คำสอนครูบาผาผ่า
posted on 08 Sep 2009 09:12 by akkarakitt in Dharmaเมื่อวานได้รับโทรศัพท์จากหลวงพี่ตือ ครับ ท่านได้รับโทรศัพท์จากแม่ชีในวัดที่เคยถวายระฆังไป ฟังเสียงเจือความกังวลของท่านแล้ว ก็พอทราบ ครับว่า แม่ชีคงขอกระไรเพิ่มเติมมาอีกกระมัง (หลวงพี่ตือ เป็นพระขี้เกรงใจม๊ากมาก ครับ)
งวดนี้ขอศาลาขนาด ๕ ห้อง ครับ
ที่นั่นก็คงลำบากจริงแล มิเช่นนั้น ครูบาอินสมคงไม่เอ่ยปากขอระฆังมา ถ้ามีใครสนใจสร้างวิหารทาน ก็บอกมาได้ ครับ ขอรับอาสาเป็นผู้ประสานงานให้ (เดี๋ยวออกพรรษาแล้ว อาจจักไปเยี่ยมดูสถานที่ และถ่ายรูปมาฝาก ครับ)
หลวงพี่ตือท่านว่า ตอนนี้เป็นหมอนวดให้ครูบาอยู่ ครับ อยู่ใกล้ชิดอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ก็ได้รับคำสอนดี ๆ
ท่านว่า ครูบาผาผ่าอาจารย์ของท่านเป็นพระอภิญญา ครับ แต่ท่านไม่ค่อยสอนลูกศิษย์ ปัจจุบันเหลือพระที่สืบทอดปฏิปทามาแค่ ๒ รูปเท่านั้น หลวงพี่ตือจึงถึงบางอ้อว่า ทำไมครูบาอินสมถึงไม่ค่อยสอนกระไรเลย สอนแต่ พุทโธ ๆ ท่าเดียว
ท่านปรารภถึงคำสอนของครูบาผาผ่าสั้น ๆ แต่กินใจ ท่านสอนครูบาอินสมไว้เมื่อสมัยเป็นสามเณรว่า "กินอย่างที่เขากินกัน แต่เราไม่กินอย่างเขา ทำอย่างที่เขาทำกัน แต่เราไม่ทำอย่างเขา" ท่านฟังครั้งแรกก็ไม่เข้าใจ จนมาบวชเป็นพระได้หลายปี ถึงเข้าใจ
นี่ละ ครับ ปฏิปทาพระสมัยก่อน พูดน้อย แต่ต่อยหนัก สอนด้วยการทำให้ดู มากกว่าพร่ำสอนด้วยคำพูด คำพูดแต่ละคำเฉียบคม ลึกซึ้ง ต้องขบกันหลายปี กว่าจักซาบซึ้ง บางทีเรียนกันทั้งชีวิต แค่ประโยคเดียว
ข้าพเจ้าฟังแล้วซาบซึ้งกินใจมาก ครับ เพราะมันสั้นและได้ใจความ
กินอย่างที่เขากิน ก็คือ กินกระไรก็ได้ที่ญาติโยมถวายมา กินด้วยอาการภายนอกอย่างที่เขากินกัน
แต่เราไม่กินอย่างเขา คำนี้เรียนธรรมะกันเป็นปี ๆ เลยกว่าจักเข้าใจ
เขากินกันอย่างไร?
เขากินกันด้วยความเมารูป(หน้าตาน่ากิน) เมารส(อร่อย) เมากลิ่น(หอม) เมาเสียง(ต้องมีเพลงคลอเบา ๆ) เมาสัมผัส(บรรยากาศในการกินต้องดี) เมาธรรมารมณ์(สรวลเสเฮฮากับเพื่อนฝูง) เสียเงินทองกันมากมายก็ด้วยความ "เมา" ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสธรรมารมณ์ เราเป็นพระ เราต้องไม่เมาเหมือนเขา
เขากินกันไม่มีประมาณ กระไรก็ได้ เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น (สัตว์ป่า) ก็กินได้ เบียดเบียนชีวิตตัวเอง (เหล้า,เบียร์,สิ่งเสพติดมึนเมาทุกชนิด) ก็กินได้ กินกันจนอิ่มอ้วก (บุฟเฟ่ต์) ก็ได้อีกนั่นแหละ เพื่อความคุ้ม เราเป็นพระ เราต้องไม่กินเหมือนเขา ต้องมีโภชเนมัตตัญญุตา มีประมาณในอาหาร
เขาเห็นสิ่งที่อยู่ในจาน เป็นหมู เป็นไก่ เป็นเนื้อ เป็นปลา เป็นไข่เจียว เป็นผัก เป็นหูฉลาม เป็นเป่าฮื้อ เป็นปลิงทะเล เป็นค่าง เป็นตัวนิ่ม มีความเอร็ดอร่อยแตกต่างกัน เราเป็นพระ เราต้องมองสิ่งทั้งหลายนั้น เป็นอาหารเสมอกัน ครับ อาหารเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประกอบรวมกัน หรือจตุธาตววัตถาน ๔ เราต้องพิจารณาเห็นอาหารเป็นสิ่งสกปรก หรืออาหาเรปฏิกูลสัญญา เพื่อคลายความเมาในรสอาหาร
ปฏิญาณตัวก่อนการกิน ครับว่า เราจักไม่กินเพื่อความเมามัน เพื่อความสวยงามเปล่งปลั่งของผิวพรรณ รูปร่าง เพื่อความสนุกสนาน เราจักกินเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อรักษาพรหมจรรย์ เพื่อระงับเวทนาเก่า บรรเทาเวทนาใหม่ เพียงเท่านั้น
เรียนจนรู้แล้ว ก็ใช่ไปทำตัวให้แปลกแยก เวลากินอาหารไปทำท่าคลื่นไส้ เพราะรังเกียจอาหารอันสกปรก ก็ใช่ที่ เขากินอะไร เรากินด้วย แต่ใจเราไม่กินอย่างเขา เขาเฮไหน เราเฮด้วย แต่ใจเราไม่เฮไปกับเขา เขาทำกระไร เราทำด้วย แต่ใจเราไม่ทำไปกับเขา
เข้าเมืองตาหลิ่ว เราก็หลิ่วตาไปกับเขา แต่ใจเราไม่หลิ่วไปตามเขา
ทำตัวให้กลืนไปกับเขา เนียนไปกับเขา อย่าให้เขารู้ได้ว่า เรากำลังปฏิบัติธรรม
ที่สำคัญฆราวาสก็เป็นพระได้ ก็แค่นำวัตรดังกล่าวไปปฏิบัติ ความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่ผ้าเหลือง
ประโยคสั้น ๆ แต่กินใจเหลือหลาย ครับ
เจริญธรรม ฯ
ปล. ชื่อครูบาผาผ่าอาจจักยังไม่เป็นที่คุ้นหู ครูบาอินสมเทียบให้ฟังว่า หากครูบาชัยวงศาพัฒนา เป็นลูกศิษย์มือขวา ครูบาอภิชัยขาวปี เป็นลูกศิษย์มือซ้าย ครูบาผาผ่าก็เสมือนน้องชายทางธรรมของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งอาณาจักรล้านนานั่นเอง
edit @ 8 Sep 2009 17:18:37 by Dhammasarokikku


#1 By Rinna ♥ on 2009-09-08 10:06