เตือนภัยจากไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบ
posted on 18 Jul 2009 08:49 by akkarakitt in Dharmaว่าจักไม่เข้าไปข้องแวะเรื่องนี้แล้ว แต่เห็นว่า ที่คนมักเห็นธรรมะเป็นเรื่องไกลตัว ก็เพราะผู้ศึกษา และให้ธรรมะ มักอยู่ในดงขมิ้นที่ค่อนข้างห่างจากโลกภายนอก ไม่ทันเหตุการณ์ ข้อปฏิบัติเข้าใจยาก และยากที่จักทำตาม
วันนี้เรามาสกัดธรรมะออกจากโรคไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบกัน ครับ (ขออภัยกันไว้ก่อนเลย หากเนื้อหาระคายตาผู้ใด เพราะมิได้ขัดเกลาก่อนออกสู่สายตา ทั้งนี้ก็เพื่อความทันต่อเหตุการณ์ เขียนรวดเดียว ๓ ชั่วโมงจบ)
ขอยกตัวอย่าง เป็นตัวข้าพเจ้าเองก็แล้วกัน เพื่อไม่ให้กระทบจิตใจผู้อื่น หลังจากบู๊ ๆ บุ๋น ๆ กับตัวเองมาหลายปี พบว่า ตัวเองเป็นพวกโทสจริต ครับ เป็นพวกมักโกรธ แคะแกะเกาลงไป พวกขี้โกรธนี่ มักเป็นพวกที่ช่างคิด และมักเก่งกาจสามารถกว่าบุคคลอื่นด้วย ครับ พอประสบพบสิ่งที่ไม่น่าจักเป็น ไม่เข้าท่า ไม่ควรเป็นอย่างนั้น ตามพื้นฐานความคิด และประสบการณ์ ก็จักรู้สึกผุดขึ้นมาในใจ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ หงุดหงิดเสียอารมณ์ และมักมีอาการไม่ให้อภัยตัวเองอยู่เป็นพื้น
การไม่ให้อภัยตัวเอง ก็เลยไปทำให้ไม่ให้อภัยผู้อื่นด้วย
ผู้ที่ขี้สงสารผู้อื่น มักชอบสงสารตัวเองก่อน ครับ เป็นเรื่องน่าแปลก แต่จริง
สมัยก่อน ข้าพเจ้าก็เป็นคนขี้หงุดหงิด เพราะไม่ชอบให้อภัยตัวเอง ครับ พยายามเข็นตัวเองสุดฤทธิ์ เพื่อสนองความมีตัวตน นิสัยเช่นนั้น ก็ติดเข้ามาในผ้าเหลืองด้วย ไปสังเกตพฤติกรรมพระรูปอื่น พระบางรูปติดการเมืองงอมแงม อินยิ่งกว่าฆราวาสเสียอีก เวลามีกิจนิมนต์ก็ไปชวนญาติโยมคุยเรื่องการเมือง ถ้าเขาเชียร์สีเดียวกัน ก็แล้วไป ถ้าเชียร์คนละสี ไปชวนคุยไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็อาจถูกนิมนต์กลับวัดกระทันหันได้ ช่วงแรกก็รู้สึกไม่พอใจ ครับ เป็นพระแล้วทำไมทำตัวอย่างนี้่ ไม่ละไม่วางบ้าง เป็นพระเขาไม่ให้ยุ่งเรื่องการเมืองมิใช่หรือ แต่หลัง ๆ ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกไม่พอใจ พระเหล่านั้น เพราะข้าพเจ้ารู้ดีว่า เพศสมณะนี้ ครองตัวให้อยู่ในศีล ก็ยากอยู่แล้ว มันเหมือนเวลาทำหมันสุนัข แล้วมันก็อ้วนเอา ๆ นั่นแหละ เสพกามไม่ได้ ก็หันไปกินแทน พระภิกษุถูกบังคับให้งดเว้นกามกิจอย่างเด็ดขาด พลังงานเซ็กส์ชวลไดร์ฟ (Sexual drive) ที่ซิก(หมก)มุ่น ฟรอยด์ บอกว่า มีอยู่ในมนุษย์ทุกผู้ทุกคน มันก็จักไหลออกไปทางอื่น ครับ บางรูปก็บ้าอำนาจ บางรูปก็ขี้โมโห ขึ้หงุดหงิด ฉุนเฉียวราวกับผู้หญิงวัยทอง หรือมีประจำเดือน บางรูปก็บ้าสมบัติ บางรูปบ้าพระเครื่อง บางรูปก็ติดเกม และบางรูปก็ติดเอ็กซ์ทีน (ไม่ผิดใช่แมะ
) แตกต่างกันไป ข้าพเจ้ามีแนวโน้มจักให้อภัยในพฤติกรรมแปลก ๆ ของพระอย่างง่ายดาย ครับ
เพราะอะไร? ก็เพราะข้าพเจ้าก็เคยผ่านสภาวะเช่นนั้นมาแล้วหน่ะสิ เลยเข้าอกเข้าใจความรู้สึก เลยทำใจให้อภัยได้โดยง่าย ทำนองเดียวกันกับผู้ติดเชื้อไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบ ครับ หากเราเคยเป็นเด็กมาก่อน เคยวีนแตก เคยเฮี้ยว เคยเป็นเด็กแวนซ์ สาวสก๊อย เคยเอาแต่ใจค่อด ๆ เคยเรียกร้องความสนใจชนิดไม่สนใจใคร ประเภทลงไปกองดิ้นกับพื้นจะเอาตุ๊กตา โดยไม่สนใจสายตาประชาชี พอเห็นผู้ติดเชื้อปุ๊บ เราจักเข้าใจเขา และให้อภัยได้โดยง่าย ผิดกับหลายคนที่ชีวิตนี้ ไม่เคยใช้ชีวิตนอกกรอบมาก่อน ครอบครัวเพียบพร้อม อบอุ่น ไม่เข้าใจว่า ผู้ติดเชื้อมีกลไกความคิดความอ่ืานอย่างไร อยากได้รับความสนใจแค่ไหน ก็ัจักออกแนวหงุดหงิด คิดว่า ไอ้โรคจิตนี่มันหลุดออกมาจากโรงพยาบาลบ้าไหนวะ พร้อมจักใส่คำด่าเพื่อให้ผู้ติดเชื้อสงบปากสงบคำ ก้มหน้าสำนึกผิด แล้วเอ่ยขอโทษ
ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า จักมีใครเลว หรืออยากให้ทุกคนเกลียด มาแต่กำเนิด ครับ ทุกคนต่างมีจิตใจใฝ่ดี และต้องการความรัก ความเข้าใจทั้งสิ้น เพียงแต่บางเวลาอกุศลวิบากในอดีตชาติมันเข้าสนอง ทำให้เขาต้องมีพฤติกรรมแย่ ๆ เป็นบางขณะ เชื้อไวรัส H5N1 อาจจักเริ่มมาจากการเกรียนเล็ก ๆ แกล้งเพื่อนเล่นในห้อง แล้วก็พัฒนาไปสู่ H1N1 บนโลกไซเบอร์อันกว้่างใหญ่ และกลายพันธุ์จนไม่มีทางรักษา คำโต้แย้งโต้เถียงทั้งหลาย คิดว่า ใครเป็นคนสอนเธอกันเล่า? ก็พวกเราที่พร้อมจักด่าทอ ปฏิเสธความเลวร้ายของเธอ ไม่พยายามเข้าใจเธอ นั่นแล เธอก็เรียนรู้วิธีเถียงคำไม่ตกฟาก ไร้เหตุผล เข้าข้างตัวเอง เกรียน และติ่งหู จากคนที่เธอสนทนาด้วยบนโลกไซเบอร์นั่นแล
ข้าพเจ้าขออุปมาอย่างนี้ ครับ ในจักรวาลนี้ มีนรกอยู่ขุมหนึ่ง ชื่อว่า โลกันตนรก ซึ่ง คุณภูมิผู้ไม่เข้าใจโลก เคยบรรยายไว้เสียเห็นภาพ ในนรกขุมนั้น เป็นนรกที่มืดมิดมองอะไรกันไม่เห็นเลย สัตว์นรกจักรู้สึกเดียวดายอย่างที่สุด เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในนรกขุมนั้น รู้สึกโหยหิวเป็นกำลัง พยายามปีนป่ายกำแพง เพราะคิดว่า จักมีทางออกจากสถานที่แห่งนี้อยู่ข้างบน ปีน ๆ ไป ก็ไปสัมผัสสัตว์นรกอีกตัวหนึ่ง เข้าใจว่า เป็นอาหาร โดดเข้าตะลุมบอน มือหลุดออกจากกำแพง แล้วก็ตกลงมาใส่บ่อน้ำกรดเบื้องล่าง จนร่างสูญสลาย ลมแห่งกรรมพัดมาก็มีร่างกายขึ้นใหม่ ปีนใหม่ ตะลุมบอนใหม่ แล้วก็ตกลงมาในบ่อน้ำกรดใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์
ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจักทรมานอยู่อย่างนี้ไป ๑ พุทธันดร (หมายถึง ช่วงเวลาจากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งอุบัติ ไปจนถึงอีกองค์หนึ่ง) หากลองนิยามเอาตามความเห็นของข้าพเจ้าเล่า ข้าพเจ้าเห็นว่า คงจักทรมานอยู่อย่างนี้จนกว่าจักคิดได้ว่า เรามาอยู่นรกขุมนี้ด้วยเหตุอันใด ทำไมเราถึงต้องพยายามฆ่าสัตว์นรกตัวอื่น เพื่อเป็นอาหาร ทำไมเราถึงหิวโหย ทำไมเราจึงต้องตกลงไปในบ่อน้ำกรด บางทีสัตว์นรกตัวนั้น อาจเลิกตะเกียกตะกายพยายามให้พ้นจากนรกขุมนั้น ในวินาทีที่คิดได้นั้นเอง เขาก็พ้นจากนรก ซึ่งโดยเฉลี่ย เวลาตั้งแต่เขาตกนรกขุมนั้น จนเขาคิดได้ ใช้เวลาประมาณ ๑ พุทธันดร
จินตนาการของข้าพเจ้า มิได้ปราศจากหลักฐานรองรับ ครับ ในคิริมานนทสูตรมีเขียนไว้ว่า บุคคลจักพ้นจากนรกได้ ก็ต้องรู้จักนรก รู้จักทางพ้นนรก ทางพ้นนรกก็คือ ศีล ๕ นั่นเอง
ผู้ติดเชื้อไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบ ก็มีอาการเหมือนสัตว์นรกดังกล่าว เธอพยายามตะเกียกตะกาย อยากให้มีคนมาสนใจเธอ อยากได้รับการยอมรับ อยากได้รับความเข้าใจ ต้องการความรัก แต่เธอกลับกำลังปีนป่ายกำแพง แล้วไล่ข่วนคนทั้งหลายไปทั่ว เพื่อให้ได้รับความสนใจ ให้คลายเหงา ให้รู้สึกว่า เธอมิได้อยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว สิ่งที่เธอได้รับจากการจิกข่วนกัดคนทั้งหลาย กลับมิใช่การยอมรับ มิใช่ความเข้าใจ มิใช่ความรัก กลับเป็นน้ำกรดเดือดอย่างเยือกเย็นเบื้องล่างนั้น ซึ่งก็คือ การถูกแอนตี้จากคนทั่วไปในสังคมไซเบอร์
สิ่งที่น่ากลัวของไวรัสชนิดนี้ มิได้อยู่ที่ความเกรียน ความติ่งหูของเธอ ครับ กลับอยู่ที่ใจของเราเอง ซึ่งไปติดเชื้อไวรัสเข้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อใดที่เธออาละวาดจิกกัดแถแถกผู้คนโดยทั่วไป แล้วใจเราไปเกิดกิเลสโทสะ โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ลงดาบจิกกัดเธอตอบอย่างสาสม เมื่อนั้นแล ท่านก็ได้ติดไวรัสเข้าไปเต็ม ๆ เชื้อ H1N1 ได้กลายพันธุ์ไปเป็นความขี้โกรธ ขี้ฉุนเฉียว ไม่ให้อภัย เกาะกุมในใจท่านเรียบร้อย
ไวรัสชนิดนี้ มีมาโดยตลอด ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และฟักตัวอยู่ในใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อใดเกิดเหตุการณ์ไม่ถูกใจ ไวรัสชนิดนี้จักแผลงฤทธิ์บังคับให้คนไทยเหล่านั้น ติดสินปัญหาด้วยอารมณ์ และพรรคพวก มากกว่าเหตุผล และความถูกต้อง
วัคซีนต้านไวรัสชนิดนี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้แล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี ครับ วัคซีนนี้มีมานาน แต่คนไม่ค่อยนำไปใช้ ส่วนหนึ่งก็ไม่รู้ว่า วัคซีนนี้ใช้ยังไง วัคซีนนั้นชื่อ วัคซีนพรหมวิหาร ๔ ครับ ได้แก่ วัคซีนเมตตา-ความรัก หรืออยากให้ผู้อื่นมีความสุข วัคซีนกรุณา-ความสงสาร หรืออยากให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ วัคซีนมุทิตา-การพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข และวัคซีนอุเบกขา-การปล่อยวาง วางเฉย เมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์จากกฏแห่งกรรม นิยามความหมาย คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว ไปว่ากันที่ขั้นตอนการเอาไปใช้เลยดีกว่า
วัคซีนเมตตา หรือวัคซีนความรักนั้น ทรงพลานุภาพรุนแรงอยู่แล้ว เชื่อว่า ทุกคนคงใช้เป็น "เพราะรัก คือการให้อภัย" วันนี้ขอแนะนำวัคซีนตัวที่สอง วัคซีนกรุณา หรือวัคซีนความสงสาร ครับ
ทำไมไมเคิล ถึงได้เป็นราชาเพลงป๊อป อันยากที่ผู้ใดผู้หนึ่ง จักทำได้
ไมเคิลสามารถเข้าถึงใจคนทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกเพศ ก็ด้วยวัคซีนต้านไวรัสความเกลียดชัง ชื่อ วัคซีนกรุณา ตัวนี้เอง
กล่าวคือ ไมเคิลมีชีวิตที่น่าสงสาร แต่ที่เอกอุยิ่งไปกว่าความเป็นจริง (เพราะความเป็นจริง ยังมีคนน่าสงสารกว่าไมเคิลมากมายในโลกนี้ เช่น เด็กที่ต้องอดตายในเอธิโอเปีย เป็นต้น) ก็คือ ไมเคิลสงสารตัวเองอย่างสุดซึ้ง ครับ ผ่านบทเพลง ผ่านการแสดง ผ่านบทสัมภาษณ์ ทุกอย่างที่สื่อออกมา บ่งบอกว่า ไมเคิลสงสารตัวเอง ครับ มักทอดอาลัยให้กับชีวิตวัยเด็กของเขาอยู่เนือง ๆ แฟนเพลงซึมซาบรับรู้ได้ถึงวัคซีนขนานนี้ ที่ไมเคิลฉีดให้ทุกคน แฟนเพลงจึงนอกจากจะรักไมเคิลแล้ว ยังสงสารไมเคิลอีกด้วย วัคซีนทั้งสองรวมพลังกัน เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถต่อกรได้กับไวรัส ความโกรธ ความชัง ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
และในทำนองเดียวกัน ไมเคิลก็พร้อมจักสงสารผู้อื่นด้วย จากการที่เขาสงสารตัวเองเป็นปฐม เขาจึงพาพวกท่านทั้งหลาย หันไปมองโลกของผู้ด้อยโอกาส ผ่านความเป็นศิลปินของเขา
วัคซีนชนิดนี้มีอำนาจขับดันให้ศิลปินผู้มากความสามารถอยู่แล้วคนหนึ่ง ขึ้นเป็นราชาเพลงป๊อปโลก ตลอดกาลมาแล้ว ทำไมกะอีแค่ไวรัสใบหูตูบตอนล่างอักเสบแค่นี้ จักเอาไม่อยู่
เราก็มาเริ่มสงสารตัวเองกันก่อน ครับ บางเวลาเราเองก็ทำอะไรได้เสี่ยวยิ่งกว่า คนติดเชื้อ เลวกว่าพวกเกรียนทั้งโลกรวมกัน หรือสุดติ่งยิ่งกว่ามนุษย์ต่างดาวจากนรก เพราะอะไร ครับ? เชื่อว่า มีคำตอบไม่น้อย ตอบว่า สถานการณ์มันบีบบังคับ นักการเมืองทั้งสภาคองโก โกงกินกันหมด จักให้ข้าพเจ้านั่งเป็นเทพเทวดาไม่โกงไม่กินตามน้ำเลยรึ มีหวังได้ถูกเตะกระเด็นออกจากสภา ข้าพเจ้าก็มีลูกเมียที่บ้านต้องดูแล ไม่เห็นใจข้าพเจ้าบ้างหรือ? นี่ละ ครับที่เรียกว่า อกุศลกรรมในอดีตชาติมันบีบบังคับ และอีกส่วนก็มาจากไวรัสโลภ ไวรัสโกรธ ไวรัสหลง ในใจเราเอง (ถ้าเอ็งไม่โลภ เอ็งก็ไม่ต้องไปเป็นนักการเมืองคองโก ถูกไหม?)
แล้วเราแต่ละคน น่าสงสารหรือไม่? ทำไมจักไม่น่าสงสารเล่า ก็เราทั้งถูกอกุศลกรรมในอดีตมาสนอง ทั้งถูกอัดก๊อปปี้ด้วยไวรัสร้ายสามสายพันธุ์ บีบบังคับให้ทำเรื่องเลวร้าย น่าสงสารอ่อก สงสารหนูหน่อยนะ... เราเองนั่นแล น่าสงสารที่สุดในโลก ติดเชื้อไวรัสมาตั้งแต่เกิด รักษายังไงก็ยังไม่หาย ช่วยเข้าใจหนูหน่อย ที่หนูทำอย่างนั้นเพราะจำเป็น!!!
เริ่มสงสารตัวเองขึ้นมาบ้างหรือยัง? ถ้าสงสารแล้ว ก็ไม่ยากที่จักให้อภัยตัวเอง ถูกไหม?
แล้วคนอื่นเล่า? เขาิมิได้ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเราอยู่หรือ? ลืมตามาดูโลก ก็มีไวรัสกิเลสติดตัวกันมาทุกคน หากสงสารแต่ตัวเอง ท่านก็ลำเอียงไปหน่อยกระมัง สงสารตัวเองแล้ว คงต้องสงสารผู้อื่นด้วย ให้อภัยตัวเองแล้ว คงต้องให้อภัยผู้อื่นด้วย
วิธีให้อภัยบางทีมันก็ต้องมีกุศโลบาย ครับ หากเราอ่านข้อความของผู้ติดเชื้อแล้ว อย่างไรก็ให้อภัยไม่ลง ลองมาคิดแบบนี้ดู ครับ สมมุติให้ น้องเขามีแม่ที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เธอต้องหาเงินมารักษาแม่ เมื่อไหร่เธอได้รับความสนใจ หรือถูกด่าหนึ่งครั้ง เธอจักได้รับเงิน ๑๐๐ บาท เพื่อไปจ่ายค่ารักษาให้แม่เธอ ถามว่า ถ้าท่านทราบว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ ท่านจักให้อภัยเธอไหม ครับ?
ทำนองเดียวกัน ถ้าน้องเขามี "หัวใจ" ที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เธอต้องหา "ความสนใจ" มารักษาหัวใจของเธอ เมื่อไหร่ที่เธอได้รับความสนใจ ไม่ว่าจักเป็นการด่าทอเสีย ๆ หาย ๆ มุมมองในแง่ลบ หรือ ความรักความเข้าใจก็ตาม "หัวใจ" ของเธอจึงจักสามารถเต้นต่อไปได้ด้วยความรู้สึกว่า เธอไม่ได้อยู่เดียวดายในโลกใบนี้ ถามว่า ท่านจักยังคงให้อภัยเธอเหมือนเดิมไหม ครับ?
ถามต่อไปอีก แล้วถ้าน้องเขาป่วยด้วยโรคไวรัสโลภ ไวรัสโกรธ ไวรัสหลง เช่นเดียวกับที่เราเป็น เธอกำลังกระเสือกกระสนค้นหาวิธีเยียวยา แต่ไปผิดทาง ท่านจักยังให้อภัยเธอ เหมือนที่ให้อภัยตัวเองไหม ครับ?
ข้าพเจ้ามิได้หมายว่า น้องเขาจักเป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่างที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่าง แต่ถ้าเราให้อภัยได้ การให้อภัย จักเป็นผลดีต่อตัวเราเอง ครับ
ไม่ว่า เราจักคิดจินตนาการไปเช่นไร ครับ จริงหรือไม่จริงก็ตาม ขอให้ผลลัพธ์สุดท้าย เราสามารถให้อภัยกับทุก ๆ คน ไม่ว่าเขาจักเลวร้ายเพียงไรก็ตาม วัคซีนนั้นก็ได้ต้านทานไวรัสความเกลียด ความชังในใจของเราแล้ว ครับ
วิธีคิดเช่นนี้ นำไปใช้สะกัดดาวรุ่ง ไวรัสโลภ ไวรัสโกรธ ไวรัสหลง ได้ทุกกรณี ครับ มิใช่เฉพาะเรื่องน้องคนนี้ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้ทันเหตุการณ์
หรือถ้าวิธีดังกล่าว รู้สึกนางงามเกินไป ลองเอากิเลสหักกิเลสดูก็ได้ ครับ ท่านที่เป็นผู้ชาย ลองนึกว่าน้องเขาหน้าตาเหมือน พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช แอ๊ฟ ทักษอร แพนเค้ก เขมนิจ พอลล่า เทย์เลอร์ หรือใครก็ตามที่ท่านชอบ จิตที่มีโทสะ จักแปรสภาพเป็นราคะในทันที ไม่ว่าน้องเขาจักเกรียนกว่านี้สักสามล้านเท่า ท่านก็ให้อภัยอย่างง่ายดาย ส่วนสาว ๆ ก็คิดเสียว่า เป็น นักร้องนักแสดงเกาหลีสักคนหนึ่ง รับรองยิ่งเกรียนยิ่งน่ารัก
รูปจาก urikosong.exteen.com/20080207/entry-1
นี่เป็นเพียงขั้นที่สุดของสมถกรรมฐานที่ชื่อว่า วัคซีนพรหมวิหาร ครับ ยังไม่พ้นไปจากความคิด คิดดีก็เป็นวัคซีน คิดร้ายก็เป็นไวรัส ยกตัวอย่างเช่น หากเราคิดนึกไปว่า น้องคนนี้เป็นเด็กกำพร้า อายุสัก ๙ ขวบ เราก็คงสงสาร และให้อภัยอย่างง่ายดาย แต่พอคิดจินตนาการไปว่า เป็นเด็กที่โตแล้ว มีความคิดความอ่านแล้ว เป็นนักเรียนเรียนเก่งอยู่ห้องคิงส์ ทางบ้านเพียบพร้อม แต่ต้องการเป็นจุดเด่น อย่างนี้ต่อมให้อภัยก็ไม่ทำงาน ถูกไหม ครับ? ทั้ง ๆ ที่ความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แค่คิด เราก็พร้อมจักให้อภัย หรือไม่ให้อภัย วัคซีนชนิดนี้ยังต้านไวรัสได้เป็นคราว ๆ ไป เจอใหม่ ก็ต้องหาวิธีคิดใหม่ ยังมีวิธีปฏิบัติที่ยิ่งกว่านี้อีก สามารถถอดถอนไวรัสร้ายทั้งสามเป็นการถาวร ซึ่งก็คือ วิปัสสนารักษาโรคใจ เลิกคิดทั้งดี ทั้งร้าย ไปเลย
ผลของวิปัสสนา ขอยกตัวอย่างเป็นกรณีของพระบรมศาสดา สมัยหนึ่ง ถูกพระนางมาคันทิยา จ้างคนมาด่า ด่าเช้า ด่าเย็น ไอ้เลว ไอ้ชั่ว ไอ้แพะ ไอ้แกะ ไอ้วัว สุดแต่ที่จักหาคำด่าได้ พระองค์ก็มิได้ทรงสะทกสะท้าน ครับ มิได้ทรงลงไปตอแยด้วย กลับตรัสว่า หากตถาคตไปทะเลาะด้วย ตถาคตก็เลวยิ่งกว่าเขาเสียอีก
อีกตอนสัญชัยปริพาชก มาด่าถึงที่สำนัก ด่า ๆ ๆ เสร็จแล้ว พระองค์ก็อุปมาให้ฟังว่า ถ้ามีคนมาหาพระองค์ เอาน้ำมาถวายพระองค์ พระองค์ไม่รับน้ำแก้วนั้น เฉยเสีย ถามว่า น้ำแก้วนั้นจักตกเป็นของใคร (คำด่าก็ตกเป็นของคนด่าหน่ะเซ้) ตาสัญชัยหน้าม้านกลับไป
อีกตอนหนึ่ง พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า พระองค์รักพระราหุล (พระลูกชายแท้ ๆ ของพระองค์เอง) เท่าไร ก็รักพระเทวทัต (ผู้ซึ่งคิดร้ายต่อพระองค์ ตามราวีมาทุกชาติ) เท่านั้น
ผลของวิปัสสนา มิใช่ทำให้พระองค์เป็นคนไร้จิตไร้ใจ ครับ แต่ทำให้มุมมองต่อโลก เสมอกันหมด ราหุลรักพระองค์ ก็เท่านั้น พระเทวทัตคิดร้ายต่อพระองค์ ก็เท่านั้น เพราะทั้งสองสิ่งล้วนเท่ากันในสายตาพระองค์
วิปัสสนาทำอย่างไร ก็ลองไปศึกษาหลักปฏิบัติเบื้องต้นใน สถานปฏิบัติธรรมเอ็กซ์ทีนวิปัสสนาราม ตอนที่ ๒ - ศีลไซเบอร์ และภาวนาอิเล็คทรอนิกส์ ครับ
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ติดต่อได้ง่าย คนเป็นแล้ว ไม่รู้ตัว หรือประมาท คิดว่าเป็นหวัดธรรมดา เป็นแล้วไม่รักษา อาจถึงตายได้ ไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบ ก็ติดต่อง่าย ติดไวรัสแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกตัว หากประมาท ก็เลวร้ายเสียยิ่งกว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 เสียอีก ครับ เพราะไข้หวัดทางกาย อย่างมากก็ทนทรมาน แล้วร่างกายก็ตายไป แค่ชาตินี้ชาติเดียว แต่ไวรัสใบหูตอนล่างอักเสบ หรือไวรัสยั่วกิเลส มันติดเชื้อเข้าไปถึงใจ ครับ ตายแล้วยังต้องไปทนทุกข์ในนรกอีกนับเวลาไม่ได้
มาฝึกใจเราให้ ไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ กันดีกว่า ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล.๑ สิ่งที่เขียนมา เน้นเรื่องใจเท่านั้น ครับ ทางกายภาพจักไปทำอย่างไร ก็เรื่องของท่าน เพราะคนทำผิด ก็ต้องมีการลงโทษให้หลาบจำ ซึ่งมีวิธีการอยู่หลายหลาก หากท่านมิได้ใช้กิเลสนำหน้า ในการปฏิบัติกับน้องเขา ก็เชื่อว่า คงจักเป็นผลดีกับเธออยู่แล้วในระยะยาว
ปล.๒ สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในสังคมเอ็กซ์ทีน ใบหูตอนล่าง=ติ่งหู ลองไปหาความหมายได้ที่นี่
edit @ 19 Jul 2009 19:53:32 by Dhammasarokikku
ท่านรี่อินเทรนด์เสมอเลยค่ะ
(พอดีตอนเข้ามาอ่านกำลังนึกถึงไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่อ่ะค่ะ)


นมัสการ....
#1 By มุมเล็กๆ ของญาดา on 2009-07-18 16:23