illusion of control - ธรรมะจากแพนด้า

posted on 25 Jun 2009 20:35 by akkarakitt  in Dharma

ขี่กระแสเห่อแพนด้า ครับ ไปขุดกังฟูแพนด้าขึ้นมาดู เชยไปไหมเนี่ยะ

ขณะกำลังควาน ๆ หามุขอยู่ ก็นึกถึงการ์ตูนเรื่องนี้ เก็บไว้นานแล้ว จนลืมไปแล้วว่า มีอยู่

 

 


  

การ์ตูนเรื่องนี้ แทรกข้อคิดไว้มากมายเลย ครับ เช่น ความเก่งกาจของอาจารย์ ไม่จำต้องจบ Ph.D. ปริญญาเอกจากนอก ครับ กึ๋นของคนเป็นครู อยู่ที่ความสามารถในการดึงศักยภาพของลูกศิษย์ออกมาต่างหาก จักดึงศักยภาพของลูกศิษย์ออกมาได้ ก็ต้องช่างสังเกต และฉลาดในการใช้กุศโลบาย

อย่างท่านเอ็ดนี่ ความรู้ด้าน math อาจจักไม่ใช่ที่หนึ่งของประเทศ แต่กลยุทธ์ในการสอนคณิตแสรดให้ไม่น่าเบื่อเอกอุระดับจักรวาล ครูทั้งหลายควรดูไว้เป็นตัวอย่าง

หรือความสามารถในเชิงกังฟูของแพนด้า ก็มาจากการฝึกฝนอย่างหนัก กับอาจารย์ชิฟู อันมีกุศโลบายใช้อาหารที่แพนด้าชอบ เป็นตัวล่อ ให้เกิดความพอใจในการฝึกกังฟู แม้จะดูเหมือนแพนด้าตะกละ เห็นแก่กิน แต่ลึก ๆ แล้ว แพนด้าเองก็มีความฝัน อยากเป็นนักกังฟูที่เก่งกาจอยู่เต็มที่ ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น การจะเป็นนักรบมังกรในตำนานได้ มิใช่จักอาศัยอาจารย์เก่ง หรือคำทำนาย หรือ โชคเพียงอย่างเดียว ตัวแพนด้าเองสำคัญที่สุด (การ์ตูนบางเรื่อง ไม่สนุก เพราะจู่ ๆ ตัวเอกก็เก่งกาจขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล)

และแม้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง จนมีฝีมือกังฟูพอตัว เคล็ดลับสุดยอดของในคัมภีร์มังกร ที่เชื่อกันว่า ถ้าใครได้อ่านแล้ว จักบรรลุเป็นนักรบมังกรในตำนาน กลับมีแต่ความว่างเปล่า ในความว่างเปล่านั้น ซ่อนวิทยายุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ไว้ นั่นคือ "ใจ" สำคัญที่สุด ดังบทพระบาลีว่า

 

มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา

ธรรมใดล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด และสำเร็จที่ใจ

 

จักเป็นนักรบมังกรในตำนานได้ ก็ด้วยใจ จักไปถึงพระนิพพานได้ ก็ไปด้วยใจ

หรือความเคารพในปรมาจารย์อูเกว ของอาจารย์ชิฟู ก็น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ครับ แม้แพนด้าจักดูไม่เป็นนักกังฟูเอาเสียเลย ไม่มีเค้าของนักรบมังกรสักกะตี๊ด แต่เมื่อปรมาจารย์อูเกวยืนยัน และยืนยันซ้ำอีกด้วยว่า "ไม่มีคำว่าบังเอิญ" สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่ "เชื่อ(มั่น)" อาจารย์ชิฟูก็ปฏิบัติตาม และพบพรสวรรค์ของแพนด้า ในที่สุด หากอาจารย์ชิฟูเชื่อแต่สิ่งที่ตนเห็น ไม่เคารพครูบาอาจารย์ ยึดมั่นว่า ความคิดของตนที่ว่า แพนด้าไม่ใช่นักรบมังกร ทั้งหมดเป็นเพียงความบังเอิญ ทิฏฐินั้นก็จักปิดบังสายตาอาจารย์ชิฟู จนไม่อาจเห็นความสามารถพิเศษของแพนด้า และแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น นักรบมังกร ก็จักยังคงเป็นตำนานต่อไป

มันก็เหมือนกับที่ครูบาอาจารย์แนะนำเรา บางที ปัญญาของเรา อาจจักยังไม่เข้าใจ สิ่งที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน แต่เราก็ต้องมีความเชื่อมั่น มีความเคารพในครูบาอาจารย์ว่า ท่านกำลังถ่ายทอดวิทยายุทธ์ที่ล้ำเลิศ สอนสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา ฉะนั้นในบางโอกาส จึงไม่ควรโต้เถียง ครูบาอาจารย์ ควรเชื่อมั่น และเพียรฝึกฝน ในสิ่งที่ท่านแนะนำ

แม้คำว่า "ไม่มีเรื่องบังเอิญ" ก็เป็นสัจธรรมข้อหนึ่ง ครับ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "ไม่มีคำว่าบังเอิญในสังสารวัฏนี้" อะไร ๆ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ ล้วนแต่มีเหตุให้เป็นเช่นนั้นทั้งนั้น เช่นในการปฏิบัติธรรม บางคนปฏิบัติง่าย บรรลุเร็ว ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือโชคดี เพียงแต่เขาผ่านความยากมาแต่ในชาติก่อน ๆ แล้ว มาชาตินี้จึงปฏิบัติง่าย บรรลุเร็ว

แต่ทั้งหมดที่พล่ามมา ไม่มีประโยคไหน สะเทือนอารมณ์เท่าประโยคว่า "illusion of control" ครับ

ถ้าใครศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมมามาก ๆ คงจะเคยได้ยินประโยคซ้ำซาก ร่างกายเรานี้เป็นทุกข์ ร่างกายเรานี้เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง แก่ชราลงไปเรื่อย ๆ ร่างกายเราไม่ใช่ตัวตน ควบคุมไม่ได้ สุดท้ายก็ตายไป ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นของโลก มันเป็นอนัตตา ท่านแจกแจงแถลงไขเสียละเอียดละออ นี่น๊า... มันไม่ใช่ตัวตน ควบคุมไม่ได้ ก็เพราะเวลามันจะแก่ มันก็แก่ ห้ามไม่ได้ เวลามันจะป่วย มันก็ป่วย ควบคุมไม่ได้ ห้ามไม่ได้ เวลามันจะตาย มันก็ตาย ยับยั้งไม่ได้ ห้ามไม่ได้ ฟังมาเป็นแสน ๆ รอบ ฟังกันจนหูด้าน เห็นด้วยตามนั้นทุกประการ แต่ทำไมเราก็ยังไม่บรรลุธรรมเสียที ทำไมเราก็ยังรู้สึกว่า มันเป็นของเราอยู่

"ภาพลวงตาแห่งการควบคุม" โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก ในเรื่องปรมาจารย์อูเกว พูดถึงต้นท้อ ที่ท่านไม่อาจบังคับให้มันออกผลตามใจนึกได้ มันต้องผลิเป็นดอก จากดอกเป็นผล ตามธรรมชาติของมัน ไม่สามารถควบคุมได้ดังใจต้องการ แต่อาจารย์ชิฟู กลับบอกว่า ท่านสามารถควบคุมได้ว่า ลูกท้อจะตกตอนไหน ด้วยการเตะต้นท้อ แล้วลูกท้อร่วงลงมา เอามือขุดดิน แล้วบอกว่า ท่านสามารถปลูกลูกท้อที่ไหนก็ได้ ตามต้องการ นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแห่งการควบคุม

มันก็เหมือนกับร่างกายของคนเรานี่แหละ เวลามันจะแก่ มันก็แก่ เวลามันจะป่วย มันก็ป่วย เวลามันจะตาย ก็ไม่มีใครห้ามได้ เวลาพูดถึงต้นท้อ ปัดโธ๊ว์... มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาเป็นร่างกายเราขึ้นมาหล่ะ? เราก็ทำตัวเป็นเหมือนอาจารย์ชิฟู เวลามันจะแก่ เฮ้ย...ห้ามแก่ เดี๋ยวไปฉีดโบท็อกซ์ ทำเบบี้เฟส ทำเธอมาจ ดึงหน้า ทำหน้าใส หน้าเด้งก่อน ไม่แกร๊ไม่แก่ ฉันเป็นสาวสองพันปี เวลามันจะป่วย จะตาย ไม่... ไม่ ฉันห้ามมันได้ ด้วยการเข้าโรงพยาบาล ใช้หมอที่เก่งที่สุดในโลกรักษา กระเสือกกระสนหายาที่เริ่ดที่สุดในจักรวาล ใช้เงินเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้หาย ขอให้ไม่ตาย ธรรมดาตรงไหน ครับนั่น?

ปรมาจารย์อูเกวสอนต่อไปอีกว่า แม้เราจักควบคุมต้นท้อได้นิด ๆ หน่อย ๆ แต่สุดท้าย เอาลูกท้อปลูก แล้วก็ได้ต้นท้อ ปลูกลูกท้อ แล้วจักได้ต้นแอปเปิ้ล มันเป็นไปไม่ได้

ฟังแล้วเป็นไง ครับ มันก็คอมม่อนเซ้นส์อยู่แล้ว เรื่องธรรมดา ๆ แต่กับร่างกายเราเล่า? บางทีเราก็กินไม่บันยะบันยัง แต่อยากผอม กินไ่ม่เลือก แต่อยากสุขภาพดี ไม่ออกกำลังกาย แต่อยากหุ่นดี อยากแข็งแรง เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา แต่ไม่อยากตาย มันก็เหมือนปลูกลูกท้อ แล้วอยากได้ต้นแอ๊ปเปิ้ลยังไงยังงั้น คอมม่อนเซ้นส์หรือไม่?

หลวงพ่อชาบอก คนเรามันทุกข์ก็เพราะอยากให้เป็ดเป็นไก่ อยากให้ไก่เป็นเป็ด จริงไหมหล่ะ ครับ?

อะไรทำให้คนเราโง่ ไม่เห็นธรรมชาติ ไม่เห็น ไม่ยอมรับความจริง ครับ?

 

"illusion of control" ครับ

 

อย่างร่างกายเรา บอกว่า มันไม่ใช่ของเรา ใครจักไปเชื่อ ครับ ก็มันสั่งได้นี่ เราอยากเดิน ก็สั่งขาให้มันเดิน อยากมอง ก็สั่งตาให้มอง อยากไปสยาม ก็เดินขึ้นรถไฟฟ้า แล้วมันก็ถึงสยาม อยากทำอะไร ๆ ก็ทำได้ตามใจต้องการ ทุกสิ่งดูเหมือนจักควบคุมได้ นี่ไงเล่า "ภาพลวงตาแห่งการควบคุม"

สิ่งที่เราควบคุมได้เล็กน้อย มันก็เหมือนกับที่อาจารย์ชิฟู กระโดดเตะต้นท้อ แล้วบอกว่า เขาควบคุมได้ว่า ลูกท้อจักตกจากต้นเมื่อไหร่นั่นแหละ

สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า การที่ลูกท้อตกลงมาตามแรงเตะ สำคัญกว่าการที่เราสามารถควบคุมร่างกายได้ดังใจนึก มันคือ เราไม่สามารถบังคับให้ต้นท้อออกลูกดังใจนึก เหมือน ๆ กับที่เราไม่สามารถห้ามความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ แล้วเราจักกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ไปทำไม ครับ ใช่ว่า ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย แล้วมันจักไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย สักหน่อย เจ้า "ความไม่อยาก" นี่ละ ตัวทุกข์เลย เรียกว่า วิภวตัณหา

พระโสดาบัน เป็นผู้วิเศษ มีอิทธิฤทธิ์เสกควายให้เป็นหมูได้หรือเปล่า? ก็เปล่าเลย ครับ พระโสดาบัน เพียงเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับเป็นธรรมดา ซึ่งก็หมายรวมถึง ความตายด้วย (ความตายก็คือความดับอย่างหนึ่ง) พระโสดาบันเห็นความตาย เป็นเรื่องธรรมดา ครับ

พระโสดาบัน สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้หรือ? ก็เปล่าเลย ครับ พระโสดาบัน แค่เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

อยากเป็นพระโสดาบัน ก็แค่เลิกเชื่อ "illusion of control" ที่มันหลอกเราอยู่ทุกวัน แล้วหันมาเห็นโลกตามความเป็นจริง เท่านั้นเอง

ธรรมะจากแพนด้า ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 27 Jun 2009 07:45:47 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ธรรมะจากการ์ตูนHot!

สาธุครับconfused smile

#1 By on 2009-06-26 15:22

ครับหลวงพี่big smile


ปล.ดุดันประดุจพญาช้างนาฬาคีรี ชอบประโยคบนเฮดบล็อกจัง ชวนให้นึกถึงบทสวดพาหุงconfused smile

#2 By O ช้างต้น on 2009-06-26 15:22

จากคอมเม้มท์ สู่ เอนทรี....
อิ อิ....

มีอีกคำครับ...

"I am position"....


นมัสการ....
big smile Hot!
สุดท้ายก็มาจบที่กิเลสHot!

#4 By araiwah on 2009-06-26 15:38

สาธุ

#5 By mini-teddy on 2009-06-26 16:08

ทำให้อยากซื้อการ์ตูนแพนด้ามาดูอีกรอบเลยคะ เรื่องมันสอนธรรมมากๆ Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By Cotton on 2009-06-26 16:19

อ่านแล้วทึ่งเลยค่ะ..
ในการ์ตูนเรื่องนั้น แฝงธรรมะไว้ขนาดนี้เชียวหรือ..

Hot!

#7 By toma on 2009-06-26 16:47

การ์ตูน... ซ่อนอะไรมากกว่าที่คิด เพียงแค่เปิดใจ

สาธุฯ

#8 By lockman on 2009-06-26 17:46

Hot!

#9 By mahaoath on 2009-06-26 18:07

สาธุ.. Hot!

ตอนดูการ์ตูนเรื่องนี้ ก็รู้สึกว่าลุ่มลึกกว่าที่เห็นค่ะ
แต่คิดไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนี้
ขอบคุณสำหรับการเปิดโลกทรรศน์นะคะ
big smile

#10 By แอ้ on 2009-06-26 18:39

เห็นตามความเป็นจริงล่ะครับ big smile Hot! Hot! Hot!

#11 By nora on 2009-06-26 19:28

Hot! โด๊นโดนหลวงพี่ เม้นไม่ถูกเลย
จะเซฟเอนทรี่นี้เอาไว้เตือนตัวเองบ่อยๆ big smile

#12 By MANA Cross on 2009-06-26 22:31

อ่านแล้วลึกซึ้งเป็นยิ่งนัก


แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้ก็เถอะนะครับ confused smile

#13 By Zairen_Bibliophobia on 2009-06-26 23:49

้ต้องหมั่นฝึกวิชานี้บ้างแล้ว ^.^

สาธุครับ หลวงพี่
้ต้องหมั่นฝึกวิชานี้บ้างแล้ว ^.^

สาธุครับ หลวงพี่Hot!
illusion of control
Hot! Hot! Hot!

ทำให้(เห็นว่า)อยากดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเลยค่ะ

#16 By Namast'E on 2009-06-27 13:01

เปรียบเทียบได้ดีเลยค่ะ สาธุเจ้าค่ะHot! Hot! Hot!

#17 By ajchicha on 2009-06-27 14:43

อืมมม....

จักต้องไปฝึกวิชา

กระโดดเตะลูกท้อ(แท้)..เสียแล้ว

ขอรับ...

question question question

สาธุ..สาธุ..สาธุ ..จ๊า

Hot! Hot! Hot!

#18 By iamraka on 2009-06-27 14:58

สาธุค่ะ
จากการ์ตูนกลายเป็นธรรมะที่ลึกซึ้งมากHot!

#19 By kororo on 2009-06-27 21:05

สาธุครับหลวงพี่

เทศได้สาระ เข้าใจง่าย และสนุกมาก ๆ อีกแล้วน้า

อ่านแล้วอยากเอาการ์ตูนมาดูเดี๋ยวนี้เลย

อ้อ...เข้าใจชีวิตขึ้นอีกแยะด้วยคร้าบ

#20 By Highwind on 2009-06-27 21:37

เพิ่งดูมาหมาดๆ

เจอบลอคนี้พอดี

ชื้นใจขึ้นเยอะ

ธรรมะนี้อยู่ทุกหนแห่งจริงๆ

ข้าพเจ้าขอสรรเสิญพระธรรมHot! Hot! Hot!
big smile

#21 By กอบกุลღ♥ on 2009-06-27 22:41

ได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ชอบมากๆ เจ้าค่ะ รู้สึกว่ามันแฝงธรรมะไว้ในนั้น แต่ไม่สามารถเห็นได้ลึกซึ้งเท่านี้เลยเจ้าค่ะ ไว้ต้องหาเวลาเอามาดูอีกรอบ ขอบคุณมากๆ เจ้าค่ะที่กรุณาเอามาเผยแผ่ สาธุ

ตอนดูครั้งนั้นจำได้ว่ามีคำสอนประโยคหนึ่งชอบมาก ทำให้รู้สึกว่านี่แหล่ะปัจจุบันสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นจงอยู่กับปัจจุบัน...อย่าไปห่วงกังวลถึงอดีตที่พ้นผ่าน และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง...

"Yesterday is a history. Tomorrow is a mystery. Today is a gift. That's why it is called present."

#22 By blind bookworm on 2009-06-28 05:03

มาอีกรอบ... 555

ฟังหลวงพี่เม้าท์...จนต้องไปขุดหา

กังฟูแพนด้า..มาเบิ่ง....

โอววว...มันยอดดด..แต้ๆ

ลึกซึ้ง....ไปถึงขั้วหัวใจ

Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณ..หลวงพี่ที่ขุดเรื่องนี้..

มาเขียน...ขอรับ

สาธุ.สาธุ..สาธุ...จ๊า

question question question

#23 By iamraka on 2009-06-29 17:53

Favourites