ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ

posted on 23 Jun 2009 14:14 by akkarakitt  in Dharma

รู้สึกเหมือนตัวเองมาจากอวกาศ ครับ พอได้กลับมาดูภาพยนตร์

หนังแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าหนังฝรั่ง หนังฮ่องกง หนังเกาหลี หรือกระทั่งละครหลังข่าว โดยเฉพาะหนังบู๊ จักมีการยั่วกิเลสโทสะ จนคนดูรู้สึกโกรธตัวละครบางตัว ที่เลวมาก ๆ แล้วสุดท้ายพระเอกก็ไปถล่มเหล่าผู้ร้ายเสียเละ ไม่มีชิ้นดี เป็นการล้างแค้น คนดูจักรู้สึกสะใจ รู้สึกว่า หนังเรื่องนี้สนุก เพราะกิเลสได้ถูกสนอง ครับ

จิตเดิมแท้ของคนเรา ประภัสสร ครับ หมายถึง จิตเดิมปกติที่ยังไม่มีกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง ย้อมใจนั้น ประเสริฐดีอยู่แล้ว ทุกวันที่เราตื่นขึ้นมา ผจญภัยไปในโลกที่เต็มไปด้วยทุกข์ รากเหง้าของกิเลสพระเอกทั้่งสามตัว จักยื้อยุดฉุดกระชากจิตเดิมประภัสสรนั้น ให้หม่นหมอง ประคองอารมณ์

อย่างการชมภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญนี่ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนเป็นความบันเทิง ดูแล้วอารมณ์ดี สนุกสนาน สะใจดี แต่เบื้องหลังของมัน คือ การยั่วยุกิเลสโทสะ ให้ฟูฟ่อง เหมือนแหย่หนวดสัตว์ร้ายในใจเราที่หิวกระหาย พอเร้าอารมณ์โกรธของมันได้ถึงที่ ก็โยนอาหารให้มัน ด้วยการทำให้คนดูหนังรู้สึกสะใจ ที่ตัวร้ายที่คนดูเกลียดถูกทำลายยับเยิน

หรือไปเดินช็อปปิ้ง เห็นของที่อยากได้ ก็ซื้อเข้าไปไม่บันยะบันยัง ไม่พินิจพิจารณาว่า สมควรซื้อหรือไม่ ทำไปตามความอยากเพียงอย่างเดียว รู้สึกมีความสุข นั่นกิเลสความโลภ ก็ถูกสนอง ครับ

กิเลสในใจคนเรา ก็เหมือนสัตว์ร้าย ครับ ถูกยั่ว แล้วให้อาหาร ก็จักมีกำลังมากขึ้น ความกระหาย ความอยากนั้นถูกสนองแล้ว ก็กลายเป็น "วิบาก" เข้าไปสะสมในจิต กลายเป็น "อาสวะ" แปลว่า เครื่องหมักดอง

จิตของเราทั้งหลาย สะสมเครื่องหมักดองมานานแสนนาน ครับ จนเรารู้สึกว่า ถ้าอยาก แล้วสมอยาก นั่นคือ "ความสุข" (หารู้ไม่ว่า ความจริง มันทุกข์ ตั้งแต่เริ่มอยากแล้ว ครับ)

แค้นแล้ว ต้องล้างแค้น มึงทำกู กูต้องทำมึงตอบ มันถึงจักสะใจ หากแต่คำว่า "สะใจ" นั้น เขียนให้เต็มยศ เรียกว่า "สะใจกิเลส"

หรืออยากได้มือถือรุ่นล่าสุดจัง พยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาครอบครอง อุ้ย... เป็นสุขจัง นั่นก็ "สมใจกิเลส"

จึงเป็นธรรมดาที่คนทั้งหลาย ได้อ่านพระไตรปิฎกแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นเทพนิยาย เพราะมันขัดความรู้สึกของคนปกติเหลือเกิน ครับ

สาวสวยคนหนึ่ง อยากจะทำบุญถวายภัตตาหารให้พระพุทธเจ้า แต่สามีกวนใจตลอด จนไม่มีเวลา จึงไปจ้างโสเภณีมาทำหน้าที่เป็นภรรยาแทน วันหนึ่งสามียืนมองภรรยาของตนกำลังวุ่นวายอยู่ในครัว หน้าตามอมแมม คิดในใจว่า เมียเราช่างโง่นัก ไปมัวทำอาหารให้ท่านสมณโคดมอยู่ได้ แล้วก็แสยะยิ้มเย้ยหยัน

ฝ่ายนางสาวโสเภณี เห็นคุณผู้ชาย มองคุณภรรยาของเขา แล้วยิ้ม ลืมตัวไปว่า ตนเองเป็นแค่เมียเช่า หึงผัวชาวบ้าน คิดในใจว่า แม่นี่มีกระไรดีนักหนา ผัวเราถึงไปยิ้มให้มัน ว่าแล้วก็ออกงิ้ว เดินอาด ๆ ลงไปหาคุณภรรยาตัวจริง เอาน้ำมันร้อน ๆ สาดหน้าให้เสียโฉม

ด้วยอำนาจของความเมตตา ที่ภรรยาสาวแผ่ให้ น้ำมันร้อน ๆ จึงไม่สามารถทำอันตรายเธอได้ เหล่าบริวารเข้ามาขัดขวาง จับนางสาวโสเภณี จักลงโทษ

คุณภรรยาสาว ก็ห้ามไว้ บอกเขาเป็นผู้มีพระคุณนะ เพราะเขามาทำหน้าที่ภรรยาแทน เธอจึงมีเวลาทำภัตตาหารถวายพระ

โอ๊ว... จอร์จ มันต่างจากชีวิตจริง ราวฟ้ากับเหว

ถ้าเอามาทำหนัง นางสาวโสเภณีคงโดนขึงพืด แล้วโดนเหล่าสาวใช้ถล่มด้วยอาร์ก้า เลือดท่วมจอ ให้สะใจคนดู หรือสะใจกิเลส เป็นล้นพ้น ส่วนคุณภรรยาแสนดีนั่น อาจจักเห็นได้เฉพาะในละครน้ำเน่า

พระนางสามาวดีนั้น ก็ถูกพระนางมาคันทิยา ราวีแล้ว ราวีอีก กระทั่งสุดท้าย วางเพลิงให้ถูกเผาตายทั้งเป็น คุณเธอยังมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ให้โอวาทแก่บริวารทั้งห้าร้อยว่า อย่าไปโกรธเขาเลย

พระพุทธเจ้าเอง ก็ถูกพระนางมาคันทิยา จ้างคนมาด่า ด่าแล้วด่าอีก จนพระอานนท์แทบทนไม่ไหว ชวนพระพุทธองค์ไปบิณฑบาตเมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธ ตรัสเพียงว่า อธิกรณ์ (ข้อกล่าวหา) เกิดขึ้นแล้วที่ใด ต้องระงับ ณ ที่นั้น

มันช่างขัดความรู้สึกปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสเหลือเกิน ครับ พวกเขาไม่มีชีวิตจิตใจ หรือตายด้านกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร

มาได้อ่านหนังสือเรื่อง "ปฏิปทาผู้เฒ่า" เป็นบันทึกเรื่องราวของนักปฏิบัติพุทธภูมิผู้หนึ่ง ซึ่งลาความปรารถนาจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เริ่มปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันตสาวก ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ๒๕๐๖ และสำเร็จอรหัตตผล ในวันที่ ๕ สิงหาคม ปีเดียวกัน สิริรวมระยะเวลาเน็ต ๆ เพียงประมาณ ๕๐ วันเท่านั้น

ในวันที่ ๕ สิงหาคม เวลา ๒.๔๕ ได้รับคำพยากรณ์ว่า "เจ้าเจริญธรรมให้แจ้ง ถึงไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียดไม่โกรธ ในฐานะที่ควรโกรธ ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ขัดเคืองอย่างนี้ ชื่อว่าได้อริยผลสมบูรณ์แล้ว เจ้าเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เวลา ๔ น. วันนี้"

เรื่องความเป็นพระอรหันต์ เรื่องเวลาที่พยากรณ์ ข้าพเจ้ามิได้ติดใจกระไร เพราะสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ยังคงเป็นหลักฐานความเป็นพระขีณาสพของท่าน แต่มาสะกิดใจ ตรง "ไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ ไม่แค้นในฐานะที่ควรแค้น" นี่แหละ มันสั่นสะเทือนเข้าไปในใจ

ถึงบางอ้อเลย ครับ เพราะเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนสมัยนั้น มุ่งตรงต่อพระนิพพาน จึงมีจริยาที่คนปัจจุบันไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย เพราะทุกวันนี้ คนทั้งหลายมิได้มุ่งแสวงหาพระนิพพาน แต่มุ่งแสวงหาวัตถุกาม แสวงหากิเลส และเครื่องยังกิเลสให้อิ่มหนำ

อย่าแปลกใจ ครับ ที่คนสมัยนั้น แค่ฟังธรรมก็บรรลุธรรมกันเป็นหมื่น เป็นแสนคน ในชั่วพริบตา ขณะที่คนปัจจุบัน ฟังธรรมกันจนหูแทบจะถลอก ก็ไม่บรรลุธรรมเหมือนในอดีต เพราะเราไม่สามารถมีจริยาได้เหมือนเขา สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

หากทำได้ในปัจจุบัน "ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ" หรือ "ไอ้บ้านี่กวนตรีนซะเหลือเกิน แต่กวนอย่างไร เราก็ไม่โกรธ" ความเป็นพระอรหันต์ก็อยู่แค่เอื้อม ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 24 Jun 2009 09:38:41 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ห้ามความโกรธเนี่ย ยากค่ะ มันพุ่งปี๊ด..... แต่พอทิ้งระยะสักพักมันจะสงบไปเอง

#1 By คุณบิ๋ม on 2009-06-23 17:07

สาธุครับ Hot! Hot!

อฐานะฐานา big smile

#2 By K r a i on 2009-06-23 17:14

อ่านแล้วนึกถึงตัวเองที่อารมณ์ร้อน ขี้โมโหในบางเวลา
แต่ตอนนี้ก็พยายามยับยั้งความคิดแย่ ๆ ให้ได้อยู่นะคะbig smile big smile
555 อืมมมม น่าสนใจ จะลองพยายามดูนะค่า เฮ่อๆ ไม่ถึงขั้นโกรธ แต่เคืองนี้ ต้องลดละด้วยเปล่าอะ? เคืองอะ เป็นบ่อยเลย เฮ่อๆ แย่จัง...-3-
ห่างกันแค่..เอื้อมมือ

แต่มันคือ...แสนไกล

sad smile sad smile sad smile

ไม่โกรธ ๆ ๆ

สาตุ๊..สาตุ๊..สาตุ๊...จ๊า


Hot! Hot! Hot!

#5 By iamraka on 2009-06-23 17:54

Hot! Hot! Hot!


ช่วงนี้ก็กำลังฝึกวิธีคิดให้ตัวเองใหม่เหมือนกันค่ะ big smile จะสุขหรือจะสุก มันก็เริ่มจากความคิดตัวเองจริงด้วยสินะ

#6 By LUMiN on 2009-06-23 18:13

สาธุค่ะ

#7 By *~citrus~* on 2009-06-23 18:30

จะพยายามฝึกตัวเองให้ไม่โกรธคนที่ควรโกรธค่ะbig smile


Hot! Hot! Hot!

#8 By toma on 2009-06-23 19:49

ผมว่าถ้าจะทำได้

1. มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง...เพื่อดักอารมณ์ขุ่นข้องที่เกิดขึ้นได้ทัน

2. มีความให้อภัย...เพื่อทำให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมลายหายไปได้

Hot!

#9 By Highwind on 2009-06-23 20:11

หนังบางที่หนูก็อินกับตัวละครแบบนั้นเหมือนกัน แล้วจู่ๆก็มาคิดทีหลังว่า เอ๊ะ หนังมันแค่ปรุงแต่งให้ใจเราโกรธ เราจะไปยุ่งทำไมทั้งๆที่เรื่องดีๆมีให้คิดตั้งเยอะแยะ


เวลาเหนื่อยๆหนูว่าระงับความโกรธได้ยากที่สุด sad smile


สาธุคะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By Cotton on 2009-06-23 20:19

ต้องอาศัยความอดทนและใจกว้างสุดๆกว่าจะระงับความโกรธได้ค่ะ แต่ปัจจุบันนี้ ทำยังไง๊ยังไงก็ยังโกรธเคืองต่อไปทั้งๆที่ต้นสายปลายเหตุก็เกิดขึ้นมานานแล้ว รู้สึกเรามันเจ้าคิดเจ้าแค้นชอบกล นิสัยเป็นเด็กไม่รู้จักโตจริงๆ

ตอนนี้ทำได้เพียงตามรู้อารมณ์ต่อไปค่ะ sad smile

#11 By kororo on 2009-06-23 20:19

ยากจัง Hot!
#1

ตามรู้ไปเลย ครับ การเห็นว่า มันไม่เที่ยง อยู่ไม่นานก็หายไป เป็นปัญญาชั้นเลิศนะครับ

#2

อ่า... คือว่า ศัพท์คำนี้ มั่วแฮะ พอดีมันปรื๊ดขึ้นหัวมา กลับไปค้นความหมายแล้ว ไม่ใช่ฟีลแฮะ... ขออำภัย

#3

วิธีดับความอารมณ์ร้อน ให้ตามดูอารมณ์เราไป ครับ ดูเหมือนดูคนอื่นโกรธ ดูความไม่เที่ยงของมัน ครับ อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง ไม่น่ายึดถือ ครับ

#4

ที่ไม่โกรธ ใช่ว่า เราไม่มีกิเลสนะ เพียงแต่ยังไม่เจอคู่ปรับ เท่านั้นเอง เกิดเข้ามาจี้ตรงจุดอ่อนเราละ อาจจะพึงระลึกได้ว่า ยัยแม่มดตัวร้ายที่สุด ยิ่งกว่าหนังเกาหลี อยู่แถว ๆ นี้เอง

#5

สาธุ

#6

เปลี่ยนวิธีคิดนั้น ระงับได้ชั่วคราว หยุดคิดนั่น ระงับได้ถาวร ครับ จะหยุดคิดได้ ต้องมีสติตัวจริง ครับ ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน

#7-#9

สาธุ ครับ

#10

ตอนบิณฑบาตเช้า ๆ หวั่น ๆ จะไปกัดกับโยมเหมือนกัน ครับ พอเหนื่อยแล้ว อะไรมันขวางหูขวางตาไปหมด โยมเขาใส่ข้าวตามปกติ ก็ไปหงุดหงิดว่า ใส่ช้าจัง จะรีบกลับ เหนื่อยจะตายอยู่แล้่ว อะไรเทือกนั้น

วิธีแก้ ไม่ต้องไปห้ามใจอะไรเลย ครับ ปล่อยให้โทสะมันระเบิดให้เต็มที่ แต่อย่าให้ทะลุออกมาทางกาย ทางวาจา แล้วก็ดูมันไป เหมือนดูคนอื่นโกรธ เดี๋ยวมันก็สงบเอง ครับ พอสงบแล้วใหม่ ๆ ก็ช่วยมันคิดหน่อยว่า นี่ไง "อนิจจัง"

#11

ถ้ารู้สึกว่า จิตกำลังโกรธ ความโกรธจักหายวับไปทีเดียว ที่ยังไม่หายโกรธ เป็นจิตดวงใหม่ ไปโกรธจิตดวงเดิมแล้ว ครับ มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วมาก จนดูเหมือนว่า ยังไม่หายโกรธ

เจริญธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2009-06-23 21:25

แวะมารดน้ำค่ะ

ธรรมดาโกรธปรี๊ดปรอทแตกอยู่บ่อยๆค่ะ แต่ไม่เคยทำอะไรใคร และไม่เคยคิดจองเวรใคร ...แต่ขอโกรธหน่อยเถอะ sad smile

#14 By dattebayo on 2009-06-23 21:40

สาธุครับHot!

#15 By on 2009-06-23 21:56

สาธุค่ะ

พึ่งโกรธไปเมื่อกี้ค่ะ
พอไปอาบน้ำ ก็หายโกรธ
ต้องมา (ง้อ) คืนดีกันอีก

sad smile


ขออนุญาตถามอีกเรื่องนึงนะคะ
คือหนูเป็นคนชอบให้อาหารปลา
แล้วขนมปังที่วัด เค้าขายเป็นแผ่นๆ สี่เหลี่ยม
เหมือนฟาร์มเฮาส์ที่เรากินกันเนี่ยค่ะ

ทีนี้ เวลาหนูให้ หนูจะฉีกออกเป็น 4 ชิ้น
เวลาโยนลงไปแล้ว ปลาจะกินได้พอดีคำ
งับแล้วงับเลย ไม่ต้องแย่งกัน
แต่บางคน โยนชิ้นใหญ่ๆ ลงไปเลย
ปลาหลายตัวก็จะมาแย่งกัน กินคำเดียวก็ไม่หมดเพราะแผ่นใหญ่
แย่งกันไปแย่งกันมา ปากก็กระแทกกันเป็นแผล
หนูก็สงสารมัน แถมแอบเคืองเค้าอีกต่างหาก

พยายามไม่คิดเคืองค่ะ เพราะรู้ว่าคิดไปก็ไม่ดีหรอกเนอะ
แต่อยากทราบว่า เราให้ทานเค้า แล้วเค้าเจ็บตัวเนี่ย
เราไดุ้บุญ แล้วเราจะได้บาปด้วยรึป่าวคะ

(อารมณ์ประมาณ ไปให้อาหารหมาจรจัด แล้วหมาแย่งกัน กัดกันเลือดสาด T^T)

ขอบคุณค่ะ big smile

#16 By interviewz on 2009-06-23 22:28

#16

เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ

ดูก่อน ภิกษุทั้่งหลาย เจตนานั่นแล คือตัวกรรม

ดูเจตนาเป็นหลัก ครับ ถ้าเขาไม่มีเจตนา ไม่บาป แต่ถ้าเจตนา เฮ้ย...ชอบดูมันแย่งกัน มันส์ดี อย่างนี้โดน ครับ

เจริญธรรม ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2009-06-23 22:36

อืม ผมส่วนใหญ่ไม่โกรธครับ ผมแค่จำไว้ open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile


อยู่ที่ควบคุมมัน ปล่อยในทางทีเหมาะสมด้วยละมั้ง

อ่านแล้ว มีประเด็นใหม่ที่จะเขียนละคับ confused smile
ก่อนอื่นขอขอบคุณมากๆ ค่ะ เอนทรีนี้เหมือนมาเตือนสติเลย ขออนุญาตเซฟเก็บไว้อ่านนะคะ

แล้วก็ขอสารภาพว่าเพิ่งโดนตัวโกรธรุมกินโต๊ะไปเมื่อ 2-3 วันก่อนค่ะ ทั้งที่ปกติเป็นคนใจเย็นแท้ๆ

มูลเหตุก็มาจากคนๆ หนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้สนิทกันหรอกค่ะ แต่เขาเคยมาขอความช่วยเหลือแล้วเราก็ช่วย เขามีเรื่อง เราก็ช่วยอีก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็เห็นเขาเอาของที่เราคิด เราทำ เอางานของเราไปแอบอ้างบ้าง (ก็อปแล้วเอาไปขาย) เราก็เออ ช่างมันๆ เราไม่อยากสร้างศัตรู ก็ไม่เคยพูดอะไร

จนกระทั่งวันหนึ่ง มันถึงจุดที่เขาฉกฉวยเอาไปจนล้ำเส้น เราก็เลยพูดกับเขาดีๆ ว่า แบบนี้เกินไปนะ เรารับไม่ได้ ที่ผ่านๆ มาเราไม่เคยว่าอะไรแต่เราก็รู้ตลอดนะ

ปรากฏว่าเขาโกรธมากค่ะ ด่าเราว่าใจแคบ นับจากนั้นก็เลยไม่ได้ยุ่งกันอีกเลย เราก็ถือว่าให้แล้วๆ กันไป ไม่อยากติดใจเอาความ

จนกระทั่งได้มารู้ว่า แท้จริงแล้ว คนๆ นั้นเขายังไม่หยุด เขาแว้งเราเอาข้างหลัง ยังแอบจิ๊กนู่นนี่ของเราไปหาประโยชน์ต่อไป แถมว่าเสียดสีเรากับคนอื่นอยู่ตลอด

พอได้รู้แล้ว วูบแรกคือโกรธมากเลยค่ะ จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยโกรธขนาดนี้หรือเปล่า ก็ไม่ได้โวยวายอะไรนะคะ แต่นั่งลงหน้าคอม เปิด word แล้วรัวคีย์บอร์ด พิมพ์ๆๆ ไป น้ำตาก็ไหลไป มันเหมือนโกรธกับเจ็บใจปนๆ กันมั๊งคะ สรุปวันนั้นพิมพ์ไป 3 หน้ากระดาษ A4 เห็นจะได้ แล้วก็ เฮ้อ... โล่ง - กดลบทิ้งไป

จริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะทำยังไงดี ปล่อยไว้เฉยๆ เขาก็ยิ่งได้ใจ แต่ให้ไปสู้รบปรบมือกับเขาเราก็ไม่อยาก พอใจเย็นลงแล้วก็กลับมาเฉื่อยเหมือนเดิมซะก็ไม่รู้ sad smile

วูบหนึ่งก็คิดนะคะ ว่าหรือจะเป็นเพราะเราที่ให้อภัยเขามาตั้งแต่แรก เขาจึงชินจนกลายเป็นนิสัย ถ้าอย่างนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง อภัยให้เขาก็ติดนิสัยไม่ดีไป แต่ไม่อภัย ความคิดนั้นมันก็จะกัดกินใจเราเอง

#19 By Dahlia on 2009-06-23 23:13

นมัสการพระคุณเจ้า

confused smile

#20 By Marwinน่ารัก on 2009-06-23 23:13

ห้ามได้ชั่วคราว

แต่พอเผลอมันก็กลับมา

ทำให้มันฝังอยู่ในสายเลือดไม่ได้สักกะที

#21 By Rarve on 2009-06-24 00:08

เมื่อก่อนฉันก็ขาวีนค่ะ อยู่มาวันนึง หลังจากวันที่หลวงตาพวงท่านสั่งสอน ให้ฉันไปซื้อขนมฝากแม่ ฉันก็กลับไปบ้านแล้วกราบเท้าขอขมาแม่ ถึงสิ่งที่เคยทำเลวมาด้วยทั้งหมด หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันรู้สึกเลยค่ะ ว่าฉันเปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่ไม่โกรธไม่หงุดหงิดแล้วนะคะ จริงๆก็โกรธบ่อยๆ หงุดหงิดบ่อยๆ แต่มันเหมือนรู้ตัวก็หายโกรธได้ไว ฉันคิดว่าเรื่องการทำดีกับพ่อแม่บุพการีเนี่ย เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ พอทำดีกับท่านแล้ว สภาพจิตใจก็ดี การใช้ชีวิตประจำวันก็ดี มันเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆเลยทีเดียว จากคนขาวีน กลายเป็นชิวๆ

#22 By Rinna ♥ on 2009-06-24 01:05

ทั้งๆที่รู้ว่า ถ้าสามารถทำได้ จะทำให้การใช้ชีวิตดีขึ้น แต่มันไม่ใช่ของง่ายๆที่จะทำเลย

แต่จะพยายามดูคะ ท่าน big smile

#23 By taki on 2009-06-24 01:41

#18

รออ่าน big smile

#19

บางทีอาจจะเกิดจากการที่เราเก็บ เราข่มไว้ตลอดก็ได้ ครับ พอหมดแรงกด เขื่อนเลยทลาย คนทั้งหลายโดยปกติ จะเก็บ จะข่มไว้ เพราะถูกสอนว่า การอาละวาด ดูไม่ดี ไม่เป็นคนดี เราจึงเก็บกดมาตั้งแต่เด็ก กดบ่อยเข้า เลยชิน เชี่ยวชาญทางด้านการเก็บกด มีอะไรเข้ามากระทบก็ไม่หวั่น เพราะกำลังใจสูงกว่า กดได้กลายเป็นคนดี

การเป็นคนดี ก็เป็นเรื่องดี ครับ ทุกศาสนาก็สอนให้เป็นคนดี แต่ศาสนาพุทธพิเศษกว่า ตรงที่มีหลักสูตรสอนให้ถอดถอนกิเลสอย่างถาวร โดยไม่ต้องเก็บข่มอีกต่อไป เรียกว่า "วิปัสสนา"

การจะมี "วิปัสสนา" มาสอนให้พ้นทุกข์อย่างถาวรนี่ ไม่ได้มีบ่อย ๆ นะ ครับ พระพุทธเจ้าของเรา ศาสนาท่านก็อยู่ได้เพียงห้าพันปีเท่านั้น จากนั้นก็จักเว้นไปเป็นล้านปีเลย เพราะฉะนั้น เวลานี้คือนาทีทองของการปฏิบัติแล้ว

วิธีเจริญวิปัสสนา ขั้นแรก ถือศีล ๕ ไว้ ปล่อยจิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ หาอารมณ์อะไรที่เกิดบ่อย ๆ ในวันหนึ่ง สังเกตไว้สักตัวหนึ่งก่อน เช่น อารมณ์หงุดหงิด (ถ้าเป็นคนขี้โมโห) อารมณ์หลงไปคิด (ถ้าเป็นคนช่างคิด)

แค่อารมณ์เดียว ครับ สังเกตคู่ของมัน เช่น โกรธ กับ ไม่โกรธ, หลงไปคิด กับมีสติ ทำบ่อย ๆ จะเกิดสติสัมปชัญญะขึ้น

คราวนี้อารมณ์กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น จักไม่ค่อยรุนแรงแล้ว เพราะพอมันเกิดขึ้น เราจักรู้ตัวอัตโนมัติ พอรู้แล้ว อย่าไปยุ่งกับมัน ครับ ทำตัวเป็นผู้สังเกตเฉย ๆ โกรธ ก็ปล่อยให้มันโกรธ เพียงแต่อย่าให้มันล้นออกมาทางกาย วาจา ถ้ารู้ตัวได้โดยไม่ได้จงใจ นั่นคือ สติตัวจริง ครับ

พอสติตัวจริงเกิด ก็สังเกตต่อไปอีก ครับ ความโกรธเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็น "ไตรลักษณ์" นี่ละ คือ วิปัสสนา ครับ

ข้อสังเกตของสติตัวจริง คือ ถ้าเกิดปั๊บ ความโกรธจักหายไปต่อหน้าต่อตาเลย ถ้ายังไม่หาย แสดงว่า เรารู้สึกตัวแล้ว ใจมีโทสะ ไปเกลียดความโกรธตัวแรก ครับ วิธีแก้ คือ ให้รู้ว่า ใจไม่เป็นกลาง (ซึ่งตอนปฏิบัติจริง ดูไม่ออกหรอกครับว่า มันไม่เป็นกลาง จักดูเหมือนความโกรธมันนิ่งคงที่อยู่อย่างนั้น หรือต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ให้ระลึกไว้เฉย ๆ)

ทำลายความโกรธในใจตัวเองได้แล้ว ก็ไปลุยถึง "ความถูกต้อง" กันต่อ ครับ พระพุทธเจ้าเวลามีภิกษุทำผิดวินัย ก็มีการลงโทษ ครับ แต่ไม่ใช่ด้วยความโกรธ ลงโทษเพื่อไม่ให้เขาเลวต่อไป คล้ายกับเป็น "หน้าที่" ครับ

ดังนั้น เราก็ต้องลงโทษให้เขาหลาบจำ ครับ แต่จำไว้ว่า ใจเราจักต้องไม่ลงไปคลุกกับกิเลส เราจักไม่ทำด้วยความโกรธ

คนพุทธหลายคน เอาหน้าที่ทางโลก กับทางธรรม ไปปนกันมั่วซั่ว ฉันไม่โกรธ ๆ เพราะฉะนั้น ฉันจึงต้องละเลย ให้คนชั่วลอยนวล มันคนละเรื่องกัน ครับ ถ้าทำไปตามหน้าที่ ป้องกันไม่ให้เขาไปทำความเลวกับคนอื่นอีก จักไม่เป็นทุกข์เลย ครับ

#20-#21

big smile

#22

ยินดีด้วย ครับ

#23

สาธุ ครับ แนะให้อ่าน #19 ด้วยครับ

เจริญธรรม ฯ

#24 By Dhammasarokikku on 2009-06-24 05:28

Hot! เรื่องความโกรธนี่คงต้องฝึกกันหน่อย
ปล่อยวาง big smile

#26 By nora on 2009-06-24 08:46

กลับมาขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ จะลองนำไปปฏิบัติดูค่ะsurprised smile

#27 By Dahlia on 2009-06-24 09:33

Hot! Hot! Hot!
ตอนเด็กๆ เวลาอ่านพวกนิทานชาดกก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ ว่าพวกฤๅษีหรือผู้ปฎิบัติธรรมบางคนทำไมถึงได้ดีแสนดีเสียขนาดนั้น big smile

#28 By Sp@rk on 2009-06-24 11:23

ใครจะดุด่าว่ากล่าวก็ต้อง อื๊บ ไว้ใช่ไหมครับ

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile
ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ big smile

#30 By interviewz on 2009-06-24 13:03

สาธุ

#31 By mini-teddy on 2009-06-24 13:07

เรื่องจริงมักทำได้ยากครับsad smile

#32 By Wisor on 2009-06-24 14:55

แวะมารดน้ำต้นไม้ ต้นไม้จะได้โตไวไวค่ะ
ผมตีความว่า ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ
หมายถึง ไม่โกรธ เพียงเพราะว่า สถานการณ์นั้นๆพาไป

#34 By cg on 2009-06-24 16:20

ความโกรธ เพิ่งผ่านมาสดๆค่ะ กำลังดับไฟในใจอยู่
แต่หาทางออกได้แล้ว เดี๋ยวทุกอย่างก็คงจะดีเอง big smile

#35 By *~iLlKiD~* on 2009-06-24 20:53

สาธุครับ

#37 By kitt on 2009-06-29 10:49

http://namaschan.exteen.com/20090630/entry

เอนทรีนี้เขียนเกี่ยวกับโทสะเหมือนกันค่ะ ^^

เอามาหย่อนไว้เจ้าค่ะHot!

#38 By Namast'E on 2009-06-30 18:06

Favourites