อีก ๙๙ ความเข้าใจผิด ในและนอกดงขมิ้น ตอนที่ ๒ (revised)
posted on 23 Jul 2009 11:20 by akkarakitt in Experience
๙๙ ความเข้าใจผิด ในและนอกดงขมิ้น ตอนที่ ๑
๑. มาน้ำลายแตกฟองกันต่อไป
๒. ต่อจากเอ็นทรี่ที่แล้ว ที่ว่า พระภิกษุส่วนใหญ่ มีนรกเป็นที่ไป ส่วนใหญ่ไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ความเลวที่กำลังทำอยู่ เป็น การปูทางไปสู่นรก บางทีก็เป็นเพราะบวชแล้ว ไม่มีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี ฉะนั้น ถ้าพบพระเลว ก็อย่าไปโกรธท่านเลย บางทีมันก็เป็นเพราะวิบากกรรม มิได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น คนเราบวชเข้ามาเมื่อแรกก็ตั้งใจดีกันทั้งนั้น และกฏแห่งกรรมยุติธรรมเสมออยู่แล้ว ครับ ท่านเลว ละอัตภาพนี้ไป ท่านก็ได้รับผลของกรรมอย่างสาสม เราไม่ต้องไปอินกับท่านด้วย เพราะอินมาก ๆ มันไปเพาะนิสัยขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ไม่ให้อภัย เป็นภัยต่อตัวเอง เพราะความขี้โกรธ เป็นอุปนิสัยของสัตว์ในอบาย
๓. เอ็นทรี่ที่แล้วเขียนไว้ว่า ศาสนาพุทธไม่มีจุดอ่อน ขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า ศาสนาพุทธ มีจุดอ่อนอยู่ที่หนึ่ง คือ ศาสนาพุทธสอนให้พึ่งตัวเอง ซึ่งไม่ถูกกิเลสคนทั่วไป
๔. เพราะคนเรามีปกติชอบพึ่งสิ่งอื่น นอกกายนอกใจตัวเอง เช่น พระเจ้า เทพเทวา พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เป็นต้น
๕. คำสอนที่ให้พึ่งสิ่งอื่น นอกกายนอกใจตัวเอง จึงไม่เคยว่างไปจากโลก
๖. สมัยหนึ่ง อุปติสสะ และโกลิตะ ได้ไปบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก เรียนจนหมดไส้หมดพุงอาจารย์แล้ว จึงลาไปศึกษาต่อ ภายหลังได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้นามว่า พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ บรรลุธรรมแล้ว หวนระลึกถึงคุณของสัญชัยปริพาชก จึงมาชวนไปฟังธรรมของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา สัญชัยปริพาชกบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมไป สุดท้ายถามกลับพระสารีบุตรว่า ในโลกนี้ คนโง่ กับคนฉลาด อย่างไหนมีมากกว่ากัน เมื่อคนโง่มีมากกว่า จงให้คนฉลาดไปหาพระสมณโคดม คนโง่ให้มาหาเรา
๗. ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาของคนส่วนน้อยเสมอมา
๘. กระทั่งในศาสนาพุทธเอง ก็มีการแตกนิกายออกไป เพื่อสนองคำสอนดังกล่าว
๙. บางนิกาย กลายเป็นนับถือพระโพธิสัตว์ มีเทพให้นับถือ เป็นร้อยเป็นพัน พระนิพพานกลายเป็นแดนสุขาวดี
๑๐. บางนิกาย นิยมการกลับมาเกิดใหม่ เป็นนักบวชองค์เดิม แล้วก็ดังเป็นพลุ เพราะเจ้านิกายพูดภาษาอังกฤษ มีหนังฮอลีวู๊ดให้ดูด้วย ชื่อ "The little Buddha" นิกายหินยานไม่เป็นที่รู้จักเท่า เพราะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
๑๑. ชาวพุทธเถรวาทที่ดี พึงระลึกไว้เสมอ คำสอนที่ออกนอกลู่นอกทาง มีอยู่มากมาย
๑๒. ชาวพุทธเถรวาทที่ดี ต้องยึดมติของพระมหากัสสปะ ผู้เป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกว่า เราจักไม่เพิ่มเติม สิ่งที่พระพุทธองค์มิได้บัญญัติ เราจักไม่เพิกถอน สิ่งที่พระพุทธองค์บัญญัติแล้ว (คัดจาก คำสอนหลวงพ่อปราโมทย์)
๑๓. เวลาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ไม่ว่า เป็นการใส่บาตร หรือถวายเพล พระภิกษุทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์
๑๔. ทำบุญถึงผู้ตายด้วยอะไร ผู้ตายก็ได้รับอย่างนั้น ความเอร็ดอร่อยของพระไม่เกี่ยว
๑๕. ถ้าญาติของเราชอบกินอะไร ให้ถวายสิ่งนั้น ญาติเราจักได้รับตามที่เราถวาย เพราะพระเป็น บมจ.ไปรษณีย์ไทย
๑๖. ที่ต้องเอามาเขียน ก็เพราะเคยได้ยินญาติโยมมาถามบ่อย ๆ ว่า พระรูปนั้นรูปนี้ ชอบฉันอะไรเป็นพิเศษ
๑๗. คำตอบที่ถูกต้องที่สุด คือ พระมีอะไรก็ต้องฉัน ห้ามเลือก
๑๘. สมมุติญาติเราชอบกินไข่พะโล้ แกงกะทิ เกลียดสะเดา แต่พระชอบฉันสะเดา เราต้องการเอาใจพระ เข้าใจว่า ถ้าพระปลื้มอาหารเรา จักได้บุญมาก เอาสะเดาไปถวายพระ อุทิศส่วนกุศลแล้ว ญาติเราก็จักได้สะเดาทิพย์ในโลกวิญญาณ (ต้องไปอยู่ในภูมิที่รับได้ด้วยนะ)
๑๙. บุญเยอะไม่เยอะ อยู่ที่ความตั้งใจมากกว่า ตั้งใจทำมาก ได้บุญมาก ทำแบบขอไปที ทำตามประเพณี ก็ได้บุญน้อย
๒๐. ใส่ความตั้งใจลงไปมาก ๆ แม้สะเดาทิพย์ญาติเราจักไม่ชอบ ก็อร่อยได้
๒๑. พระฉันโดยพิจารณาว่า เป็นอาหาร เป็นธาตุสี่ ขบฉันเพียงเพื่อบรรเทาทุกขเวทนาจากความหิวโหย จักได้มีแรงปฏิบัติสมณธรรม ได้บุญมากกว่า ฉันเพื่อความอิ่มหมีพีมัน เพื่อความเอร็ดอร่อย สนองกิเลสตัณหา
๒๒. ฉะนั้น อาหารอร่อยเกินไป ก็ไม่ดี ทำให้พระติดรสติดชาติ
๒๓. เอาใจพระตามสมควรนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้พระมีกำลังใจปฏิบัติธรรม เช่น สมัยหนึ่ง มีมหาอุบาสิกาที่ได้บรรลุธรรมเป็น พระอนาคามีปฏิสัมภิทาญาณ จากการสาธยายธรรมของพระภิกษุ ๖๐ รูปที่มาจำพรรษาใกล้เรือนตน มีเจโตปริยญาณ-ดักรู้ใจคน ทราบว่า พระภิกษุทั้งหลาย ยังมิได้บรรลุคุณธรรมใด ๆ มีความเป็นอยู่ทางกายภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการบรรลุมรรคผล ต้องการแทนคุณ เธอจึงจัดภัตตาหารอันประณีตไปถวายพระภิกษุตามที่ท่านนึกต้องการ ในพรรษานั้น ภิกษุทั้ง ๖๐ รูป ก็ได้บรรลุอรหัตตผล
๒๔. แต่สิ่งใดเว่อร์เกินไปก็ไม่ดี เลี้ยงเด็กดีเกินไป ตามใจเด็ก ก็เสียเด็ก เลี้ยงคนตามใจเกินไป ก็เสียคน เลี้ยงพระตามใจเกินไป ก็เสียพระ
๒๕. พระดี ๆ มักเสียด้วย ๒ ส
๒๖. ส ที่หนึ่ง คือ สตรี
๒๗. ส ที่สอง คือ สตางค์
๒๘. พระดัง ๆ ที่ไปอยู่ต่างจังหวัด มีไม่น้อย เป็นคนกรุงเทพฯ
๒๙. พระดัง ๆ ในกรุงเทพฯ มีไม่น้อย เป็นคนต่างจังหวัด
๓๐. คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยศรัทธาพระในวัดกรุงเทพฯ ชอบออกไปทำบุญที่ต่างจังหวัด ไปหาพระเคร่ง ๆ ตามวัดป่า
๓๑. หารู้ไม่ว่า พระดี ๆ ในกรุงเทพฯ ก็มีมาก ส่วนใหญ่ก็คือ พระที่มาจากต่างจังหวัด มาศึกษานักธรรมบาลีในกรุงเทพฯ
๓๒. และ คนต่างจังหวัด ก็เข้ามาเที่ยววัด หาพระทำบุญในเมืองกรุง เข้าใจว่า พระที่มียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต เป็นพระที่ได้คุณธรรมขั้นสูง ทำบุญด้วยแล้วได้บุญมาก
๓๓. ยศถาบรรดาศักดิ์ มิได้บอกความเป็นอริยะ
๓๔. แต่บอกหน้าที่ ความรับผิดชอบ ต่อคณะสงฆ์ ต่อพระศาสนา หรือผลงาน คุณงามความดี ในการทะนุบำรุงพระศาสนา
๓๕. อุปมาเหมือนนายทหาร นายตำรวจ ยศพันโท พันเอก ก็มิได้เป็นหลักประกันว่า จักเป็นคนดี ไม่โกง ไม่คอรัปชั่น
๓๖. ฉะนั้นยศถาบรรดาศักดิ์ มิได้เป็นสิ่งบ่งบอกว่า จักเป็นพระดี หรือไม่ดี วัดความเป็นอริยะอะไรไม่ได้เลย จากฐานา
๓๗. และอานิสงส์ของการทำบุญ มากหรือน้อย ส่วนหนึ่งขึ้นกับความบริสุทธิ์ของผู้รับ มิได้ขึ้นกับยศฐาบรรดาศักดิ์ของผู้รับ
๓๘. มีคนไม่น้อยเข้าใจว่า ผลของการทำทาน เป็นตัววัดผลบุญ เช่น ถ้าเอาทรัพย์ที่บริจาค ไปสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ ไปเลี้ยงคนยากจน ไปสร้างโรงพยาบาล ไปสร้างโรงเรียน ไปช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ ถ้าคนรับบริจาคเอาไปทำแล้วไม่สำเร็จ ด้วยเหตุประการใดก็ตาม เป็นอันไม่ได้บุญ
๓๙. ความจริง คือ ผลบุญจักมากหรือน้อย ขึ้นกับปัจจัย ๓ สิ่ง
ก) ผู้ให้ทาน มีเจตนาบริสุทธิ์ ตั้งใจสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว มิได้หวังสิ่งตอบแทน
ข) วัตถุทาน ได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ไปทุศีลเพื่อให้ได้มา
ค) ผู้รับทาน จิตใจบริสุทธิ์ ยิ่งมีกิเลสน้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีผลมาก
๔๐. ไม่มีตอนใดระบุไว้ว่า ทานนั้นจักต้องสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จึงจักได้บุญมาก
๔๑. ฉะนั้น หากผู้ให้ทานตั้งใจดี มีจิตบริสุทธิ์ ทำทานด้วยวัตถุทานที่ประกอบสัมมาอาชีพหามาได้ ถวายแด่พระอรหันต์ หรือถวายเป็นสังฆทาน เพื่อไปสร้างถาวรวัตถุสักสิ่งหนึ่ง แม้ถาวรวัตถุสิ่งนั้น จักสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ ด้วยเหตุประการใดก็ตาม ก็มีอานิสงส์มากกว่า ให้ทานแก่ปุถุชน และ/หรือ ด้วยวัตถุทานที่ไปโกงเขามา แล้วสร้างสำเร็จ
๔๒. การสร้างสำเร็จ หรือไม่ เป็นเรื่องของผู้ที่รับทรัพย์บริจาคไป หากเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เขาก็ตกนรกเอง ไม่เกี่ยวกับผู้ทำทาน (เกี่ยวนิดหน่อย ตรงที่ได้เห็นผลงานที่เกิดจากทรัพย์ตัวแล้วชื่นใจ มีกำลังใจทำบุญต่อไป)
๔๓. และบุญเกิดตั้งแต่มีจิตคิดทำแล้ว มิใช่เกิดตอนที่ทานนั้น สำเร็จตามวัตถุประสงค์
๔๔. คนส่วนใหญ่ทำบุญแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ชาตินี้ ชาติหน้า รวย มีทรัพย์มาก
๔๕. กระทั่งพระให้พรว่า ขอให้มีความสุข ก็ยังไม่อยากได้ ยังขอให้รวยอยู่นั่นแหละ
๔๖. หารู้ไม่ว่า บางทีคนรวยก็ไม่มีความสุข ต้องระเหเร่ร่อนไป หารู้ไม่ว่า การมีความสุข มันครอบคลุมยิ่งกว่าความรวย
๔๗. คนจนบางทีก็มีความสุขกว่าคนรวย
๔๘. พระในเมือง ส่วนใหญ่ไม่ใช่พระอรหันต์
๔๙. แต่ก็ใช่ว่า พระอรหันต์ในเมืองไม่มี
๕๐. ดูอย่างท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เจ้าของฉายา อรหันต์กลางกรุง หรือ หลวงตามหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์ หรือสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ และอีกมาก ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ในเมืองทั้งสิ้น
๕๑. ยังมีพระดีเยี่ยมอยู่ในเมืองอีกมาก ที่ท่านไม่มีวันรู้จัก จนกว่าท่านเหล่านั้น จักมรณภาพ ฌาปนกิจแล้วอัฐิเป็นพระธาตุ หรือ สังขารไม่เน่าเปื่อย เขาจึงประกาศกัน
๕๒. ฉะนั้น ถ้าท่านเหล่านั้นยังมีชิวิตอยู่ เมินซะเถอะ ที่คนไม่ขวนขวายศึกษาจริยาของพระดีเยี่ยม และไม่ออกแสวงหา จักได้รู้ความเป็นอริยะของท่าน ส่วนใหญ่ก็ทราบเมื่อท่านละสังขารไปแล้ว ได้แต่ไปกราบไหว้สังขารไม่เน่าของท่าน
๕๓. จึงไม่ควรประมาทพระในเมือง แม้โดยทั่วไป พระในเมืองจักดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เท่าพระป่า ก็ตาม เพราะบางทีท่านก็ปิดบังจริยา ไม่แสดงออกว่า ท่านเป็นพระปฏิบัติ
๕๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นพระดีเยี่ยมองค์สุดท้าย ที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ให้การรับรอง และยังมีชีิวิตอยู่ (องค์อื่นมรณภาพไปหมดแล้ว)
๕๕. วัดร้างต่างจังหวัดเยอะมาก
๕๖. ถ้าสถานที่ไม่ลำบากนัก มักมีเหตุให้ร้าง จากพวกมัคคทายัก(ยอก) กรรมการวัด ชาวบ้าน สภาพแวดล้อม และอื่น ๆ
๕๗. แม้วัดร้างในต่างจังหวัดจักเยอะมาก แต่ก็ยังมีการสร้างวัดใหม่กันเรื่อย ๆ
๕๘. ส่วนใหญ่ที่เขาไม่ไปบูรณะวัดที่มีอยู่แล้ว ก็เพราะปัญหาในพื้นที่นั่นแหละ สางไม่ออก เลยต้องไปสร้างวัดใหม่
๕๙. วัดที่ความเป็นอยู่ยาก ๆ ลาภสักการะน้อย ๆ มักมีแต่เกี่ยงกันเป็นเจ้าอาวาส หรือเกี่ยงกันจำพรรษา พระลูกวัด จักจำพรรษาสักรูปหนึ่ง ยังหายาก
๖๐. วัดรวย ๆ ลาภสักการะเยอะ ๆ ความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ มักแย่งชิงกันเป็นเจ้าอาวาส พระลูกวัดเพียบ
๖๑. การปกครองคณะสงฆ์ หน้าตาคล้ายการปกครองข้าราชการ มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง (Centralization)
๖๒. ประมาณว่า ข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นมีกำนัน สงฆ์ก็มีเจ้าคณะตำบล ราชการมีนายอำเภอ สงฆ์ก็มีเจ้าคณะอำเภอ ราชการมีผู้ว่าจังหวัด สงฆ์ก็มีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน แล้วก็สมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุข
๖๓. การจักมีตำแหน่ง ต้องได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางทั้งสิ้น มิใช่ว่า มีทุนทรัพย์สร้างวัดแล้ว จักเป็นสมภารได้เลย
๖๔. เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เลขาฯ ทั้งหลายทั้งสิ้นไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน ต้องได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางทั้งหมด
๖๕. จักเป็นเจ้าอาวาสได้ ต้องจบนักธรรมเอก ครับ เป็นการป้องกันพระที่หาเงินเก่งเพียงถ่ายเดียว ไม่มีความรู้ ไปเป็นเจ้าอาวาสแล้วก็เผยแพร่คำสอนผิด ๆ
๖๖. พระอุปัชฌาย์ก็เช่นกัน ต้องได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ครับ มิใช่นึกอยากจักบวชใครก็บวชได้เอง ผิดกฏหมาย ครับ
๖๗. พระบวชใหม่ จนถึง ๕ พรรษา เรียกว่า พระนวกะ ต้องอยู่ในปกครองของพระอุปัชฌาย์ ห้ามไปไหนมาไหนโดยลำพัง ไม่มีพระพี่เลี้ยง
๖๘. พ้น ๕ พรรษาไป จนถึง ๑๐ พรรษา เรียกว่า พระมัชฌิมะ ถือว่า พ้นมุตตกะ หรือพ้นปกครองของอุปัชฌาย์แล้ว สามารถท่องเที่ยวบินเดี่ยวไปได้ทั่วไทย
๖๙. เลย ๑๐ พรรษาขึ้นไป จนถึง ๒๐ พรรษา เรียกว่า พระเถระ
๗๐. เลย ๒๐ พรรษาขึ้นไป เรียกว่า พระมหาเถระ
๗๑. การมีชื่อเรียกเช่นนี้ เป็นโดยสมมุติ สมัยพุทธกาล พระมหาเถระ หมายถึง พระที่บรรลุอรหัตตผล
๗๒. แม้สามเณรอายุ ๗ ขวบ หากบรรลุอรหัตตผล ก็เรียกว่า พระมหาเถระ
๗๓. คนไม่น้อย เข้าใจว่า การทำบุญ คือ การทำทาน หรือ ศาสนาพุทธ สอนให้ทำทานเพียงอย่างเดียว ไปวัด คือ ไปทำทาน
๗๔. ความจริงแล้ว การทำบุญมีตั้ง ๑๐ วิธี ใน ๑๐ วิธี มีอยู่วิธีเดียวที่ต้องใช้ทรัพย์ และบางทีบุญที่ใช้ทรัพย์ทำ ก็ได้บุญน้อยกว่า ที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์เสียอีก เช่น บุญที่เกิดจากการภาวนา ค้นหาความจริงได้ใน ตูข้า... ขอโมทนาแหลก - ความลับที่ซ่อนเร้น
๗๕. มีฆราวาสไม่น้อยที่บ้าหลงใหลวัตถุมงคล
๗๖. แต่หลังจากบวชมาย่างเข้าปีที่สาม ผลการวิจัยจากสถาบันพระนักท่องเที่ยวแสรดแห่งประเทศไทย พบว่า มีพระภิกษุจำนวนมาก หลงใหลวัตถุมงคลมากเสียยิ่งกว่าฆราวาส
๗๗. รวมถึงข้าพเจ้าด้วย
๗๘. ขออนุโลมให้อาการหลงใหลวัตถุมงคล เป็นพุทธานุสสติ (เพราะวัตถุมงคลก็เป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า) ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ
๗๙. พวกอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ก็คือพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ช่วยเจริญศรัทธา แต่ไม่ช่วยให้เกิดปัญญา
๘๐. การหลงใหล ไม่ผิดกระไร แต่ก็ไม่ควรเว่อร์เกิน ควรยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา
๘๑. เพราะมากไป ก็กลายเป็นงมงาย น้อยไปก็หาว่า เป็นทองเหลือง เป็นดิน เป็นปูน ไม่ควรเคารพกราบไหว้
๘๒. วัตถุมงคลพาไปนิพพานไม่ได้
๘๓. วัตถุมงคลช่วยให้ละกิเลสไม่ได้
๘๔. จักถึงนิพพานต้องไม่ยึดอะไรเลย
๘๕. ยังไม่ถึงเพียงไร ก็ยึดไปก่อน
๘๖. วัตถุมงคล เป็นเพียง อนุสสติ หรือ เครื่องระลึกถึง เท่านั้น ทำให้ใจสงบได้ แต่มิได้ทำให้เกิดปัญญา
๘๗. แต่อย่างไร ยึดวัตถุมงคล ก็ยังดีกว่า ยึดวัตถุอัปมงคล (คำสอนหลวงปู่ดู่ วัดสะแก)
๘๘. วัตถุมงคล เป็นกุศโลบาย ให้คนพ้นจากอบายที่มีผลมากอันหนึ่ง พระเกจิสมัยก่อน จักสอนให้ญาติโยมปลุกพระเวลาตื่นนอน และก่อนนอน มีคาถากำกับ ซึ่งคาถาก็คือการระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ สรุปว่า ก็มีพระอยู่กับตัวไปทั้งวัน เวลาเกิดอันตราย หรือเวลาใกล้ตาย มีจิตระลึกถึงพระ ด้วยความเคยชิน ก็มีสุคติเป็นที่ไป
๘๙. ขณะเดียวกัน วัตถุมงคลที่มีคุณมาก ช่วยให้คนไม่ตกอบาย ก็พาคนส่วนหนึ่งไปหลงงมงาย ด้วยไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง บางทีก็ลงอเวจีด้วยเพราะเอารูปแทนพระพุทธเจ้า ไปซื้อขาย
๙๐. ศรัทธานั้นพาให้หลุดพ้นได้ ก็เพียงการน้อมนำในเบื้องแรกเท่านั้น ท้ายสุดก็ต้องบรรลุด้วยปัญญาวิมุตติ-หลุดพ้นด้วยปัญญา และเจโตวิมุตติ-หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ อันไม่กลับกำเริบอีก เท่านั้น ผู้ที่หลุดพ้นด้วยศรัทธา มีไม่มากนัก ภิกษุที่เป็นเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุอื่นทางพ้นจากกิเลสด้วยศรัทธา หรือ สัทธาธิมุต ชื่อ พระวักกลิ
๙๑. แต่บางคนก็มาบวชเพราะความคลั่งไคล้ในวัตถุมงคล ก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็มีจิตใจใฝ่กุศล
๙๒. พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้อุทิศส่วนกุศลให้เชื้อโรค เพราะฉะนั้นไม่อุทิศให้ ก็ไม่ผิดอะไร และใครสอนให้อุทิศส่วนกุศลให้เชื้อโรค ก็ไม่ควรไปตื่นตูมว่า เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ สิ่งเลิศ สิ่งวิเศษ ชาวพุทธที่ดีย่อมไม่ตื่นมงคล ต้องศึกษาให้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร ตรัสกระไร (ถ้าเข้าใจไม่ผิด เชื้อโรค เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า อนุปาทินกสังขาร-สังขารที่ไม่มีใจครอง หรือมีใจครอง ก็เป็นใจที่ต้องอาศัยเวลาพัฒนาการอีกยาวนาน <เคยได้ยินแวบ ๆ มาจากเรื่องการกำเนิดจักรวาล สัตว์ในจักรวาล ก็เริ่มครองสังขารที่ไม่มีใจครอง เล็ก ๆ พวกนี้ก่อน แล้วค่อยวิวัฒน์พัฒนาขึ้นไป เป็นอุปาทินกสังขาร-สังขารที่มีใจครอง>)
๙๓. คนทั่วไป เมื่อพูดถึงการปฏิบัติธรรม มักนึกถึง การนั่งขัดสมาธิ หลับตาพริ้ม เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง ดำรงจิตมั่น หายใจเข้าภาวนา "พุท" หายใจออกภาวนา "โธ", "ยุบหนอพองหนอ", "สัมมาอะระหัง" หรืออื่น ๆ อีกสารพัดจักภาวนา หรือการเดินจงกรมช้า ๆ บริกรรมว่า "ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ" หรือการไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ๗ วัน ๑๕ วัน
๙๔. ความจริงแล้ว การปฏิบัติธรรม ทำได้ทุกที่ ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และไม่จำเป็นต้องหลับตา หรือไม่ต้องบริกรรม ก็ได้ แค่ "รู้สึก" และ "ไม่หยุดรู้สึก" เท่านั้น
๙๕. ผู้ที่ยังมีชีวิตเป็นสองส่วน คือ เวลาปฏิบัติ กับไม่ปฏิบัติ กล่าวคือ เวลาปฏิบัติ คือ เวลานั่งสมาธิ เวลาไม่ปฏิบัติ คือ เวลาทำงาน และอื่น ๆ ท่านว่า ยังห่างไกลมรรคผลนิพพานนัก ผู้ที่สามารถรวมการปฏิบัติธรรมเข้ากับชีวิตประจำวันได้ ท่านว่า เริ่มมีหวัง
๙๖. นักปฏิบัติกรรมฐานส่วนใหญ่ มักเข้าใจสมถกรรมฐาน ว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน เช่น การพิจารณาซากศพ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ด้วยการเพ่งกาย เพ่งใจ การเจริญอรูปฌาน การระลึกถึงความตาย เพราะชื่อมันฟังดูดี วิธีปฏิบัติเข้มข้น ดูเหมือนเจริญให้มากแล้ว จักละกิเลสอะไร ๆ ได้มาก
๙๗. ความจริงแล้ว ถ้าได้ศึกษาให้ดี ก่อนลงมือปฏิบัติ จักทราบชัดเจนว่า การพิจารณาทั้งหลายนี้ เป็นสมถกรรมฐาน อุบายสงบใจ มี ๔๐ กอง
๙๘. วิปัสสนา แปลว่า รู้เห็นตามความเป็นจริง วิปัสสนากรรมฐาน คือ อุบายเรืองปัญญา วิธีแยกแยะง่าย ๆ คือ การปฏิบัติใด ๆ ถ้ายังใช้ความคิดอยู่ เป็นสมถกรรมฐาน เห็นไตรลักษณ์ คือ วิปัสสนา
๙๙. แรร์ไอเท็ม ในถังสังฆทาน คือ ยาทาเต่า, ถ่านไฟฉายAAA, แชมพู, มีดโกนหนวดใบเดี่ยว ยี่ห้อ ขนนก, ด้ามมีดโกนใบเดี่ยว ด้ามยาว, โฟมโกนหนวด, น้ำยาล้างพื้น, น้ำยาล้างห้องน้ำ, ไม้ถูพื้น, เครื่องไฟฟ้าทุกชนิด, เครื่องเล่นเอ็มพีสาม, โทรศัพท์มือถือ blackberry, iPhone, PlayStationIV, xBox, กล้องดิจิตอลกันน้ำ, คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, จอทีวี LCD 40", บ้าน, ที่ดิน, รถยนต์, สระว่ายน้ำ และอื่น ๆ
ปล.๑ ยาทาเต่า ที่เริ่ดประเสริฐศรีสำหรับพระ คือ แบบแท่งแข็ง ๆ ไม่ผสมน้ำหอม (หรือผสมเล็กน้อย) ทำจากสารส้ม มีขายที่ตลาดนัด ราคาไม่แพง (ประมาณแท่งละ ๒๐ บาทมั๊ง) ใช้ได้นานค่อด ๆ
ปล.๒ ถ่านไฟฉายAAA เอาไปทำเบื๊อกอะไร? ก็เอาไปใส่ไฟฉายจีนแดงอันเล็ก ๆ ใส่รีโมททีวี วิทยุ ดีวีดี ใส่เครื่องเล่นเอ็มพีสามไว้ฟังธรรมะ และอื่น ๆ ไง
ปล.๓ แชมพูเอาไปทำอะไร พระมีผมให้สระด้วยเรอะ? มี ครับ ทำไมมีดโกนต้องยี่ห้อขนนก? ยี่ห้อขนนก คม และทนกว่า ยิลเลตต์ เอาไว้ใช้โกนหัวเดือนละครั้ง ๑ ใบ โกนได้ ๒-๓ หัว ยี่ห้อยิลเลตต์โกนได้แค่ครึ่งหัว ก็หมดคม ไอเท็มท้าย ๆ ล้อเล่นหน่ะ 

ปล.๔ รักคนอ่านนะ จุ๊พ ๆ ใครอ่านมาถึงนี่ได้ ขอให้ถึงนิพพานกันทุกคนเลย
50 ความจริงโฆษณาไทย โดยบองเต่า
50 ความจริงการ์ตูนญี่ปุ่น โดยวิชัย
60 ความจริงของเกรียนและติ่งหู โดยอินี่มันรั่ว อินี่มันบ้า
70 เรื่องเมืองญี่ปุ่น โดยพงคุง
80 ความจริงบนถนนข้าวสาร โดยความรักสร้างฉัน
73 ความจริงเมืองผู้ดี โดยแมงกลิ้งขี้
69 ความจริงเด็กพาณิชย์ขอบอก...
50 ความจริงของผู้ชายหน้าม่อ...
จบตอน ๒
edit @ 1 Aug 2009 19:04:07 by Dhammasarokikku


นมัสการ....
#1 By มุมเล็กๆ ของเราสองคน on 2009-07-25 21:38