รู้สึกเหมือนกำลังมีพายุข้างนอกนั่น มันคงสงบในไม่ช้า เพราะไม่มีกระไรเที่ยงสักอย่างในวัฏสงสารนี้

ว่าจักเขียนตั้งแต่ได้อ่านครั้งแรกแล้ว แต่ก็คิดว่า มันคงผ่านไป ผ่านไป เหมือนกับอีกหลายเรื่องที่ผ่านไป

ทาน : การให้ ชื่อมันบอกอยู่ ก็แค่นั้นแล ให้แล้วก็จบ ที่มันไม่จบ ก็คนนั่นแลทำให้มันไม่จบ

เมื่อสองปีก่อน ข้าพเจ้าก็ถูกลากเข้าไปในวงเวียนของการให้แบบมีสไตล์ Stylish giving... ยูให้ของใคร ยูต้องคิดให้มากนะว่า ของสิ่งนั้นไปทำร้ายเขาในระยะยาวหรือเปล่า

การนำสิ่งของไปช่วยเหลือชาวเขา แง่หนึ่งเป็นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ อีกแง่หนึ่งเป็นการสปอยล์ให้เขาเอาแต่งอมืองอเท้า รอแต่การช่วยเหลือ หรือเปล่า? สิ่งของที่เอาไปให้ เขาจำเป็นจริงหรือ? เขาต้องการหรือ? หรือเขาเอาไปขายแลกเงินมาซื้อของที่เขาจำเป็นจริง ๆ? มีวิธีช่วยเหลือเขาที่ดีกว่านี้ไหม? ทำไมไม่สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเอง? ไปสอนอาชีพให้เขาสิ ไปทำงู้นสิ ไปทำงี้สิ บลา ๆ ๆ หลากหลายคำแนะนำพร่างพรูออกจากปากผู้ที่มีสถานพำนักเป็น "บ้านดิน" ที่ไม่เหมือนใคร และภูมิใจมากมายกับความสำเร็จที่มีบ้านสร้างเองไม่เหมือนใครนั้น

"งั้นปีหน้าโยมไปด้วยกันสิ จักได้ทำตามสิ่งที่โยมเสนอ"

"....."

"เอ่อ..."

"คือแบบว่า มันไม่ว่างอ่ะนะ"

"ไม่มีคนอยู่บ้านอะ ไม่มีคนดูแล (เดี๋ยวบ้านหาย บ้านดินเชียวนะตะเอง)"

วงเวียนแห่งความเครียด โจทย์ที่หลายคนหยิบยื่นให้ข้าพเจ้าในฐานะเป็นโต้โผ จัดคาราวานบุญไปให้การสงเคราะห์ชาวเขา ถูกทำลายลงในวินาทีนั้นเอง

เข้าถึงสัจจธรรมที่ว่า คนเรารักตัวเองที่ซู๊ด... และคนเรามักช่วยเหลือผู้อื่นด้วยปาก มากกว่าการกระทำ

วินาทีนั้น ร้อยแปดล้านคำแนะนำ มันกลายเป็นอากาสธาตุไปหมด (ทั้งที่ความจริงมันก็เป็นอากาสธาตุอยู่แล้ว เราเองนั่นและไปหยิบคำพูดของคนโน้นคนนี้มาเครียด คล้ายกับเป็นมิสชั่นที่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ)

คนเรามีปากก็พูดกันไป สรรเสริญ นินทา มันเป็นธรรมของโลกจริง ๆ (จริง... จริ๊ง ไม่โกหกหรอก)

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเกือบหมดแรงทำงานไปแล้ว ด้วยเจอเสียงตำหนิติเตียนและเงื่อนไขมิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ล ต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้มากมาย ที่ผู้ร่วมเดินทางไปด้วยยัดเยียดให้

วินาทีนั้นอีกนั่นแหละ ที่ข้าพเจ้าสลัดความท้อแท้ทั้งหลายออกไป "ก็ข้าพเจ้าพอใจจักให้แค่นี้ มีไรปะ?" เสียงตะโกนก้องกังวาลอยู่ในใจ เสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใดพี่เอย เกี่ยวกับงานสงเคราะห์ชาวเขาของข้าพเจ้า ไม่มีค่าใด ๆ กับข้าพเจ้าอีกต่อไป มันเป็นส่วนเกิน ลมตดยังรู้สึกรู้สามากกว่าเสียอีก เพราะมันมีกลิ่น ลมปากคนพ่นมาแล้วก็หายไป เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปอย่างรวดเร็ว และไร้ร่องรอย

เพราะเจ้าของเสียงลือเสียงเล่าอ้างนั้น แค่เขาจักยอมตัวให้ลำบาก เพื่อใครหลาย ๆ คนได้มีรอยยิ้ม (เน้นว่ารอยยิ้มนะ ไม่ใช่ให้เขามีอาชีพที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต) เขายังไม่ยอมลำบากเลย เขายอมทำงานด้วยน้ำลายดีกว่า ให้คนอื่นไปลำบากเอา

และสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ พวกเขาเหล่านั้นก็สรรหามาให้ข้าพเจ้ามิได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ คือ โลกุตตรธรรม ๙ (ธรรมเหนือโลก, พ้นไปแห่งวิสัยปุถุชน) ครับ มิใช่โลกธรรม ๘ (มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์)

ข้าพเจ้าต้องทำเอง ครับ

ผ่านการให้ทาน เป็นพื้นฐาน (ทาน ศีล ภาวนา) การให้ ต้องประกอบด้วยพรหมวิหาร มี ความรัก ความสงสาร เป็นต้น การให้ทาน ก็คือ การฝึกรักผู้อื่น ฝึกสงสารผู้อื่น นั่นเอง

ถ้ามัวเอาเวลาคิดวุ่นวายเป็นทุกข์กับการให้ทาน เช่นนั้นบุญจักไปเกิดตอนไหน? บุญ คือ ความสุข ครับ

แต่สำหรับบางคน การให้ทานนั้นกลายเป็นทุกข์ไปเสียฉิบ เพราะให้ค่าของ effectiveness ประสิทธิผลมากเกินไปว่า ทานของฉัน ๑ บาท มันต้องเกิดผลเอนกอนันต์อย่างนี้ ๆ

คำว่า มัน "ต้อง" เกิดผลเอนกอนันต์นี่เอง ครับ คือ "อุปาทาน" ยึดมั่นถือมั่นในทานของเราว่า มันจักต้องเกิดผลเช่นนั้น เช่นนี้ ยังละคำว่า "ของเรา" ไปไม่ได้

คำว่า "ของเรา" นี่เอง กักขังเราไว้ในโลก ไปไม่ถึงโลกุตตระ เหนือโลก เสียที

พระพุทธเจ้าตรัสถึง "ทักขิณา" ไว้ มิได้ตรัสถึงผลไพศาลที่จักเกิดจาก ๑ บาทของเราเลย ครับ พระองค์ทรงสอนว่า ปัจจัยที่จักทำให้ ทักขิณา หรือการทำบุญ มีอานิสงส์มาก ขึ้นอยู่กับใจผู้ให้เป็นหลัก ความบริสุทธิ์ของผู้รับ และความบริสุทธิ์ของวัตถุทานเป็นอันดับสุดท้าย (สำคัญน้อยที่สุด) 

การคิดใคร่ครวญมาก ๆ ถึงผลของทานที่จักให้ เป็นสิ่งที่ดี ครับ แต่มันจบลงหลังการให้ ให้แล้ว คือมันไม่ใช่ของเราแล้ว เขาจักเอาทานของเราไปทำกระไร เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เป้าหมายสูงสุดของการให้ทาน คือ การไม่เห็นว่า มีกระไรเป็นของเราสักอย่างเดียว แม้ร่างกายเราเองก็มิใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

นี่เป็นกำลังใจของผู้ที่เป็นสาวกภูมิ หรือผู้ที่ปรารถนาเป็นอรหันตสาวก ตรัสรู้ตามพระสุคตเจ้า แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ที่เป็นพุทธภูมิ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล หรือ พระโพธิสัตว์นั่นเอง

พระโพธิสัตว์นั้น เวลาทำบุญต้องคิดเยอะ ๆ ครับ เพราะชีวิตมันสั้นนักหนา เวลาชั่วชีวิตหนึ่ง จักทำบุญสร้างบารมีกระไรได้มากมาย ได้ทำบุญแหล่ม ๆ พาวเวอร์ฟูลสักอย่างสองอย่างในชั่วชีวิตหนึ่ง ก็คุ้มแล้วที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง ต้องรู้จักทานทุกแบบ เพราะต้องไปเป็นครูสอนเขาทำทาน การทำบุญของพระโพธิสัตว์ จึงต้องความหลากหลาย และมี "ความยั่งยืน" เข้ามาผสมด้วย

กล่าวคือ ผลของบุญนั้น ต้องขยายตัวไปแบบอนุกรมเรขาคณิต ครับ จึงจักช่วยให้ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมีสั้นเข้า เช่น การสร้างโรงเรียนให้การศึกษาแก่เด็ก เด็กโตขึ้นมาเป็นครูสอนเด็กอีกที ขยายตัวไปไม่สิ้นสุด เป็นต้น

เผอิญข้าพเจ้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ครับ ข้าพเจ้าไม่คิดจักเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อบำเพ็ญบารมีไปเรื่อย ๆ นับเวลาไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นว่า เกิดแต่ละที ก็ทุกข์แสนสาหัส จักเกิดกันทำไมบ่อย ๆ สู้รีบเข้านิพพานไปเสียดีกว่า

พระโพธิสัตว์มิได้คิดเช่นนั้น ครับ พระโำพธิสัตว์เห็นว่า การช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากโอฆะสำคัญกว่าตัวเองพ้นทุกข์ และปฏิปทานี้ก็สั่งสมมาหลายแสนหลายล้านชาติ ยากยิ่งนักจักไปเปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้าพบมาหลายท่าน ต้องปล่อยให้ท่านบำเพ็ญบารมีต่อไป

พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีมาถึงขั้นปรมัตถ์จึงมักไม่พ้นต้องเป็นนักบวช ครับ เพราะฝึก "การให้" มาหลายหลากในวัฏจักรการเกิดตายนี้ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าเคยตรัสในคืนก่อนบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณไว้ ถึงการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ว่า "...อาตมาควักดวงเนตรให้เป็นทาน ถ้าจักนับก็มากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า อาตมาให้เนื้อเป็นทาน ถ้าจักนับก็มากกว่าผืนแผ่นดินทั้งสิ้น อาตมาได้ให้โลหิตเป็นทาน ประมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔..." พระองค์ได้ทรงให้มาเหลือคณานับ แต่ก็ไม่มีวัตถุทานใด จักให้ผลแบบอนุกรมเรขาคณิต แผ่ไปกว้างไกลรวดเร็วกว่าไวรัส H1N1 ยิ่งไปกว่า การให้ "ธรรมะ" เป็นทาน

การให้ธรรมะเป็นทาน คือ การสอนให้คนมีความสุขในปัจจุบัน ยั่งยืนที่สุด และสามารถแผ่ความสุขออกไปได้ไม่จำกัด เมื่อธรรมะที่ให้ออกไป ทำให้ผู้หนึ่ง บรรลุธรรม ผู้นั้นก็จักกระจายธรรมะ หรือความสุขนั้นออกไปอีกไพศาล ไม่รู้จบ การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะทานทั้งปวง ก็ด้วยเหตุนี้เอง

ยิ่งไปกว่านั้น หลักปฏิบัติในศาสนาพุทธ เราจักพยายามเอาตัวเองให้รอดก่อน ครับ ค่อยย้อนกลับมาช่วยเหลือผู้อื่น ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ท่านเปรียบโลกนี้เหมือนโอฆะ ห้วงน้ำขนาดใหญ่ ครับ ผู้ที่ยังแช่อยู่ในน้ำ ไปช่วยคนที่กำลังจักจมน้ำ ก็มีหวังพากันจมน้ำไปด้วยกันทั้งคู่ (ประเภทคนตาบอดจูงคนตาบอด) ดังพระบาลีว่า

 

อตฺตานเมว ปฐมํ  ปฏิรูเป นิเวสเย

อถญฺญมานุสาเสยฺย  น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต.

บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน

สอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง. (พุทฺธ)

ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๕/๓๕

 

การเอาตัวให้รอด มิใช่การเห็นแก่ตัว ครับ การเอาตัวให้รอด ไม่มีกระไรยุ่งยากเลย แค่เห็นให้ได้ว่า ไม่มีกระไรเป็นเรา เป็นของเรา เราไม่มีในกาย กายไม่มีในเรา แค่นั้นเอง คนเห็นแก่ตัว จักไม่มีวันเห็นการไม่มีตัวเราเด็ดขาด เพราะมัวแต่ห่วงตัวเอง รักตัวเอง การเอาตัวให้รอด ต้องผ่านการไม่เห็นแก่ตัว เอาตัวเราออกไป ตัวเราไม่มี ด้วยการฝึกเห็นแก่ผู้อื่น ขั้นเบสิคสุดของการไม่เห็นแก่ตัว ก็คือ การให้ทานนั่นเอง มิใช่ต้องช่วยแก้ปัญหาให้คนทั้งโลก หรือต้องให้คนทั้งโลกเป็นสุขสักหน่อย

เมื่อเราข้ามโอฆะได้แล้ว บัดนั้นเราจักช่วยคนทั้งหลายได้อีกประมาณมิได้ ช่วยให้เขามีความสุขนะ ครับ มิใช่แค่ช่วยเหลือทางกายภาพ เพราะเราสามารถให้ธรรมะที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำ คือ ห้วงทุกข์ได้จริง มิใช่บรรเทาทุกข์แค่ชั่วคราว ให้สิ่งหนึ่ง ก็อยากได้อีกสิ่งหนึ่ง สิ่งของใช้หมด ก็ทุกข์อีกเหมือนเดิม

เพราะเป้าหมายแท้จริงในชีวิตของทุกคน คือ "ความสุข" มิใช่หรือ?

บุญ ก็คือ "ความสุข" ง่าย ๆ แค่นั้นเอง

ปล.๑ ประเด็นที่เขียนเรื่องนี้ คือ ต้องการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการทำทานของพระโพธิสัตว์ กับคนธรรมดาสาวกภูมิ มีใครจับประเด็นได้มั่งหว่า (ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ แต่พอเขียนจริง มันไหลไปไหนก็ไม่ยู้)

ปล.๒ หากจักถามว่า คนยากจน คนพิการ คนด้อยโอกาสในสังคมต้องการอะไร? พระพุทธเจ้าตรัสตอบนักวิเคราะห์วิจัยล่วงหน้ามากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้วว่า เขาทั้งหลาย และเราทุกคน ต้องการ "ธรรมะ" ครับ เพราะผู้มีธรรมะ จักพอใจกับสภาพที่ตนเป็นอยู่ ไม่ว่าจักดีหรือร้าย จนหรือรวย ลำบากหรือสบาย สมบูรณ์ดีหรือขาดเกิน จิตที่ไม่ดิ้นรน มีความสุข ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 18 Sep 2009 18:56:29 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ให้

อย่างมี

ความสุข

สุขผู้ให้

และ

ผู้รับ

big smile

#1 By tae_moship on 2009-09-18 01:11

ฉันคิดว่า อะไรๆในโลก มันจะยุ่งยาก ก็ต่อเมื่อคิดให้ยุ่งยาก จะง่ายๆ ก็ต่อเมื่อคิดให้ง่ายๆ เห็นด้วยกับหลวงพี่ค่ะ ว่าหลายคนทำบุญก็ยังทำให้ยุ่งยากเลย เมื่อก่อนฉันก็เป็นคนคิดมากนะคะ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่า คิดมากยากนาน คิดมากก็ติดกับกิเลสของตัวเอง คิดมาก ก็ติดอยู่กับการคิด

#2 By Rinna ♥ on 2009-09-18 02:05

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By Rinna ♥ on 2009-09-18 02:09

สาธุครับ Hot!

#4 By clock on 2009-09-18 02:32

big smile Hot!

#5 By nora on 2009-09-18 02:49

อ่านตอนเช้ามืด (mobile web) ไม่มีดาว สาย ๆ จะหาดาวมาถวายขอรับ

#6 By mahaoath on 2009-09-18 05:35

แหลมๆ Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By Cotton on 2009-09-18 06:03

เอาตัวให้รอด แล้วค่อยสอนผู้อื่น
ชอบประโยคนี้จังค่ะ Hot!confused smile

#8 By toma on 2009-09-18 07:24

สาธุเจ้าค่ะ
Hot!
และรู้สึกว่าในสังคมของเรา
มีคนพูดมากกว่าคนทำ ด้วยค่ะ sad smile

#9 By ajchicha on 2009-09-18 10:10

สาธุเจ้าค่ะ

ไม่มีอะไรเป็นของเรา
จิตไม่ดิ้นรนก็มีความสุข big smile Hot!

#10 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-09-18 11:31

สอนได้ทันสมัยดีจังครับ

อ่านง่ายดี

ชอบประโยคนี้ครับ

"ก็ข้าพเจ้าพอใจจักให้แค่นี้ มีไรปะ?"

สาธุ
Hot!
Hot! เอาดาวมาถวายแล้วขอรับ

#12 By mahaoath on 2009-09-18 13:13

ทางพุทธเองก็มีหลักมีเกณฑ์ในการให้ทานมิใช่หรือครับ หรือว่าบรรดาชาวพุทธที่ผมได้สัมผัสมานั้นกล่าวอ้างเกินจริงไป
ผมจำได้เลือนลางว่า

1. ต้องมีเจตนาดีเป็นที่ตั้ง
2. ผู้รับต้องเป็นผู้สมควรแก่การให้
3. ต้องให้ด้วยความตั้งใจจริง ให้เปล่า มิใช่ให้ด้วยว่าหวังผลตอบแทน

คิดว่าการบำเพ็ญเพื่อให้หลุดพ้นต่าง ๆ เป็นการหวังผลตอบแทนไหมครับ ในเชิงปรัชญา

ทั้งยังเคยได้ยินมาอีกว่า ศาสดาแห่งพุทธศาสนานั้นสอนให้เรารู้จักคิด เป็นศาสนาที่ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ยิ่ง
อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้ถ่ายทอดนั้นเป็นอาจารย์ของเรา
อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าเขาเล่าสืบต่อกันมา

ยิ่งคิดผมยิ่งเหมือนคนนอกรีตนะครับ แหะ แหะ

สิ่งที่ผมอยากได้สดับกับศาสดาของทุกศาสนาโดยตรงก็คึือ

เราทราบได้อย่างไรว่า การหลุดพ้น หรือการได้รับเลือกให้อยู่กับพระเจ้านั้น เป็นความสุขที่แท้จริง
ความสุขของใคร ก็ควรจะเป็นของคนผู้นั้น

หากคนผู้นั้นพึงพอใจในการเวียนว่ายตายเกิด
ใครจะบอกได้กันว่าเขานั้นเลือกเส้นทางผิด

การปล่อยวางนั้นย่อมดีแน่ ในสถานการณ์ประเภทหนึ่ง
แต่การปล่อยวางทุกสิ่งก็ย่อมไม่น่าจะดีเช่นกัน
เนื่องจากไม่นำไปสู่ความเจริญของสติปัญญา

เข้าใจว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงเน้นให้เดินทางสายกลาง
ผมเองก็เชื่อเหลือเกินว่า

ทางสายกลา่งของแต่ละคนนั้นจะไม่ใช่ทางเส้นเดียวกันก็เป็นไปได้

การให้ด้วยใจที่ดูแคลน มองว่าเขาต่ำกว่าเรานั้นย่อมไม่ดีแน่
แม้แต่สรรพสัตว์ที่มิได้พูดจาภาษามนุษย์ หรือแม้แต่ต้นหญ้า ผมยังคิดว่าเราควรเคารพสิทธิของเขาด้วยเช่นกัน

และด้วยเหตุที่มนุษย์นั้นมีความคิด มีความซับซ้อนยิ่งกว่า
ต่างคนก็ต่างเดินไปในทางที่ตนเห็นว่าดี
แต่ใครกันที่จะเป็นคนตัดสินว่าทางเส้นใดนั้นดีที่สุด

หรือนั่นควรจะเป็นเส้นทางของใครของมันมาตั้งแต่แรก

ไม่ว่าใครจะผลักดันสิ่งใดด้วยวิธีการอย่างไร
ผมก็นับถือเหลือเกิน ที่เขาได้แสดงออกมาด้วยเจตนาที่หวังจะเห็นสิ่งที่ดีขึ้น

ไม่ว่าจะทำได้เพียงแค่วาจา หรือจะได้ลงมือปฏิบัติ
แม้เศษเสี้ยวที่คิดว่าจะทำเรื่องดีให้บังเกิดขึ้น
แค่เท่านั้นผมก็นับถือแล้วครับ

ไม่ว่าใคร ไม่สั่งสอนใครทั้งสิ้น ที่คิดดี
จะขอน้อมรับเรื่องดี ด้านที่ดีของคนผู้นับ เก็บมายกย่องไว้ในใจ และสรรเสริญไว้เมื่อสบโอกาส

ผมคิดอย่างนี้ครับ

#13 By Kyril on 2009-09-18 13:40

โอ้ เหมือนนัดกันมาอัพเรื่องให้ๆเลยนี่หลวงพี่
(แต่ไม่ได้นัดนะ อิอิ)
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการให้ค่ะHot!

#14 By GroundFloor on 2009-09-18 13:45

สาธุเจ้าค่ะ..

อ่านในช่วงก็พลอยกังวลกับเรื่องการให้ว่า จะเป็นให้แบบไหน.. แต่พอได้เข้าใจว่า ถ้าได้ให้ความสุขก็เป็นบุญ

ก็รู้สึกดีค่ะ big smile

#15 By MomMom on 2009-09-18 14:20

ปล. หลวงพี่คะ ฉันคุยกับป๋าแล้ว บ้านต้นแบบที่ป๋าเคยทำของการเคหะ มันต้นทุนก็ราคาหลังละ 5 หมื่น อะไรแบบนี้เหมือนกัน เหมาะสร้างเป็นอาคารสาธารณะน่ะค่ะ (มันก็ไม่ได้ใหญ่จุคนได้เยอะแยะอะไรหรอกนะคะ ขนาดเล็กๆใช้งานได้ และคงทนมากกว่า) บอกไว้เป็นข้อมูลพิจารณา เผื่อเจอวัดไหนขาดแคลนอาคารในอนาคต เราได้วางงานบุญได้ถูก

ป๋าบอกว่า ถ้ามีทริปคราวหน้า ที่เกี่ยวกับก่อสร้างที่อยู่อาศัย หรืออะไรเทือกนี้ ป๋าไปช่วยได้ค่ะ ไปช่วยออกแบบช่วยบอกได้ว่าทำยังไงจึงจะราคาถูก และคงทนถาวร ถ้าทางวัดต้องการอะไรเพิ่มเติม วัสดุ ฯลฯ ก็บอกได้เช่นกันค่ะ ป๋าจะเกษียณละ แต่แกยังฟิต ^^; พอเล่าให้ฟังก็กระตือรือร้นสุดขีดค่ะ ขอให้บอก แกพร้อม

#17 By Rinna ♥ on 2009-09-18 14:50

สาธุ



ฝีมือก็ไม่ค่อยดี
กล้องก็งั้นๆ

ที่ได้รูปสวย






เพราะ "เกริกพล" คร๊าบบบบบ

question
สาํธุ

ทิ้งท้ายได้เียี่ยมไปเลย

สิ่งที่ทุกคนต้องการ คือ "ธรรมะ"

Hot!

#19 By mini-teddy on 2009-09-18 17:57

จับไม่ได้เลย แต่ว่าถูกใจประโยคนี้

เขายอมทำงานด้วยน้ำลายดีกว่า ให้คนอื่นไปลำบากเอา

angry smile

#20 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-09-18 19:41

ถูกค่ะ !
ในชีวิตประจำวันก็เห็นได้ค่ะ ^^
บางทีเพื่อนบางคนเขาไม่มีดินสอ
หรืออะไรก็ตาม พอเค้ามาถามแล้วเห็นแล้วว่า
ส่วนใหญ่มักตอบว่า "ไม่มีแล้ว"

ซึ่งเจอะกับตัวแล้วค่ะ
TvT เห็นอยู่กับตาแต่ไม่ให้

หากเราจะให้อะไรก็ให้ไปเลย
ในสิ่งทีดีๆ
คนพูดมากกว่าคนทำ
แต่ถึงอย่างนั้น คนทำก็ยังคงทำต่อไป

สาธุค่ะ

big smile

#21 By kumapanda on 2009-09-18 19:55

Hot!

#22 By *~citrus~* on 2009-09-18 20:02

Hot! เอาดราก้อนบอลไปเลยค่ะ

#23 By LhinKo^_^ on 2009-09-18 21:12

ตายแล้วก็ต้องมาเกิดอีก .... แม้ว่าคุณไม่อยากมาเกิดใหม่ แต่การที่จะมาใหม่นั้น มิทราบว่าจะได้มาเป็นมนุษย์ หรือ(สภาพอื่นๆ) ฉนั้นควรสร้างแบบชีวิตไว้ในโลกหน้า.....ได้ยินผู้รู้ท่านว่าแบบนี้

#24 By kaooru on 2009-09-18 21:38

พูดจริงๆว่า เรื่องการหลุดพ้นนี้คิดมาได้ประมาณ1ปีแล้ว
ประมาณปีกว่าที่แล้วเริ่มเข้าใจในพระธรรมว่าทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง
ใจหนึ่งคิดอยากปล่อยวางไปบำเพ็ญจิต อีกใจก็อยากจะเรียนให้จบแล้วก็ทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่

บางครั้งก็คิดอยากจะทำทาน แต่คิดทีไรก็ไม่ได้ทำซักที
เคยคิดว่าอยากทำอย่างนั้นอยากทำอย่างนี้ แต่จะแอบไปทำคนเดียวก็ยังกลัวๆอยู่

บางครั้งจะพูดกับพ่อแม่ก็ลำบาก รู้สึกใจยังไม่พร้อม

ที่คณะมีเพื่อนหนีพ่อแม่ไปบวช เลิกเรียนไปแล้ว ตกใจเหมือนกัน พึ่งเข้ามหาลัยได้ปีกว่าไปบวชซะแล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกว่าอยากจะทำบ้าง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องบวชชีสินะ55+

เลยยังรู้สึกสับสนชีวิต อยากจะพร้อมเพื่อทำอะไรให้คนอื่นบ้าง

Hot!

#25 By [veho on 2009-09-18 23:36

เคยคิดเหมือนคุณข้างบนเหมือนกันค่ะ แต่มารู้ทีหลังว่า อ๊ะ เป็นฆราวาส ก็ปฏิบัติธรรมได้เหมือนกัน แถมฆราวาสปฏิบัติธรรมขั้นต้นได้ไวมากด้วย เพราะฆราวาสมีเรื่องราวปวดหมองมากระทบผัสสะเยอะ ไว้พร้อมแล้วค่อยบวชก็ไม่สายนะคะ หลวงพ่อปราโมทย์ท่านว่า ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ดีที่สุดเลยค่ะ

#26 By Rinna ♥ on 2009-09-18 23:51

อยากให้หลวงพี่เขียนเรื่องอัจฉริยะอ่ะครับ ว่าสามารถอธิบายกฏแห่งกรรมได้หรือเปล่า
"ให้แล้ว คือมันไม่ใช่ของเราแล้ว เขาจักเอาทานของเราไปทำกระไร เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เป้าหมายสูงสุดของการให้ทาน คือ การไม่เห็นว่า มีกระไรเป็นของเราสักอย่างเดียว แม้ร่างกายเราเองก็มิใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา"

สุดยอดเลยครับ

#28 By tempo on 2009-09-19 13:41

สาธุ เป็บทความที่ดีมากๆ

#29 By นายบุญเกิด on 2009-09-19 14:05

นมัสการค่ะ
การให้ ถ้ามัวแต่ต้องคำนวนถึงผลตอบแทนไม่มีความสุขแล้วก็จะยากที่จะให้

ถ้าให้ไปโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ผ่านไปกี่ปีก็มีความสุขใจค่ะ
confused smile

#30 By Pat on 2009-09-19 19:54

สาธุ Hot! big smile

#31 By นักรบ on 2009-09-19 21:12

สาธุ big smile
ต้องการธรรมะค่ะ
เมื่อไม่นานมานี้พึ่งจะทำความทุกข์มาเอง เหอๆ sad smile

#32 By I am MILD on 2009-09-19 21:22

เข้ามารับทาน ที่หลวงพี่ให้ค่ะ

คือ วิทยาทาน และ ธรรมทาน

สาธุ

Hot!

#33 By PoY on 2009-09-20 06:49

Favourites