ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ
posted on 23 Jun 2009 14:14 by akkarakitt in Dharma
รู้สึกเหมือนตัวเองมาจากอวกาศ ครับ พอได้กลับมาดูภาพยนตร์
หนังแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าหนังฝรั่ง หนังฮ่องกง หนังเกาหลี หรือกระทั่งละครหลังข่าว โดยเฉพาะหนังบู๊ จักมีการยั่วกิเลสโทสะ จนคนดูรู้สึกโกรธตัวละครบางตัว ที่เลวมาก ๆ แล้วสุดท้ายพระเอกก็ไปถล่มเหล่าผู้ร้ายเสียเละ ไม่มีชิ้นดี เป็นการล้างแค้น คนดูจักรู้สึกสะใจ รู้สึกว่า หนังเรื่องนี้สนุก เพราะกิเลสได้ถูกสนอง ครับ
จิตเดิมแท้ของคนเรา ประภัสสร ครับ หมายถึง จิตเดิมปกติที่ยังไม่มีกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง ย้อมใจนั้น ประเสริฐดีอยู่แล้ว ทุกวันที่เราตื่นขึ้นมา ผจญภัยไปในโลกที่เต็มไปด้วยทุกข์ รากเหง้าของกิเลสพระเอกทั้่งสามตัว จักยื้อยุดฉุดกระชากจิตเดิมประภัสสรนั้น ให้หม่นหมอง ประคองอารมณ์
อย่างการชมภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญนี่ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนเป็นความบันเทิง ดูแล้วอารมณ์ดี สนุกสนาน สะใจดี แต่เบื้องหลังของมัน คือ การยั่วยุกิเลสโทสะ ให้ฟูฟ่อง เหมือนแหย่หนวดสัตว์ร้ายในใจเราที่หิวกระหาย พอเร้าอารมณ์โกรธของมันได้ถึงที่ ก็โยนอาหารให้มัน ด้วยการทำให้คนดูหนังรู้สึกสะใจ ที่ตัวร้ายที่คนดูเกลียดถูกทำลายยับเยิน
หรือไปเดินช็อปปิ้ง เห็นของที่อยากได้ ก็ซื้อเข้าไปไม่บันยะบันยัง ไม่พินิจพิจารณาว่า สมควรซื้อหรือไม่ ทำไปตามความอยากเพียงอย่างเดียว รู้สึกมีความสุข นั่นกิเลสความโลภ ก็ถูกสนอง ครับ
กิเลสในใจคนเรา ก็เหมือนสัตว์ร้าย ครับ ถูกยั่ว แล้วให้อาหาร ก็จักมีกำลังมากขึ้น ความกระหาย ความอยากนั้นถูกสนองแล้ว ก็กลายเป็น "วิบาก" เข้าไปสะสมในจิต กลายเป็น "อาสวะ" แปลว่า เครื่องหมักดอง
จิตของเราทั้งหลาย สะสมเครื่องหมักดองมานานแสนนาน ครับ จนเรารู้สึกว่า ถ้าอยาก แล้วสมอยาก นั่นคือ "ความสุข" (หารู้ไม่ว่า ความจริง มันทุกข์ ตั้งแต่เริ่มอยากแล้ว ครับ)
แค้นแล้ว ต้องล้างแค้น มึงทำกู กูต้องทำมึงตอบ มันถึงจักสะใจ หากแต่คำว่า "สะใจ" นั้น เขียนให้เต็มยศ เรียกว่า "สะใจกิเลส"
หรืออยากได้มือถือรุ่นล่าสุดจัง พยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาครอบครอง อุ้ย... เป็นสุขจัง นั่นก็ "สมใจกิเลส"
จึงเป็นธรรมดาที่คนทั้งหลาย ได้อ่านพระไตรปิฎกแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นเทพนิยาย เพราะมันขัดความรู้สึกของคนปกติเหลือเกิน ครับ
สาวสวยคนหนึ่ง อยากจะทำบุญถวายภัตตาหารให้พระพุทธเจ้า แต่สามีกวนใจตลอด จนไม่มีเวลา จึงไปจ้างโสเภณีมาทำหน้าที่เป็นภรรยาแทน วันหนึ่งสามียืนมองภรรยาของตนกำลังวุ่นวายอยู่ในครัว หน้าตามอมแมม คิดในใจว่า เมียเราช่างโง่นัก ไปมัวทำอาหารให้ท่านสมณโคดมอยู่ได้ แล้วก็แสยะยิ้มเย้ยหยัน
ฝ่ายนางสาวโสเภณี เห็นคุณผู้ชาย มองคุณภรรยาของเขา แล้วยิ้ม ลืมตัวไปว่า ตนเองเป็นแค่เมียเช่า หึงผัวชาวบ้าน คิดในใจว่า แม่นี่มีกระไรดีนักหนา ผัวเราถึงไปยิ้มให้มัน ว่าแล้วก็ออกงิ้ว เดินอาด ๆ ลงไปหาคุณภรรยาตัวจริง เอาน้ำมันร้อน ๆ สาดหน้าให้เสียโฉม
ด้วยอำนาจของความเมตตา ที่ภรรยาสาวแผ่ให้ น้ำมันร้อน ๆ จึงไม่สามารถทำอันตรายเธอได้ เหล่าบริวารเข้ามาขัดขวาง จับนางสาวโสเภณี จักลงโทษ
คุณภรรยาสาว ก็ห้ามไว้ บอกเขาเป็นผู้มีพระคุณนะ เพราะเขามาทำหน้าที่ภรรยาแทน เธอจึงมีเวลาทำภัตตาหารถวายพระ
โอ๊ว... จอร์จ มันต่างจากชีวิตจริง ราวฟ้ากับเหว
ถ้าเอามาทำหนัง นางสาวโสเภณีคงโดนขึงพืด แล้วโดนเหล่าสาวใช้ถล่มด้วยอาร์ก้า เลือดท่วมจอ ให้สะใจคนดู หรือสะใจกิเลส เป็นล้นพ้น ส่วนคุณภรรยาแสนดีนั่น อาจจักเห็นได้เฉพาะในละครน้ำเน่า
พระนางสามาวดีนั้น ก็ถูกพระนางมาคันทิยา ราวีแล้ว ราวีอีก กระทั่งสุดท้าย วางเพลิงให้ถูกเผาตายทั้งเป็น คุณเธอยังมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ให้โอวาทแก่บริวารทั้งห้าร้อยว่า อย่าไปโกรธเขาเลย
พระพุทธเจ้าเอง ก็ถูกพระนางมาคันทิยา จ้างคนมาด่า ด่าแล้วด่าอีก จนพระอานนท์แทบทนไม่ไหว ชวนพระพุทธองค์ไปบิณฑบาตเมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธ ตรัสเพียงว่า อธิกรณ์ (ข้อกล่าวหา) เกิดขึ้นแล้วที่ใด ต้องระงับ ณ ที่นั้น
มันช่างขัดความรู้สึกปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสเหลือเกิน ครับ พวกเขาไม่มีชีวิตจิตใจ หรือตายด้านกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร
มาได้อ่านหนังสือเรื่อง "ปฏิปทาผู้เฒ่า" เป็นบันทึกเรื่องราวของนักปฏิบัติพุทธภูมิผู้หนึ่ง ซึ่งลาความปรารถนาจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เริ่มปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันตสาวก ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ๒๕๐๖ และสำเร็จอรหัตตผล ในวันที่ ๕ สิงหาคม ปีเดียวกัน สิริรวมระยะเวลาเน็ต ๆ เพียงประมาณ ๕๐ วันเท่านั้น
ในวันที่ ๕ สิงหาคม เวลา ๒.๔๕ ได้รับคำพยากรณ์ว่า "เจ้าเจริญธรรมให้แจ้ง ถึงไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียดไม่โกรธ ในฐานะที่ควรโกรธ ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ขัดเคืองอย่างนี้ ชื่อว่าได้อริยผลสมบูรณ์แล้ว เจ้าเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เวลา ๔ น. วันนี้"
เรื่องความเป็นพระอรหันต์ เรื่องเวลาที่พยากรณ์ ข้าพเจ้ามิได้ติดใจกระไร เพราะสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ยังคงเป็นหลักฐานความเป็นพระขีณาสพของท่าน แต่มาสะกิดใจ ตรง "ไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ ไม่แค้นในฐานะที่ควรแค้น" นี่แหละ มันสั่นสะเทือนเข้าไปในใจ
ถึงบางอ้อเลย ครับ เพราะเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนสมัยนั้น มุ่งตรงต่อพระนิพพาน จึงมีจริยาที่คนปัจจุบันไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย เพราะทุกวันนี้ คนทั้งหลายมิได้มุ่งแสวงหาพระนิพพาน แต่มุ่งแสวงหาวัตถุกาม แสวงหากิเลส และเครื่องยังกิเลสให้อิ่มหนำ
อย่าแปลกใจ ครับ ที่คนสมัยนั้น แค่ฟังธรรมก็บรรลุธรรมกันเป็นหมื่น เป็นแสนคน ในชั่วพริบตา ขณะที่คนปัจจุบัน ฟังธรรมกันจนหูแทบจะถลอก ก็ไม่บรรลุธรรมเหมือนในอดีต เพราะเราไม่สามารถมีจริยาได้เหมือนเขา สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
หากทำได้ในปัจจุบัน "ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ" หรือ "ไอ้บ้านี่กวนตรีนซะเหลือเกิน แต่กวนอย่างไร เราก็ไม่โกรธ" ความเป็นพระอรหันต์ก็อยู่แค่เอื้อม ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 24 Jun 2009 09:38:41 by Dhammasarokikku
ทั้งที่ปกติเป็นคนใจเย็นแท้ๆ

#1 By คุณบิ๋ม on 2009-06-23 17:07