ปริญญาสามใบ

posted on 11 Jul 2009 08:28 by akkarakitt  in Dharma
ไปอ่านเอ็นทรี่ ปริญญาสองใบ มา ครับ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ผ่านห้องเรียนมาอย่างโชกโชนตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาลัย  ขึ้นมาระดับอุดมศึกษาก็เรียนแบบบ้าระห่ำ เคยลงทะเบียนเรียนสูงสุดเทอมเดียวกว่าครึ่งร้อยหน่วยกิต (เจ้าประคุณเอ้ย... ปริญญาตรีนี่ประมาณ ๑๔๐ หน่วยกิตก็จบแร้ววว) ช่วงหลัง ๆ ต้องเรียนกับรุ่นน้อง ไปนั่งเป็นโบราณวัตถุลายครามวางอยู่กลางห้องเรียน ให้เขาปัดหยากไย่ไปสงสัยไปว่า ไอ้แก่นี่ มันซิ่วมากี่ปีแล้วเนี่ยะ เวลาแก่หงำเหงือก ศักยภาพสมองก็ลดลง จำกระไรก็ไม่ค่อยได้ สู้มาด้วยใจล้วน ๆ ครับ เรียนแล้วเรียนอีก จนรู้สึกเลี่ยนการเรียน ไม่อยากแม้กระทั่งเหยียบห้องเรียน แต่คนเราเกลียดสิ่งไหน หนีกระไร ก็มักเจอสิ่งนั้น มาบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ต้องกลับเข้าไปนั่งเรียนนักธรรมบาลี กับน้อง ๆ สามเณรทั้งหลาย
 
จนดูเหมือนชีวิตการเรียนไม่มีที่สิ้นสุด
 
ข้าพเจ้ามักจักฝันร้ายอยู่เนือง ๆ ฝันร้ายที่ฝันบ่อยที่สุด คือฝันว่า กำลังอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ พรุ่งนี้จักสอบแล้ว อ่านหนังสือไม่ทัน ในฝันนั้นเครียดซิ๊กหายเลย ครับ พอตื่นมาก็โล่งใจ เฮ้อ... นี่กรูจบมาตั้งนานแล้วนี่หว่า ฝันบ่อยจนหลัง ๆ พอฝันว่าอ่านหนังสือไม่ทัน ก็รู้สึกขึ้นมาว่า เราเรียนจบมานานแล้ว นี่ต้องเป็นฝันแน่ ๆ เลย แล้วก็ตื่น การสอบมันกัดกร่อนกินใจฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก ใช้เปายูวีไวท์ขจัดคราบฝังลึกแล้ว ก็ยังไม่หาย <---คนนะ ไม่ใช่ผ้า

 

ในเอ็นทรี่นั้น กล่าวถึงดาราพิธีกรชื่อดังคนหนึ่ง ผู้มีชีวิตค่อนข้างเพอร์เฟ็ค จบปริญญาเอก มีแฟนเป็นดาวมหาลัย ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่สุดท้ายต้องมาตายด้วยโรคมะเร็ง ก่อนวัยอันควร (คิดกันไปเอง ครับว่า วัยไหนถึงควรตาย คนเราตายได้ทุกวัยนั่นแล) เพราะความเครียดจากการทำงานทุ่มเทมากไป

ในบทสัมภาษณ์ก่อนเขาจักลาจากโลกนี้ไป เขากล่าวถึง คำสอนของพ่อเขาว่า มีปริญญาอีกใบที่ต้องทำให้สำเร็จ คือ ปริญญาวิชาชีวิต เขาให้ความเห็นว่า เขาไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าปริญญาใบที่สอง เขาต้องมานอนให้พ่อแม่เช็ดตัว ดูแลรักษา แทนที่เขาจักเป็นคนดูแลพ่อแม่ แสดงให้เห็นว่า เขาเกลียดตัวเอง ที่ต้องมานอนรอรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างนี้

สำเร็จปริญญาวิชาชีวิตของเขา อาจหมายถึงการที่เขาได้มีชีวิตยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ได้ดูแลแทนคุณพ่อแม่ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ร่ำรวยมหาศาล มีลูกหลานมากมาย แล้วสุดท้ายนอนรอความตายโดยมีญาติพี่น้องลูกหลานคอยประคบประหงม ในเวลาที่ทุกคนลงความเห็นว่า เขาสมควรตายได้แล้ว 

นั่นอาจจักเป็นปริญญาวิชาชีวิตทางโลกแต่ถ่ายเดียว ครับ ข้าพเจ้าขออนุญาตเสริมเนื้อหาของปริญญาวิชาชีวิตทางธรรมเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว วันที่สำเร็จปริญญาวิชาชีวิต คือวันที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถูกต้องชัดเจนว่า ชีวิตเราิเกิดมาเพื่ออะไร ครับ ไม่ใช่เกิดมาก็ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม จนตายแล้ว ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า เกิดมาทำไม อย่างนี้เขาเรียก มืดมา แล้วก็มืดไป

เข้าใจชีวิตแล้ว มันมีความสุขจริง ๆ ครับ มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน

เข้าใจชีวิตว่ากระไร? เข้าใจว่า ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลวของชีวิต มันเป็นแค่ของเล่น ครับ สุข ทุกข์ มันก็แค่ของหลอกเด็ก มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป เหมือนกันหมด ไม่มีแก่นสารสาระกระไรเลย ไม่มีกระไรน่ายึด น่าถือ สักอย่าง 

 

คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อยึด ครับ

 

กิเลสมันสั่งให้ยึด ไม่ต้องทำกระไร ปล่อยตัวปล่อยใจ คนเราก็มีธรรมชาติยึดโน่นยึดนี่อยู่แล้ว ครับ เช่น พอรู้ความ ก็ยึดว่า เราต้องมีของเล่น ต้องได้กินขนมอร่อย โตมาหน่อย ก็ยึดว่า ต้องเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนอินเตอร์ ต้องมีแฟนสวยหล่อ โตอีกนิด ก็ต้องเรียนมหาลัยชื่อดัง ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ก็ต้องทำงานในบริษัทซึ่งเป็นที่รู้จัก เงินเดือนดี สวัสดิการเยี่ยม ต้องแต่งงานกับคนที่ใช่ ต้องมีลูก ต้องมีรถ ต้องมีบ้านหลังใหญ่ ต้องไม่แก่ ต้องไม่ป่วยไข้ และต้องไม่ตาย เป็นต้น

 

ความจริงแล้ว คนเราเกิดมาเพื่อ "วาง" ครับ

 

เพราะการวางจักพาให้เราเข้าถึง ความสุขแท้ ความสุขแท้เป็นยอดปรารถนาของสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า

ยึดหน่ะมันง่าย แต่วางหน่ะมันยาก เราจึงต้องมาเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพื่อหาทาง "วาง" เมื่อไหร่วางได้หมด เมื่อนั้นก็ไม่ต้องมาเกิดอีก และนั่นละ คือ ดุษฎีบัณฑิตของชีวิต

ไม่ได้ห้ามไม่ให้ยึด ครับ คนเราหากไม่รู้จักการยึด จักรู้จักการวางได้อย่างไร มันก็ต้องยึดกันไปก่อน ยึดไป ก็ทุกข์ไป ทุกข์มาก ๆ เข้าก็วาง พอคลายทุกข์หน่อย ก็กลับมายึดใหม่ ยึด ๆ วาง ๆ เรียนรู้เพิ่มเติมไปทุกวินาทีในวัฏสงสาร จนสุดท้ายซาบซึ้งถึงอกถึงใจว่า เมื่อไหร่ยึด เมื่อนั้นทุกข์ 

แต่กว่าเราจักเข้าใจว่า เราเกิดมาเพื่อ "วาง" บางทีก็สายเสียแล้ว ครับ ยึดโลกมาแบกไว้ทั้งใบ

 

ทำไมภูมิมนุษย์ถึงประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏ?

ทำไมภูมิมนุษย์ สัตว์ในสามโลกจึงอยากมาเกิดกันนัก?

และทำไมภูมิมนุษย์ถึงมาเกิดได้ยากเย็นนัก?

 

เพราะมีขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังสารวัฏฝังอยู่ในภูมิของมนุษย์หน่ะซี ขุมทรัพย์ทางปัญญาที่จักทำให้เรารู้จัก "การวาง"

ขุมทรัพย์นั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นคนขุดเจอ ครับ และทรงเอามาประกาศบอกพวกเรา

 

ขุมทรัพย์นั้น ชื่อ "ไตรลักษณ์" ครับ

 

ไตรลักษณ์ นั้น มีอีกชื่อหนึ่งว่า "สามัญญลักษณะ" ชาวพุทธคงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ไตรลักษณ์ หรือ ลักษณะสามัญสามอย่าง ก็คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ฟังกันจนคุ้นหู คุ้นตา เป็นขุมทรัพย์อย่างไรหนอ?

ไตรลักษณ์สำคัญอย่างไร? ไตรลักษณ์คือที่สุดของปัญญา ครับ การวางนั้น พูดง่าย แต่ทำยาก หากยังไม่เห็นไตรลักษณ์ จิตเราจักไม่ยอมวางกระไรง่าย ๆ เด็ดขาด การจะเห็นไตรลักษณ์ได้ ต้องปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ครับ

เมื่อปฏิบัติตามมรรคแล้ว มันก็ไม่ยากที่จักเห็นไตรลักษณ์ ในภูมิของมนุษย์ มีไตรลักษณ์ให้เห็นแทบทุกที่ โดยเฉพาะร่างกายของเราเอง

ภูมิอื่น ไม่มีการเกิดมาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ โตขึ้น จนโตเต็มที่ แล้วก็ค่อย ๆ แก่ลง ๆ เจ็บป่วย แล้วก็ตาย ภูมิมนุษย์นั้น มีครบทุกรสชาติของชีวิต ครับ สัตว์นรก หรือเปรตนั้น ทุกข์มากเกินไป ครับ ทุกข์ไม่เว้นวันหยุดราชการ เลยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นอนิจจัง สัตว์เดรัจฉาน มีการเจริญเติบโต แก่ ป่วย ตาย ก็จริง แต่ก็หลงมากเกินไป ศักยภาพสมองน้อยเกินไป เทวดาก็สุขมากไป ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พรหมก็ยิ่งนิ่งสนิทไปเลย

โลกมนุษย์ก็เหมือนโรงเรียนขนาดยักษ์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิต ทั้งการยึด และการวาง ตอนเด็ก ๆ เราก็เรียนรู้ที่จักยึด ต้องเรียนเก่ง ๆ นะ พ่อแม่จักได้พอใจ ต้องสอบเข้ามหาลัยให้ได้นะ จักได้มีหน้ามีตา ต้องรวยนะ ทุกคนจักได้นับถือ ยึดกันจนเต็มปรี่แล้ว ก็มาเรียนรู้ที่จักวาง ร่างกายเรา แก่ลงทุกวัน เสื่อมลงทุกวัน เราห้ามได้ไหม ถ้าห้ามไม่ได้ นั่นละ "อนัตตา" ร่างกายเรามันดีทุกวันหรือเปล่า ก็เปล่า เดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็ร้าย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันเที่ยงไหม เห็นความไม่เที่ยงไหมล่ะ นั่นละ "อนิจจัง" เวลาแก่แล้ว มันก็เจ็บป่วย ปวดเมื่อยไปทุกอิริยาบถ เห็นหรือยังเล่า นี่ละ "ทุกขัง"

วัยชราเป็นวัยที่ยอดเยี่ยมสำหรับการมองเห็น "ไตรลักษณ์" เลย ครับ แต่ขออำภัย หากเราไม่จบปริญญาวิชาชีวิตทางธรรมที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าวางหลักสูตรไว้ ให้ได้เสียก่อนแก่ ถึงเวลาแก่จริง มันมักจักสายไปแล้ว ครับ เพราะสิ่งที่มาพร้อมความแก่ คือ ความหลงลืม ความเสื่อมถอยของสังขาร ปัญญาก็อ่อนแอ สติสตังก็อ่อนแรง บางทีก็มีอาการเจ็บป่วยเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ช่วงวัยชรา เหมือนช่วงสุดท้ายแห่งการเตรียมตัวสอบ ประมวลประสบการณ์ของทั้งชีวิต แล้วต้องเห็นไตรลักษณ์ให้ได้ เห็นไม่ได้ก็กลับมาเกิดใหม่ มาเกิดอีกเพื่อทำความเข้าใจใหม่ พยายามเห็นไตรลักษณ์อีกครั้ง สอบตกก็เวียนมาเกิดอีก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้ที่เข้าใจชีวิต ยิ่งแก่ ก็ยิ่งมีความสุข ครับ แต่ผู้ที่สอบตกปริญญาวิชาชีวิต ยิ่งแก่ ก็ยิ่งเป็นทุกข์ ทุกข์กายยังไม่พอ เพิ่มทุกข์ใจเข้าไปอีก

วัยหนุ่มวัยสาว คือ วัยที่เราจักต้องทำความเข้าใจ กับความหมายที่แท้จริงของชีวิต ครับ แก่ ๆ ไป ไม่ค่อยเหลือปัญญามาศึกษาแล้ว เรียนให้รู้ ครับว่า แท้จริงคนเราเกิดมาเพื่ออะไร รู้ไว้ก่อน ครับ ทำไม่ได้ ทำไม่ถึง ไม่เป็นไร (นี่ละ ครับ สมัยก่อนเข้าถึงให้บวชเรียน ให้รู้อะไรเป็นอะไรก่อน แล้วจักอยากแสวงหาพระนิพพานในเพศสมณะ หรือจะกลับไปใช้ชีวิตฆราวาส ก็เลือกเอา น่าเสียดายที่ประเพณีดีงามเช่นนี้ นับวันก็เหลือน้อยลง ๆ)

การรู้ความหมายของชีวิต เป็นปริญญาวิชาชีวิต ครับ (เขาถึงเรียกคนที่บวชเรียนแล้วสึกว่า "ทิด" แปลว่า ผู้ศึกษาแล้ว) ส่วนถ้าทำได้ถึง เป็นปริญญาใบที่สาม ครับ เป็นปริญญาพิเศษ เรียกว่า ปริญญาทางธรรม ถ้าสอบเข้ามหาลัยทางธรรมได้นี่ เขาเรียกว่า พระเสขะ หมายถึง พระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ก็คือ ได้โสดาบัน จบปริญญาตรีแล้ว ก็เรียกว่า สกทาคามี จบปริญญาโท ก็เรียกว่า อนาคามี

การเรียนทางโลกไม่มีวันจบ ครับ มีให้เรียนเรื่อย ๆ จนทำให้ข้าพเจ้าเป็นโรค classroomphobia แต่การเรียนทางธรรม มีวันจบ ครับ จบแล้วไม่ต้องเรียนอีก จบด็อกเตอร์ทางธรรม ก็เรียกว่า พระอรหันต์ หรือเรียกอีกอย่างว่า พระอเสขะ หมายถึง พระอริยบุคคลที่ไม่ต้องศึกษาแล้ว หมดกิจที่ต้องทำแล้ว

มหาลัยทางธรรมอยู่ที่ไหน? ก็อยู่ในกาย ในใจ เรานี้นั่นแล มหาลัยทางธรรม เรียนอะไร? ก็เรียนรู้ทุกข์ ทุกข์อยู่ที่ไหน? ก็อยู่ในกาย ในใจ เรานี้ กายใจ หรือขันธ์ห้าของเรานี่เอง คือ "มหาลัยทางธรรม"

อย่างดาราพิธีกรคนนั้น หากเขาทราบสักนิดว่า เป้าหมายแท้จริงของชีวิต คือ การเห็นไตรลักษณ์ แล้วจักได้วาง วางได้แล้วจึงจักมีความสุขไม่ว่าจักเกิดอะไรขึ้น จักหายหรือไม่หาย ก็มีความสุข ตระหนักได้ว่า การสำเร็จปริญญาวิชาชีวิต มิใช่การมีอายุยืนยาว ไม่ป่วยไม่ไข้ เขาก็คงเป็นนักศึกษาได้ไม่ยาก ครับ ร่างกายสมองยังดีอยู่ ศึกษาธรรมะได้ไม่ยาก แต่คนเราเวลาป่วยแล้ว ก็ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงไตรลักษณ์หรอก เวลาทั้งหมดไปสนใจอยู่กับทุกขเวทนาจากการป่วย ทำอย่างไรให้พ้นจากทุกขเวทนา ฉะนั้น เราต้องไม่ประมาท ครับ หัดระลึกถึงไตรลักษณ์เสียตั้งแต่ยังไม่ป่วย ยังไม่แก่ ตุนเสบียงไว้ใช้ในเวลาสำคัญของชีวิต

นอกจากขุมทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ภูมิมนุษย์ยังประเสริฐกว่าภูมิทั้งหลาย ตรงที่สามารถเลือกที่ไปได้โดยอิสระ ครับ อยากไปเป็นสัตว์นรก ก็โกรธเข้าไป ครับ ล่วงศีล ๕ เข้าไป เดี๋ยวก็ได้เป็น อยากเป็นเปรต ก็โลภเข้าไป อยากเป็นอสุรกาย ก็สะสมมิจฉาทิฏฐิไว้เยอะ ๆ อยากเป็นคนอีก ก็รักษาศีล ๕ เอาไว้ อยากเป็นเทวดา ก็รู้จักกลัวโทษของบาป รู้จักละอายบาปไว้เรื่อย ๆ อยากไปเป็นพรหม ก็ฝึกสมาธิไว้ หรืออยากไปนิพพาน ก็หัด "วาง" เข้า

และภูมิมนุษย์ก็มาเกิดได้ยากเย็นนักหนา เพราะมีโควต้าจำกัด ครับ มีจิตแค่ประมาณหกพันล้านดวงเท่านั้น จักมีสิทธิ์เกิดเป็นมนุษย์ แต่จิตในสกลจักรวาลนี้ มีมากมายจนนับไม่ได้ เราได้เกิดเป็นคนไทย ได้พบศาสนาพุทธ ได้เรียนธรรมะนี่ ก็โชคดีกว่า คนทั้งหลายอยู่อักโขทีเดียว เพราะเราจักมีโอกาสจบปริญญาวิชาชีวิตได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สนใจศึกษา คนที่มีโอกาสดีอย่างนี้มีเพียงหยิบมือเดียว ครับ ถึงสิบล้านคนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ส่วนคนอีกมากมายกว่าหกพันล้าน ไม่มีโอกาสดีอย่างเรา ครับ ฉะนั้น สมควรอย่างยิ่งทีเดียว ที่จักเร่งจบปริญญาวิชาชีวิตให้อุ่นใจไว้ก่อน และถ้าไม่ประมาท ก็เริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้ เอาปริญญาทางธรรมให้ได้แต่เนิ่น ๆ ถึงเวลา "สอบไล่" วิชาชีวิตแล้ว จักได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องมาฝันร้ายหวาดกลัวการสอบไล่เพราะเตรียมตัวไม่ทันเช่นข้าพเจ้า และไม่ต้องมาโอดครวญว่า "ข้าพเจ้าสอบตกปริญญาวิชาชีวิต" 

เพราะการเจ็บป่วย หรือตายก่อนวัยอันควร มิใช่การสอบตกปริญญาวิชาชีวิต ครับ แต่การตายไปโดยไม่รู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไมนั่นแล คือ การสอบตกปริญญาวิชาชีวิตที่แท้จริง!!!

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 14 Jul 2009 12:51:30 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วซึ้งครับ

#2 By ปราบ (124.120.50.19) on 2009-07-11 22:21

วางไม่ค่อยลงเนี่ย เลยเป็นทุกข์ sad smile
ขอบคุณงานเขียนของหลวงพี่ที่ทำให้คนบาปอย่างเราเข้าใกล้ศาสนาขึ้นมาอีกนิด

#3 By siamesekid on 2009-07-11 22:30

รับทราบและนำไปปฏิบัติเช่นเคยครับ big smile Hot!

#4 By nora on 2009-07-12 02:54

สาธุ big smile Hot!

#5 By นักรบ on 2009-07-12 03:06

ขอบคุณครับ
เตือนสติตัวเองได้อีกโขconfused smile
Hot!

#6 By pbmath on 2009-07-12 06:37

กว่าจะถ่องแท้ก็ยังต้องศึกษากันอีกเยอะ
เจอมารเข้าไปก็สอบตกไปหลายครั้งแล้ว
sad smile

#7 By ไทดี้ on 2009-07-12 07:40

กราบหลวงพี่ แล้วถ้าชีวิตมันเป็นฆราวาส บวชไม่ได้ มีภาระหน้าที่ ที่ยังปล่อยวางไม่ได้ แล้วก็ยังต้องพัฒนาตัวเองในทางโลกต่อไป ถามว่าควรจะละ และปล่อยวางหรือไม่ คำว่าละเลยกับคำว่าปล่อยวาง ต่างกันอย่างไร เจ้าคะ? กราบขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
open-mounthed smile

#8 By on 2009-07-12 08:38

#1-#7

สาธุ ครับ

#8

ต้องรู้ว่า "หน้าที่" คือ อะไร ครับ หน้าที่ คือ สิ่งที่ต้องทำ ในสถานะของตน เป็นลูกต้องทดแทนคุณพ่อแม่ เป็นนักเรียนต้องเรียน เป็นลูกจ้างต้องทำงาน เป็นสมณะ ก็ต้องศึกษาธรรม เผยแผ่ธรรม บำเพ็ญเพีียรภาวนา

คำว่า "ละเลย" คือ การเพิกเฉยต่อ "หน้าที่" ครับ

การปล่อยวาง คือ มีหน้าที่ก็ทำไป ครับ ทำให้ดีที่สุด ทำโดยไม่ยึดมั่นว่า ผลมันจักออกมาเช่นไร ไม่ยึดมั่นว่า ผลมันจักต้องออกมาเลิศเท่านั้น

การพัฒนาทางโลก เราก็ทำไป ครับ ตามหน้าที่ แต่ใจเราไม่ไปยึดว่า จักต้องเป็นอย่างนั้น จักต้องเป็นอย่างนี้ เพราะยึดเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น

สมมุติว่า เจ้านายให้งานมาชิ้นหนึ่ง ให้คนอื่นทำต้องใช้เวลา ๑ เดือน แต่เราเป็นคนเก่ง และเจ้านายก็รู้ว่าเราเป็นคนเก่ง เราจักสามารถทำเสร็จภายใน ๑๕ วัน แต่เจ้านายกลับสั่งให้เราทำให้เสร็จภายใน ๗ วัน

อย่างนี้ ถ้าเราโบ้ย บอกเจ้านายว่า ใครจักไปทำได้่ ไม่ทำ ๆ เราขอปล่อยวาง อย่างนี้เรียกว่า "ละเลย" ครับ

ถ้าเรายอมไม่ได้ ต้องให้เจ้านายรู้ว่า กรูเก่ง (ยึดตัวตนว่า กรูเก่ง) อดหลับอดนอนทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงติดกันสามวัน แล้วก็ล้มป่วย งานก็ไม่เสร็จ อย่างนี้เรียกว่า ยึดมั่น หรือ ไม่ปล่อยวาง เหมือนดาราพิธีกรคนนั้น

ถ้าเราบอกเจ้านายว่า เราไม่มั่นใจว่า จักทำได้หรือไม่ แต่จักตั้งใจทำให้ดีที่สุด (ไม่ยึดมั่นว่า เราจักต้องเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สำหรับเจ้านายเสมอ) แล้วก็กลับไปทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ของกำลังสติปัญญาของมนุษย์คนหนึ่ง อาจจักอดนอนบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับไม่นอนเลย รู้ลิมิตของตัวเอง ทำจนสุดความสามารถแล้ว วันที่เจ็ดแม้ว่า มันจักยังไม่เสร็จ ก็ปล่อยวาง เจ้านายจักว่าอย่างไรก็ช่าง ฉันทำดีที่สุดแล้ว ไม่เป็นทุกข์

อย่างนี้เรียกว่า "ปล่อยวาง"

เจริญธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2009-07-12 09:32

ตอนเรียนก็เคยฝันร้ายว่าเข้าสอบไม่ทันเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวนี้ฝันร้ายกว่านั้นคือเข้าสอนไม่ทัน เครียดเลย..

ชอบค่ะหลวงพี่ ขอไปไว้ที่เว็บวัดกลางนะคะ หลวงพี่เขียนเรื่องพวกนี้ได้ดีนะคะ

กราบขอบพระคุณไว้ล่วงหน้าหล่ะค่ะ

ปล. พระมหาโอ๊ทป่วยหนักอยู่ที่วัด สงสัยว่าจะเป็นโรคทันสมัยกับเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 หน่ะค่ะ open-mounthed smile

#10 By มนตรา (58.8.122.37) on 2009-07-12 09:37

สาธุ surprised smile

#11 By mini-teddy on 2009-07-12 10:15

แฮ่ ไม่แน่ใจว่าหวัดหมู หรือไม่หมูครับ ผลเลือด ไม่ชัดเจน แต่พรุ่งนี้หมอนัดอีกหน ขอบคุณที่เป็นห่วง สาธุ สาธุ

#12 By mahaoath on 2009-07-12 10:51

Hot!

#13 By *~citrus~* on 2009-07-12 12:06

มีจิตแค่ประมาณหกพันล้านดวงเท่านั้น จักมีสิทธิ์เกิดเป็นมนุษย์ <<< แปลว่าทุึกคนเคยเกิดเป็นไดโนเสาร์ใช่ไหมคะ sad smile


สาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#14 By Cotton on 2009-07-12 13:26

สาธุค่ะ

#15 By interviewz on 2009-07-12 13:30

#14

หมายถึง ณ ปัจจุบัน ประชากรโลกมีประมาณ ๖ พันล้าน จิตที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ก็แค่นั้น สมัยก่อนมีประมาณ ๔ พันล้าน ก็เกิดเป็นมนุษย์แค่ ๔ พันล้าน ส่วนที่เหลือ ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์นรกบ้าง เทวดานางฟ้าบ้าง พรหมบ้าง

ปริมาณของจิตที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เทียบกับปริมาณจิตทั้งจักรวาล อาจประมาณได้ว่า จิตที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ มีประมาณหัวไม้ขีดไฟ แต่จิตทั้งจักรวาลมีมากยิ่งกว่าดวงอาทิตย์

เรื่องไดโนเสาร์ คนเราเคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานกันมาแล้วทั้งนั้น จักเคยเกิดเป็นไดโนเสาร์บ้าง ก็ไม่แปลก ครับ

เจริญธรรม ฯ

#16 By Dhammasarokikku on 2009-07-12 14:05

แล้วอันนี้ล่ะหลวงพี่....
http://moomleklek.exteen.com/20090711/entry

sad smile question
ช่วงนี้เวลาจะสอบแล้วนอนไม่ค่อยหลับอ่ะค่ะ
เครียด กลัวว่าจะไปสอบไม่ทันsad smile

#18 By ~memay~ on 2009-07-12 18:50

บทความนี้ดีมากเลยครับ ผมนั่งอ่านจนจบเลย
ได้อะไรดีๆ ใหม่ๆ ในชีวิตเยอะเลย

#19 By เหมันตฤดู on 2009-07-12 19:05

พอรู้ซึ้งวันนี้พรุ่งนี้ไม่รู้จะลึมหรือป่าว

ทำอย่างไรให้คนเราจำให้หนัก ไม่ลึมไปง่าย ๆครับ

ขอบคุณครับ...sad smile

#20 By ราศีกุมภ์ on 2009-07-12 20:22

สาธุและ ขอบคุณค่ะ big smile

#21 By on 2009-07-12 20:46

สาธุ สาธุ Hot!

#22 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-07-12 23:33

#9 นี่ล่ะที่ผมสงสัยมานานแล้ว ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างครับ
สาธุbig smile

#24 By คุณบิ๋ม on 2009-07-13 09:06

สาาาธุ..หลวงพี่ หนูกะจะทำให้ได้มากที่สุดเลยในชาตินี้ค่ะ..

ขี้เกียจมาเกิดแล้วอ่ะ sad smile

อนุโมทนาด้วยนะคะ เรื่องนี้ดีมากๆเลย

อ่านแล้วรู้สึกดีมาก รายละเอียดเยอะดีค่ะ

big smile Hot!

#25 By AphrOszE' on 2009-07-13 09:26

น่าจักอยู่...ชั้นมัธยมต้น

ฦ..ป่าวน้อ....

ติด 0 ติด ร. เพียบ..เลย

sad smile sad smile sad smile

สาธุ..สาธุ..สาธุ

Hot! Hot! Hot!

#26 By iamraka on 2009-07-13 10:30

Hot! Hot! ขอบคุณครับหลวงพี่

โมทนากับปัญญาที่จะเกิดแก่ผู้อ่านด้วยครับ

#27 By kitt on 2009-07-13 14:50

#26

555+ อ่านแล้วตั้งนาน เพิ่งเก็ท

สู้ไปเรื่อย ๆ ครับ อย่าหยุด เดี๋ยวก็เข้ามหาลัยได้

ขอบคุณทุกความเห็น ครับ

เจริญธรรม ฯ

#28 By Dhammasarokikku on 2009-07-13 21:24

หลวงพี่คะ อนุญาตหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่ามือดีได้นำไปลงไว้ที่วัดกลางแล้วค่ะ นิมนต์ตามลิงค์นี้ไปเลยค่ะ

http://www.webwatklang.com/index.php?mo=3&art=314030

มีรูปหลวงพี่เสียด้วยนั่น

สาธุค่ะ

#29 By มนตรา (58.8.237.170) on 2009-07-13 23:51

Sa-thu big smile

This entry is one of the best! Easy and clear big smile

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
big smile big smile big smile

#31 By Tips Laptops on 2009-07-14 01:28

ชีวิตคืออะไรนะ คือการอยู่กับปัญหาหรือเปล่า

ทำไม มันมากมาย สุ่มหัวแบบนี้เนี่ย

#32 By BoatmasterZZZ on 2009-07-14 14:05

สยามช้อปมาเก็ต ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี โฆษณาฟรี ซื้อ ขาย สินค้ามือสอง ตลาดมือสอง ซื้อสินค้า ขายสินค้า
http://www.siamshopmarket.com/

#33 By kokkok on 2009-07-16 11:16

ความจริงแล้ว คนเราเกิดมาเพื่อ "วาง" ครับ
ข้าน้อยชื่นชมกับคำนี้มากเหลือเกินเจ้าค่ะ

#34 By Foxy old rabbit on 2009-07-28 17:45

#34

สาธุ ครับ

#35 By Dhammasarokikku on 2009-07-29 07:55

หลักคำสอนศาสนาพุทธสอนให้รู้ทันความเป็นไปของจริงของธรรมหรือธรรมชาติ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา ในปัจจุบัน ไม่ได้สอนให้วาง และก็ไม่ได้สอนให้ละ เพราะมีอยู่เป็นอยู่ประจำโลก สอนให้พิจารณาตามความเป็นจริงเท่านั้นเองconfused smile

#36 By ป.1 (58.9.195.121) on 2009-09-29 07:09

Favourites