ธรรมะจากต้นไม้
posted on 25 Jun 2009 08:10 by akkarakitt in Dharmaนึกว่า จะหมดมุขซะแล้วเรา พอดีเมื่อเช้าไปอ่านการ์ตูน *~ปลงสังขาร~* แล้วพลังฟูมฟายก็ฟูฟ่องต่อไป
เป็นการ์ตูนของสาวน้อยคนหนึ่ง หน้าตาจิ้มลิ้ม (อะป่าวฟระ) กำัลังเผชิญกับ overwhelming of life หรือ ทุกข์หนักเกินจักรับได้ของชีวิต คือ ป่วยด้วยโรคลูคิเมีย หรือ มะเร็งในเม็ดเลือดขาว ทว่าสาวเหลือน้อยผู้นั้น ก็ใช้วิธีมองโลกในแง่ดี หรือ positive thinking ฝ่าฟันพายุแห่งทุกข์ ที่โหมกระหน่ำเข้ามาได้ อย่างสดใสร่าเริง สามารถเอาอาการข้างเคียงของการรักษาด้วยคีโม คือ ผมร่วงอย่างหนัก มาถ่ายภาพเล่นสนุกได้ ข้าพเจ้าเองยังไม่แน่ใจเลย หากตัวเองร่อแร่ขนาดนั้น จักยังเล่นสนุกอยู่ได้หรือเปล่า
เอ็นทรี่ก่อน สาวน้อยเล่าถึงทุกข์ของการรับไม่ได้ ที่ตัวเองกลายเป็นยัยโล้นซ่า ถัดมาอีกเอ็นทรี่หนึ่ง ทำใจได้แล้ว กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ที่ทุกข์เพราะเห็นตัวเองในกระจก เป็นยัยโล้นซ่าแล้วทำใจไม่ลง
ผู้หญิงนี่ก็แปลก ไม่กลัวตาย แต่กลัวไม่สวย
พาลให้ข้าพเจ้าคิดไปถึง ความในพระธรรมบทตอนหนึ่ง เกี่ยวกับครอบครัวมาคันทิยา พ่อชื่อมาคันทิยพราหมณ์ แม่ชื่อมาคันทิยพราหมณี ส่วนลูกชื่อนางสาวมาคันทิยา สองตายายตระกูลมาคันทิยา ภูมิใจในความสดสวยของลูกสาวตัวเองมาก ไม่ว่าใคร ตระกูลใหญ่แค่ไหน มาขอลูกสาวแก แกก็ไม่ให้ บอกแต่ว่า ไม่คู่ควร จนชาวบ้านรู้กันทั่ว อย่าได้ไปขอลูกสาวแกเชียว จะเสียเซ้วเปล่า ๆ
มาวันหนึ่งคุณตามาคันทิยพราหมณ์ เดินท่อม ๆ ไปเห็นพระพุทธเจ้า รูปร่างงามงดยิ่งนัก ดำริว่า ชายผู้นี้แหละ คู่ควรแก่บุตรสาวของเรา คิดจักยกลูกสาวให้พระบรมศาสดา รีบกลับบ้านไปพาลูกสาวมาถวาย
สมเด็จพระผู้มีพระภาค มิได้ตรัสเลยว่า พระองค์ต้องการลูกสาวของพราหมณ์หรือไม่ แต่ตรัสว่า "ดูก่อน พราหมณ์ เราจักกล่าวเหตุอันหนึ่งแก่ท่าน" แล้วตรัสพระคาถาว่า
"เรามิได้มีแม้ความพอใจในเมถุน
เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา
ไฉนเล่า? จักมีความพอใจ เพราะเห็นธิดาของท่านนี้
ซึ่งเต็มไปด้วยมูตรและกรีส (ขี้และเยี่ยว)
เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องธิดาของท่านนี้ แม้ด้วยเท้า"
แปลไทยเป็นไทยพื้นบ้านว่า ลูกสาวเธอก็ประหนึ่งถุงขี้ถุงเยี่ยว กระทั่งเอาเท้าสัมผัส พระองค์ยังไม่อยากแตะต้อง
เท่านั้นเอง พ่อเฒ่ามาคันทิยพราหมณ์ และแม่เฒ่ามาคันทิยพราหมณี ก็บรรลุอนาคามีผล
ข้าพเจ้าอ่านแล้ว น้ำลายยืดสามแหมะ แข่งกับปลากระป๋องปุ้มปุ้ย เฮ้ย... ทำไมอนาคามีผลเขาได้กันง่ายจังฟระ ฟังเทศน์แค่ประโยคเดียว ไอ้เราฟังแล้วฟังอีก ปฏิับัติแล้วปฏิบัติอีก ไม่เห็นจักได้แป๊ะอะไรกับเขาบ้างเลย
วิเคราะห์ลงไป ครับ ทำไมพ่อแก่แม่เฒ่ามาคันทิยะ ถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง
ในความเห็นของข้าพเจ้า เป็นเพราะพ่อพราหมณ์แม่พราหมณ์ยึดมั่น ถือมั่นมาก ในเนื้อหนังมังสา รูปร่างหน้าตาว่า ลูกสาวเรานี้ งามเลิศในปฐพียิ่งกว่าสโนไวท์ กับคนแคระทั้งเจ็ด ไม่ว่าใครในโลกมาขอ ก็ไม่ให้ เพราะมิได้มีรูปร่างหน้าตางดงามเสมอด้วยลูกสาวเรา คนที่จักคู่ควร ต้องมีผิวพรรณหน้าตาเอี่ยมอ่องเป็นยองใย ไร้ไฝฝ้าราคี ซึ่งก็คือชายผู้นี้นั่นเอง ใจกำลังฟูด้วยปีติที่ได้มาพบชายรูปร่างผิวพรรณผ่องแผ้ว ลูกเรามิแคล้วจักได้เป็นฝั่งเป็นฝา
พระจอมไตรบรมศาสดา หั่นอุปาทาน ความยึดมั่นนั้น ด้วยการตีลงไปบนเหล็กที่กำลังร้อนแดงเลยว่า พระองค์เห็นร่างที่สวยสดงดงามปานฉะนี้ เป็นแค่ถุงขี้ถุงเยี่ยว เราทั้งหลายพอใจกันแค่เพียงหนังกำพร้าบาง ๆ เท่านั้น เสียดแทงใจคนที่ติดอยู่ในรูปกายภายนอกยิ่งนัก แลเมื่อคุณลุงคุณป้าพราหมณ์ส่งจิตคิดไปตามพระธรรมเทศนา เอ๊อะ... จริงแฮะ เราจักไปบ้าเนื้อหนังบาง ๆ อันห่อหุ้มสิ่งสกปรกอยู่ใย มันก็ถุงขี้ถุงเยี่ยวดี ๆ นี่เอง พออุปาทานขาด ก็เห็นตามความเป็นจริง ความพอใจในเนื้อหนังไม่มี ก็สำเร็จอนาคามีผล (พระอนาคามีหมดความกำหนัดยินดีในกามสุข)
สังเกตนะครับว่า ทำไมถึงได้ตั้งอนาคามีผล เกินโสดาปัตติผลขึ้นไปสองเด้ง เพราะตัดความพอใจในกาม หรือเห็นความเป็นจริงของร่างกายนั่นเอง ถึงได้ตั้งอนาคามี ทำไมถึงได้แค่อนาคามี ไม่ได้อรหันต์ เพราะตัดแค่ความพอใจในกามสุข ยังเห็นว่า จิตเป็นสุขอยู่ ยังยึดจิต ไม่เห็นจิตเป็นทุกข์ จึงได้แค่อนาคามีผล
โดยนัยลักษณะการแสดงธรรมเช่นนี้ เคยเกิดแล้วในสมัยที่พระองค์ทรงหมุนธรรมจักร แสดงพระปฐมเทศนาด้วย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงส่วนสุด ๒ ข้าง อัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายให้ลำบาก กับ กามสุขัลลิกานุโยค การเพลินไปในกามสุข แก่ปัญจวัคคีย์ฤๅษีทั้งห้า ที่นิยมการทรมานตน เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การทรมานกายจนถึงที่สุดแล้ว จักแผดเผากิเลสให้เป็นผุยผงได้ พระพุทธองค์ได้ทรงกระแทกอุปาทานของโกณฑัญญพราหมณ์แหลกเป็นจุณ บรรลุโสดาปัตติผล ในพริบตา
จบจากเอ็นทรี่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปอ่านอีกเอ็นทรี่หนึ่งชื่อ ตอน 86 # ใครจะช่วย.. เป็นเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ในกิจกรรม June write เดินบิณฑบาตไปก็คิดถึงต้นไม้ไป ครับ โอ้หนอ... ทำไมต้นไม้มันถึงไม่ทุกข์ ลองเอาเคมีกระไรสักอย่าง ไปราดตรงโคนต้นไม้ จนใบมันร่วงหมด กลายเป็นต้นโกร๋น ประหนึ่งหญิงสาวผู้นั้น ได้รับคีโมเธราพี แล้วผมหลุดร่วงหมด ทำไมต้นไม้ไม่เป็นทุกข์? ทำไมสาวน้อยถึงเป็นทุกข์?
ก็อุปาทานขันธ์ห้านั่นไงที่เป็นทุกข์ ต้นไม้ไม่เคยยึดว่า นี่คือ ใบของฉัน ต้นของฉัน รากของฉัน ส่วนใดส่วนหนึ่งบุบสลายไป ฉันก็ต้องเป็นทุกข์ (เผอิญต้นไม้มีแค่ขันธ์เดียว คือ รูป ครับ เลยไม่ทุกข์)
ส่วนเราทั้งหลาย เฝ้ายึด เฝ้าถือ มั่นว่า นี่คือ ผมของฉัน หน้าของฉัน ผิวของฉัน ร่างกายของฉัน ฉันจึงเป็นทุกข์
หากเห็นได้ตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้ เรายืมโลกเขามา ถึงเวลาก็ต้องคืนให้โลกไป ตัวเราเอง คือจิต ต้องออกท่องเที่ยวต่อไปในสังสารวัฏ หน้าตาต่อให้สวยแค่ไหน พอเราไปแล้ว มันก็เปื่อยเน่าพุพอง มันก็ไม่ทุกข์ เพราะมันไม่ใช่ของเรา
แล้วความยึด มันมาจากไหน? อุปาทานก็มาจาก ความคิดปรุงแต่ง พระศาสดาตรัสไว้ "สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา" ความปรุงแต่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เพราะเราคิด เราถึงเป็นทุกข์ เพราะเราคิดว่า ทุกคนจักเห็นเราไม่สวย จักรับไม่ได้ จักรังเกียจที่เราหัวล้าน เราถึงเป็นทุกข์
แต่พอได้รับกำลังใจ ได้รับการยืนยันว่า เดี๋ยวเลิกทำคีโม ผมก็จักงอกเหมือนเดิม เราก็สบายใจ กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม นั่นเราก็เป็นสุข เพราะ "ความคิดปรุงแต่ง" อีกเช่นกัน ความเป็นจริงหัวยังล้านอยู่เลย
หลวงพ่อชา บอกว่า สุขมันไม่มี ครับ มีแต่ทุกข์น้อยลงนิดส์นึง
บัดเดี๋ยวมีกระไรเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น มีตุ่มพุพอง เล็บเปลี่ยนสี หูกางกว่าเดิม ก็มีอันต้องเป็นทุกข์อีก ทุกข์เพราะอยากจะหาย ความอยากจะหายนั่นคือ "ตัณหา" ครับ อาการป่วยทั้งหลาย มันเกิดขึ้นมาก็เพราะมีเหตุ หมดเหตุมันก็หายไปเอง มันไม่ได้หายไปเพราะ "ความอยากหายจากโรค" ของเรา ครับ ความอยากหายนี่ก็เป็น ต้นตอของความทุกข์อย่างหนึ่งเหมือนกัน
และเช่นเคย ครับ ก่อนมันจะมาเป็นทุกข์ เป็นตัณหา ก็เริ่มมาจากความคิดอีกนั่นแหละ ต้องไปหาวิธีคิดอย่างไร ไม่ให้เป็นทุกข์อีก จักดับทุกข์ถาวรไปเลย ต้องเจริญวิปัสสนา และ วิปัสสนามีเฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น ครับ ศาสนาอื่นไม่มี
การเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร พล่ามไปไม่รู้กี่รอบแล้ว ครับ ลองไปหาอ่านใน Anger Management เพชฌฆาตฟาร์มโกด
และแล้วธรรมะจากต้นไม้ในกิจกรรม June write ก็เอวังแต่เพียงเท่านี้ แวะมาแล้วอย่าลืมรดน้ำต้นไม้ด้วย ฮ่า ๆ ๆ เพราะมันอุส่าห์ให้ธรรมะ
เจริญธรรม ฯ
edit @ 25 Jun 2009 16:03:29 by Dhammasarokikku
โดยเฉพาะเวลามองมือมองเท้าตัวเอง


#1 By 'ฟาย..ฟลาย on 2009-06-25 12:40