รู้สึกเหมือนกำลังมีพายุข้างนอกนั่น มันคงสงบในไม่ช้า เพราะไม่มีกระไรเที่ยงสักอย่างในวัฏสงสารนี้

ว่าจักเขียนตั้งแต่ได้อ่านครั้งแรกแล้ว แต่ก็คิดว่า มันคงผ่านไป ผ่านไป เหมือนกับอีกหลายเรื่องที่ผ่านไป

ทาน : การให้ ชื่อมันบอกอยู่ ก็แค่นั้นแล ให้แล้วก็จบ ที่มันไม่จบ ก็คนนั่นแลทำให้มันไม่จบ

เมื่อสองปีก่อน ข้าพเจ้าก็ถูกลากเข้าไปในวงเวียนของการให้แบบมีสไตล์ Stylish giving... ยูให้ของใคร ยูต้องคิดให้มากนะว่า ของสิ่งนั้นไปทำร้ายเขาในระยะยาวหรือเปล่า

การนำสิ่งของไปช่วยเหลือชาวเขา แง่หนึ่งเป็นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ อีกแง่หนึ่งเป็นการสปอยล์ให้เขาเอาแต่งอมืองอเท้า รอแต่การช่วยเหลือ หรือเปล่า? สิ่งของที่เอาไปให้ เขาจำเป็นจริงหรือ? เขาต้องการหรือ? หรือเขาเอาไปขายแลกเงินมาซื้อของที่เขาจำเป็นจริง ๆ? มีวิธีช่วยเหลือเขาที่ดีกว่านี้ไหม? ทำไมไม่สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเอง? ไปสอนอาชีพให้เขาสิ ไปทำงู้นสิ ไปทำงี้สิ บลา ๆ ๆ หลากหลายคำแนะนำพร่างพรูออกจากปากผู้ที่มีสถานพำนักเป็น "บ้านดิน" ที่ไม่เหมือนใคร และภูมิใจมากมายกับความสำเร็จที่มีบ้านสร้างเองไม่เหมือนใครนั้น

"งั้นปีหน้าโยมไปด้วยกันสิ จักได้ทำตามสิ่งที่โยมเสนอ"

"....."

"เอ่อ..."

"คือแบบว่า มันไม่ว่างอ่ะนะ"

"ไม่มีคนอยู่บ้านอะ ไม่มีคนดูแล (เดี๋ยวบ้านหาย บ้านดินเชียวนะตะเอง)"

วงเวียนแห่งความเครียด โจทย์ที่หลายคนหยิบยื่นให้ข้าพเจ้าในฐานะเป็นโต้โผ จัดคาราวานบุญไปให้การสงเคราะห์ชาวเขา ถูกทำลายลงในวินาทีนั้นเอง

เข้าถึงสัจจธรรมที่ว่า คนเรารักตัวเองที่ซู๊ด... และคนเรามักช่วยเหลือผู้อื่นด้วยปาก มากกว่าการกระทำ

วินาทีนั้น ร้อยแปดล้านคำแนะนำ มันกลายเป็นอากาสธาตุไปหมด (ทั้งที่ความจริงมันก็เป็นอากาสธาตุอยู่แล้ว เราเองนั่นและไปหยิบคำพูดของคนโน้นคนนี้มาเครียด คล้ายกับเป็นมิสชั่นที่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ)

คนเรามีปากก็พูดกันไป สรรเสริญ นินทา มันเป็นธรรมของโลกจริง ๆ (จริง... จริ๊ง ไม่โกหกหรอก)

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเกือบหมดแรงทำงานไปแล้ว ด้วยเจอเสียงตำหนิติเตียนและเงื่อนไขมิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ล ต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้มากมาย ที่ผู้ร่วมเดินทางไปด้วยยัดเยียดให้