มีญาติโยมแวะมากราบถวายสังฆทานให้แฟนสาวผู้ล่วงลับ พร้อมไถ่ถามว่า แฟนสาวของเขาไปอยู่ไหนเสียแล้ว บุญที่ทำนี้ จักส่งถึงหรือไม่ ราวกับข้าพเจ้าจักมีญาณวิเศษล่วงรู้ความเป็นไปในปรโลก

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วในชีวิตพระ ที่ถูกคาดหวังกระไรประมาณนี้ แม้ครั้งนี้ก็ยังไปไม่เป็นเช่นเคย ได้แต่ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ว่ามันขึ้นอยู่กับจิตสุดท้าย จิตจับกุศล ก็ไปสุคติ จิตจับอกุศล ก็ไปทุคติ ส่วนเรื่องได้รับ หรือไม่ได้รับ มันเป็นเรื่องของเขา ถ้าเราอุทิศให้ แต่เขาไม่รับ หรือไปเกิดในภูมิที่รับส่วนบุญส่วนกุศลไม่ได้ เราอุทิศให้ตาย เขาก็ไม่ได้รับ แล้วเขาตายด้วยอุบัติเหตุ ก็ว่าไปตามทฤษฎีอีกนั่นแหละว่า ถ้าหากเขายังไม่หมดอายุขัย เขาก็ต้องไปเป็นสัมภเวสี หรือวิญญาณเร่ร่อน ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป เขาจักสบายขึ้น แต่ดูโยมเขาไม่ได้สบายใจขึ้นเลย เขาคิดเพียงอย่างเดียวว่า ต้องรู้ให้ได้

ประสาพระตาบอด (หมายถึงทิพพจักษุไม่มี) ที่ตระเวณยุทธภพมาพอสมควร กลัวเหลือเกิน ครับว่า โยมเขาจักไปเที่ยวหาผู้ที่สื่อกับวิญญาณได้ แล้วไปเจอของหลอกลวง ซึ่งข้าพเจ้าเจอมานักต่อนัก จนเดี๋ยวนี้ตัดเรื่องฤทธิ์ทิ้งไปเลย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับปัญญา แค่สิ่งที่เอาไว้เจริญศรัทธาเท่านั้น และส่วนใหญ่เท่าที่เจอ หลอกลวงเสียเกินร้อยละ ๙๐ หลอกลวงอย่างเดียวไม่พอ แถมไสยศาสตร์เข้าไปด้วย กว่าจักจับได้ไล่ทัน ก็เสียทรัพย์ไปนับแสน (เสียไปแล้วครับ เลยซึ้งใจเป็นพิเศษ) ในฐานะที่เคยโดนมากับตัวเอง พบว่า อาการของการโดนไสยศาสตร์ จักหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าจักเชื่อ ครับ แม้เขามีพิรุธ ก็จักคิดเข้าข้างเขา เขาคงอย่างนี้ เขาคงอย่างนั้น แก้ตัวให้เขาเสร็จสรรพ

เดี๋ยวนี้เจอใครมาทำท่าเป็นผู้วิเศษ รู้โน่นรู้นี่ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ของปลอม แล้วก็ค่อย ๆ ดูไป คนเราจักถูกหลอก ก็ตรงที่เชื่อไปก่อนว่า เป็นของจริงนั่นแล ท่านอาจจะเป็นนั่นเป็นนี่ ที่ท่านไม่บอกตรง ๆ เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นแพ็ทเทิร์นของคนถูกหลอกจักคล้าย ๆ กัน ไปในแนวเดียวกันหมด (เพราะข้าพเจ้าก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น) ถ้าเราไม่เชื่อเสียก่อน แล้