เม้นท์ถามบุญชู ตอบสระอูยาวกว่า
posted on 19 Sep 2009 08:56 by akkarakitt in Dharmaยิ่งห้ามใจตัวเอง เหมือนยิ่งยุ ว่าจักอำลาวงการบร๊อก ๆ โบร๋ว... ไปอ่านหนังสือสอบนักธรรมเอก ซึ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ ก็ดันมีประกายแปร๊บ ๆ มาจุดไฟให้โม้สะบัด เอ็นทรี่ก่อนก็ว่าจักบ่นเงียบ ๆ อยู่ในบล็อก เพราะอ่านบทความหนึ่งแล้วมันจี๊ดคันหัวใจ เลยลุกขึ้นมาเกา ปรากฏอาการคันลามไปเหมือนไฟลามทุ่ง หายคันตรงนี้แล้ว ก็ไปคันที่อื่นต่อ ที่อาการคันมันลามไปนี่เพราะมีเม้นท์บุญชู สระอูย๊าวยาวเข้ามา ครับ
เอาละ ครับ เข้าสู่การตอบเม้นท์ที่สระอูยาวกว่าที่บุญชูถามมาเสียอีก ขอทะยอยตอบทีละส่วน ขอยกส่วนสุดท้ายขึ้นมาตอบก่อน สีน้ำเงินเป็นเม้นท์ สีน้ำตาลเป็นคำตอบ
ผมคิดอย่างนี้ครับ
เรื่องศาสตร์แห่งการพ้นทุกข์ คิดเอาเองไม่ได้ ครับ ถ้าคิดเอาเองแล้วหลุดพ้นได้ มีอยู่ ๒ บุคคล คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า (ตรัสรู้เอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนา) กับพระพุทธเจ้า ในระหว่างที่ศาสนาพุทธยังไม่สูญสิ้นไป คือ ยังมีพระไตรปิฎกอยู่ จักไม่มีทางเกิดพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าขึ้นเด็ดขาด
มีคนคิดหาวิธีพ้นทุกข์ หรือหลุดพ้นเอาเองอยู่มากมายในวัฏสงสารนี้ บางศาสนาเก่าแก่กว่าศาสนาพุทธเสียอีก เช่น ศาสนาพราหมณ์ แต่คำสอนถึงที่สุดแล้ว ก็มิได้พ้นทุกข์จริง เพราะฉะนั้น หากอยากพ้นทุกข์ ต้องเลิกคิดเอาเอง แล้วเริ่มลงมือศึกษา ครับว่า พระพุทธเจ้าตรัสกระไรไว้ ธรรมะของพระองค์หน้าตาเป็นอย่างไร
ทางพุทธเองก็มีหลักมีเกณฑ์ในการให้ทานมิใช่หรือครับ หรือว่าบรรดาชาวพุทธที่ผมได้สัมผัสมานั้นกล่าวอ้างเกินจริงไป
ผมจำได้เลือนลางว่า
1. ต้องมีเจตนาดีเป็นที่ตั้ง
2. ผู้รับต้องเป็นผู้สมควรแก่การให้
3. ต้องให้ด้วยความตั้งใจจริง ให้เปล่า มิใช่ให้ด้วยว่าหวังผลตอบแทน
คำสอนทั้งหลายในศาสนาพุทธ เป็นการชี้แจงว่า ทำอย่างนี้ ได้อย่างนั้น
ทำอย่างนั้น ได้อย่างนี้ มิใช่ข้อบังคับให้ทำ หากเชื่อก็ทำตาม หากไม่เชื่อ
พิจารณาแล้ว ไม่สมเหตุสมผล ก็ตามสบาย ครับ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เองว่า
อักขาตาโร ตถาคตา "ตถาคต เป็นเพียงผู้บอก"
ข้อแนะนำการให้ทานในศาสนาพุทธมีอยู่ในทักขิณาวิภังคสูตร ว่าโดยย่อ คือ ต้องมีเจตนาที่ดี มีใจยินดีในการให้ ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ไปแล้ว
ท่านจำแนกทานไว้ ๒ แบบ คือ ทานที่ให้เฉพาะเจาะจงตัวบุคคล เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน กับทานที่ถวายแด่หมู่พระภิกษุไม่เจาะจง เรียกว่า สังฆทาน
ในปาฏิปุคคลิกทาน จำแนกผู้รับทานที่ถวายแล้ว มีอานิสงส์มากน้อยแตกต่างกัน ออกไปอีกเป็น ๑๔ ลำดับ จากอานิสงส์มากไปน้อยดังนี้
๑. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. พระอรหันตสาวก
๔. ผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระอรหันต์
๕. พระอนาคามี
๖. ผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระอนาคามี
๗. พระสกทาคามี
๘. ผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระสกทาคามี
๙. พระโสดาบัน
๑๐. ผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระโสดาบัน
๑๑. นักบวชนอกศาสนาพุทธผู้ได้โลกิยอภิญญาสมาบัติ (ได้โลกิยฌาน/แสดงฤทธิ์ได้)
๑๒. คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) ที่มีศีล
๑๓. คฤหัสถ์ ผู้ทุศีล
๑๔. สัตว์เดรัจฉาน
(พระอริยบุคคลในศาสนาพุทธ มี ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์)
แล้วแสดงอีกว่า สังฆทาน นั้น มีอานิสงส์มากกว่าถวายปาฏิปุคคลิกทานให้แด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเองเสียอีก
ลำดับถัดมา การให้ทานที่บริสุทธิ์มีอานิสงส์มาก ขึ้นกับความบริสุทธิ์ของผู้ให้ กับผู้รับ ด้วย
คิดว่าการบำเพ็ญเพื่อให้หลุดพ้นต่าง ๆ เป็นการหวังผลตอบแทนไหมครับ ในเชิงปรัชญา
ไม่ใช่นักปรัชญา ครับ เลยตอบเชิงปรัชญาไม่ได้ อยากทราบต้องไปถามนักปรัชญา (ไม่ได้กวนโอ้ยนะ หมายความเช่นนั้นจริง ๆ)
ถ้าในเชิงศาสนาพุทธ การหวังความหลุดพ้น ไม่เป็นการหวังผลตอบแทน ครับ นิพพานไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการหวัง แต่ด้วยการปฏิบัติ ด้วยความเพียร ด้วยปัญญา และด้วยการสร้างเหตุ การหวังความหลุดพ้น คือ การไม่หวังเอาอะไรสักอย่างเลยนั่นเอง คำว่า "หวังผลตอบแทน" ในที่นี้ท่านหมายเอา หวังผลตอบแทนคืนมาในเชิงโลกธรรม เช่น ได้รับคำสรรเสริญยกย่อง ได้รับรางวัลตอบแทน เป็นต้น
ทั้งยังเคยได้ยินมาอีกว่า ศาสดาแห่งพุทธศาสนานั้นสอนให้เรารู้จักคิด เป็นศาสนาที่ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ยิ่ง
อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้ถ่ายทอดนั้นเป็นอาจารย์ของเรา
อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าเขาเล่าสืบต่อกันมา
ยิ่งคิดผมยิ่งเหมือนคนนอกรีตนะครับ แหะ แหะ
ที่เคยได้ยินมานั่นถูกแล้ว แต่ที่ไม่ถูก คือ ศาสนาพุทธ เป็นเอกเทศ อยู่ได้ด้วยตัวเอง ครับ มิต้องไปเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกับใคร เป็นศาสตร์ว่าด้วยการพ้นทุกข์เป็นหลัก ส่วนนักวิทยาศาสตร์จักไปเทียบว่า ศาสนาพุทธใกล้เคียงวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ ศาสนาพุทธมิได้สนใจ ครับว่า จักเป็นวิทยาศาสตร์ หรือไม่เป็น (คัดจากคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์)
และพูดตามความเป็นจริงแล้ว วิทยาศาสตร์ยังหยาบกว่าพุทธศาสตร์มาก บางอย่างวิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง พุทธศาสตร์ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
วิทยาศาสตร์ยังมีการเจริญ มีเสื่อม คือ หากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบทฤษฎีใหม่ ๆ ทฤษฎีเก่า ก็เป็นอันล้มเลิก ส่วนพุทธศาสตร์เป็นจริงอยู่อย่างนั้นมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว พิสูจน์เมื่อไหร่ ความจริงก็ยังคงเดิม เป็นอกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาลเวลา) จักเอาสิ่งที่ยังขึ้นอยู่กับกาลเวลา (บางอย่างจริงในบางเวลา เช่น เชื่อว่าโลกแบน ก็เป็นจริงอยู่พักหนึ่งในอดีต พอพิสูจน์ได้ว่า โลกกลม ความเชื่อว่าโลกแบนก็ล้มเลิกไป หรือให้แอ๊ดวานซ์ขึ้นมาหน่อย สมัยหนึ่งเชื่อว่า สสาร หรือมวลไม่หายไปจากโลก แต่พอไอน์สไตน์ค้นพบ สูตร E=mc^2 สสาร หรือมวลสามารถแปรเป็นพลังงานได้ คำว่า สสาร หรือมวลไม่หายไปจากโลกก็ไม่เป็นจริง) ไปเทียบกับสิ่งที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา คงเทียบกันไม่ได้ ครับ
วิทยาศาสตร์ก็เหมือนเด็กน้อย ค่อย ๆ ลองผิด ลองถูกกันไป จนกว่าจักได้ผลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
พุทธศาสตร์ จริงมาตั้งแต่ต้น ครับ ไม่ต้องลองผิดลองถูกกันอีก
ไม่นอกรีตหรอก ครับ คนเรามีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ฝันกันได้ แต่จริงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่ผมอยากได้สดับกับศาสดาของทุกศาสนาโดยตรงก็คึือ
พระบรมศาสดายังคงอยู่เสมอ ครับ สามารถสดับได้ทุกเวลา (เพียงแต่สนใจสดับหรือเปล่า เท่านั้นเอง) เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้กับพระวักกลิว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" และตรัสไว้กับพระอานนท์เมื่อใกล้ปรินิพพานว่า "เมื่อตถาคตดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยนั่นแล จักเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป"
ฉะนั้น พระพุทธองค์ก็คือพระไตรปิฎกนั่นเอง การศึกษาธรรมะ ก็คือการได้สดับกับพระศาสดาโดยตรง นั่นแล
เราทราบได้อย่างไรว่า การหลุดพ้น หรือการได้รับเลือกให้อยู่กับพระเจ้านั้น เป็นความสุขที่แท้จริง
ต้องลองปฏิบัติเอง ครับ คิด ๆ ฝัน ๆ นึก ๆ เอาเองไม่ได้ ศาสนาพุทธท้าให้มาพิสูจน์ ครับว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นจริงหรือไม่? (แต่ก็มีน้อยคนจักเข้ามาพิสูจน์ เพราะมัวแต่นึก ๆ ฝัน ๆ อยู่นั่นแหละ) การพิสูจน์ คือการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ครับ ไม่ใช่การอ่านคัมภีร์ หรือฟังผลของการปฏิบัติจากผู้อื่น
ความสุขของใคร ก็ควรจะเป็นของคนผู้นั้น
ถูกต้อง ครับ
หากคนผู้นั้นพึงพอใจในการเวียนว่ายตายเกิด ใครจะบอกได้กันว่าเขานั้นเลือกเส้นทางผิด
ศาสนาพุทธไม่เคยตำหนิว่า ใครผิด หรือใครถูก ครับ ศาสนาพุทธเพียงชี้ให้เห็นว่า การเกิดเป็นทุกข์ การมีขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ถ้าทำอย่างนี้อย่างนั้นแล้ว ไม่ต้องมาเกิดอีก หรือถ้าเลือกทำอย่างนี้แล้ว จักมีผลเป็นเยี่ยงไร อย่างศีล ๕ ก็เพียงบอกว่า รักษาแล้วดีอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่รักษาแล้ว จักมีผลเลวร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนใครจักรักษาหรือไม่ ไปเลือกกันเอง ครับ
แม้กระทั่งพระเทวทัต ทำสังฆเภท หรือยุยงให้หมู่ภิกษุสงฆ์แตกแยก วางแผนจักปลงพระชนม์พระพุทธองค์ตั้งหลายครา สุดท้ายกลิ้งหินมาให้ทับพระองค์แต่ไม่สำเร็จ เศษหินกระเด็นมาทำพระพุทธเจ้าทรงห้อพระโลหิต พระพุทธเจ้ายังไม่ตำหนิเลย กลับตรัสว่า เรารักพระราหุล (ลูกชายของพระองค์เอง) เท่าไร ก็รักพระเทวทัตเท่านั้น และตรัสพยากรณ์ว่า เมื่อพระเทวทัตได้ชดใช้กรรมในอเวจีมหานรกสิ้นแล้ว จักมาอุบัติเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล
ฉะนั้น เรื่องใครพอใจจักเวียนว่ายตายเกิด ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ถูกต้องแล้ว
การปล่อยวางนั้นย่อมดีแน่ ในสถานการณ์ประเภทหนึ่ง
แต่การปล่อยวางทุกสิ่งก็ย่อมไม่น่าจะดีเช่นกัน เนื่องจากไม่นำไปสู่ความเจริญของสติปัญญา
ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า "ปล่อยวาง" ให้ดี ครับ คำว่า ปล่อยวาง หรืออุเบกขา ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่ การละเลย ครับ แต่คือการละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ คนชอบเข้าใจสับสนระหว่าง "ปล่อยวาง" กับ "ละเลย" ยกตัวอย่างเช่น
เราต้องการไปช่วยคนพิการ เราต้องทำให้ดีที่สุด ศึกษาให้มากที่สุด เข้าใจให้มากที่สุด ตามกำลังความสามารถของเรา ถ้าเกินความสามารถ ก็ให้ปล่อยวาง หรือช่วยอย่างดีที่สุดแล้ว ผลไม่ได้อย่างที่หวัง ก็ต้องปล่อยวาง คือ ละความยึดมั่นถือมั่นในผลที่จักเกิดขึ้น ว่าเป็นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ส่วนคนที่ละเลย คิดว่า คนพิการเหรอ ช่างแมร่งปะไร ใครจักคิดกับคนพิการอย่างไร ช่างแมร่งปะไร ไม่เกี่ยวกับกรู พวกเมิงไปจัดการกันเองเหอะ กรูไม่ใส่ใจ แล้วก็อ้างว่า กรูปล่อยวาง
เป็นต้น
เข้าใจว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงเน้นให้เดินทางสายกลาง ผมเองก็เชื่อเหลือเกินว่า ทางสายกลา่งของแต่ละคนนั้นจะไม่ใช่ทางเส้นเดียวกันก็เป็นไปได้
ถูกต้อง ครับ ทางสายกลางของแต่ละคน และเป็นปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น
การให้ด้วยใจที่ดูแคลน มองว่าเขาต่ำกว่าเรานั้นย่อมไม่ดีแน่ แม้แต่สรรพสัตว์ที่มิได้พูดจาภาษามนุษย์ หรือแม้แต่ต้นหญ้า ผมยังคิดว่าเราควรเคารพสิทธิของเขาด้วยเช่นกัน
อันนี้ก็แล้วแต่จักคิด ศาสนาพุทธ นิยามสัตว์เดรัจฉานว่า เป็นสัตว์ในอบาย คือ ภูมิที่ไม่มีความเจริญ แต่ในแง่ของจิตแล้ว คนและสัตว์นั้น เสมอกัน ครับ กล่าวคือ คนก็สามารถไปเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ก็สามารถเกิดเป็นคน ตามกรรมที่แต่ละจิตกระทำไว้ ไม่มีด้อยกว่า เด่นกว่า ต่ำกว่า สูงกว่า ด้วยความแตกต่างทางกายภาพ แต่แตกต่างด้วยคุณธรรม และศีลธรรม ครับ
ต้นหญ้า เป็นอนุปาทินนกสังขาร สังขารไม่มีใจครอง คือ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดนั่นเอง
สิทธิ เป็นสิ่งที่คนสมมุติขึ้น ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติว่า หญ้ามีสิทธิ์ มันก็มีสิทธิ์ สำหรับคนที่สมมุตินั้น ครับ
คำว่า ควร หรือไม่ควร ก็เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นเช่นกัน คนหนึ่งให้ค่าสิ่งหนึ่งว่า ดี ก็เห็นว่า ควร ให้ค่าอีกสิ่งหนึ่งไม่ดี ก็เห็นว่า ไม่ควร
และด้วยเหตุที่มนุษย์นั้นมีความคิด มีความซับซ้อนยิ่งกว่า
ต่างคนก็ต่างเดินไปในทางที่ตนเห็นว่าดี
แต่ใครกันที่จะเป็นคนตัดสินว่าทางเส้นใดนั้นดีที่สุด
หรือนั่นควรจะเป็นเส้นทางของใครของมันมาตั้งแต่แรก
ตัวเราเองนั่นแล เป็นคนตัดสินว่า เส้นทางไหนดีที่สุด สำหรับตัวเราเอง
ไม่ว่าใครจะผลักดันสิ่งใดด้วยวิธีการอย่างไร ผมก็นับถือเหลือเกิน ที่เขาได้แสดงออกมาด้วยเจตนาที่หวังจะเห็นสิ่งที่ดีขึ้น
ข้าพเจ้าก็นับถือเช่นกัน
ไม่ว่าจะทำได้เพียงแค่วาจา หรือจะได้ลงมือปฏิบัติ
แม้เศษเสี้ยวที่คิดว่าจะทำเรื่องดีให้บังเกิดขึ้น
แค่เท่านั้นผมก็นับถือแล้วครับ
ไม่ว่าใคร ไม่สั่งสอนใครทั้งสิ้น ที่คิดดี จะขอน้อมรับเรื่องดี ด้านที่ดีของคนผู้นับ เก็บมายกย่องไว้ในใจ และสรรเสริญไว้เมื่อสบโอกาส
สาธุ ครับ
การตอบเม้นท์สระอูยาวกว่า ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 22 Sep 2009 11:21:36 by Dhammasarokikku


ปล. ท่านสอบเมื่อไหร่คะนี่ เห็นอัพบล๊อกบ่อยมาก อิอิ ฉันไม่แน่ใจว่า อวยพรให้พระสงฆ์สอบได้นี่แปลกๆ ผิดธรรมเนียมอะไรมั๊ย เอาเป็นว่าตัดธรรมเนียมปฏิบัติที่แปลกๆ ที่ฉันไม่ชินออกไป เหลือแต่ว่าฉันเอาใจช่วยท่านเรื่องการสอบนักธรรมโท และขอโมทนาสาธุบุญกุศล ที่ท่านอุตสาหะในการร่ำเรียนธรรมะ เพื่อเป็นประโยชน์แก่การหลุดพ้นและสังคมด้วยนะคะ สู้ๆค่ะ
#1 By Rinna ♥ on 2009-09-20 02:27