เข้าโค้งสุดท้ายของกิจกรรม Tune, right? (ปรับแต่ง งั้นเรอะ?) แล้ว สัปดาห์นี้จักลองอัพถี่ ๆ ดูกะเขาบ้าง เผื่อจักมีชื่อติดลิสต์บิลบอร์ดฮันเดรดไพเพอร์สชาร์ต ... เอิ๊ก ๆ

ซีรี่ย์นี้ใช้เวลาเขียนยาวนานเหลือเกิน ตั้งแต่คุณตุ้มเป๊ะถามมาเมื่อชาติที่แล้ว คงจักลงเอยสรุปวันนี้แล

 

ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม ตอนที่ ๑

ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม ตอนที่ ๒

 

 พระกาฬสอนธรรม ตอนที่ ๖ + ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม ตอนที่ ๔ = อย่าพึงประมาทในงานบุญ

 

ชีวิตคนเราเกิดมาทำแป๊ะอะไร? เชื่อว่า ทุกคนคงเคยถามตัวเอง อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เกิดมาเพื่อกิน ขี้ ปี้ นอน เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อเรียน ทำงาน สร้างบ้าน มีคู่รัก แต่งงาน มีลูก แก่ เกษียณ เจ็บป่วย แล้วก็ตายไป สาระของชีวิตอยู่ที่ไหน?

บทสรุปของชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้า พอจะเป็นคำตอบให้ใครต่อใครได้หรือไม่?

ช่วงแรกของชีวิต เป็นช่วงสะสมทรัพย์ ระยะต่อมา เป็นช่วงแสวงหาการยอมรับ กาลถัดมา เป็นห้วงเวลาแห่งการทดแทนคุณพ่อแม่ และบทสรุปสุดท้าย มีชีวิตเพื่อผู้อื่น ชีวิตมีข้อสรุปเพียงเท่านี้หรือ? นี่หรือ? คือความหมายของการมีชีวิตขึ้นมา มันตอบคำถามกระไรได้? เป็นคำตอบสุดท้ายแล้วหรือ?

วิเคราะห์ลึกลงไป ครับว่า ข้าพเจ้าต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ คำตอบติดอยู่ที่ริมฝีปากของท่านทั้งหลายแล้ว ครับ หญ้าปากคอกที่ท่านนึกไม่ออก

 

 

.

.

.

 

 

"ความสุข" ครับ

 

 

 

ความสุขของคนเราในแต่ละช่วงชีวิต ไม่เท่ากัน สมัยเด็ก ๆ อาจพอใจแค่ได้เล่น ได้เที่ยว ได้กินขนมราคาถูก พอโตหน่อย ความสุข ก็พัฒนาตามวัย ขนมราคาถูก ของเล่นราคาถูก อาจจะไม่สามารถสร้างความสุขให้ได้แล้ว ความสุขอาจจะมาจากเพื่อนต่างเพศ การครอบครองสิ่งของหรูหรา การได้จับจ่ายใช้สอยสิ่งที่ต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง ล่วงเข้าสู่วัยกลางคน ความสุขอาจจะมาจากการได้มีบ้านหลังใหญ่ มีชีวิตการงานที่มั่นคง มีคู่รักที่ซื่อสัตย์ มีลูกที่น่ารัก เชื่อฟัง เรียนเก่ง มีหน้ามีตาในวงสังคม และบั้นปลาย อาจมีความสุขกับการที่ลูกหลานมาเยี่ยม ได้รับการเอาใจใส่ดูแล ทั้งความเป็นอยู่ และการรักษาพยาบาล พอใจกับการทำบุญทำกุศล เข้าวัดเข้าวา

และข้าพเจ้า ก็มิได้พ้นไปจากข้อกำหนดของ "ความสุข" เหล่านี้ อาจผิดแผกไปบ้าง ที่ข้าพเจ้าเริ่มมาพบว่า ความสุขของข้าพเจ้า คือ การมีชีวิตอิสระปราศจากพันธนาการ และการได้ทำบุญทำทานทำกุศล

 

"ความสุข" ในเยาว์วัยของข้าพเจ้า มาจากการได้ครอบครองทรัพย์

 

"ความสุข" ในวัยรุ่นของข้าพเจ้า มาจากการได้รับการยอมรับ

 

"ความสุข" ในวัยเรียนของข้าพเจ้า มาจากการได้คบเพื่อนต่างเพศ

 

"ความสุข" ในวัยทำงานของข้าพเจ้า มาจากการได้แทนคุณพ่อแม่

 

"ความสุข" ในวัยกลางคนของข้าพเจ้า มาจากการเสพกามคุณ ๕

 

ครั้นเสพความสุขจนหนำใจแล้ว

 

"ความสุข" ในเบื้องปลายของชีวิต กลับมาจากการได้ออกจากกาม ครับ

 

ข้าพเจ้าเริ่มทำทานอย่างหนักหน่วง มาแต่ก่อนเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะพบว่า มันเป็น "ความสุข" ชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต (สมัยก่อน ไม่ค่อยได้ทำทาน ครับ) แต่มันก็ยังคงเป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ทำที ก็มีความสุขที นึกถึงที ก็มีความสุขที ข้าพเจ้าเริ่มค้นหาต่อไป จักมีความสุขใดยั่งยืนกว่านี้หรือไม่? ค้น ๆ ไป กามคุณนั่นเองที่พันธนาการข้าพเจ้า และชาวโลกไว้กับทุกข์ และเมื่อได้เริ่มรักษาพรหมจรรย์ ชีวิตก็มีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก

มองย้อนกลับไป สมัยที่ยังนิยมชมชอบกามสุขอยู่ ข้าพเจ้าก็เคยไม่เชื่อ ครับ ใครมาพูดว่า สุขจากธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรมนั้น ละเอียดละเมียดละไมยิ่งนัก พวกสุขทางโลกนั้น ให้เริ่ดแค่ไหน ก็ "ขี้ ๆ" ครับ พอได้ลงมือปฏิบัติจริง ก็ซึ้งเลย ครับ สุขทางโลก มันสุขแบบ "ขี้ ๆ" จริง ๆ

ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาธรรมะอย่างเอาเป็นเอาตาย หลังจากพบความจริงบางอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตข้าพเจ้าไปตลอดกาล นี่กระมังสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นหามาแทบตลอดชีวิต

ข้าพเจ้าพบว่า ฟังธรรมะ แล้วมีความสุข ครับ สุขยิ่งกว่าการให้ทานเสียอีก ครั้งหนึ่ง เคยไปฟังธรรมที่วัดถ้ำหมีนอน อ.แกลง จ.ระยอง จากพระอาจารย์ชัยรัตน์ ขากลับเกิดธรรมปีติ นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ตลอดทางจนถึงกรุงเทพฯ สองชั่วโมงเศษ แม้ครั้งนั้น จักนั่งงอก่องอขิงไปหลังรถกระบะแค็บมาสด้าแฟมิเลี่ย ที่ไม่มีแอร์ แต่ความลำบากกาย ไม่ได้ทำให้ความสุขลดน้อยถอยลงเลยสักนิด เป็นความสุขเต็มตื้นที่กินเวลายาวนานที่สุดในชีวิต ท่านเอย หากลองศึกษาจิตใจของท่านเองดู จักพบว่า ความสุขคนเรามีอยู่กระจิ๊ดริ๊ดเท่านั้นเอง เช่น เรียนหนังสืออย่างหนักมาตลอดสี่ปี ความสุขแบบเต็มตื้นโผล่มานิดเดียว ตอนรับปริญญา ได้ถ่ายรูปกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นต้น

และสุดท้ายข้าพเจ้าก็มาพบความสุขอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการศึกษาธรรมะ

 

 

นิพพานัง ปรมัง สุขัง

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

 

 

หากนิพจน์คณิตแสรดด ความต้องการของข้าพเจ้า เป็นดังนี้

 

 

ความต้องการสูงสุด = ความสุข

ความสุข = นิพพาน

เพราะฉะนั้นสามารถอนุมานได้ว่า ความต้องการสูงสุดในชีวิต = นิพพาน

 

ดังนั้น ชีวิตคนเราจึงเกิดมาเพื่อแสวงหา พระนิพพาน ครับ

 

ซ.ต.พ.

 

ซึ่งต้องพิสูจน์ (ด้วยตนเองเท่านั้น)

เป็นคำตอบสุดท้าย

 

จบบริบูรณ์ ฯ

edit @ 23 Jun 2009 13:17:46 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนูว่าชาตินี้หนูนิพพานยากแน่คะ sad smile

สาธุนะคะHot! Hot! Hot! Hot!

#1 By Cotton on 2009-06-23 10:05

ขอบคุณที่เข้าไปเมนท์ให้นะคะ

เผอิญอ่านไปเห็นเอ็นทรีที่แล้ว อยากได้ซีดีธรรมไปให้คุณแม่บ้างค่ะ คุณแม่ชอบฟัง ขอบ้างนะคะ

#2 By LhinKo^_^ on 2009-06-23 10:51

เหอะๆๆ

ความสุข..ทางโลก..เป็นความสุขแบบ ขี้ๆ

แล้วทำไง...ถึงจะขึ้นจากหลุมขี้...ได้

หล่ะเนี่ยะ...

sad smile sad smile sad smile

สาธุ...สาธุ...สาธุ...ค่ะหลวงพี่

#3 By iamraka on 2009-06-23 12:11

สาธุครับbig smile

#4 By on 2009-06-23 16:40

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

sad smile sad smile sad smile อยากให้ดาวซักล้านดวง

ตรงกับสิ่งที่คิดมากๆ

#5 By Nerd de Scriptorus on 2009-06-24 09:14

สาธุ

ชาติหน้าไม่มี

มีแต่พระนิพพาน

#6 By mini-teddy on 2009-06-24 14:17

จริงๆ ผมก็มีความสุขจากการได้นั่งอ่านบล๊อคของหลวงพี่นะครับนี่

เรื่องซีดี ก็อยากได้ไปให้ป๋ากะม้าฟังเหมือนกันครับ บ้านผมก็อยู่หลังเมรุวัดท่าพระนี่เอง แต่ตัวผมอยู่ไกล คงไปติดต่อขอมะได้ เหอะเหอะ

#7 By Witna on 2009-06-26 09:40

Hot! ขอบคุณครับหลวงพี่

สาธุครับ

#8 By kitt on 2009-06-30 03:17

Favourites