คำสอนหลวงปู่ดู่ : บ้าสามจำพวก
posted on 11 Sep 2009 12:46 by akkarakitt in Experienceอดส์ไม่ได้ ครับ ว่าจักวางมืออำลาวงการบล็อกเกอร์สักระยะหนึ่ง เพราะใกล้สอบแล้ว ยังไม่เริ่มอ่านหนังสือเลย มัวแต่ห่วงชาวบ้านกลัวเขาสอบไม่ได้ เผลอแผล็บเดียวเหลืออีกเดือนเศษเท่านั้น พอดีไปลาวโดดเสียงหลวงพ่อปราโมทย์สำหรับทำแผ่นรวมฮิต มาจากเว็บร้อนสุดวิมุตติดอทเน็ต (คล้าย ๆ ฟ้อนสุด) ไฟล์ล่าสุดแล้ว จี๊ดหมองต่อมน้ำลายแตกฟอง อดไม่ได้ต้องเอามาบอกเล่าเก้าสิบ ครับ (ขออัพสั้น ๆ ก็แล้วกัน เพื่อความประหยัดเวลาในการอ่านหนังสือสอบ)
http://03.wimutti.net/pramote/cd/030/mp3/520604A.mp3 <---ฟังได้ที่นี่
ท่านเทศน์ถึงคำสอนของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก พระดีเมืองอโยธยาศรีรามเทพนครนี้เอง เจ้าของวาทะอันลือลั่น "บ้าวัตถุมงคล ก็ยังดีกว่าบ้าวัตถุอัปมงคลละวะ" สยบคำครหาผู้ที่กล่าวหาโจมตีการสร้างวัตถุมงคลดี ๆ อย่างไร้เหตุผลไปได้ในระดับหนึ่ง เป็นหลักฐานที่ดีอันหนึ่ง ครับว่า พระดีมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย ใช่ว่าพระดีจักมีอยู่เฉพาะในป่า หรือชนบทห่างไกล
คำสอนของหลวงปู่ดู่ ท่านว่า กิเลสนั้นมีหลายชั้น ขั้นละเอียดนั้นดูยาก ที่พบมากมี ๓ ประเภท
๑. พวกบ้าอาจารย์ กระแทกใจมาก ครับ เพราะพบมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลายครู ชอบใจปฏิปทาพระรูปไหน ก็สมัครเป็นลูกศิษย์ทางโทรจิต คือ น้อมเอาคำสั่งสอน หรือปฏิปทาของท่านทั้งหลายมาปฏิบัติ ก็ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์ท่านแล้ว ทีนี้เวลาไปอยู่ในวงสนทนาของแต่ละสาย แต่ละก๊ก แต่ละก๊วน บทสนทนามักไปในแนวว่า ครูบาอาจารย์ของฉัน เลิศที่สุดในปฐพี องค์อื่นไม่ได้เรื่อง หรือสั่งสมบารมีมาไม่เท่า หรือมีคุณูปการต่อสังคม และพระศาสนาไม่เทียมกัน ภูมิอกภูมิใจเหลือเกินว่า ได้เป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ชั้นดี
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ตราบใดตนเองที่ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ยังเร็วเกินไปที่จักไปภูมิใจ เพียงเพราะบารมีของครูบาอาจารย์ ครับ เพราะไม่ว่าบารมีของครูบาอาจารย์จักสูง จักมาก จักเลิศ จักบำเพ็ญบารมีมายาวนานเพียงไรก็ตาม หากเราผู้ขนานนามตนเองว่าเป็นลูกศิษย์ ยังปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านไปไม่ถึงไหน ก็อย่าไปอวดอ้างครูบาอาจารย์ให้ท่านเสื่อมเสียเลย ครับว่า มีลูกศิษย์ขี้โอ่ ดีแต่อ้างครูบาอาจารย์ (คนละอย่างกับการให้ความเคารพรักครูบาอาจารย์นะ ครับ)
และสำคัญที่สุด บารมีของครูบาอาจารย์ ไม่สามารถพาเราไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ครับ มีแต่เราต้องนำคำสั่งสอน ปฏิปทาของท่านมาปฏิบัติ ให้บรรลุเอง
จำไว้เลยนะ ครับ พวกที่ยังทะเลาะกันด้วยว่า ฉันสายนั้น แกสายนี้ คือ นักปฏิบัติที่ห่วยแตก
ถ้าจักบ้าอาจารย์ ขอให้บ้าอาจารย์ใหญ่ไปเลย ครับ ทะเลาะกันไปเลย เถียงกันไปเลย ครับว่า อาจารย์ของฉัน คือ พระพุทธเจ้า สอนไว้อย่างนี้ รับรองไม่มีการทะเลาะกันเด็ดขาด เพราะทุกคำสอนก็ไม่พ้นไปจาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แน่นอน
ท่านลงท้ายด้วย ครับว่า พวกที่ภูมิใจเหลือเกินว่า เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ นั่นกิเลสนะ ทำนองเดียวกันกับสายอื่น ๆ ด้วย ฉันแนวท่านพุทธทาสนะ นั่นก็กิเลส ครับ ฉันแนวหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนะ นั่นก็กิเลส ครับ ภูมิใจเมื่อไหร่ กิเลสทั้งนั้นแหละ เพราะนั่นคือ อัตตา ตัวตน มานะถือตน เปรียบเทียบเราเขา
๒. พวกบ้าแนวทางปฏิบัติ นี่ก็โดนอีกเหมือนกัน มีเยอะเหลือเกิน ครับ ฝึกมาแบบไหนแล้วได้ดี เหมาะกับตน ก็จักรู้สึกว่า แบบที่ตนฝึกมา เลิศที่สุดในจักรวาล ต้องวิธีนี้เท่านั้น ถึงจักหลุดพ้น ทั้งที่มันมีแนวปฏิบัติอยู่ล้านแปดวิธี ให้เหมาะกับจริตของแต่ละคน
พวกบ้าแนวทางปฏิบัตินี้ ก็จักยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งเป็นสรณะเพียงอย่างเดียว เช่น คำบริกรรมก็ต้องพุทโธ พุทโธ ก็ไม่เหมือน สัมมา อะระหัง ไม่เหมือน นะมะ พะทะ ไม่เหมือนยุบหนอพองหนอ ไม่เหมือนอื่น ๆ บลา ๆ ๆ ทั้งที่คำบริกรรมมันก็คือคำบริกรรมนั่นแล จักเป็นกระไรก็ได้ เป็นแค่อุบายให้ใจสงบเท่านั้น ขออย่าให้เป็นคำอกุศลเท่านั้นแหละ ใช้ได้หมด เสมอกันหมด
หรือพวกดูจิต ก็ยึดแต่แนวดูจิต แนวอื่นใช้ไม่ได้ไปหมด แนวดูกาย ก็ยึดแต่แนวดูกาย ทั้งที่ทุกแนว ถ้าทำถูก ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้เหมือน ๆ กัน
แล้วท่านก็ขมวดท้ายอีก ครับว่า พวกที่คิดว่า "ต้อง" ดูจิตเท่านั้น กิเลสนะ ฉะนั้นที่บ้าแนวอื่น ๆ (คิดว่าแนวหนึ่ง ดีกว่า หรือเลวกว่าอีกแนวหนึ่ง ยกเว้นแนวมิจฉาทิฏฐิ) ก็กิเลสเช่นกัน
๓. พวกบ้าติดความว่าง อันนี้เจอมากับตัวเองเลย พวกติดสมถะแล้วไม่รู้ตัว อีโก้แรงมาก ทิฏฐิกล้ามาก มีความเข้าใจผิดไปว่า พระอรหันต์เป็นเหมือนหุ่นยนต์ไม่รู้สึกรู้สากระไร ว่างไปหมด เจอกระไรก็ว่างไปหมด ว่างอย่างเดียว ว่างอยู่เป็นปี ๆ คิดว่า ตนเป็นพระอรหันต์ ท่านว่า เป็นวิปัสสนูกิเลสตัวหนึ่ง ครับ เรียกว่า โอภาส
ท่านทั้งหลายที่ติดความว่างเหล่านี้ มีแนวโน้มจักไปปรามาสครูบาอาจารย์เสียด้วย ครับ คิดว่า ท่านนั้น ท่านนี้ ไม่ใช่พระอรหันต์ ห้ามก็ไม่ฟัง ทั้ง ๆ ที่สังขารไม่เน่า ก็เห็นกันอยู่ทนโท่ ยังปรามาสกันลงคอ ด้วยคิดว่า ต้องอย่างตนซี พระอรหันต์!!!
เห็นท่า คุยไปมีแต่ทำให้เขาปรามาสมากขึ้น จมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิลึกขึ้น ก็ต้องปล่อย ครับ ดื้อเหลือเกินอย่างนี้ คงต้องปล่อยให้ไปเจอคู่ปรับ
เรื่องที่ฟังแล้วจี๊ดหมอง ก็มีอยู่ประมาณนี้ละ ครับ ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย จงอย่าบ้าครูบาอาจารย์(หมายถึงยึดติดกับครูบาอาจารย์เกินไป) แต่จงบ้าคำสั่งสอนหรือปฏิปทาครูบาอาจารย์ อย่าบ้าแนวทางปฏิบัติ เพราะมีแนวทางอยู่หลากหลาก ที่เหมาะกับแต่ละคน และอย่าไปติดความว่าง ถ้าใจนิ่งไปนาน ๆ ให้รีบเอะใจ ครับ
ทั้งนี้ กิเลสทั้งหลายที่กล่าวมา เป็นกิเลส "ขั้นละเอียด" ครับ พบมากในหมู่นักปฏิบัติ ท่านทั้งหลายนี่ส่วนใหญ่ ระงับกิเลสขั้นหยาบ ๆ ได้นิดหน่อยแล้ว มีความดีในระดับหนึ่ง บางทีท่านอาจจักยังไม่เคยเจอผู้คนเหล่านี้เลย เพราะอาจยังไม่เคยพบปะสังสรรค์กับเหล่านักปฏิบัติ ก็เป็นได้
ไปอ่านหนังสือสอบต่อดีฝ่า
เจริญธรรม ฯ
edit @ 13 Sep 2009 08:51:35 by Dhammasarokikku
ดีจังเลย เหมือนมีคนมาตบกะโหลก คนเราหลงง่ายมาก เพราะอยู่ในโลกที่ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แสวงหาความจริงกันต่อไป


#1 By lockman on 2009-09-11 16:15