คำตอบสำหรับนักสงสัยแห่งชาติ
posted on 28 Sep 2009 21:34 by akkarakitt in Dharmaออกอากาศซะเลย ไหน ๆ ก็ดองบล็อกมาหลายวัน มี ems. หลังไมค์เข้ามา ขออนุญาตเจ้าของคำถามประกาศออกไมค์เพราะคงตอบยาว ส่งทาง ems. คงยาวจนต้องแบ่งเป็นหลาย ๆ อัน ขอสารภาพว่า ขี้เกียจ ครับ ไปดูคำถามกันเลย สีน้ำเงิน คือ คำถาม สีดำ คือ คำตอบ
นมัสการครับหลวงพี่
พอดีมีเรื่องที่นึกสงสัยขึ้นมา อยากรบกวนถามหลวงพี่สักหน่อย
1.ถ้าความดี-ความเลวเป็นสัจธรรมของจักรวาล และสมมติว่านรก-สวรรค์มีจริง ในนรกจะมีสัตว์นรกและในสวรรค์จะมีเทวดาจากต่างดาวหรือไม่?
ก่อนจักลุยเข้าไปตอบปัญหาของจักรวาล เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องอจินไตย ไม่ควรคิด ๔ ข้อ คือ เรื่องของโลก ผู้คิดใคร่ครวญเรื่องราวเหล่านี้ หวังผลได้ ๒ ประการ ไม่บ้า ก็เป็นโรคประสาท
แต่หากไม่มีคำอธิบายเสียเลย จักกลายเป็นว่า ศาสนาพุทธไม่ไร้เทียมทานจริง เพราะทุกศาสนาจักมีจุดหนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือไม่มีเหตุผลที่ฟังเข้าท่ารองรับ เช่น พระเจ้าสร้างมนุษย์ทำไม? พระเจ้าสร้างมนุษย์จริงเหรอ? ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง แล้วมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ปัญหาแบ๊ว ๆ พวกนี้ จักถูกตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า นั่นเป็นเรื่องที่เกินศักยภาพสมองมนุษย์จักทำความเข้าใจได้ หรือเราต้องมีศรัทธาดิ ไปสงสัยพระเจ้าได้อย่างไร ท่านว่าอย่างไรเราต้องเชื่ออย่างนั้น ความสงสัยเป็นมารของความศรัทธา กระไรเทือกนั้น (ข้าพเจ้าว่า ศรัทธาเป็นมารของปัญญามากกว่า)
เรื่องราวเหล่านี้ ก็มีอธิบายไว้ ครับ สำหรับนักสงสัย ซึ่งที่สุดแล้ว ความสงสัยก็ไม่มีทางหายไปได้ จนกว่าจักได้เข้าไปพิสูจน์ด้วยตนเอง ซึ่งการพิสูจน์ด้วยตนเองนั้น ต้องไปนั่งฝึกอภิญญา ครับ แล้วอภิญญามันฝึกกันได้ง่าย ๆ เสียที่ไหน ต้องมีความเพียรอย่างยิ่งยวด และการฝึกอภิญญาบางทีไม่ได้ฝึกสำเร็จกันในชาติเดียว ต้องสั่งสมการฝึกฝนจิตกันข้ามชาติ ต้องลองถามตัวเอง ครับ ถ้าฝึกไปแล้วพบว่า ตัวเองไม่ได้มีของเก่าสั่งสมมา ต้องเริ่มจากศูนย์ แล้วต้องกลับมาเกิดอีกนับแสนนับล้านชาติ เพียงเพื่อฝึกฝนจิตให้ได้อภิืญญา มันคุ้มกับความสงสัยหรือไม่ หรือเพียงเรารู้ว่า จิตกำลังสงสัย ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่อยาก และไม่ไม่อยากให้ความสงสัยดับ ความสงสัยก็ดับไปเอง แล้วมุ่งสู่หนทางที่ดับทุกข์ได้จริง ดีกว่ามัวสงสัย ค้นคว้า ไปทั้งชีวิต แล้วก็ไม่พบแก่นสารสาระกระไรที่ช่วยให้พ้นทุกข์เลย นอกจากสนองกิเลสความขี้สงสัยในจิตเราเท่านั้น
มีข้อปลอบประโลมใจสักเล็กน้อยสำหรับนักสงสัยที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่อาจไม่สงสัยได้ ผู้ที่มีความสนใจในอภิญญา ส่วนใหญ่มีของเก่ามาแล้วทั้งนั้น เพราะความสนใจในอภิญญานั่นแล ที่ติดตามตัวมาข้ามภพข้ามชาติ
เรื่องพวกนี้ที่สุดแล้ว แม้ไม่อยากรู้ ก็จักได้รู้ ครับ เมื่อเราตายลง (แต่พอกลับมาเกิดใหม่ ก็ลืมหมด) หรือจิตหมดกิเลส (ถึงเวลานั้น ความรู้ทั้งหลายก็ไม่มีค่ากระไร) อุปมาเหมือนการพ้นทุกข์ ต้องการใช้ความรู้เพียงว่า 1+1 เท่่ากับเท่าไหร่ มีขั้นตอนยังไง แต่เราไม่เชื่อว่า มันใช้ความรู้แค่นั้นเองเพื่อพ้นทุกข์ มันต้องใช้มากกว่านั้นสิ ดูวิทยาศาสตร์สิ ต้องเรียนตั้งแต่คณิตศาสตร์พื้นฐาน จนไปเป็นแคลคูลัส ต่อด้วยแม็ทขั้นสูง แล้วก็ยังไม่จบ มีให้ต่อด็อกเตอร์ จนเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อจักศึกษาไปจนถึงที่สุดของที่สุดแล้ว พบว่า สุดท้ายมันก็ใช้แค่ 1+1 เท่ากับเท่าไหร่นั่นแหละ
ซึ่งถ้าเที่ยบเป็นทางธรรม ก็คือการศึกษาธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อย่างเอาเป็นเอาตาย ดูพระพุทธเจ้าสิ พระองค์รู้สิ่งต่าง ๆ ตั้งมากมาย ทรงเป็นสัพพัญญู รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นพระองค์คงสะสมความรู้มาอย่างมหากาฬ สะสมมาเรื่อย ๆ นับแสนนับล้านชาติ ดังนั้นหากเราต้องการจักตรัสรู้ตามบ้าง ก็คงต้องเริ่มจากศึกษาพระไตรปิฎกให้ครบทั้ง ๔๕ เล่ม พร้อมทั้งวิชาการทางโลก และทางจิตวิญญาณทั้งหลายจนถ้วนกระบวนความแล้วก็ได้ตรัสรู้ตามเป็นพระอรหันตสาวก
นี่คิดเอาเอง ครับว่า พระพุทธเจ้ามีการสั่งสมความรู้มาเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายรู้ถึงที่สุดแล้ว ก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า จริงอยู่แล พระพุทธเจ้าสั่งสมบารมี และความรู้ที่ต้องนำไปใช้เป็นบรมครูสั่งสอนเวไนยสัตว์มามากมาย แต่ตอนตรัสรู้นั้น ใช้ความรู้แค่นิดเดียวเท่านั้น ความรู้ที่ว่า คงเคยได้ยินมาบ่อย ๆ ว่า พระองค์ "ตั้งพระวรกายตรง ดำรงพระสติมั่นอยู่เฉพาะหน้า"
เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็เอาความรู้นิดเีดียวเพื่อการตรัสรู้ดับกิเลสเป็นสมุทเฉทปหานนั้น มาแยกแยะเป็นคำสั่งสอนถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ด้วยเหตุที่คนเรามีจริตแตกต่างกัน ประสบการณ์แตกต่างกัน ปัญญาต่างกัน ความจริงแล้วหากเราพบพระธรรมที่ตรงกับเรา เพียงพระธรรมขันธ์เดียว ก็สามารถหลุดพ้นได้ มีตัวอย่างในพระธรรมบท เรื่องพระจูฬปันถกเถระ จำเพียงคาถาว่า "รโชหรณัง" คาถาเดียวก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้
พุทธศาสตร์ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์ ครับ ไม่ต้องรู้กระไรมากมาย แค่รู้ว่า 1+1 เท่ากับเท่าไหร่ และการบวกมีขั้นตอนอย่างไร ซึ่งในภาษาพุทธศาสตร์ ก็คือการเจริญสติ และวิปัสสนา นั่นก็คือการรู้กายรู้ใจตนเองตามความเป็นจริง แค่นั้นก็หลุดพ้นได้
หากจักบอกแก่นักสงสัยว่า อย่าสงสัยเลย แค่รู้วิธีบวกเลย 1+1 เท่ากับเท่าไหร่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว นักสงสัยก็คงไม่เชื่อ ครับ งั้นเราไปตอบคำถามกัน ขอรีพีทคำถามอีกที
1.ถ้าความดี-ความเลวเป็นสัจธรรมของจักรวาล และสมมติว่านรก-สวรรค์มีจริง ในนรกจะมีสัตว์นรกและในสวรรค์จะมีเทวดาจากต่างดาวหรือไม่?
มี ครับ
เรื่องนรกสวรรค์ไม่ต้องสมมุติหรอก พระพุทธเจ้าก็ยืนยัน แม้ในพระสูตรแรกที่แสดง ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ ก็มีกล่าวถึงสวรรค์ทั้งหกชั้น และพรหมทั้งยี่สิบชั้นเรียบร้อยแล้ว
2.ต่างดาวจะมีพระศาสดาไปโปรดสัตว์ทั้งหลายบนดาวดวงนั้นหรือไม่ (ถ้ามี แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวก็ทุกข์เป็น)
มี ครับ ก็ศาสดาจากชมพูทวีปนี่แหละ ไปโปรด คำว่า "ทวีป" ความจริงแล้ว (จากถ้อยคำของพระที่ได้อะไรพิเศษ ๆ หลาย ๆ รูป พูดตรงกันว่า) เป็นการแบ่งแยกจักรวาลของคนโบราณ ต่างดาวเขาเรียกโลกเราว่า "โลกชมภู" (แต่ในตำราปราชญ์ทั้งหลายนิยามไว้ว่า "เกาะ หรือแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสัตว์")
ในพระไตรปิฎกก็มีการกล่าวถึงทวีปอื่น ซึ่งความจริงแล้ว จากปากคำของพระสายปฏิบัติ ท่านอธิบายว่า อยู่ที่ดาวดวงอื่น เช่น อุตตรกุรุทวีป (พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาต สมัยที่เสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) หรืออมรโคยานทวีป เป็นต้น
ฉะนั้น ที่เข้าใจกันว่า ชมพูทวีป คือ อินตระเดีย กับอีกหลายประเทศนั้น อาจแคบเกินไป ครับ ชมพูทวีปในพระไตรปิฎกอาจหมายถึงโลกเราทั้งใบเลยต่างหาก (ถ้าเข้าใจไม่ผิด ชมภูทวีป มิได้มีที่โลกเรานี้ที่เดียว) และเมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าอาจจักมิได้ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ที่อินตระเดียก็ได้ ครับ แต่ประสูติที่ใดก็ได้บนโลกใบนี้ แม้กระทั่งประเทศไทย (ถามนิดเดียวตอบซะยาวเลยกรู)
3.ถ้าชาติหน้ามีจริง เรามีโอกาสจะไปเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไม่?
มีโอกาส ครับ แต่การที่จักได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาว อยู่เกินวิสัยที่ข้าพเจ้าจักอธิบายได้ ตามที่ได้ศึกษามา หลักการไปเกิดในต่างดาวก็คงคล้าย ๆ กับการไปเกิดในป่าหิมพานต์กระมัง ในป่าหิมพานต์ จักมีสัตว์ในวรรณคดีมากมาย เช่น นกกินรี สัตว์เหล่านี้ทำกรรมใดก็ไม่ทราบ ถึงต้องมาเกิดเป็นสัตว์ทิพย์ประเภทนี้ อย่างพญานาคนี่พอจักมีในธรรมบท คือมีภิกษุรูปหนึ่งไปเกาะเรือเล่นน้ำ แล้วไปจับตะไคร่น้ำหลุดติดมือมา ต้องอาบัติปาจิตตีย์พรากของเขียว ขึ้นฝั่งมาแล้ว กำลังกังวลถึงอาบัติของตัวเอง รอจักปลงอาบัติกับภิกษุรูปอื่น ก็มาลมกำเริบตายไปเสียก่อน เลยได้ไปเกิดเป็นพญานาค ซึ่งเป็นภูมิของสัตว์เดรัจฉาน หรือหนึ่งในอบายภูมิสี่นั่นเอง
ผู้ที่เคยไปสัมผัสมนุษย์ต่างดาว เล่าให้ฟังว่า (จริงไม่จริงไม่รู้นะ เล่าตามที่ฟังมา) มนุษย์ต่างดาวก็มีหน้าตาผิวพรรณเหมือนเรานี่แหละ คนบนดาวบางดวงมีอายุยืนยาวเป็นหมื่นปี ไม่มีการแก่ ข้าวไม่ต้องปลูก ขึ้นเอง แล้วก็ออกรวงมาไม่มีเปลือก ไม่ต้องสี เอาข้าวใส่หม้อแล้ววางบนแก้วมณี ข้าวก็สุกเอง กับข้าวก็ไม่ต้องมี เพียงคิดว่า อยากกินรสกระไร ข้าวก็จักมีรสตามที่ต้องการ (อ้อ... ความในตอนนี้ พระพุทธเจ้ามีตรัสไว้ถึงชาวอุตตรกุรุทวีปด้วย เพิ่งนึกออก)
สิ่งเหล่านี้ท่านอธิบายว่า เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งคุณธรรม คือ ชาวต่างดาวนั้น รักษาศีล ๘ กันเป็นปกติ ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรม จึงเกิดมีแก้วมณีสารพัดนึกขึ้น (สำหรับโลกชมภู หรือโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ คงฝันไปเหอะ แค่ให้มีศีลห้ากันสักครึ่งประเทศ ยังทำไม่ได้เลย)
ตามความเห็นของข้าพเจ้า ความเป็นอยู่ของชาวต่างดาวที่ยกตัวอย่างมา ก็มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับเทวดานางฟ้า แต่ไหงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งก็คิดว่า ภพภูมิที่เราจักไปเกิดนี่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เราทำกรรมใดไว้ เราก็จักได้รับผลของกรรมนั้น ๆ ถ้าแบ่งกันให้ละเอียดจริง ๆ คนห้าร้อยคนตกนรก คงมีนรกห้าร้อยขุมรองรับ สมมุติว่า เป็นนรกใหญ่สำหรับทรมานผู้ที่ทำปาณาติบาต ทว่าแต่ละคน แม้จักฆ่าสัตว์เหมือน ๆ กัน แต่ชนิดของสัตว์ วิธีการฆ่า และรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ไม่เหมือนกัน เขาก็จัดพวกที่ต้องถูกลงโทษคล้าย ๆ กันมาไว้รวมกัน แล้วเรียกว่า มหานรก ส่วนแต่ละคนก็จักถูกทรมานตามแบบฉบับกรรมที่ตนเองกระทำมา ไม่เหมือนกันเลยสักคนเดียว
หลักการเดียวกับที่อธิบายนรกนี่แล เกิดเราทำความดี แต่ทำกระไรผิดเพี้ยนไปสักอย่างหนึ่ง เช่น อาจจักทำบุญ เหมือน ๆ ชาวบ้านเขา แต่ใจคิดอยากทำบุญเอาหน้า ก็แสดงว่า ขณะที่ทำบุญ มีกุศลจิต เกิดแทบจักพร้อมกับอกุศลจิต เลยทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์หน้าตาแปลก ๆ เป็นต้น
ฟุ้งมะ? บอกแล้วว่า อธิบายไปก็แก้ความสงสัยไม่ได้ดอก แถมอาจสงสัยยิ่งกว่าเดิม
ที่แสดงไว้ ก็เพื่อบอกให้รู้เป็นแนวทางว่า ศาสนาพุทธมีอธิบายทุกอย่างไว้อย่างละเอียดลออ แต่ท่านไม่แนะให้ศึกษา มันคือใบไม้ในป่าที่อยู่นอกกำมือ หรือศาสตร์ที่อยู่นอกไปจากศาสตร์เพื่อการพ้นทุกข์ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเลือกมาแนะนำสั่งสอนแล้ว ไปศึกษาวิธีบวกเลข 1+1 เป็นเท่าไหร่ดีกว่า รู้คำตอบเมื่อไหร่ สิ่งทั้งหลายที่สงสัยนี้ ก็จักถูกเฉลยเอง (ก็เจริญสตินั่นแล)
4.ถ้าชาติหน้ามีจริงและเราต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์จากดาวโลกเท่านั้น แล้วจู่ๆโลกแตกไป เราจะไปเกิดที่ไหน? ถ้าเราไม่เลวพอที่จะตกนรก หรือดีพอที่จะขึ้นสวรรค์
คำถามนี้ อาจจักตรงกับคำตอบของข้อที่แล้ว เพราะเลวไม่พอจักตกนรก แล้วก็ดีไม่พอที่จักขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกัน ก็ไม่เฮงซวยพอที่จักมาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกชมภูบุบ ๆ เบี้ยว ๆ ใบนี้ ก็เลยไปเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวนั่นแล
ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ
สาธุ ครับ
การอธิบายเรื่องอจินไตยที่ไร้สาระ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. ที่สุดแล้ว คำตอบเหล่านี้ ก็มิสามารถทำให้นักสงสัย คลายสงสัยได้ (หรืออาจสงสัยยิ่งกว่าเดิม) อยากทราบว่า สิ่งที่เขียนมาทั้งหมด จริงหรือไม่ คงต้องลองมาฝึกอภิญญากันดู ครับ แล้วจักได้พิสูจน์ความในพระไตรปิฎก แลสิ่งทั้งหลายที่ข้าำพเจ้าอรรถาธิบายมา ด้วยตนเอง ถ้ามัวแต่คิด ๆ นึก ๆ ฝัน ๆ เอาเอง ตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือหลักใดก็ตามแต่ คงได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น คือ ความเป็นโรคประสาท หรือบ้า นั่นเอง
edit @ 29 Sep 2009 15:32:32 by Dhammasarokikku
)
)

ว่าไป ตอนที่บวชได้อ่านพุทธประวัติ ช่างเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่กำกวมเสียนี่กระไร
#1 By Madius on 2009-09-29 06:30