เมื่อพ่อหลวงทรงถามธรรมะ...
posted on 20 Jun 2009 18:48 by akkarakitt in Experienceเมื่อเช้าเดินไปบิณฑบาตแถวคลองสาน มีแม่ค้าข้าวแกงคนหนึ่ง เคยมาปรึกษาข้าพเจ้านานแล้วว่า ทำมาหากินฝืดเคือง จักทำอย่างไรดี หลวงพี่มีของดี ๆ ไหม ข้าพเจ้าก็แนะให้เธอไปท่องคาถาเงินล้าน สักวันละ ๙ จบ เพราะข้าพเจ้ายึดหลักว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครมาบันดาลให้ตัวเองมีกินมีใช้ได้ ครับ ต้องพึ่งลำแข้งตัวเองเท่านั้น
ใครยังไม่รู้ว่า คาถาเงินล้านหน้าตาเป็นอย่างไร แนะให้ไปอ่านเอ็นทรี่เก่าก่อน ครับ
How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนที่ ๑
How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนที่ ๒
How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนที่ ๓
How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนที่ ๔
How to ภาวนาอย่างไรให้มีทรัพย์ไม่ขาดสาย ตอนอวสาน
ปรากฏว่า ไม่ถึงสามเดือนดี ครับ เธอบอกว่า เธอเอาไปท่องแล้วได้ผล กิจการดีขึ้นมาก ข้าพเจ้าก็ดีใจด้วย ครับ และให้การบ้านเพิ่ม แนะว่า ถ้ามีความเพียร ลองท่องไปทั้งวันเลยสิ เธอก็เอาไปทำ ครับ อีกประมาณเดือนหนึ่งถัดมา พบเธอตอนเช้า เธอมีสีหน้ายิ้มแย้มผิดปกติ ครับ รีบกุลีกุจอเข้ามาทักทาย เธอว่า คาถานี้ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เธอถูกหวย ครับ เธอเป็นคนบอกเลข สามีเธอเป็นคนซื้อ ที่น่าแปลกคือ เธอไม่ถูกหวยมาเป็นสิบปีแล้ว ครับ แต่พอเริ่มท่อง ดันมีลาภขึ้นมาซะงั้น
ใจข้าพเจ้า ไม่อยากให้เขาไปติดอะไรพวกนี้เลย ไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการเล่นหวยหรอก มันก็คือการพนัน หรือ อบายมุขดี ๆ นี่เอง แต่ในเมื่อสิ่งนี้ทำให้เขาศรัทธา มีความเพียรในการท่อง เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าก็แนะให้เขาทำต่อไป เคล็บลับของการท่องคาถา คือ ต้องทำใจให้สบาย อย่าไปท่องอย่างเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย และอย่าทำเพื่อหวังลาภ
หลายสัปดาห์ผ่านไป จนมาถึงวันนี้ เธอยิ้มแย้มเข้ามาคุยด้วยอีกแล้ว ครับ สาธยายถึงประสบการณ์อันเหลือเชื่อ เธอบอกเธอเลี้ยงแม่อยู่ ครับ แล้วก็จักเอาเงินใส่เก๊ะไว้ให้แม่ เดือนละร้อยสองร้อย ไม่มีใครมายุ่งกับเก๊ะนี้แน่นอน แล้วแม่ของเธอก็ไม่ได้มีรายได้อะไร ปรากฏว่า วันหนึ่งเปิดเก๊ะมา มีแบ็งค์พันอยู่ ๒ ใบ ครับ เธอสงสัยว่า จักเป็นเพราะคาถานี้หรือเปล่า
ข้าพเจ้าก็เลยเล่าประวัติของคาถานี้ให้ฟังเล็กน้อยว่า นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของร้านขายยาตราใบโพธิ์ ท่าเตียน เป็นผู้ทดลองท่องคาถานี้เป็นคนแรก แล้วก็พบเหตุการณ์มหัศจรรย์ทำนองนี้ กล่าวคือ บางทีขายยาจนได้เงินครบตามที่คำนวณแล้ว ยายังเหลือบ้าง มีเงินงอกออกมา ทั้งที่นับไว้แล้วอย่างดีบ้าง แม้ในปัจจุบัน คนที่ท่องคาถานี้ ก็ยังได้พบประสบการณ์เหนือธรรมชาตินี้เนือง ๆ
และบอกอีกว่า หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ก็ใช้คาถาบทนี้แล สร้างวัดเสียยิ่งใหญ่อลังการ อยากทราบว่า ยิ่งใหญ่เพียงไร ก็ลองไปเที่ยวดู อยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี
ข้าพเจ้าจึงแนะเธอไป ตามที่ได้รับฟังมาจากหลวงพี่เล็ก เมื่อสองสัปดาห์ก่อนนี้เองว่า ถ้าเกิดเรื่องราวอัศจรรย์พวกนี้กับตัวเอง อย่าพึงได้ไปเล่าเพื่ออวด จักชวดอานิสงส์นี้ไปอีกนานเลย แต่ถ้าเล่าเพื่อเจริญศรัทธา สามารถเล่าได้
เธอว่า เดี๋ยวนี้ เธอท่องจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำงานไป ก็ท่องไปเรื่อยเปื่อย ก็ตรงกับที่หลวงพ่อบอกว่า ฌาน คือ ชิน เธอท่องเสียจนชิน ก็คือ ท่องจนเป็นฌาน นั่นเอง เลยให้การบ้านเธอเพิ่มไปอีก คือ ระหว่างท่อง ให้นึกเห็นภาพพระพุทธรูปไปด้วย (เอาแล้ว ครับ ฝึกจับนิมิตภาพพระพุทธรูปนี่ เป็นพุทธานุสสติ ในแนวทางการฝึกวิชชาสาม หรือมโนมยิทธินะ ครับเนี่ยะ) เดี๋ยวได้ผลอย่างไร จักนำมารายงานในโอกาสต่อไป
ตบท้ายก็บอกเธอไปว่า ที่เธอได้ดี ส่วนหนึ่งก็อาศัยการเลี้ยงแม่นั่นแล มีความกตัญญูกตเวทีเสียแล้ว ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
พอเดินกลับมา ก็นั่งนึกกระไรไปเพลิน ๆ นี่ที่เธอท่องแล้วได้ผล ก็คือ เธอไม่ค่อยสงสัย ไม่ค่อยช่างคิด ครับ พระแนะอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น แล้วก็มีความเพียร ส่วนพวกขี้สงสัย ช่างคิด เชื่อยาก แต่ไม่ช่างพิสูจน์ ไม่มีความเพียร ก็คงไม่มีโอกาสได้รู้หรอกว่า คาถานี้ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่
มีเจ้าของร้านอะไหล่ ใกล้วัดหลวงตาพวง คนหนึ่ง เคยเปรยเรื่องนี้ ครับ เขาว่า ถ้าคนเรายังต้องกระเสือกกระสน หามื้อกินมื้อ จักมีกะใจอะไรมาสนใจธรรมะ ขั้นต้นก็ต้องให้เขามีความคล่องตัวในการทำมาหากินเสียก่อน ครับ พอสบายคลายตัวหน่อยแล้ว จึงค่อยให้ธรรมะ คนกำลังกลุ้มใจเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง ไปสอนเรื่องนิพพาน เรื่องปล่อยวาง มันจักเป็นไปได้อย่างไร
คิดไปถึงว่า ถ้าเอาซีดีหลวงพ่อปราโมทย์มาให้แม่ค้าข้าวแกงฟัง เขาจักฟังรู้เรื่องไหม? เขาจักเจริญสติเป็นไหม? เขาจักดูจิตได้ไหม? เขาจักขึ้นวิปัสสนาได้หรือเปล่า? อืมส์...
...ไม่เป็นไร ครับ แจก ๆ ไปก่อน...
ว่าจะเขียนเรื่องคำถามธรรมะของในหลวง ไถลไปเรื่องกระไรนี่...
นั่งฟังธรรมะไปเพลิน ๆ ก็ไปสะดุดเข้ากับ คำถามของในหลวงที่ทรงถามพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ครับ แต่ละคำถามนี่ ไม่ธรรมดาเลย แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของพระองค์ ด้านธรรมะ ที่มิได้ด้อยกว่า อัจฉริยภาพด้านอื่น ๆ
คราวหนึ่ง ทรงถามหลวงปู่เทศก์ เทสฺรํสี ว่า อะไรเป็นที่สุดแห่ง สีลสิกขา (การศึกษาเรื่องศีล) จิตตสิกขา (การศึกษาเรื่องสมาธิ) ปัญญาสิกขา (การศึกษาเรื่องปัญญา)
หลวงปู่ตอบทันใดว่า วิรัติ หรือ การเว้น คือ ที่สุดแห่งศีล สมาบัติ คือ ที่สุดแห่งสมาธิ และไตรลักษณ์ คือ ที่สุดแห่งปัญญา
อีกคราวหนึ่ง ท่านทรงถามว่า ท่านไม่รู้สิ่งที่รู้ ท่านรู้หรือไม่รู้?
คำถามนี้ ต้องเป็นนักปฏิบัติ ครับ ถึงจักเข้าใจ พระองค์หมายถึง สิ่งที่พระองค์ไปรู้นั้น เป็นสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ ไม่มีการบัญญัติว่า นี้คืออะไร นั้นคืออะไร แล้วจึงมาถามพระว่า ตกลงท่านรู้ หรือไม่รู้ คำตอบคือ พระองค์ทรงรู้ครับ รู้สิ่งที่เป็นปรมัตถ์
อีกคราวหนึ่ง ท่านทรงถามหลวงพ่อฤๅษีลิงดำว่า จาคะ (การสละ) อย่างเดียว ไปถึงนิพพานหรือไม่?
หลวงพ่อต้องนำไปวินิจฉัยอยู่นานทีเดียว แล้วบันทึกเทปตอบพระองค์ไปว่า หากทำทานให้ถึงสังขารุเปกขาญาณ (การวางเฉยในกองสังขาร) ก็ถึงนิพพานได้ ครับ รายละเอียดเรื่องนี้ ค่อนข้างมาก ไว้จักสาธยายต่อไปในอนาคตกาล
อีกคราวหนึ่ง ทรงถามอาการของกรรมฐาน ครับ พระองค์เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า สมมุติว่า มีแจกันอยู่สองใบ ท่านว่า ท่านจักอยู่ระหว่างก็ไม่ใช่ จักถึงแจกันก็ไม่เชิง อย่างนี้เป็นกรรมฐานกองไหน?
หลวงพ่อตอบว่า นั่นเป็นอาการของสมาบัติ ๘ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ครับ ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจคำถามหรอก เรื่องอาการของฌานนี่ เป็นหนึ่งในเรื่องอจินไตย (เรื่องไม่ควรคิด ๔ ประการ) ใครไม่เคยสัมผัส อธิบายไม่ถูกหรอก แต่คำถามนี้แสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทรงเป็นเลิศทั้งบู๊ และบุ๋น
เอาละ เท่าที่นึกออกวันนี้ ก็มีเท่านี้ ครับ ไว้โอกาสหน้าพบอีก จักนำมาแบ่งปันเพิ่มเติม
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ครับ ฯ
edit @ 21 Jun 2009 09:56:56 by Dhammasarokikku
(แต่พอไม่ถูกหวยก็ทุกข์อีก เฮ้อ...)
ขอบคุณมากๆครับ..
#1 By happiness in my bag.. on 2009-06-20 22:52