มีญาติโยมแวะมากราบถวายสังฆทานให้แฟนสาวผู้ล่วงลับ พร้อมไถ่ถามว่า แฟนสาวของเขาไปอยู่ไหนเสียแล้ว บุญที่ทำนี้ จักส่งถึงหรือไม่ ราวกับข้าพเจ้าจักมีญาณวิเศษล่วงรู้ความเป็นไปในปรโลก

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วในชีวิตพระ ที่ถูกคาดหวังกระไรประมาณนี้ แม้ครั้งนี้ก็ยังไปไม่เป็นเช่นเคย ได้แต่ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ว่ามันขึ้นอยู่กับจิตสุดท้าย จิตจับกุศล ก็ไปสุคติ จิตจับอกุศล ก็ไปทุคติ ส่วนเรื่องได้รับ หรือไม่ได้รับ มันเป็นเรื่องของเขา ถ้าเราอุทิศให้ แต่เขาไม่รับ หรือไปเกิดในภูมิที่รับส่วนบุญส่วนกุศลไม่ได้ เราอุทิศให้ตาย เขาก็ไม่ได้รับ แล้วเขาตายด้วยอุบัติเหตุ ก็ว่าไปตามทฤษฎีอีกนั่นแหละว่า ถ้าหากเขายังไม่หมดอายุขัย เขาก็ต้องไปเป็นสัมภเวสี หรือวิญญาณเร่ร่อน ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป เขาจักสบายขึ้น แต่ดูโยมเขาไม่ได้สบายใจขึ้นเลย เขาคิดเพียงอย่างเดียวว่า ต้องรู้ให้ได้

ประสาพระตาบอด (หมายถึงทิพพจักษุไม่มี) ที่ตระเวณยุทธภพมาพอสมควร กลัวเหลือเกิน ครับว่า โยมเขาจักไปเที่ยวหาผู้ที่สื่อกับวิญญาณได้ แล้วไปเจอของหลอกลวง ซึ่งข้าพเจ้าเจอมานักต่อนัก จนเดี๋ยวนี้ตัดเรื่องฤทธิ์ทิ้งไปเลย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับปัญญา แค่สิ่งที่เอาไว้เจริญศรัทธาเท่านั้น และส่วนใหญ่เท่าที่เจอ หลอกลวงเสียเกินร้อยละ ๙๐ หลอกลวงอย่างเดียวไม่พอ แถมไสยศาสตร์เข้าไปด้วย กว่าจักจับได้ไล่ทัน ก็เสียทรัพย์ไปนับแสน (เสียไปแล้วครับ เลยซึ้งใจเป็นพิเศษ) ในฐานะที่เคยโดนมากับตัวเอง พบว่า อาการของการโดนไสยศาสตร์ จักหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าจักเชื่อ ครับ แม้เขามีพิรุธ ก็จักคิดเข้าข้างเขา เขาคงอย่างนี้ เขาคงอย่างนั้น แก้ตัวให้เขาเสร็จสรรพ

เดี๋ยวนี้เจอใครมาทำท่าเป็นผู้วิเศษ รู้โน่นรู้นี่ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ของปลอม แล้วก็ค่อย ๆ ดูไป คนเราจักถูกหลอก ก็ตรงที่เชื่อไปก่อนว่า เป็นของจริงนั่นแล ท่านอาจจะเป็นนั่นเป็นนี่ ที่ท่านไม่บอกตรง ๆ เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นแพ็ทเทิร์นของคนถูกหลอกจักคล้าย ๆ กัน ไปในแนวเดียวกันหมด (เพราะข้าพเจ้าก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น) ถ้าเราไม่เชื่อเสียก่อน แล้วหาทางพิสูจน์ เจอของจริง ไปเชื่อตอนนั้น ก็ยังไม่สาย ครับ

เอาละ ในกรณีที่ห้่ามอย่างไร ก็ห้ามไม่อยู่ อย่างไรก็จักไปหาผู้ที่สื่อกับวิญญาณให้ได้ ข้าพเจ้าก็ขอแนะวิธีสังเกต (จับผิด) ของจริงของปลอม ครับ ปัดโถ... ง่ายจักตาย หากข้าพเจ้าคิดจักหลอกลวง ก็บอกไปเลยว่า วิญญาณน้องเขาไปเกิดที่นั่นที่นี่ เนี่ยะกำลังมายืนรอรับส่วนกุศลอยู่เลย รีบมาทำบุญกับอาตมาเร้ว... อะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ครับว่า น้องเขาไปเกิดที่นั่นที่นี่จริง ตราบใดที่เรายังไม่รู้ไม่เห็นเอง

ผู้ที่มีฤทธิ์ พอจักจำแนกได้ ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง คือ เกิดจาก ฌานโลกีย์ อีกอย่างหนึ่ง คือ ฌานโลกุตตระ

ฌานโลกีย์ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว โลกีย์ ก็คือ โลก ฌานแบบโลก ๆ ยังไม่พ้นโลก ก็คือสมาธิของผู้ที่ยังตัดกิเลสไม่ได้แม้สักติ่งเดียว ในพระไตรปิฎกก็มีตัวอย่างของพระเทวทัต พระญาติของพระพุทธองค์เอง ได้อภิญญาห้า ในอภิญญาหก (อภิญญาตัวสุดท้าย คือ อาสวักขยญาณ เป็นตัวตัดกิเลสอาสวะ ถ้าได้อภิญญาตัวสุดท้าย เป็นพระอรหันต์ ฉฬภิญโญ หรืออภิญญาหกนั่นเอง) แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ไปอเวจีมหานรก

ส่วนฌานโลกุตตระ คือ ฌานแบบพ้นโลก ฌานของพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป อย่างนี้พอจักเชื่อถือได้ว่า ไม่โกหกหลอกลวง เพราะพระโสดาบันมีศีลบริสุทธิ์ แต่จักถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์นั่นยังไม่ได้

ผู้ที่ทำตัวเป็นผู้วิเศษ คุยกับผีได้ อย่างห่วยแตกที่สุด ก็คือ พวกไม่รู้อะไรเลย แต่อุปโลกน์ตัวเองว่า เป็นนั่นเป็นนี่ เธอเป็นอย่างนั้น ฉันเป็นอย่างนี้ สื่อกับผู้นั้นผู้นี้ ทักโน่น ทักนี่ สังเกตดูได้ ครับ คนพวกนี้ทักอะไรไม่ถูกสักอย่าง ล่าสุดนี่ข้าพเจ้าก็เจอ อาจารย์คนหนึ่ง ทำตัวเป็นร่างทรงของปู่ชีวกโกมารภัจจ์ อยู่แถว ๆ จังหวัดเลย มาทำทีทักโน่นทักนี่ข้าพเจ้า เหมือนตัวเองเป็นผู้วิเศษเสียเต็มประดา ถ้าทักให้มันถูกสักอย่างสองอย่าง ก็อาจจักน่าสนใจละครับ พี่แกเล่นทักกระไรก็ผิดหมด จักเชื่อเข้่าไปได้อย่างไร

แต่แล้วก็มีคนหลงเชื่อหัวปักหัวปำ ครับ ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้น คาดไว้แล้วว่า คงมีการเล่นคุณไสยด้วย มิเช่นนั้น พิรุธมากมายขนาดนี้ ทำไมเขาทั้งหลายยังหลงเชื่อกันเข้าไปได้ พวกนี้แก้ง่าย ครับ ถ้าไม่เชื่อเสียถ่ายเดียว (ต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่า เอ็งเจ๋งจริง อั๊วะถึงจักเชื่อ) พิรุธมีให้จับบานเลย แต่คนเราที่ไปหลงเชื่อ ก็ส่วนใหญ่ มีทุกข์ล้นทรวงห่วงล้นใจ เต็มปรี่อยู่แล้ว ขวนขวายแสวงหาที่พึ่งทางใจ พอเขาว่าอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ ก็หลงเชื่อไปอย่างง่ายดาย

บางทีก็มียาให้กินด้วยอีกแน่ะ ระวังให้ดีนะ ครับ พวกสิ่งของที่จักมาโดนตัวเรา เขาทำได้ทั้งนั้น กินเข้าไปนี่เสร็จเลย

อันดับที่ห่วยน้อยลงไปหน่อย ก็คือพวกที่ได้ฌานโลกีย์ เรื่องความเป็นทิพย์นี่ ไม่ต้องนั่งจนได้ฌานลึก ๆ หรอก แค่ฌานตื้น ๆ อย่างอุปจารฌาน ความเป็นทิพย์มันก็เกิดแล้ว แต่ความเพี้ยน หรือ distortion สูงมาก กิเลสตัณหาอุปาทานของผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษเองนั่นแหละ เป็นตัวส่งคลื่นสัญญาณรบกวนออกมา ถ้าทำให้ถึง ฌานสี่ จิตมีความสะอาด ปลอดจากกิเลส ปลอดจาก noise ชั่วคราว ก็ยังพอเชื่อถือได้บ้าง

แต่แค่ฌานสี่นี่ ก็ทำกันรากเลือดแล้ว ในร้อยคนจักมีผู้เข้าฌานสี่ได้สักคน ก็ยังยาก ส่วนใหญ่เจอแต่ฌานเสี่ยว รู้อะไรก็บูด ๆ เบี้ยว ๆ เป็นมดเขียววีสามไปซะหมด

ที่พบมาเยอะที่สุด ก็พวกได้อุปจารฌานนี่แหละ รู้โน่นรู้นี่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตั้งสำนักเป็นหมอดูหมอเดานางฟ้าเมาตกสวรรค์ตกงานมาเป็นเทพธิดาพยากรณ์ 1900-XXX-XXXX กระไรเทือกนั้น พวกฌานเหล่านี้ เมื่อได้มาแรก ๆ ก็ยังแม่นยำอยู่ พอนานไป ไปติดลาภ ติดยศ ติดสรรเสริญ ติดสุข กรรมฐานก็พังพินาศ แต่ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ สำนักตั้งแล้วจักรื้อออกก็ใช่ที่ ต้องหลอกลวงประชาชนต่อไป

ในพวกที่ได้ฌานนี่ ยังแบ่งเป็นสองประเภทอีก คือ พวกที่รู้เห็นด้วยตนเอง กับพวกที่สามารถสื่อกับเทพได้ หรือที่เขาเรียกว่า มีองค์ มีเจ้า เป็นร่างทรงก็เรียก

พวกร่างทรงนี่ก็แบ่งออกไปอีก ประเภทของเทียมแท้ ๆ กับพวกของแท้เทียม ๆ พวกเทียมแท้ ๆ ก็พวกเดียวกับประเภทแรก คือ ห่วยแตก นั่นแหละ ไม่ได้มีองค์แองอะไรกับเขาหรอก แกล้งทำตัวสั่น ดัดเสียง แล้วก็บอกพ่อปู่ลง

ส่วนพวกแท้เทียม ๆ ก็คือ สื่อกับเทพได้จริง แต่เทพเป็นเทพเทียม มีความสามารถบางอย่าง เช่น ตาทิพย์ สามารถบอกได้ว่า ที่บ้านเรามีอะไรอยู่บ้าง กระจกแตกกี่บาน ห้องน้ำหันหน้าไปทางไหน แต่พอให้พยากรณ์ไปในอนาคต ก็มั่ว ครับ จำไว้เลย เขาบอกทุกสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้นได้ถูกต้อง รู้หลาย ๆ อย่างในปัจจุบัน ก็ยังเชื่อไม่ได้ (มาถึงขั้นนี้ ใครเจอคนหลับตาทักแปลนบ้านได้ถูกต้อง ก็ให้ใจไปแล้วเกินแปดสิบเปอร์เซนต์ ว่าอีนี่แม่นแน่นะนาย!!! : ที่รู้เพราะโดนหลอกมาแล้วอีกเช่นกัน) อนาคตเป็นสิ่้งไม่แน่นอน ครับ เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุและปัจจัย ขนาดพระอรหันต์ปฏิสัมภิทา พยากรณ์กระไรที่ล่วงหน้านาน ๆ ยังผิดได้เลย เพราะตัวแปรสถานการณ์มันเปลี่ยนไป

พวกแท้ แท้ ๆ นี่ ท่านแนะไว้ มีวิธีจับผิด ครับ ให้ลองถามธรรมะดู ลองให้เขาอธิบายไตรลักษณ์ หรือธรรมะยาก ๆ ดู พวกสัมภเวสี อสุรกาย หรือเทพชั้นต่ำ จักถอยกรูด ตอบไม่ได้ ครับ และเทพชั้นสูงเวลาจักลง จักมาเป็นเวลา ครับ ไม่ได้มาพร่ำเพรื่อ เวลามาไม่ต้องเชิญ ไม่ต้องทำพิธี ครับ ลงทันที ตรงเวลา เจ้าของร่างบางทีบังคับตัวเองไม่ได้ บางทีมีอาการคล้ายหลับไป พอเทพออกไป ก็เหมือนตื่นขึ้นมาจำไม่ได้ว่า ตัวเองพูดอะไรไปบ้าง

และร่างทรงของเทพชั้นสูง ต้องรักษาศีล ครับ อย่างน้อย ๆ ต้องรักษาศีล ๕ ถ้าดูอุปนิสัยใจคอ เวลาองค์ไม่ลง โกหกเป็นไฟ หรือยังแย่งผัวชาวบ้านเขาอยู่ อย่างนี้ก็รับประกันได้ ครับ ไม่เทียมแท้ ๆ ก็แท้เทียม ๆ

เห็นหรือยังว่า มันมีทางหลงแยกออกไปตั้งกี่ทาง คนที่จักบริสุทธิ์หลุดพ้นนั่น น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ครับ และถ้าเขาหลุดพ้นไปแล้ว เขาไม่มานั่งเสียเวลาดูคนโน้นไปเกิดที่ไหน คนนี้ตายแล้วไปเป็นอะไร ให้เราอยู่หรอก เสียเวลาเปล่า ท่านจักพอใจสอนธรรมะเสียมากกว่า

แต่เอาละ ความโศกมันไม่เข้าใครออกใคร อย่างไรฉันก็จักรู้ให้ได้ว่า แฟนฉันตายแล้วไปอยู่ไหน มาศึกษากันต่อไป ครับ

มาดูอันดับปานกลาง คือ พวกที่ทำฌานสี่ได้กัน ก็มีหลายแบบอีกเช่นกัน แบบที่เจริญอานาปานุสสติ รู้ลมหายใจเข้าออก ภาวนาพุทโธ เมื่อออกจากฌานสี่แล้ว น้อมใจไปเพื่อความเป็นทิพย์ ก็สามารถรู้ถึงความเป็นทิพย์ได้ แต่ไม่เห็นภาพ คือจักเป็นอารมณ์รู้ขึ้นมาเองในใจ ถามนั่น คำตอบก็ผุดขึ้นมา ถามนี่ คำตอบก็ผุดขึ้นมาเองในใจ เรียกแนวนี้่ว่า สุกขวิปัสสโก

ถ้าอยากอัพเกรดขึ้นไป เป็นรุ่นออดิโอวิชวลซิมมูเลเตอร์ มีทั้งภาพและเสียง ต้องไต่ระดับขึ้นไปหาท่านที่เล่นกสิณ ครับ เจริญกสิณสามกอง ได้แก่ กสิณไฟ กสิณสีขาว และกสิณแสงสว่าง กองใดกองหนึ่ง คราวนี้มีทั้งภาพ และเสียง สามารถสนทนาแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ (ได้ข่าวว่า จักคุยกันได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิด้วย) แต่เห็นได้แค่ภาพและเสียง ครับ เอาร่างเนื้อไปด้วยไม่ได้ แนวนี้เรียกว่า วิชชาสาม

อยากได้แบบเล่นฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ ต้องนี่ ครับ รุ่นเรียลเทเลพ็อต ไปไหนมาไหนในสามโลกได้ทั้งหมด เอาร่างเนื้อไปด้วย ท่านทั้งหลายเหล่านี้ แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง ครับ จักเสกวัวให้เป็นควาย เสกเสื้อเหลือง เป็นเสื้อแดง หรือเสื้อแดง เป็นเสื้อเหลือง ก็ทำได้ทั้งสิ้น (แต่เสกให้คนไทยรักกันไม่ได้นะนาย) แนวนี้เรียกว่า อภิญญาหก หรือ ฉฬภิญโญ วิธีฝึก คือ ต้องได้กสิณทั้งสิบกอง ครับ ประเภทนี้ในปัจจุบันหาได้ยากเต็มที ถ้าได้อภิญญาห้า ยังเป็นฌานโลกีย์ หากได้อภิญญาหก เป็นฌานโลกุตตระ คือ พระอรหันต์อภิญญาหก พระประเภทนี้อยู่ในเมืองไม่ได้ ครับ ต้องไปอยู่ตามป่าเขา

อีกแบบ คือ ขั้นสุดยอด รวมเอาความสามารถทั้งสามแบบที่กล่าวมา แล้วแถมความสามารถพิเศษอีกสี่ประการ (ฮั่นแน่... กำลังร้อนวิชา เพิ่งทำสรุปนักธรรมโทเสร็จ เอาไปให้หมดเลยนะ) นั่นคือ อัตถปฏิสัมภิทา แตกฉานในอรรถ ธัมมปฏิสัมภิทา แตกฉานในธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทา รู้ภาษาต่างชาติ/ภาษาสัตว์ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แตกฉานในปฏิภาณ วิธีฝึกเห็นว่า ต้องได้สมาบัติ ๘ เป็นปัจจัย ที่สังเกตได้ง่ายที่สุด ก็คือ นิรุตติปฏิสัมภิทา ลองท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษ แล้วคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง คุยกับสัตว์รู้เรื่อง อย่างนี้ก็ใช่เลย ประเภทนี้ฌานโลกีย์ไม่ค่อยมี ครับ ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น เรียกแนวนี้ว่า ปฏิสัมภิทัปปัตโต

เคยถามหลวงพี่เล็กว่า ท่านที่เป็นปฏิสัมภิทา เขาคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างไร พูดภาษาไทยออกไป แล้วเขาได้ยินเป็นภาษาอังกฤษหรือ? ท่านบอกว่า ถ้าถึงปฏิสัมภิทาแล้ว เหลืออยู่ภาษาเดียว คือ "ภาษาใจ"

เอาละ เหนื่อยหรือยัง เริ่มไม่อยากรู้ที่ไปของแฟนเราที่ล่วงลับไปแล้วหรือยัง? ถ้ายัง... อ่านต่อไป

ทั้งสี่แบบที่กล่าวมาข้างต้น หากยังไม่ถึงโลกุตตระ หมายถึง ยังตัดกิเลสไม่ได้ ก็ยังเชื่อถือไม่ค่อยได้ ครับ แม้จักเห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือกระทั่งเหาะไปคุยกับสาวสวยแฟนเราได้จริง ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังมีโอกาสผิดเพี้ยน และทั้งสี่แบบนี้ จักเป็นโลกุตตระก็ต่อเมื่อตัดสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดให้สัตว์โลกอยู่ในสังสารวัฏ)

ตัดได้ ๓ ข้อแรก เป็นพระโสดาบัน ตัดได้ ๓ ข้อแรก และทำข้อ ๔ ข้อ ๕ ให้เบาบาง เป็นพระสกทาคามี ตัดได้ ๕ ข้อ เป็นพระอนาคามี ตัดได้ ๑๐ ข้อ เป็นพระอรหันต์ รายละเอียดจักไม่ขอกล่าวถึง เพราะเอ็นทรี่จักยาวเกินไป แต่ให้สังเกตอย่างหนึ่ง ครับว่า ความเป็นพระอริยะ ไม่เกี่ยวกระไรกับฤทธิ์ มีฤทธิ์ยังมีกิเลสก็มี มีฤทธิ์แบบหมดกิเลสแล้วก็มี มีฤทธิ์ก็ยังตกนรกได้คร๊าบ (พวกที่เชื่อง่าย หรือสัทธาจริตนี่ บางทีทฤษฎีแน่นปั๋ง พอเจอคนทักโน่นตรงนี่ตรงเข้าหน่อย หรือสามารถรู้ใจคนได้ ก็เผลอเชื่อไปแล้วว่า ท่านเป็นพระอรหันต์)

สรุปว่า พวกที่ได้ฌานนี่ก็ยังพอมีดีบ้าง แต่จักเอาเป็นที่พึ่ง ยังไม่ได้ ที่พอจักพึ่งได้ ต้องพระอรหันต์เท่านั้น ครับ

อันดับที่ดีขึ้นกว่าปานกลาง ก็คืออันดับปานกลางที่บรรลุมรรคผลนั่นแล และอันดับดีที่สุด ก็คือ พระอรหันต์ ไม่ต้องสงสัย

พอจักมองเห็นภาพความยากของการหาผู้ที่สามารถสื่อกับวิญญาณผู้ล่วงลับออกหรือยัง ครับ ท่านต้องเป็นพระอรหันต์วิชชาสามขึ้นไป ถึงจักพึ่งได้ ยังครับยังไม่จบแค่นี้ พระภิกษุที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี่ ท่านเรียกว่า สมมุติสงฆ์ ครับ คือ สมมุติให้เป็นพระ แต่มรรคผลนิพพานยังไม่ได้ แค่หาพระที่ไม่ใช่สมมุติสงฆ์ก็ยากแล้ว ครับ พระพุทธองค์ยังทรงบัญญัติสิกขาบทสำทับประดับหลังไว้ให้อีกว่า ห้ามพระภิกษุแสดงฤทธิ์ หรือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่เรียกว่า อุตตริมนุสสธรรม

ถ้ามีฤทธิ์ แล้วบอกว่า มีฤทธิ์ ท่านปรับอาบัติปาจิตตีย์ ถ้าไม่มีฤทธิ์ แล้วบอกว่า มีฤทธิ์ ท่านปรับอาบัติปาราชิก หมดความเป็นพระไปเลย

แล้วก็มีอีกประเภทหนึ่ง ไม่มีฤทธิ์ แต่ชอบทำตัวให้ทุกคนเข้าใจผิดว่า ตัวเองมีฤทธิ์ แล้วอ้างว่า ที่แสดงไม่ได้ เพราะมีบัญญัติห้ามไว้ พวกนี้ข้าพเจ้าว่า น่าถีบที่สุดในสามโลก ครับ ทำดัวเหมือนเดียร์ถีย์ตอนจักเหาะขึ้นไปเอาบาตรไม้จันทน์ของเศรษฐี

ทีนี้พระอริยเจ้าขั้นเบเบ๋ที่สุด คือ พระโสดาบันนี่ ท่านว่า คือผู้ที่มีอธิสีลสิกขา ว่าง่าย ๆ ก็คือ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่มีพระโสดาบันที่ไหน จักยอมต้องอาบัติปาจิตตีย์เพื่อสนองความต้องการอยากรู้ ที่ไปของแฟนสาวท่าน ครับ

พระโสดาบัน ยังไม่ยอมทุศีล แม้ศีลเล็กน้อยอย่างปาจิตตีย์ อย่าไปฝันถึงพระอริยเจ้าขั้นสูง ๆ ขึ้นไปเลย ไม่มีหวังซะละ

อย่างที่ข้าพเจ้าบอกไป พระอรหันต์หมดกิเลสแล้วเท่านั้น ที่มีทิพพจักษุแจ่มใส แม่นยำ เห็นกระไรตามความเป็นจริง ฉะนั้นหากท่านไปพยายามควานหาเท่าไหร่ ท่านก็จักเจอแต่ของปลอม ครับ พระแท้ เขาไม่บอกท่านหรอก (มีบางพวกบอกเหมือนกัน ประเภทพระโพธิสัตว์บารมีอ่อน ๆ หน่ะ ช่วยเหลือดะไปหมด ไม่เลือก ไปขอให้ท่านช่วยต้องอาบัติ บอกเราที ท่านก็อาจจักช่วย เพราะพระโพธิสัตว์ท่านไม่กลัวนรก) 

หรือถ้าจักเลี่ยงไปหาโยมที่เป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสสามารถทำมรรคผลให้เกิดสูงสุดแค่พระอนาคามี ครับ ไม่ถึงพระอรหันต์  แต่เอาละ ถ้าหาพระอนาคามีที่เป็นฆราวาสเจอ ท่านก็เทพพอสมควรแล้วหล่ะ เพราะมันหายากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทร

ถ้าท่านไปเจอพระที่อ้างว่า รู้นั่นรู้นี่ มันก็มีสองแบบอีก พวกหนึ่งรู้นั่นรู้นี่จริง ๆ เห็นจริง ๆ แต่สิ่งที่เขาไปรู้ไปเห็นนั่น มันไม่จริง อย่างนี้ก็ยังคงเป็นพระอยู่ แต่ความน่าเชื่อถือติดลบ อีกแบบคือรู้ทั้งรู้ว่า ตัวเองไม่รู้จริงแล้วทำเป็นรู้ ทราบไว้เลยว่า นั่นไม่ใช่พระแล้ว

ยังใช่ไหม? ท่านยังไม่ท้อ อย่างไร ก็จักค้นให้เจอให้ได้ หรือต้องรู้ให้ได้

สมมุติว่า ท่านไปเจอพระอรหันต์ปฏิสัมภิทา มั่นใจเหลือเกินว่า ใช่ ใคร ๆ ก็บอกว่า ใช่ (ต้องใช่แน่ ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้) ท่านก็ไปให้พระท่านดูให้ว่า แฟนสาวตายแล้วไปอยู่ไหน นั่นเจอข้อหาใช้พระอรหันต์ ใช้ครูบาอาจารย์เข้าไปอีก นางขุชชุตตรามีให้ดููเป็นตัวอย่าง แค่ไปใช้ภิกษุณีที่เคยเป็นเพื่อนกัน แต่ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ส่งตระกร้าเครื่องสำอางให้หน่อยเดียวครั้งเดียว มีโทษแค่ไปเป็นคนรับใช้ผู้อื่นเสียห้าร้อยชาติเท่านั้นเอง คุ้มไหม ครับ กับเพียงความอยากรู้ของเรา

เอ้า... เอาก็เอา เป็นคนใช้ก็ยอม ต้องรู้ให้ได้ว่า แฟนไปอยู่ไหน เพราะคนนี้รักมาก ถึงมากที่สุด

สมมุติว่า ท่านออกค้นหาพระที่เรี่ยมเร้เรไรไปทั่วยุทธภพน่านฟ้าเมืองไทย และเทศ ตระเวณไปทั่ว ใครลือว่า ที่ไหนมีพระอรหันต์ ก็หอบสังขารไปมันทุกที่ อาจจักเจอ หรือไม่เจอ ก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ ท่านทราบไหมว่า มีพระอรหันต์อีก ๒ ท่าน รักท่าน เอาใจใส่ท่านมากเสียยิ่งกว่าใครในโลก

พระอรหันต์ในบ้านทั้งสอง ต้องเป็นเดือดเป็นร้อน เป็นห่วงถึงลูกว่า ป่านฉะนี้ จักไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด กินข้าวหรือยัง ปลอดภัยดีหรือเปล่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือบางทีก็อาจเสียเวลาไปตามหาให้เสียเอง เสียการเสียงาน แต่เอาเถอะเพื่อลูก อย่างไรท่านก็ยอม แล้วบางทีสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว เสียเงินเสียทองไปกับการลองผิดลองถูกมากมาย

ไม่เช่นนั้นท่านจักทำตัวซึมเซาเศร้าสร้อยเหงาหงอยไปชั่วนาตาปี จนทั้งบ้านต้องเหงาหงอยสร้อยเศร้าตาม ไม่เป็นอันทำกระไร

ถ้าเป็นข้าพเจ้าในวันก่อน ๆ นี้ ก็อาจจักทำเช่นนั้น ครับ เพราะข้าพเจ้าสมัยก่อน สนใจแต่ความรู้สึกตัวเอง ไม่สนใจคนรอบข้าง จักรู้ให้ได้ ไม่ว่าจักเกิดกระไรขึ้น แต่วันนี้ที่ข้าพเจ้ารู้จักคุณของพ่อแม่อย่างซาบซึ้งถึงอกถึงใจแล้ว ถ้าไม่จำเป็น ข้าพเจ้าจักไม่เอาเรื่องส่วนตัว เรื่องของคนที่เขามีพระคุณต่อข้าพเจ้าน้อยกว่าพ่อแม่ ไปทำให้ท่านระคายเคือง เป็นกังวลเด็ดขาด ครับ

และข้าพเจ้าจักค้นความเศร้าลงไป ครับว่า มันเกิดจากกระไรกันแน่ มันเศร้าเพราะเธอตายไป หรือมันเศร้าเพราะข้าพเจ้ายึดมั่นเอาว่า เธอจักไม่ตาย เราจักอยู่ด้วยกันตราบเท่านาน ค้นลงไปในใจตัวเอง ครับ ไม่จำต้องค้นหาอย่างอื่น ทุกข์มันเกิดที่ใจเราเอง ต้องดับที่ใจเราเอง

ข้าพเจ้าจักสมมุติว่า ถ้าข้าพเจ้าได้รับคำตอบว่า เธอผู้นั้นไปอยู่ทุคติแล้ว ข้าพเจ้าจักทำกระไรเพื่อเธอได้บ้าง ในเมื่อเธอไม่สามารถรับส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าทำอุทิศไปให้ได้ มีเพียงเปรตบางจำพวกเท่านั้น ที่รับส่วนกุศลได้ และข้าพเจ้าก็ได้ถวายสังฆทานอุทิศให้เธอไปแล้ว

ข้าพเจ้าจักสมมุติว่า ถ้าข้าพเจ้าได้รับคำตอบว่า เธอผู้นั้นไปอยู่สุคติแล้ว แล้วไงต่อ??? ข้าพเจ้าก็จักได้สบายใจ กลับมาใช้ชีวิตร่าเริงเป็นคนเดิม ไปเรียนต่อตามที่พ่อแม่ต้องการ อย่างนั้นหรือ??? หรือแม้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า เธอไปดี หมดกังวลแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังหมกตัวเองอยู่ในห้อง วนเวียนคิดถึงวันเวลาที่เราเคยอยู่ด้วยกัน โดยมิได้ใส่ใจนึกถึงหัวอกพ่อแม่ว่าจักเป็นกังวลกับเราแค่ไหนต่อไป

ไม่ว่า เธอจักไปทุคติ หรือสุคติ เราก็ทำกระไรให้เธอมากกว่านี้ไม่ได้ทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำให้เธอได้ ก็ได้ทำไปแล้ว เธอได้รับหรือไม่ เป็นเรื่องของเธอ หากเธอไปอยู่ในทุคติ พอรู้แล้ว เราจักรีบไปคว้าเธอขึ้นมา ช่วยเธอขึ้นมา มันก็เป็นไปไม่ได้ หรือเธอไปอยู่สุคติ เราจักรีบไปลากเธอลงมาเป็นมนุษย์ต่อไป ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เป็นไปไม่ได้อีกนั่นแล จักใยดีกับโลกที่เราไม่รู้ไม่เห็นพิสูจน์เองไม่ได้ มากกว่าโลกที่มีพ่อแม่เรา รักเรา เป็นห่วงเรา มีเนื้อมีหนัง จับต้องได้ กระนั้นหรือ???

ในเมื่อข้าพเจ้าทราบถึงผลของการสมมุตินั้นแล้วว่า จักทำให้ข้าพเจ้าเป็นประการใด ก็ลองคิดเสียว่า การสมมุตินั้น มันเป็นจริงขึ้นมาจริง ๆ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกหรอก ถ้าผลมันดี ก็สมมุติเป็นอย่างนั้นไปเลย ไม่เสียเวลา เพราะอย่างไร เราจักรู้ความจริง หรือไม่รู้ความจริง ก็ไม่ได้มีผลกระไรกับเธอ (จริง ๆ นะ)

สิ่งที่มีผลกับเธอ แท้จริงแล้ว ก็อยู่ที่ตัวเราเองนั่นแล หากเราทั้งคู่ รักกันและกันมาก ตอนมีชีวิตอยู่ กับชีวิตหลังความตาย ก็ไม่ต่างกระไรกันมาก เธอยังคงเฝ้าดูท่านอยู่ใกล้ ๆ เห็นท่านเศร้า เธอก็เศร้าตาม และเศร้ายิ่งกว่า เพราะมิอาจสื่อสารกับท่านได้ มิอาจบอกได้ว่า เธอเป็นตายร้ายดีมีสุขทุกข์อย่างไร ท่านเศร้าก็แค่ไม่รู้ว่า เธอเป็นอย่างไร แต่เธอเศร้ายิ่งกว่าท่าน เพราะเธอรู้ทั้งรู้ว่ากระไรเป็นกระไร แต่ทำกระไรไม่ได้สักอย่าง ฉะนั้นถ้าเราเลิกเศร้า ทำตัวให้เบิกบานร่าเริง เธอก็จักมีความสุขไปด้วย อย่างน้อยก็เห็นคนที่เธอรักมีความสุข และจิตที่รู้ ตื่น เบิกบาน ก็สามารถแผ่ความสุขไปถึงเธอผู้นั้นได้ด้วยเช่นกัน

บุคคลผู้มีปัญญา ย่อมเห็นว่า ไม่มีประโยชน์กระไร กับการไปทราบถึงที่ไปของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว บุคคลผู้มีปัญญา ย่อมทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ใส่ใจกับอดีต หรืออนาคตให้มากจนเกินไป จนเกิดความเสียหายในปัจจุบัน

หากเธอไปเป็นสัมภเวสีจริง เธอก็ยังไม่ไปไหน ทุคติก็ยังไ่ม่ไป สุคติก็ยังไม่ไป ยังวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์นี่แล ท่านก็ทำชีวิตของท่าน ให้เหมือนกับเมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ สมัยก่อนอาจต้องนัดไปเจอกันข้างนอก แต่เดี๋ยวนี้ดีกว่าแต่ก่อนเสียอีก ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพียงแต่เธอไม่สามารถสื่อสารกลับมาได้ ในเมื่อท่านรักเธอ การคุยกับเธอข้างเดียว ก็ไม่เห็นจักเป็นเรื่องแปลก ทำให้เธอได้รับรู้ว่า ท่านรักเธอมากแค่ไหน มีเวลาก็ดูแลพ่อแม่บ้าง แล้วอุทิศส่วนกุศลที่ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ให้เธอ บุญจากการเป็นลูกกตัญญูนี้ มากมายมหาศาลเหลือเกิน ครับ แม้เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ต้องยินดีปลื้มใจในความดีของท่านจนน้ำตารวยริน 

เอาละ (หลาย "เอาละ" แล้วนะเนี่ยะ ไม่จบซะที) ถ้าท่านยังเห็นว่า การรู้ที่ไปของสุดที่เลิฟของท่าน ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดอยู่ มิอาจมีสิ่งไรมาต้านทานความต้องการรู้ที่ไปของเธอได้ มีวิธีที่ไม่ต้องเดือดร้อนใครเลย ครับ เอาเวลาที่มานั่งเศร้า จมปลักคิดถึงความแต่เก่าก่อนที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอน มาปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน ครับ เจริญกสิณสามกองอย่างที่แนะนำไปแล้ว (ศึกษาวิธีปฏิบัติได้ใน แมทริกซ์ ปรัชญา ศาสนาพุทธ ตอนที่ ๕ / Matrix, Philosophy and Buddhism part 5) ท่านก็จักได้พบแฟนของท่านด้วยตนเอง ไม่ต้องไปจับผิดจับถูกใคร ๆ ให้เมื่อยตุ้ม และท่านก็จักพิสูจน์สังสารวัฏว่าเราเกิด ๆ ตาย ๆ หาต้น หาปลายมิได้ สมดังคำที่พระพุทธองค์ตรัสจริง

ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว จิตเป็นนิรันดร์ ครับ ท่านกับเธอ ก็อยู่ด้วยกันเสมอในจักรวาลนี้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่อาจอยู่กันคนละภพ แม้ไม่เห็น แต่ก็รู้ว่ามีอยู่ (เหมือนตด ที่แม้จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียง แต่ก็รู้ว่า เหม็น ... ตัวอย่างเสื่อมไปไหมเนี่ยะ) มิได้สูญสลายไป มิได้จากกันชั่วกาลนาน แค่ไม่เห็นหน้ากันแป๊บเดียว ประโยชน์กระไรกับการมัวนั่งเศร้าสร้อยเป็นหอยป่วย ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ปลงใจเชื่อในสังสารวัฏ ข้าพเจ้าก็ไม่ยี่หระต่อความตายของใครใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาจักสนิท หรือห่างเหินกับข้าพเจ้าเพียงไร เพราะข้าพเจ้ารู้แล้วว่า ชีวิตนี้ก็แค่ชั่วคราว เราพลัดพรากกันชั่วคราว แต่จิตนั้นเราจักอยู่ด้วยกันนิรันดร

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 19 Aug 2009 17:20:58 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

#21

เท่าที่ศึกษามา คนที่ฝึกมโนมยิทธิจะเป็นเร็วมาก ถ้ามีของเก่า(คือเคยฝึกมาในอดีตชาติ) และผู้หญิงจะเป็นเร็วกว่าผู้ชาย

แต่ถ้าไม่มีของเก่า ฝึกกันประมาณชาติเศษกว่าจะเป็นชิ้นเป็นอัน พระภิกษุที่เคยเจอ บางรูป ฝึก ๖ ปีสามารถเห็นภาพเหมือนดูทีวี บางรูปฝึก ๘-๙ ปียังไม่เห็นอะไรเลย

มีสอนที่วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ทุกวันเวลา ๑๒.๓๐ ส่วนที่ซอยสายลม (พหลโยธิน ซอย ๘) มีฝึกทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ต้นเดือน เช็คเวลาได้ที่ http://www.watthasung.com/home.php

เจริญธรรม ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2011-02-09 18:03

นมัสการค่ะ

หลวงพี่ให้ข้อคิดดีจังค่ะ
เมื่อก่อนนี้พลูโตรู้สึกว่า..คนที่เป้นพระ นี่ เหมือนอยู่โลกคนละใบ กับที่เราอยู่เลย พลูโตไม่กล้าพูดกับพระหรอก ไม่รู้จะใช้คำพูดว่าไร..ทำตัวไม่ถูกด้วย

แต่อ่านบล็อคของหลวงพี่แล้ว โหย..รู้สึกว่าหลวงพี่ก็เหมือนคนธรรมดานี่เองนะ แถมมีมุขขำๆ ให้ข้อคิดดีๆ อีกตางหาก พลูโตว่า คนทั่วไปต่างคงคาดหวังล่ะนะ ว่าผู้ที่ห่มผ้าเหลืองแล้ว ย่อมเป็นผู้รู้เหนือปุถุชน

อันที่จริงทฤษฎีหลวงพี่แน่นเปี๊ยะซะขนาดนี้ เพียรปฏิบัติอีกสักนิดนึง พลูโตว่าเดี๋ยวหลวงพี่ก็มีทิพย์อ่ะแหล่ะ
(อิอิ..ไว้จะมาขอหวย)

พลูโตมีปุจฉามาถาม...คนที่ฝึกมโนมยิทธิ นี่เขาก็มีญาณหยั่งรู้เหมือนกันใช่มะคะ แล้วไปฝึกที่ไหนอ่ะคะ..อิอิ
แอบซึ้งค่ะ

เพราะคนที่ตายไปไม่ได้จากไปไหน จิตเรายังคงอยู่ด้วยกัน

#20 By LhinKo^_^ on 2010-06-09 09:58

แวะมาทักทาย
ได้ความรู้ ได้เข้าใจ ได้ปลง double wink

#18 By MANA Cross on 2009-09-04 20:59

#1-#14

สาธุ ครับ

#15

เคยได้ยินเหมือนกัน เขาเรียกว่า "เปิดโลก" ประมาณสามารถดูได้ว่า เราเคยไปเกิดเป็นอะไรมา ทำกรรมอะไรมา ถึงได้มาเป็นอย่างนี้

เรื่องพวกนี้ก็คอนเซ็พท์เดิม คือ รู้ได้ไงว่า จริงหรือไม่จริง และถึงจริงแล้ว มีประโยชน์กระไร เพราะกรรมในปัจจุบันมีผลมากกว่ากรรมในอดีต

ถ้ารู้ไว้หนุก ๆ ขำ ๆ ก็พอดูได้ ครับ แต่ถ้าจักเอาจริงเอาจัง แก้กรรมกันทุกเม็ด ข้าพเจ้าว่า ไร้สาระ

ในกรรม ๑๒ มีกรรมชนิดหนึ่งเรียกว่า อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น หรือกรรมเบียดเบียน เป็นกรรมที่ทำแล้วเบียดเบียนกรรมที่กำลังให้ผลอยู่ มีทั้งกุศล และอกุศล

เช่น เป็นคนรวยมีเงินเป็นหมื่น ๆ ล้าน ด้วยอำนาจของกรรมดีที่ทำมาแต่ปางก่อน มาปัจจุบันรวยแล้วไม่พอ โกงกินชาติบ้านเมือง กรรมชั่วในปัจจุบันจักบีบคั้น หรือเบียดเบียนผลของกรรมดีแต่ชาติก่อน

ทำนองเดียวกัน ถ้าเราทำกรรมไม่ดีมาแต่กาลก่อน แล้วเราหันมาทำบุญไม่หยุดหย่อน ผลของกรรมดีในปัจจุบันจักเบียดเบียนกรรมชั่วในอดีตให้ตกขอบไป

ที่เขาโฆษณาว่า ตัดกรรม ล้างกรรม กระไรนั่น เป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริง กรรมทำแล้ว ไม่มีกระไรมาล้างได้

แต่มีส่วนถูก ถ้าให้เราไปสร้างอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศล เบียดเบียนกรรมเก่าฝ่ายอกุศลซะ

ทั้งนี้หากเขาให้มาสร้างอุปปีฬกกรรมกับเขา มาสร้างนั่นสร้างนี่แพง ๆ กับเขา สร้างพระส่วนตัว ซื้อที่ดินในแดนสุขาวดี อย่างนั้นก็อาจต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน เพราะบุญในพระพุทธศาสนาไม่จำต้องใช้เงินมาก ก็ทำบุญใหญ่ได้ ขอให้ทำเป็นเถอะ

วิธีทำบุญก็พล่ามไปแล้วในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ 30 ความจริงของการให้ทานหน่ะ

#16

ขออนุญาตเอาเม้นท์ไปแปะให้น้องเขาด้วย อิ อิ

เจริญธรรม ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2009-08-19 18:12

ฉบับปรับปรุงใหม่โอเคแล้วค่ะหลวงพี่ น่าจะเตือนสติได้มากอยู่ โดยเฉพาะตรงส่วนหลังๆ ที่บอกว่า ถ้ามัวแต่เศร้า แฟนก็ยิ่งทุกข์กันไปใหญ่ จริงๆแล้วถ้ารักแฟน ก็ต้องทำตัวเองให้มีความสุข ไม่มีแฟนดีๆที่ไหนหรอก ที่อยากเห็นคนที่รักมีความทุกข์เพราะตัวเอง ความเศร้า ไม่ได้เป็นเครื่องแสดงถึงความรักที่มีต่อแฟน แต่ความเข้มแข็ง จะทำให้แฟน และทุกๆคนที่รักเรามีความสุข ไม่ว่าเค้าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตามที ถ้าไม่สามารถเข้มแข็งเพื่อตัวเอง ก็ขอให้คิดว่า จะพยายามเข้มแข็งเพื่อคนอื่น เพื่อคนที่รักเรา เพื่อแฟนของเราที่จากไปแล้ว ขอให้คุณน้องคนนั้นสบายใจหายเศร้า กลับมามีสติแจ่มใสโดยไวค่ะ สู้ๆ

#16 By Rinna ♥ on 2009-08-19 13:54

ทรงเจ้า ดูหมอ ตัดกรรม คงจะอยู่ในสายเลือดของคนทั่วไปแล้วมั้ง บางทีจัดกันยิ่งใหญ่มีการหงายบาตรด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่สงสัยเป็นอย่างยิ่งคือ การเปิดกรรมembarrassedสแกนกรรม (พูดซะเหมือนผู้กระทำเป็นเครื่อง X-ray)พอพบไวรัสปุ๊บ open-mounthed smile แง่วมิใช่ พอพบว่ามีกรรมตัวไหนเป็นมารขัดขวางความสุข ความก้าวหน้าในชีวิต ก็จัดการตัดกรรม หรือทำให้กรรมหายได้ (embarrassed ที่สงสัยคือจริง หรือหลอกลวง)

#15 By สกุณา (202.28.35.2) on 2009-08-19 13:32

สาธุเจ้าค่ะ

อ่านแล้วก็จะทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ เพราะไม่รู้ว่าเราจะจากคนรักของเราไปวันไหน double wink

#14 By ajchicha on 2009-08-19 12:47

ฮาวงเล็บ confused smile

#13 By ไทดี้ on 2009-08-19 08:39

ลงท้ายและความเข้าใจและความรักครับ

หลาย ๆ ครั้ง ความรักก็ทำให้มีน้ำชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงหัวใจเหมือนกันนะ surprised smile

#12 By nora on 2009-08-19 08:22

สาธุ

#11 By mini-teddy on 2009-08-19 07:49

อืม.....
จริงๆแล้ว รู้หรือไม่รู้ที่ไปของแฟนสาวมันก็มีค่าเท่ากันน่ะนะ
รู้หรือไม่รู้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
Hot!

#10 By groundfloor on 2009-08-19 00:37

โหย....



twitter...


Hot! Hot!
โมทนา... Hot! Hot! Hot!

#8 By นักรบ on 2009-08-18 22:24

สาธุ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
เข้ามาแล้วได้ความรู้เรื่องธรรมทุกครั้งconfused smile

#7 By dowrun happy on 2009-08-18 21:45

สาธุค่ะ
อ่านแล้วที่เคยคิดถึงคุณตาแบบเศร้าๆ ก็ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ big smile

Hot! Hot! Hot!

#6 By TtAaNnGg on 2009-08-18 21:30

เค้าว่ากันว่าทวิตล่มเจ้าค่ะ ท่านใช้หมาไฟ ( firefox ) หรือเปล่าคะ ถ้าใช้หา add-ons - TwitterFox มาติด ก็จะทวิตได้ค่ะ

#5 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-08-18 21:12

อนุมทนาครับ

ขอน้อมรับเข้าไว้ในใจครับ

(ว่าแต่เทียบกับตดนี่ นอกจากจะเห็นภาพ ยังมีกลิ่นลอยๆ มาด้วยอะ)

#4 By Witna on 2009-08-18 21:12

แจกเลยยย Hot! Hot!

#3 By DukGaDik on 2009-08-18 21:05

(เหมือนตด ที่แม้จับต้องไม่ได้ แต่ก็รู้ว่า เหม็น) <<< เห็นภาพยิ่งกว่าอะไรเลย sad smile


สาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By Cotton on 2009-08-18 20:53

ฉันเข้าใจที่หลวงพี่เทศน์สั่งสอนนะคะ แต่ฉันก็แอบเข้าใจคนที่สูญเสียคนที่รักไปด้วย ถ้าเราไม่ได้เสียไปด้วยตัวเอง บางทีเราก็คิดว่าเป็นการง่าย ที่จะใช้ Logic ทั้งหลาย มาทำให้เราหายเศร้า แต่ฉันคิดว่า วิธีที่ทำให้คนหายเศร้า ไม่ใช่วิธีที่บอกว่า อย่าเศร้าเลย หรือเศร้าแล้วโง่ แต่ปล่อยให้เค้าเศร้าไปนั่นแหละค่ะ แล้วก็มองดูว่า ความเศร้าก็ไม่เที่ยง เข้ามา เดี๋ยวก็จากไป สอนให้เค้ามองความเศร้าของตัวเองให้เห็น น่าจะช่วยเค้าได้มากกว่า แต่ถ้าไปพยายามบังคับให้ความเศร้าของคนอื่นหายไป มันก็เหมือนไปต้านกระแสยังไงบอกไม่ถูก คนที่เศร้า ก็ไม่จำเป็นต้องไม่รักพ่อแม่ หรือเลือกแฟนมากกว่าพ่อแม่ เพียงแต่เค้ายังมองไม่เห็น ความเศร้าของตัวเอง หรือความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ในกรณีแบบนี้ อ่อนโยนกับเค้าซักนิด น่าจะเวิร์คกว่าหักดิบนะคะหลวงพี่

#1 By Rinna ♥ on 2009-08-18 20:52

Dhammasarokikku View my profile