พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๗ - พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่อินเดียจริงหรือ?
posted on 21 Jun 2009 13:30 by akkarakitt in Experienceสืบเนื่องมาจาก พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๔ - เคล็ดลับผิวขาวอมชมพูอย่างธรรมชาติ ครับ หลังจากถูกพระกาฬเบิร์ดกะโหลกเข้าให้ว่า อย่าพึงประมาทในงานบุญ คราวนี้เลยทำใหญ่เลย เริ่มด้วยงานแรก แจ้งความคืบหน้าของงานบูรณะพระพุทธปฏิมากร ณ วัดราชสิทธาราม ครับ ขั้นแรก ต้องทำการขัดผิวเสียก่อน งานนี้ได้ช่างเฟอร์นิเจอร์มาจาก บริษัทโยมเพื่อน ครับ
ต้องขัดจนผิวเรียบเนียนทีเดียว ครับ
พระพุทธรูปปางประทานพรนี้ มีจุดที่ต้องซ่อมแซมอยู่ ๒ จุด ครับ จุดแรก คือ พระกรด้านขวา
อีกจุด คือ พระกรด้านซ้าย
ส่วนอีกองค์หนึ่ง สภาพยังดีอยู่ ครับ ไม่มีส่วนใดต้องซ่อมแซม พระที่ท่านรับหน้าที่บูรณะ จึงทาสีรองพื้น (สีเขียว) ได้เลย
ผลงานการขัด ผ่านไป ๒ วัน ครับ
ขัด และขุดเอาเนื้อวัสดุที่ใช้ซ่อม เมื่อครั้งก่อนออกมาด้วย พบว่า เป็นวัสดุคอมโพสิท (Composite material) ครับ แสดงว่า พระพุทธรูปผ่านการบูรณะมาหลายครั้งแล้ว และผู้บูรณะต้องมีความรู้ด้านวัสดุศาสตร์พอสมควรเลยทีเดียว ขุดลงไปจนถึงเนื้อวัสดุดั้งเดิม ครับ
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวัสดุศาสตร์ คุณสหธรณ เนาวรัตนพงษ์ คาดว่า แม้จักเลือกใช้วัสดุคอมโพสิทอย่างดี แต่เรื่องการหดขยายของวัสดุที่ใช้ซ่อม เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ครับ ลักษณะการปริตัวของวัสดุที่ใช้ซ่อมแซมในครั้งก่อน บ่งบอกว่า มีการหดขยายตัวอย่างรุนแรง จนสามารถดันเนื้อทองเหลืองแตกออกมาได้
การซ่อมคราวนี้ จึงตั้งใจว่า จักใช้วัสดุพิเศษ เป็นวัสดุคอมโพสิท เหมือนกัน ขัดเสร็จไม่นาน ช่างซ่อมก็ไปซื้อสีโป๊วรถยนต์มาฉาบเนี๊ยบ เทแน่น เข้าไป ครับ
โป๊วเสร็จ ก็ขัดเรียบ เหมือนซ่อมรถยนต์เด๊ะเรยยย...
ไปหาผ้าจีวรเก่า ๆ มา เตรียมพ่นสีรองพื้น ครับ
แต่มันไม่ใช่เลย ครับ ผู้เชียวชาญพิเศษ พอทราบว่า ช่างใช้วิชามหาอุต เอาสีโป๊วอุดเข้าไปแล้ว ก็สั่งให้ขุดออกทันที เขาว่า สีโป๊วที่ใช้กับงานรถยนต์ นำมาใช้งานแบบนี้ไม่ได้ ครับ มีการยืดหดตัวสูงมาก สวยไปได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ปริอีก ตกลงก็อุดฟรี ขัดฟรี ไป ครับ ต้องเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ซ่อมแซมใหม่ เป็นผงอลูมิเนียม ผสมบายเดอร์
อุดเสร็จแล้ว ก็ขัดเรียบ ครับ
พอผิวเรียบเนียนดีแล้ว ก็ทำการสปาผิว พ่นแล็คเกอร์ยูริเทน รองพื้นเข้าไป ครับ
ส่วนอีกองค์ ก็เริ่มลงสีที่ใช้ปิดทอง (Flex) สีเหลือง แล้วก็เริ่มปิดทองเลย ครับ โดยจักเริ่มปิดทองจากพระเศียรลงมา
เอาละ แจ้งความคืบหน้าพอหอมปากหอมคอ ครับ ไปดูงานที่สอง ครับ งานนี้สืบเนื่องมาจาก พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๖ + ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม ตอนที่ ๔ = อย่าพึงประมาทในงานบุญ ตอนปลายของเอ็นทรี่ จักไปเยี่ยมหลวงตาพวงกันที่ จ.ราชบุรี ซึ่งความจริงโปรแกรมมิได้สั้นจุ๊ดจู๋อย่างนี้ ครับ มีการวางแผนกันว่า เยี่ยมหลวงตาพวงเสร็จแล้ว คณะเราจักไปเที่ยวกันต่อ ซึ่งก็คงไม่พ้นเที่ยววัด โดยโยมให้ข้าพเจ้า เป็นคนไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต
ส่วนข้าพเจ้า พอทราบว่า จักให้พาเที่ยวใน จ.ราชบุรี ก็นึกถึง อีเมล์ที่ได้รับมานานแล้ว ครับ เรื่อง
ความจริงของแผ่นดิน
เปิดตำนานพระพุทธศาสนาในถิ่นไทย
โดย ชุมนุมฟื้นธรรมฟื้นไทย แห่งยุคหลังกึ่งพุทธกาล มีคุณเอกอิสโร เป็นประธาน เนื้อหาในเอกสารนั้น เกี่ยวกับการพิสูจน์ว่า พระพุทธเจ้าอาจจะประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน แถว ๆ เมืองไทยนี่เอง มิใช่ในอินเดีย อย่างที่เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม ผู้ค้นพบสังเวชนียสถานในอินเดีย บอกคนไทยให้เชื่อตาม มาตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องน่าสนใจ ครับ ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เกิดพิสูจน์ได้ว่า พระพุทธเจ้ามาปรินิพพานในประเทศไทย คงเจริญศรัทธาได้ไม่น้อย และสังเวชนียสถานนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนปรินิพพานว่า ใครได้มาสักการะ ก็จักเข้าถึงสวรรค์ ฉะนั้น หากสมมุติฐานนี้เป็นจริง จักเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต่อชาวพุทธทั่วโลก เพราะแทนที่จักตีตั๋วเครื่องบินแสนแพง ไปแสวงบุญที่อินเดีย เขาจักตีตั๋วมาแสวงบุญที่เมืองไทยแทน แล้วเรา ๆ ท่าน ๆ ที่กระเสือกกระสนซื้อทัวร์ทีละหกเจ็ดหมื่น ไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย ก็เสียแค่ค่าน้ำมันไม่ถึงพันบาท ไปแสวงบุญในสถานที่ปรินิพพาน ณ จ.กาญจนบุรี นี่เอง
เอาละ เรื่องราวความจริงจักเป็นอย่างไร มิอาจทราบได้ เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว หลักฐานที่เอาไว้ใช้ยืนยัน ก็สูญสลายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เสาอโศก ที่พอจักยืนยันได้ ก็ต้องตามฝรั่งเขาไป แต่ทีนี้ ท่านเจ้าคุณอ่ำ ธมฺมทตฺโต วัดโสมนัสวิหาร ท่านไปพบ กเบื้องจารโบราณ อายุเกินพันปีเข้าที่ ถ้ำเขางู จ.ราชบุรี ครับ แล้วก็นำ กเบื้องจาร มาแปลความที่จารบันทึกไว้ ตอนต้นมีคำพยากรณ์ของท่านบุณณมุนี ถึงตัวท่านเองด้วย ว่าตัวท่านคือช้างปาลิไลยกะโพธิสัตว์ กลับมาเกิด และจักมาพบกเบื้องจาร เพื่อเปิดเผยความจริงให้คนไทยรู้กัน ล่วงหน้าเป็นพันปี เป็นที่อัศจรรย์ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างไว้พอสังเขป
บุณณมุนี ถ้ำพุทธ (ถ้ำฤษี) เราเขียนเรื่องนี้คอยภิกขุอ่ำ
อันอุปัชฌายให้ชื่อว่า ธัมมทัตต คน อันพุทธกล่าวว่า ตัว
ช้างปาลิเลยยกมาเกิด ธัมมทัตต จงอ่าน เขียนให้คนอ่าน (๑๖๑/๑) ธัมมทัตต
บุณณผู้มุนีเขียนคำกล่าวของพุทธในวันขึ้น ๑๑ ค่ำ (เดือนอ้ายพุทธพัสสา ๒๑)
เขียนคำคอยธัมวงเวที วันขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ พุทธ พัสสา ปี ๔๓
ในพัสสาเรานี้ ๒๔ (๑๖๒/๒)
บุณณวรภิกขุ อยู่เขางู ถ้ำพุทธ เดิมอยู่ปรานของป๊อบ้านแม่กุน
เดินทางถอมคธ สาวัตถี พบพุทธ ธัม สงฆ ได้ปัพพชา อุปสมบท
เป็นภิกขุเมื่อพุทธพัสสา ๑๙ (๑๔๐/๑) เถรอานันท เป็นอุปัชฌาย เถรอุบาลีเป็น
(ผู้) ให้ (สรณ) สีล เมื่อแล้วเข้า (หา) พุทธออกปาก (ว่า) เอหิ ภิกขุ
(เธอจงเป็นภิกขุมาเถิด) เมื่อขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ พุทธพัสสา๑๙ (๑๔๐/๒)
บุณณมุนี อยู่ถ้ำพุทธ ผู้พาพุทธมาสุนาปรันตพริบพรี
น้องจุนหาพุทธกับอรหันตเดือนอ้าย พุทธพัสสา ๒๒ (๑๕๐/๑)
พุทธอยู่บ้านมกุนเดือนอ้าย ขึ้น ๘ ค่ำ พัก ๒ วัน เสด็จ ผ่านเมืองทอง
แล้วขึ้นถ้ำพุทธ นั่งนอน คืนวันหนึ่ง ผันทองปิณฑ (๑๕๐/๒)
(บุณณวรมุนีเล่าเมื่อ) พุทธเดินไปถ้ำเขา ทางผ่านเมืองทองพูด ว่า
เมืองทองจักเป็นเมืองสุวัณณภูมิ เมืองพุทธศาสนา (๑๕๔/๑)
พุทธมาถิ่นแดนชานทาง ว่า ตรงนี้เป็นเมืองต่อเมืองสุวัณณภูมิ ห้าร้อยปี
พุทธ สาสนา มั่นคงดี ต่อพันปีเป็นเมืองเล็ก พุทธสาสนาเบาบาง
เหลือพุทธนิมิตร (๑๕๔/๒)
บุณณฟังคำพุทธว่าคำไทย อันสินนี้ แม้ คน นาค ยักข ขโมย ลัก ฉ้อ บัง
โกง เอาไม่ได้ สินอันตนฝังไว้นั้น (๑๘๘/๑) ผู้ให้ทุกสิ่งพอใจ ร่างงาม
เสียงเพราะ สูงเยี่ยม แม้ขุนใหญ่ พุทธภูมิ ปัจเจกภูมิ ความคล่องความรู้
(๑๘๘/๒)
พุทธเทสนไทย ไทยทุกคน แล ลว ทำเหืองดี ย่อมได้ดี เห็นดี ทำชั่ว
ย่อมได้ชั่ว คือ ฆ่าคน และเบียนคน ช้าง ม้า งัว ควาย (๑๙๑/๑)
ถือเอาของคนอื่น ผิดผัวเมียลูกท่าน กล่าวเท็จ เมาเหล้า น้ำหมักดอง
อย่างนี้ว่าชั่ว ไม่ทำอย่างนั้น ชื่อว่าทำดี เช่นไม่ฆ่ากัน เป็นต้น
ชื่อดีแล (๑๙๑/๒)
พุทธ ปุณณ เดินทาง ไปเขา สัจจพันธ พาสัจจพันธ ไป ส่งเขา สัจจพันธ
อันสัจจพันธภิกขุ วอนขอ รอย ตีน อันเหยียบหินในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย
เหยียบหิน เชิงเขานั้น (๑๕๕/๑)
พุทธสร้างรอยตีน ณ หิน ทำรอยใหญ่กว่า ๓ เท่า เถรเดินภุ่มมือตลอดนั้น เสดแล้ว พระภิกขุพัน หมอบกราบพุทธ พุทธว่าเขาตีนพุทธ (๑๕๕/๒)
ทับไททอง จอมลว้า ผู้เพื่อนเจ้ามคธพิมพิสาร ไฝ่ ท้าวสุนาปรันต
ส่งบุณมุนีผู้เจอ พุทธสาวัตถี เห็นธัมมแล้วมาเมืองทอง
บอกพุทธธัมมสงฆเกิดในโลกแล้ว ๒๑ ฝน คนบูชาทั่ว พิมพิสารเป็นผู้ทนุอังค มคธ
ให้กราบไหว้ องค์อรหันตสัมมาสัมพุทธ ธัมม อรหันตขีณาสพ เมืองทอง
พ่อเมืองอยากเห็น เชิญมาเมืองมคธเพื่อนเอง ใน เมื่อ ควร (๓๘/๑)
พ่อเมืองทับไทยทอง ปุณณมุนีผู้ฟังพิมพิสารเจ้าเมืองมคธ
เหนควรไปมคธเมืองเพื่อน ปุณณมุนีเถรเป็นผู้นำทางเรือ ให้เตรียมคนพันหนึ่ง
ข้าวปลาเตมพร้อม ขุนอินเมืองทอง คุ้มเมืองดอมเมียน้อยผู้น้องเมียกลาง
หม่อมเมียใหญ่ หม่อมเมียกลางไปด้วย ออขุนเมืองลบลว้า นายเรือผู้คุมเรือ ๗๘
ลำ ออกเดือนยี่ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีโล ๑๑๖๙ (๓๘/๒)
บุณณมุนี ถ้ำพุทธ ผู้แจ้งข่าว พาตัวทับไทย ทอง หาพิมพิสาร เมืองมคธ
เพื่อนพิมพิสารพาหาเถร นนท (๑๔๗/๑) พาไปเวฬุวัน
เฝ้าพุทธเทสอนุปุพพิกถาแลธัมมจัก (กัป) ปวั (ตตน) สูตต
เห็นธัมมเบื้องต้นแล้ว (๑๔๗/๒)
ปุณณมุนี นำทับไทยทอง เมื้อ ถึง ราชคห เมื่อวัน ขึ้น ๑๓ ค่ำ พุทธวัสสา ๒๓ เดือน ๓ เข้าเวฬุวัน ฟังเทสน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ (๑๕๖/๑)
พิมพิสารรับ ทับไทยทองแล้ว ส่งไป สาวัตถี เมื่อแรม ๗ ค่ำ มี อภย
(ราชา) เปนสหายเดินเถิงเมืองปัสเสน ต้อนรับแล้ว พาไปเชตวัน
เหนร่างนิมิตพุทธรูป ณ เชตวันนั้น (๑๕๖/๒)
บุณเล่า พาต้นทับไทยทอง สู้เดินถอกปิลวัตถุ ถิ่นของพุทธเดิม เดือน ๖
วัน ขึ้น ๘ ค่ำ (๓๕๑/๑) มหานาม ออนตนรับ ถึงมหาวัน ดงใหญ่ ให้พัก
ที่ห้องปสาทของพุทธ ยโสธรา เคยอยู่ ต้นมหาราชาเชิญ ต้นทับไทยทอง
เข้าร่วมกินข้าว (๓๕๑/๒)
ปุณณ คนผู้นำทับไทยทอง ไปลุมพินี อันพุทธเกิด มหานามให้ช้างชื่อ
อมตคช ขี่ คนเดินหมื่น ต้นมหานามเดินรถ ออกเดินนำ (๓๕๒/๑) อุทยานกว้างใหญ่
ห่างเมืองราว ๓๒๕ เส้น ทับไทยทองหาต้นสาล ปลูก รลึก เมื่อเยี่ยม
เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ (พุทธพัสสา ๒๓) (๓๕๒/๒)
ปุณณ เคยเย้มคนเผ่าศากย โดยอุปัชฌาย อานันทพาไปว่า
ไทยพูดได้เหมือนกันแท้ ทับไทยทองว่าต้องไปเหน แลพูด ได้ฟังกันจิง (๓๕๓/๑)
เหนหน้ากัน มหานามทักเว้าต้นเชิญขึ้นเวียงเรา
ทับไทยทองค้อมหวังว่าชอบใจโตไทยสกอ แล้วเชิญเข้าเวียงพร้อมกัน (๓๕๓/๒)
ทับไทยทอง กลับเมือง พุทธพัสสา ๒๔ แลปีโลขึ้น ๑๑๖๙ (๘๔/๑) ให้เอาคำ มคธ ว่า สุวัณณภูมิ เป็นชื่อ เมืองทอง คนไทย เมื่อ (ปี) โลได้ ๑๑๗๐ (พุทธพัสสา ๒๕) (๘๔/๒)
ถ้ามีเวลา ก็ลองอ่านกันดูนะ ครับ กเบื้องจารนี้ ได้ข่าวว่า ได้รับการทดสอบคาร์บอนสิบสี่เรียบร้อยแล้ว ครับ อายุเกินพันปี จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการยืนยันว่า ใครผิด ใครถูก แต่คิดไปปวดหัว ครับ จักผิดจักถูก ตอนนี้มิใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญตอนนี้ อยู่ที่จักไปเที่ยว จ.ราชบุรี ข้าพเจ้าก็เลยแนะให้ไปเที่ยวถ้ำเขางู ครับ อยากจักไปยล "กเบื้องจาร" ของจริงสักหน่อย ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ได้ไป
แต่เอาละ ถึงไม่ได้ไปเขางู แต่เมื่อสามสี่วันก่อน เกิดเหตุต้องใช้หนังสือสุทธิ (บัตรประชาชนพระ) กระทันหัน ครับ เล่มเก่าตกน้ำ เน่าสนิท ต้องไปทำใหม่ที่ จ.กาญจนบุรี (ข้าพเจ้าบวชที่ จ.กาญจนบุรี) อร๊างงง... ในเอกสารนั้น ระบุว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่พระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรี นี่เอง จริงไม่จริงบ่ฮู้ ครับ แต่ไหน ๆ ได้ไปแล้ว ขอแวะไปกราบสักหน่อยเถอะ ไม่ต้องไปไกลถึงอินตระเดีย
ไหน ๆ จักไปต่างจังหวัดแล้ว ก็นำข้าวของไปทำบุญด้วย ได้แก่ ถังสังฆทาน ๓ ถัง, แนวข้อสอบนักธรรมตรี ๒๐๐ เล่ม, เครื่องเล่นดีวีดี ๑ ชุด ถวายไว้เปิดธรรมะออกอากาศวิทยุชุมชน 101.75 MHz ที่วัดเขาวัง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี, ดีวีดีและซีดีธรรมะจำนวนหนึ่ง, น้ำเสาวรส ดอยคำ ๖ แพ็ค, ไตรจีวร ๔ ไตร, ผ้าอาบน้ำฝน จำนวนมาก ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา
ปฏิบัติการ ทำหนังสือสุทธิใหม่ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ครับ ทั้งที่ต้องระหกระเหิน วิ่งไปมาถึง ๓ วัด (อุปัชฌาย์อยู่วัดหนึ่ง เจ้าอาวาสอยู่วัดหนึ่ง เจ้าคณะอำเภออยู่วัดหนึ่ง) และแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้มายืนสงบนิ่ง ณ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร ครับ
โว๊วววว..... Gee Gee Gee Gee Gee ซัสไคร์ท พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ดูพระแท่นซี ครับ ขนาดประมาณสี่เมตรครึ่ง พอดีขนาดพระวรกายเลย (พระพุทธเจ้าสูง ๘ ศอก เท่ากับ ๔ เมตร) น่าคิดเหลือเกินว่า ที่อินเดียจักมีแท่นหิน (ธรรมชาติ) หน้าตาแบบนี้ บ้างหรือเปล่า
ประวัติพระแท่นดงรังที่เขียนไว้ บอกว่า คนสมัยก่อนมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เป็นสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เดินทางข้ามน้ำข้ามเขามาอย่างไกล และลำบากลำบน เพื่อมาสักการะในเดือน ๔ มาค้างอ้างแรมที่วัดกันเลย
นอกจากพระแท่นหินมหัศจรรย์แล้ว บริเวณวัดยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกหลายประการ ครับ เช่น รอยพระพุทธบาทสลักด้วยไม้ประดับมุก เก่ามั่ก ๆ มาค้นพบเมื่อปี ๒๕๓๗ นี่เอง ครับ ตอนแรกมีทองปิดอยู่หนามาก เลยไม่ทราบว่า ข้างในเป็นไม้แกะสลักโบราณ พอขูดออกมา ตอนนี้เลยอดปิดทองแล้ว ครับ เขานำรอยพระบาทไปขังคุกซะแล้ว ขืนวางไว้แบบแต่ก่อน มีหวัง "หาย" แน่นอน ครับ
นอกจากนี้ ยังมีหินบดยา ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ (แพทย์ประจำตัวพระพุทธเจ้า) อีก ครับ
ตามด้วยบ่อบ้วนพระโอษฐ์
บริเวณใกล้ ๆ กัน ก็มีเนินเขาไม่สูงมาก เขาว่า เป็นแท่นถวายพระเพลิง ครับ
อย่างที่บอกละ ครับ จริงหรือไม่ ท่านคงต้องไปค้นคว้าหาสืบกันเอาเอง ที่ข้าพเจ้าดั้นด้นมากราบ ก็เนื่องด้วย พระมหาที่วัดรูปหนึ่ง เป็นคนกาญจนบุรี ท่านบอกว่า ในวันวิสาขบูชา ของทุกปี ดอกไม้บริเวณนี้ จักเหี่ยวไปหนึ่งวัน เป็นที่น่าสังเกต และน่าคิดที่พระปฐมเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่บรรจุ ทะนานทองที่โทณพราหมณ์ ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแบ่งให้เจ้าเมืองทั้ง ๘ ที่ยกทัพมาจักรบชิงพระบรมสารีริกธาตุ เมืองละ ๒ ทะนาน เหตุไฉนถึงช่างประจวบเหมาะ มาอยู่ใกล้พระแท่นดงรัง ที่เขาระบุว่า เป็นสถานที่ปรินิพพาน
คิดไปปวดหัว ครับ จริงไม่จริงไม่รู้แหละ อย่างไรวันนี้ข้าพเจ้าก็ได้มาสักการะแล้ว ถือเป็นพุทธานุสสติ มรณานุสสติ ที่ได้กราบสังเวชนียสถาน กลับไปนอนอมยิ้มแล้ว ครับ
ธรรมะกะโปโลคิ๊กขุการท่องเที่ยว ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. ป๋าเบิร์ด อุส่าห์ชวนมาท่องเที่ยวประเทศไทย ช่วยเหลือประเทศชาติ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ข้าพเจ้าก็อยากจะชวนท่านทั้งหลาย ไปเที่ยววัดกันดีกว่า ครับ ไม่ต้องบินไปไกลถึงอินเดีย แถมได้บุญด้วย เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ ครับ
edit @ 22 Jun 2009 10:35:18 by Dhammasarokikku

#1 By *~citrus~* on 2009-06-21 17:59