้ตรงกับข้อที่กังวล ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า ศีลทุกข้อ จักมีผู้เสียประโยชน์กำกับ วัตถุประสงค์ใหญ่ของศีล ๕ คือ ให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ไม่มีใครล่วงเกินสิทธิของใคร ดังนั้น ถ้านั่งอ่านหนังสือโป๊อยู่บ้าน ไม่ไปเดือดร้อนใคร ไม่ผิดศีลข้อนี้ ครับ ถ้าพิจารณาตามองค์ประกอบ ก็อาจจะวนเวียนอยู่แถวศีลด่าง กับศีลพร้อย คือ จิตมันก็ต้องคิดจะเสพสังวาสกับนายแบบนางแบบอยู่แล้วแล คิดมาก ๆ หมกมุ่นมาก ๆ ก็เป็นโทษกับตัวเอง ซึ่งก็คือ เบียดเบียนตัวเอง คล้ายกับข้อสุรา นั่นแล ใครว่า กินเหล้าแล้วไม่ได้เดือดร้อนใคร ก็เดือดร้อนตัวเองนั่นไง อย่างน้อย ๆ ก็ทารุณกรรมตับของตัวเองเข้าไปแล้ว

ตามความเข้าใจโดยทั่วไป ศีลข้อนี้ ก็คือ เว้นจากการไปผิดลูกเมียใคร เอาละพวกผัวเขาเมียใครหนูไม่ยุ่งอยู่แล้ว หนูมีเป็นของตัวเอง เกิดมีคำถามขึ้นมาว่า แล้วที่เด็กสมัยนี้ ไปโจ๊ะครึ่ม ๆ กันตั้งแต่หัวนมยังไม่แตกพานจะผิดศีลหรือไม่ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรักกัน ยินยอมพร้อมใจจะได้ตัว เสียตัวกัน แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย

ก็ต้องย้อนกลับไปนิยามที่กล่าวมาแล้ว ครับ ศีลจะขาดหรือไม่ ต้องมีผู้เสียประโยชน์ หรือเสียใจ หากชายหนุ่มหญิงสาวคู่ใดจะโจ๊ะครึ่ม ๆ กัน ก็ไปขออนุญาตให้เรียบร้อยเสียก่อน ป๊า หนูจะไปเสียตัวให้ไอ้แอ๊บแมน ที่เขามาเยี่ยมบ้านเราวันก่อนนะ พอดีคืนนี้เป็นคืนวันวาเลนไทน์ วัยรุ่นเขานิยมเสียตัวให้คู่รักกัน หนูไม่เสียตัวคืนนี้ ก็จะตกเทรนด์ ถ้าป๊าอนุญาต ก็ไม่ผิดศีลข้อนี้ ครับ

แต่ถ้าไปแอบจุ๊บิ๊ ๆ กัน โดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองไ่ม่รู้ อย่างนี้ผิดแหงม ครับ เพราะถ้าเขารู้ เขาต้องเสียใจ เคยได้ยินไหม ครับ ที่ว่า ลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ไปปู้ยี่ปู้ยำแก้วตาใคร มีใครไม่เคืองบ้าง นี่เข้าข่ายผิดข้ออทินนาทาน ด้วยนะครับ เหมือนไปลักของรักของหวงของเขา จิ้มเข้าไปทีเดียว ได้ไปสองเด้ง คุ้มยิ่งกว่าไปเดินบิ๊กซี ซื้อหนึ่งแถมหนี่ง

ปัญหาข้อต่อไป แล้วหันไปกินจิ้มจุ่มกับโสเภณีเล่า ผิดศีลไหม ขอตอบว่า ถ้าหญิงนั้น ประกาศตนว่า เป็นหญิงสาธารณะ เต็มใจขาย ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ หรือหลอกลวงมา ก็ไม่ผิด ครับ แต่ระวังนะ ครับ ถ้าเขาแอบพ่อแอบแม่มาขายที่ดิน ก็ยังตกเป็นจำเลยของศีลข้อนี้อยู่ดี ถ้าพ่อแม่เขารับรู้ ส่งเสริม เห็นดีเห็นงาม ก็รอดตัวไป ครับ ทางที่ดีก็อย่าไปเสี่ยงเลย หรือถ้าไม่ไหวแล้ว อาจจะต้องมีการสอบสัมภาษณ์พนักงานขายบริการกันก่อน ว่าเป็นมายังไง โอ้โห... ยากขนาดนั้น อย่าไปจิ้มเลยดีกว่าม๊าง

มหาโอ๊ตเสริมมา ครับว่า ต้องไม่ผิดกฏหมายด้วย ทีนี้เมืองไทยกฏหมายมิได้อนุญาตอาชีพนี้ ครับ จบข่าวเลย สงสัยต้องบินไปจิ้มจุ่มที่เนเธอร์แลนด์ซะแล้ว ครับ

สมัยพุทธกาลเขาเรียกโสเภณีว่า หญิงงามเมือง มีคนที่ประกอบอาชีพนี้ได้เป็นพระโสดาบันด้วย ชื่อนางสาวสิริมา น้องสาวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ส่วนตัวของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น การบรรลุธรรมไม่เกี่ยงอาชีพ ครับ ขออย่าเป็นมิจฉาวณิชชา การค้าสิ่งไม่ชอบธรรม (ค้าอาวุธ, ค้ามนุษย์, ค้าสัตว์ให้เขาฆ่า, ค้าของเมา, ค้ายาพิษ) และไม่ล่วงศีล ๕ เป็นอันใช้ได้

ศีลข้อนี้ หากเป็นของศีล ๘ ที่ว่า อพรหมจริยา เวรมณี เว้นหมด ครับ ไม่ได้แม้กระทั่งการกระทำชำเราตัวเอง และศีล ๘ จ๊าบกว่า ศีล ๕ ตรงที่ ขาดข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าขาดหมดทั้ง ๘ ข้อ ครับ ศีล ๕ ขาดเป็นข้อ ๆ ไป และศีล ๘ ต้องรักษาไปจนอรุณรุ่งของอีกวัน จึงจะนับเป็น ๑ วัน

 

มาว่ากันข้อต่อไป ข้อ ๔ มุสาวาทา เวรมณี มีองค์ ๔ ได้แก่

๑. เรื่องที่พูดนั้นไม่จริงไม่แท้

๒. มีจิตคิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน

๓. พยายามที่จะกล่าวให้คลาดเคลื่อน จากจิตที่คิดนั้น

๔. ผู้อื่น หรือผู้ฟัง เข้าใจเนื้อความ

 

ก็ตามเกณฑ์เดิม ครับ ผิดไม่ผิด ล่วงไม่ล่วง ขาดไม่ขาด ต้องดูกันที่ผู้เสียประโยชน์ มีเจตนาทำให้เขาเสียประโยชน์หรือไม่ ถ้ามีก็ขาด ครับ บางอย่างถ้ามีเจตนาดี เขาเรียกว่า กุศโลบาย ครับ อย่างกรณีพระสารีบุตรเทศน์โปรด นายตัมพทาฐิกโจร (เจ้าพ่อหนวดแดง เป็นญาติห่าง ๆ กับหลวงพ่อปากแดง) ผู้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นเพชฌฆาต ตัดหัวคนไปเกินหมื่น ท่านก็เทศน์เรื่องปาณาติบาตว่า จักไปตกนรกขุมไหนบ้าง แกฟังเทศน์ไปเหงื่อแตกพลั่ก คิดในใจว่า "กรูโดนทุกขุมเรยยยย" ไม่เป็นอันฟังธรรม

พระสารีบุตรเห็นอาการ ท่านก็ถามว่า ที่โยมฆ่านั่น ฆ่าเอง หรือพระราชาสั่งให้ฆ่า ก็ตอบว่า พระราชา

ท่านก็อุปมาต่อไปว่า สมมุติว่า โยมเป็นลูกจ้างเขา นายจ้างให้ไปทำนา ปลูกข้าวเสร็จ ถามว่า ข้าวผลผลิตนั่นจักตกเป็นของใคร นายเพชฌฆาตฟังแล้ว ก็คิดไปเองว่า บาปต้องตกเป็นของพระราชาเป็นแน่แท้ จิตมีความสบาย เกิดสมาธิ น้อมใจไปตามพระธรรมเทศนา บรรลุโสดาปัตติผล

ซึ่งความจริงแล้ว ใครว่า คนลงมือฆ่าไม่บาป บาปเต็ม ๆ ครับ แต่อาศัยกุศโลบาย (กุศล + อุบาย) นายเพชฌฆาตก็บรรลุธรรมได้ แสดงว่า ไม่มีเจตนาให้เขาเป็นโทษ ไม่นับเข้าข้อมุสาวาท

ทีนี้พวกแม่ค้าเล่า วัน ๆ ถ้าพูดแต่ความจริง จักไปขายกระไรได้ ซื้อของมา ๑๐ บาท จะขายร้อยหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า ต้นทุนมา ๙๕ บาท กำไร ๕ บาทเท่านั้น โดนมุสาวาทไปเต็ม ๆ เป็นอันว่า อาชีพแม่ค้า รักษาศีล ๕ ไม่ได้งั้นสิ

ท่านแนะว่า ให้ใช้วิธีตอบเลี่ยงไป ครับ ลูกค้าถามว่า ต้นทุนมาเท่าไหร่ ตอบไปเลยว่า "มาแพง" ไม่ผิดศีลแต่อย่างใด

ฉะนั้น ที่สงสัยมาว่า บอกความจริงไม่หมด ก็ต้องดูที่เจตนา ครับ ถ้ามีเจตนาร้ายก็ผิดแหงม ๆ

 

ไปดูข้อสุดท้าย สุราเมาเป็นระยะ มีองค์ ๕ ได้แก่

๑. ความเป็นของมึนเมา หมายรวมเอาสิ่งเสพติดทุกชนิดด้วย

๒. มีจิตคิดดื่ม

๓. พยายามดื่ม จากจิตที่คิดนั้น

๔. สิ่งมึนเมานั้น ล่วงเข้าลำคอ

 

ข้อนี้ คงมิต้องอธิบายกระไรมากกระมัง แต่ก็ยังมีพวกหัวเส ตั้งคำถามว่า แล้วถ้าเป็นยาดองหล่ะเจ้าคะ จะผิดไหม มันเป็นเภสัชนะเจ้าคะ ข้อนี้ขอแก้ว่า ถ้าไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ของสุรา ทำตามตำรายา ถือว่า ไม่ผิดจ้ะ

เอาละ ขอตบท้ายด้วยคำแปลของชื่อเอ็นทรี่ (พระจะบอกให้เวลาให้ศีลเสร็จ แล้วโยมรับว่า สาธุ นั่นแล)

 

สีเลน สุคตึ ยนฺติ แปลว่า ศีล เป็นปัจจัยแห่งความสุข

สีเลน โภค สมฺปทา แปลว่า ศีล เป็นปัจจัยแห่งโภคทรัพย์

สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ แปลว่า ศีล เป็นปัจจัยแห่งมรรคผลนิพพาน

ตสฺมา สีลํ วิโสธเย

 

มารักษาศีลกันเต๊อะ....

และแล้ว เอ็นทรี่ที่ซีเครียดที่สุด ตั้งแต่เขียนบล็อกเอ็กซ์ทีนมาปีเศษ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

อ้างอิงจาก : ศีลห้าหญ้าปากคอก ของ พระเทพวรมุณี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ, หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑๐

ศีลไซเบอร์ อันละเอียดกว่า ศีล ๕

edit @ 28 Jun 2009 03:20:45 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

องค์ศีล มากมาย จำไม่ไหว รู้มาก ก็อยากเลี่ยงบาลี ดูกันที่เจตนาองค์เดียว ง่ายดีขอรับ
หญิงงามเมือง ที่ตัวเต็มใจเอง ผู้ปกครองเต็มใจด้วย และถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ผิดศีล ข้อ ๓ แต่ปัจจุบัน เห็นท่าจะยาก เข้าใจว่ากฎหมายยังไม่อนุญาต ถ้ายังมีโทษแก่ชายผู้เที่ยวหญิงงามเมืองอยู่ ก็จัดว่าผิดศีลข้อ ๓ ด้วย เข้าข่าย "หญิงมีอาชญา" ครับผม open-mounthed smile

#1 By mahaoath on 2009-06-19 13:44

เหยอ...

ตามนั้น ขอรับ ตามนั้น ไม่เก่งเรื่องซีเครียด ขอรับ

sad smile sad smile sad smile

#2 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 14:03

อูยยย ดูหนังโป๊ได้ แต่ต้องไม่หมกมุ่น รอดตัว

#3 By Eddy on 2009-06-19 15:19

รายละเอียดดีจังครับconfused smile

#4 By on 2009-06-19 15:51

อนุโมทนาธรรมด้วยครับ
ขอบคุณหลวงพี่มาก ที่ไขให้กระจ่าง

แต่ถึงเนื้อหาจะซีเครียด แต่ก็เขียนได้ฮามาเลยครับ อ่านไปหัวเราะไป

ว่าแต่ที่ว่า ต้องรักษาศีลให้ได้ถึงรุ่งอรุณวันถัดไปนี่ หมายความว่า ถ้าเราอาราธนาศีลก่อนนอน ตื่นมา ก็ถือว่ารักษาศีลได้ 1 วันแล้วเหรอครับ ?
และต้องอาราธนาศีลทุกวันเปล่าครับ หรืออาราธนาครั้งเดียว รักษาไปยันสัปดาห์นึงก็ได้ ?

(ปล. พูดง่ายๆ คือ อย่าหักโหมจนเบียดเบียนร่างกายสินะครับนี่ ฮา )

Hot! Hot! Hot!

#5 By Witna on 2009-06-19 16:08

#5

หมายถึง ศีล ๘ ครับ ถ้ารับศีล ๘ ไปแล้ว อดข้าวเย็น ตกดึกตื่นมาหิวข้าว ขอลาศีล ไปกินข้าว อย่างนี้ไม่นับ ครับ ถือว่า ศีลขาด แล้วขาดข้อเดียว ถือว่า ขาดทั้ง ๘ ข้อ ไม่ได้อานิสงส์ ครับ

ส่วนใหญ่เขาจักรักษาศีล ๘ กันในวันพระ ครับ เรียกว่า รักษาอุโบสถศีล

เรื่องศีล ๘ เคยเขียนไปแล้ว ๒ เอ็นทรี่ ครับ

http://akkarakitt.exteen.com/20080810/entry-1

http://akkarakitt.exteen.com/20080810/entry

เจริญธรรม ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 16:18

สีเลน สุคตึ ยนฺติ

สีเลน โภค สมฺปทา

สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ

ตสฺมา สีลํ วิโสธเย


question question question

สาตุ๊ๆๆ Hot!

#7 By iamraka on 2009-06-19 17:21

แปลว่าเรารอดตัวดูอะไรหื่นๆแล้้ว เย่ๆๆๆ

คือหนูมีเรื่องจะสอบถามอ่ะคะ sad smile
คือหนูเข้าใจว่าภพหน้าถ้าไปเกิด ผลบุญผลกรรมที่ทำชาตินี้จะส่งผลต่อชาติหน้า แต่หนูสงสัยเรื่องนิสัยและความนึกคิดของภพหน้าอ่ะคะ คือสมมุติว่าชาตินี้เราเป็นคนดีอย่างแรงกล้า แต่ตายดันไปเกิดเป็นคนเลว...อย่างงี้ก็แย่นะสิ!!! เลยอยากรู้ว่ามีผลบุญที่ทำให้ไปเกิดเป็นคนดีไหมคะ sad smile

#8 By Cotton on 2009-06-19 20:50

ขออนุญาตถามเพิ่มหน่อยนะครับ

แล้วศีลทะลุ ด่าง พร้อย เนี้ย ยังถือว่ารักษาศีลได้อยู่หรือเปล่าครับ ยังได้อนิสงค์อยู่หรือเปล่าอะครับ

#9 By Witna on 2009-06-19 22:05

#8

บุญมิได้ทำให้เราไปเกิดเป็นคนดีนะ แต่อาจส่งผลให้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

สิ่งที่ทำให้เราเป็นคนดีในชาติหน้า ที่คิดได้ตอนนี้มี ๒ อย่าง คือ อย่างที่ถามมานั่นละ เป็นคนดีอย่างแรงกล้า นิสสัยจักติดตัวข้ามภพข้ามชาติ ถ้าชาตินี้เป็นคนดีอย่างแรงกล้า ชาติหน้าต้องเป็นคนดีแน่นอน ครับ

อีกอย่างคือ แรงอธิษฐาน คำว่า อธิษฐาน ในภาษาบาลี แปลว่า "ความตั้งใจมั่น" ด้วยอำนาจแห่งความตั้งใจมั่นนี่เอง จักส่งผลข้ามภพข้ามชาติ

ส่วนใหญ่คนเราเกิดมาเป็นคนดีทั้งนั้นละ ครับ ไม่มีใครชั่วมาแต่เกิด แต่ด้วยอกุศลวิบาก หรือผลของการทำความชั่วในอดีตชาติ มาบีบบังคับ ให้ต้องเป็นคนเลว

เช่น ชาตินี้เป็นคนดี๊ดี แต่ชาติหน้า ไปเกิดในหมู่โจร ด้วยอำนาจของอกุศลวิบากซึ่งอาจจะไปทำไว้เมื่อสัก ๔-๕ ชาติที่แล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่า ทำความดีอย่างหนักหน่วงในชาตินี้ แล้วชาติหน้าจักได้เกิดในหมู่คนดี

ความไม่แน่นอนของสังสารวัฏนี่ละ ที่น่ากลัว จึงขอแนะให้ไปนิพพานเสีย เลิกเกิดกันเสียที จักได้ไม่ต้องมารอลุ้นว่า จักได้เกิดในสภาวะแวดล้อมที่ดีหรือไม่

เจริญธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 22:11

#9

ถ้ายังไม่ถึงศีลขาด ถือว่าใช้ได้ ครับ ได้อานิสงส์ในการรักษาศีลเหมือนกัน แต่อาจจะมีอะไรไม่สมประกอบ

อานิสงส์ของศีล ท่านว่า จักทำให้เกิดมามีรูปร่างหน้าตางดงาม หากศีลแหว่ง ๆ ไปบ้าง ก็อาจจะเกิดมาหล่อ แต่เตี้ย ล่ำแต่ดำ อะไรเทือกนั้น

เจริญธรรม ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 22:14

ถึงว่าสิ เกิดมาสวย
แต่ไม่แสดงออก หุๆๆ

เมื่อก่อนคิดว่าศีล5รักษาย๊ากยาก
พอรักษาแล้ว เข้าใจเลยว่าจิตใจปกติมันเป็นยังไง
เมื่อก่อนไม่ปกติจนเป็นปกติน่ะค่ะ question

#12 By namaste (118.172.247.139) on 2009-06-20 00:02

อ่าน ๆ ดูแล้วก็เหมือนกฏหมายเลยนะครับ มีเป็นขั้น เป็ลำดับต่าง ๆ กันไป double wink

#13 By nora on 2009-06-20 04:28

แอบเสริมให้คุณเบอร์ 8 ค่ะ

การเป็นคนดีหรือเป็นคนเลว อยู่ที่เราเลือกค่ะ สิ่งแวดล้อมจะเป็นยังไงเราก็เลือกได้เสมอค่ะ เป็นมนุษย์ก็ดีอย่างงี๊ล่ะนะ เลือกได้ว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว เป็นสัตว์บางอย่าง เช่นสัตว์กินเนื้อ ก็ไปล่าหาอาหารโดยสัญชาติญาณ เลือกไม่ค่อยได้ บางตัวเลือกได้ก็มี แต่น้อย

#14 By Rinna ♥ on 2009-06-20 05:45

อนุโมทนาในการให้ธรรมนะครับ big smile

จริงๆ อยากได้ยินมานานแล้ว เห็นคนชอบพูดกันว่า ศีลข้อ 3 เหมือนแค่ไม่มีชู้ ไม่มีกิ๊ก ก็ไม่เข้าข่าย (แม้แต่หนังสือ "ข้างในนั้น" ที่พิมพ์แบบทันสมัยเอาไว้สอนวัยรุ่น ก็ยังอธิบายแค่นี้)

แต่จริงๆ แล้วสาระของศีลข้อ 3 นี่คล้ายๆ กับข้อ 2 รวมเข้าไปด้วยครับ คือ มีเรื่องของการ "ผิดลูก" ด้วย ดังนั้น วัยรุ่นคนไหนมีเพศสัมพันธ์กัน โดยไม่รับทราบ พวกเขาไมได้ผิดกันเอง แต่ผิดกับพ่อแม่ของตัวเองไปเต็มๆ ผู้ชายผิดในฐานะที่ไปแอบเล่นลูกเขา ส่วนผู้หญิงนี่ผิดที่อกตัญญูครับ กรรมหนักนะ ทำกับพ่อแม่ตัวเอง

ถ้าสมัยนี้เข้าใจเรื่องศีลมากขึ้น สังคมอาจเสื่อมน้อยลง... แต่ถึงรู้ ก็ใช่ว่าจะเชื่อนี่เนอะ

#15 By Gow27 on 2009-06-20 09:24

มาเสริมอีกนิดครับ

มีคนเข้าใจผิดอีกมากเหมือนกัน ว่า บาป คือสิ่งเดียวกับการผิดศีล

แต่ขอขยายความว่า การผิดศีล คือ บาปที่ครบ "องค์กรรมบถ" แล้วครับ ...หมายถึงบาปที่สำเร็จเป็นผลสมบูรณ์จนถึงขั้นสุดท้ายครบกระบวนการของมันแล้ว

แต่ความบาปนั้น แค่ทำกรรมทางกาย วาจา และใจ ก็สามารถบาปได้ โดยที่ศีลไม่ขาด
เช่น
เราแค้นคนๆ หนึ่งมาก เอาปืนยิงเข้าหัวคนๆ นั้น เขาล้มใลงไปนอนจมกองเลือด เรานึกว่าเขาตายแล้วแต่ปรากฏว่ามีคนช่วยได้ทัน เขากลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต กรณีนี้ศีลไม่ขาด เพราะเงื่อนไขข้อสุดท้ายไม่ครบ (สัตว์ไม่ตายสมใจ) แต่ถามว่าบาปไหม ก็บาปมากกกกก

เช่นเดียวกัน พระโมคัลลานะในอดีตชาติ ท่านเคยปลอมเป็นโจรคิดฆ่าพ่อแม่ตัวเอง แต่ปรากฏว่าทุบตีไปได้พักหนึ่งก็สำนึกได้และกราบขอขมาพ่อแม่ แล้วปรณิบัติท่านไปชั่วชีวิต แต่จากกรรมนั้นทำให้ท่านตกนรกอยู่นานหลายกัปป์ เมื่อมาเกิดเป็นสัตว์ก็โดนขยี้แหลกทุกชาติ จนกระทั่งชาติสุดท้ายเข้านิโรธสมาบัติอยู่ดีๆ ก็ยังมีโจรมาทบจนนิพพาน ...

ดังนั้น เราอย่าทำบาปใดๆ เลยเป็นดีที่สุดครับ
ศีลคือกรอบที่หยาบที่สุด ที่จำแนกบาปประเภทต่างๆ ในโลกนี้ไว้เป้นหมวดหมู่เท่านั้น

คนเราจะเลว ไม่ได้มีแต่ไปฆ่าใคร หรือคอรัปชั่น แบบที่คนตอบกระทู้ pantip ชอบอ้างเวลาทำผิดศีลข้ออื่นๆ กันน่อ confused smile

#16 By Gow27 on 2009-06-20 09:31

ขออนุญาติหลวงพี่เจ้าของ blog ตอบ คห.8 ครับ

โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์เรามีการสะสมอุปนิสัย ตามจิตประเภทหนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้วครับ ดังนั้น ใครปลูกฝังนิสัยหรือการกระทำแบบไหนมากๆ มันก็จะพอกพูนขึ้นเป้นความเคยชิน จนติดไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า "สันดาน"

และเจ้าสันดานตัวนี้ก็ไมได้สูญหายไปไหนครับ มันจะฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก และส่งต่อจากจิตดวงหนึ่งไปสู่จิตอีกดวงเป็นทอดๆ แม้แต่ตายไปแล้ว ปฏิสนธิขึ้นใหม่ (ด้วยปฏิสนธิจิต)นิสัยเดิมๆ หรือรสนิยมเดิมๆ ที่เคยมีก็จะติดตัวเราไปด้วย

แต่ทั้งนี้มันก็มีปัจจัยมากมายนะครับที่สามารถแทรกแซงให้นิสัยเรานี่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ลองสังเกตดูสิครับว่าตั้งแต่ตอนเป็นเด็กประถม จนถึงปัจจุบัน... มีพฤติกรรมนิสัย ทัศนคติ หรือแนวคิดอะไรไหมที่เราเปลี่ยนไปชนิดพลิกขั้วไปแบบสุดๆ เลย

สังเกตดูจะมีเยอะนะ เช่น บางคนตอนเด็กชอบกินเนื้อสัตว์มากๆ โตมาก็กลับเบื่อเนื้อชอบกินผัก หรือบางคนตอนเด็กชอบดูหนังประเภทหนึ่งมาก โตมาก็กลายเป็นชอบหนังอีกแนวแทน หรือบางคนเด็กๆ เกลียดเหล้า ต่อมากลายเป้นคนติดเหล้า หรือเด็กๆ เรียบร้อยมาก ต่อมากลายเป็นเด็กใจแตก เพราะได้รับประสบการณ์บางอย่างจากสื่อ เพื่อน สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์บางอย่างหล่อหลอมให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นต้น

ทั้งนี้เพราะจิตสะสมข้อมูลใหม่ได้ทุกขณะครับ ขึ้นอยู่กับวิบาก (ผลกรรม)แบบไหนที่จะส่งผลให้เราได้รับรู้ข้อมูลทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจแบบไหน จนกำหนดภพภูมิความเป็นไปของตัวเรา ... และสุดท้ายก็อยู่ที่ กรรมปัจจุบันของเรานั่นเอง ที่จะ "เลือก" ดำเนินชีวิต หรือคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ เป็นอย่างไร

ตรงนี้ "ปัญญา" จะมีบทบาทสำคัญ ให้เรามีความคิดอ่านดีๆ รู้จักผิดชอบชั่วดีมาตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ

ใครทำบุญแล้วไม่สะสมปัญญาให้มากๆ ก็มีแนวโน้มที่จะหลงระเริงในสิ่งดีๆ ที่ตัวเองได้รับในชีวิตได้ บางคนสวย/หล่อ ก็หลงรูป เอาคุณสมบัติเหล่านั้นไปใช้ผิดๆ สร้างบาป หรือบางคนรวยมากก็ประมาทมัวเมาในเงิน บางคนมีอำนาจมากก็ใช้ข่มเหงคนอื่น เป็นต้น

ปัญญาจึงสำคัญที่สุด ในการทำให้คนที่ ดีจากอดีตชาติ...ดีต่อเนื่องมาจนถึงชาติปัจจุบัน

ดังนั้นเวลาทำบุญอะไรหรือคิดจะทำอะไรลงไป ต้องเข้าใจถึงเหตุและผลของสิ่งที่ทำให้มากๆ ครับ นั่นถึงจะการันตีได้ว่าชาติหน้าเราจะไม่ตกไปสู่เส้นทางแห่งความหลงผิด big smile

#17 By Gow27 on 2009-06-20 09:44

เข้ามารับความรู้ และ อนุโมทนา กับบทความดีๆ ที่น่าจะทำให้สังคมดีขึ้นครับ big smile

#18 By Detonator on 2009-06-20 10:33

ดีทั้งบทความและการสนทนาครับ

สาธุ...

#19 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-06-20 10:49

สาธุ...
รับศีลห้ามาปฏิบัติ แต่ปฏิบัติศีล 4 ไม่ค่อยรอด
แต่มีหลายคนบอกว่า...เราโกหกไม่เก่ง...
ถือว่าเป็นคำชมนะ =w=''

เป็นเอนทรี่ที่ทุกคนควรอ่านยิ่งค่ะHot!

#20 By kororo on 2009-06-20 11:44

โอ้ ขอบคุณทุกท่านที่ให้แสงสว่างคะ ไม่รู้ว่าจะมีหลายท่านมาตอบแบบนี้ ขอบคุณจริงๆคะ cry

#21 By Cotton on 2009-06-20 22:45

ขอบคุณคร้าบ
อนุโมทนาตั้งแต่บทความยันถามตอบเลยครับ
Hot! Hot!

#22 By kitt on 2009-06-30 16:13

Favourites