Blog Action Day : Climate Change : นักปฏิบัติรักษ์โลก
posted on 15 Oct 2009 13:26 by akkarakitt in Dharmaทราบข่าว Blog Action Day มาแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้ร่วมกิจกรรมเพราะเค้นไอเดียไม่ออก มาปีนี้ก็ดูท่าจักไปในแนวทางเดียวกัน ทราบข่าวจากมหาโอ๊ตแล้ว ก็ยังนิ่งอยู่ ไอเดียตีบตัน เพราะพ่นออกไปเสียหมดไส้หมดพุงแล้วในเอ็นทรี่นี้ เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน
สิ่งที่พบหลังจากเขียนเอ็นทรี่นั้น คือ ความยากของการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ได้อยู่ที่การครีเอทไอเดียเขียนบทความ แต่อยู่ที่ความคงเส้นคงวาในการนำไอเดียไปใช้มากกว่า เพราะต้องต้านกับนิสัยความเคยชินเดิม ๆ แล้วสร้างวินัยใหม่ให้ตนเอง ก่อนจักทิ้งกระไรลงถังขยะ ได้ทบทวนอย่างรอบคอบแล้วว่า มันไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่กระไรในชีวิตประจำวันของเราได้อีก (ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ห้องของท่าน ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นถังขยะขนาดย่อม ๆ) สร้างจิตสำนึกขึ้นมาใหม่ว่า การทิ้งหน่ะมันง่าย กวาด ๆ โยน ๆ ใส่ถังขยะแค่แป๊บเดียว แต่การฝึกจิตเราให้ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายส่วนตัว เห็นแก่ผู้อื่นก่อน เห็นแก่โลกก่อน ยอมลำบากนิดหนึ่ง นำขยะกลับมารียูส นี่ก็เป็นการฝึกถอนอัตตาตัวตนแบบหนึ่ง
ก็ไม่รู้จักเขียนลงบทความอย่างไร เนื้อหามีอยู่ติ่งเดียว จนมาเมื่อวานซืน ขณะเดินบิณฑบาตไปบริกรรมไป ไอเดียในการเขียนก็ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้เลยว่า จักตั้งชื่อเรื่องว่ากระไรดี เขียน ๆ ไปก่อน เดี๋ยวตอนท้ายก็คงนึกออกเอง
รู้สึกไหมว่าภูมิอากาศในโลกเปลี่ยนแปลงไป? <---รู้จิ...ถามงี้ใครจักไม่รู้สึกบ้าง
แล้วทำอย่างไรดี? คำถามนี้คงอยู่ในใจใครหลาย ๆ คนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมจากภัยธรรมชาติทั้งหลาย คำตอบคงมีเป็นแสนเป็นล้านคำตอบ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำเป็นแฟชั่นบ้าง ทำด้วยจิตสำนึกบ้าง และวิธีทั้งหลาย คงทราบกันดีอยู่แล้ว
ในแง่นักปฏิบัติเล่า? เราจักทำกระไรได้บ้าง เพื่อชะลอภาวะโลกร้อน
ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า มนุษย์คนใดเกิดมาแล้วจักทำให้โลกไม่ร้อน ทุกชีวิตต่างใช้ทรัพยากรของโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้กระทั่งอาชีพสมณะ ยังสามารถทำให้โลกร้อนได้จากที่เคยเขียนไปแล้วใน เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน
ทั้งที่เป็นเพศที่ดูจักรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ในเอ็นทรี่นั้น ข้าพเจ้าได้แนะวิธีรักษ์โลกแบบสุดลิ่มทิ่มปัญญาน้อย ๆ ของข้าพเจ้าแล้ว เลยไม่รู้จักแนะนำกระไรอีก แต่อย่างที่อารัมภะไปแต่ต้นว่า มีไอเดียสุดกิ๊บผุดขึ้นมาระหว่างเดินบิณฑบาต
วิธีที่จักไม่ต้องรบกวนธรรมชาติอย่างยิ่งยวด ไร้เทียมทานชนิดที่ไม่มีนักอนุรักษ์คนไหนสามารถมาเทียบได้ คือการตัดไฟแต่ต้นลม (ดับที่เหตุ) ครับ พระพุทธองค์ทรงเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่แท้จริงมากว่าสองพันปีแล้ว
ในเมื่อทุกคนที่เกิดมา ต้องทำร้ายธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จักมากหรือจักน้อยเท่านั้น เอาง่าย ๆ ลองคิดถึงสมัยเรายังเป็นเด็กทารก คุณแม่จับให้เราใช้โน่นนี่นั่น โดยไม่ได้ถามเราสักคำ (ไม่รู้หรือว่า เราเป็นคอนเซอะเวทีฟเบบี้) จับเราใส่แผ่นไดอะเพอร์ หรือแผ่นแพมเพอร์นั่นแล (แพมเพอร์เป็นยี่ห้อ ครับ แต่กลายเป็นเจนเนอริคเวิร์ดไปแล้ว) นั่นเราก็ได้เป็นผู้มีส่วนทำให้โลกร้อนเรียบร้อยแล้ว เพราะกว่าจักได้แผ่นไดอะเพอร์แผ่นหนึ่ง ก็ใช้ทรัพยากรโลกไปหลายอยู่ เป็นต้น (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงว่า กว่าจักสร้างโรงงานผลิตแผ่นแพมเพอร์นั้น ต้องใช้อะไรบ้าง สร้างเสร็จแล้ว ต้องใช้กระไรเป็นวัตถุดิบ คงไม่พ้นเยื่้อกระดาษ เยื่อกระดาษมาจากไหน ก็มาจากต้นไม้ ผลิตเสร็จแล้ว โรงงานทิ้งกระไรที่เป็นพิษไว้ในโลกบ้าง และที่สุดหลังจากหม่ามี๊บังคับให้เราใส่แพมเพอร์แล้วเราได้ปล่อยอุนจิไว้ หม่ามี๊ก็เอาแพมเพอร์พร้อมปุ๋ยกลิ่นสุดโสภาไปทิ้ง เป็นขยะของโลกต่อไป สินค้าแทบทุกชนิดในโลก มีลักษณะการใช้ทรัพยากรของโลก และทิ้งขยะไว้ในโลกเช่นนี้แทบไม่แตกต่างกัน) ฉะนั้นเราก็แสวงหาทางที่ไม่ต้องมาเกิดมันเสียเลยซี ครับ จักได้ไม่ต้องเกิดมาทำร้ายโลกกันอีก การแสวงหาหนทางที่ไม่ต้องกลับมาเกิด หรือออกจากสังสารวัฏนั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระศาสนาอยู่แล้่ว มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมแล้ว ย่อมได้การรักษ์โลกเป็นของแถม
นักปฏิบัติส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกันขิง ๆ แล้ว ก็มักไม่มีคู่ เพราะลำพังขันธ์ ๕ ก็แบกกันลำบากแล้ว ดังบาลีว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา = ขันธ์ทั้ง 5 เป็นของหนักเน้อ จักไปแบกขันธ์อีก ๕ รวมเป็น ๑๐ ขันธ์เพื่ออิหยัง? (ถ้ามีลูกอีกสักคน ก็กลายเป็น ๑๕ ขันธ์ ถ้ามีลูกเยอะ ๆ ก็กลายเป็นคนบ้าหอบขันธ์<--คล้าย ๆ บ้าหอบฟาง) โอ้โห... เห็นกระไรไหม... ใช่แล้ว ครับ กิจกรรมเปลืองสะตุ้งสตางค์ และทำให้โลกร้อน (ด้วยไฟในตาของคนโสด) ของคนมีคู่มีแฟน เช่น เดินช็อปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ ก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นทันที ลดโลกร้อนเห็น ๆ (กรุณาลงทะเบียนเป็นสมาชิกสมาพันธ์ หนุ่ม/สาว โสด กันด้วย ครับ ด้วยการทิ้งคอมเม้นท์และจิ้มดาวไว้ให้ดูต่างหน้าข้างล่างอย่างน้อย ๑ คอมเม้นท์ ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก)
เอาละ ครับ ไปดูกันต่อไป ถ้าเกิดนักปฏิบัติสามารถละกิเลสได้สักตัวหนึ่ง โลกจักร้อนช้าลงสักเท่าไหร่ ไม่ต้องรอเจนเนอเรชั่นหน้าหรอก ถ้าทำได้จริง ก็เห็นผลทันตา
เกิดว่า เราพร้อมใจกัน ละกิเลสราคะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น บรรดาของสวย ๆ งาม ๆ รูปสวย กลิ่นหอม รสอร่อย เสียงเพราะ สัมผัสระหว่างเพศ เราก็รู้สึกเฉย ๆ ไปหมด ไม่อยากเห็นไม่อยากได้กระไร โอ้โห... โรงงานผลิตสินค้าเจ๊งกันไปเป็นแถบ ๆ ร้านน้ำหอมในชองอิลิเซ่ปิดกิจการยกกุรุส ร้านอาหารภัตตาคารหรูบรรยากาศสุดคูลต้องหันมาเข็นรถชายสี่หมี่เกี๊ยว คอนเสิร์ทและเอ็มพีสามไม่มีคนฟัง มือถือออกใหม่ ไม่มีใครอยากได้ รถซีดานสุดอลังก์ออกใหม่ ไม่มีใครอยากซื้อ นักวิทยาศาสตร์ตกงาน เพราะไม่รู้จักวิจัยไปทำไม โอ้...พระเจ้าจอร์จ โลกเย็นเห็น ๆ อีกแล้ว ขอรับ
แต่นั่นเป็นเรื่องของอุดมคติ คนเรามีปกติชอบในกามคุณ ๕ หลงไปในกาม จักให้เลิกหลง คงเป็นไปได้ยาก แต่เราสามารถบรรเทากิเลสราคะได้ ครับ บรรเทาความอยากได้ลงบ้าง เบื้องต้นก็ด้วยการข่มใจ มือถือออกใหม่ เราก็ไม่จำเป็นต้องเดิ้นที่สุดในกลุ่ม กระเป๋าป้าดาออกใหม่ ของเก่ายังใช้ได้ ก็ไม่จำต้องแรงตามเพื่อน ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้ก็ลดโลกร้อนไปได้เยอะ เพราะมือถือสักเครื่อง จอแอลซีดีสักจอ หรือกล้องดิจิตอลสักตัวหนึ่ง มันใช้ทรัพยากรโลกไปไม่เบาเลย ไม่มีคนซื้อ ย่อมไม่มีคนผลิต คนซื้อน้อยลง ก็ย่อมผลิตน้อยลง โลกก็ร้อนช้าลง จริงมะจริง? การรักษ์โลกที่มีประสิทธิภาพสูงมาก คือการบริโภคน้อย ๆ ครับ วัตถุนิยมนั้นส่งเสริมทั้งให้ทั้งร้อนกายร้อนใจ เราต้องหันมาพึ่งธรรมะนิยม ครับ โลกจักหายร้อน
หัดเจริญสติเข้าไว้ ครับ แล้วจักพบว่า วัน ๆ หนึ่งเราพบกับสิ่งยั่วกิเลสมากมายก่ายกอง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไปศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบเครื่อง GPS Navigator ดาวเทียมนำทางที่มีในตลาด ให้โยมแม่ เพราะเดี๋ยวนี้ชราภาพ ขับรถหลงบ่อย ๆ หลงทางสัก ๑๐ ครั้ง ก็สามารถเอาค่าน้ำมันมาซื้อได้แล้ว พอศึกษาไป ก็พบว่า มือถือสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ ก็ติดตั้ง GPS มาในตัว อันข้าพเจ้าเองก็ออกไปทำบุญต่างจังหวัดบ่อย ไปแต่ละที ก็ต้องทะเลาะกับคนขับรถตู้ ถกเถียงกันเรื่องเส้นทาง เกิดความรู้สึกว่า หากข้าพเจ้ามีเจ้า GPS สักตัวหนึ่ง คงดีไม่น้อย และเพิ่มสตางค์อีกเล็กน้อย ก็ได้เป็นแบบรวมมือถือเข้าไปด้วย เฝ้าค้นเฝ้าหาเปรียบเทียบไปเปรียบเทียบมา แต่ละรุ่นที่มีคุณภาพพอใช้งานได้จริง (มิใช่มีไว้โก้ ๆ) ก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายก็รู้สึกขึ้นมาว่า มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสมณะเลย กลับไปทะเลาะกับโชเฟอร์อย่างเดิมดีกว่า ไม่เสียตังค์ โอ้... นี่เราหลงไปกับเทคโนโลยีเสียแล้ว ผู้ผลิตเขาสร้างโน่นสร้างนี่ขึ้นมาใหม่ ๆ อำนวยความสะดวกสารพัด ก็เพื่อยั่วกิเลสเรา จนกลายเป็นความรู้สึกว่า นั่นเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่จริงแล้ว ราคาของมือถือที่รวมเอาหลาย ๆ อย่างไว้ด้วยกัน แพงกว่า ซื้อมือถือ ๑ ตัว กับ GPS Navigator เพียว ๆ อีก ๑ ตัวเสียอีก ทั้งสามารถใช้งานได้ดีกว่าเอามารวมกัน และที่สุดแล้ว มันจำเป็นกับชีวิตเรา ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?
หากก่อนควักตังค์หรือควักบัตรใด ๆ ซื้อสินค้า เราสามารถถามคำถามนี้กับตัวเองไว้ทุกครั้ง จักเป็นการเตือนสติ บรรเทากิเลสราคะ ลดความฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย
แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโทสะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำเงิน ฟ้า ม่วง คราม แสด แสรด ๆ หรือสีเสี่ยวอันใด ก็คงไม่มีใครใส่ออกมารวมตัวเพื่อสร้างความร้าวฉานในสังคม อะ... ประหยัดทรัพยากรโลกไปอีกละ ไม่ต้องไปซื้อเสื้อสีใด ๆ ตามกระแส ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันขับรถออกมาร่วมไฮปาร์ค ไม่ต้องจัดเวที ไม่ต้องโปรโมท โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต้องตั้งพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุดไม่เปลืองอารมณ์ หรือถ้าเป็นระดับประเทศ งบประมาณทางทหารก็ต้องลดไปโดยปริยาย เพราะคนไม่มีใจจักรบพุ่งกัน ก็ฉันไม่โกรธแกนี่ จักไปรบหาพระแสงด้ามสั้นกระไร เห็นไหมหล่ะ โลกหายร้อนเห็น ๆ
กิเลสโทสะมันไม่ใช่ร้อนธรรมดา แต่มันร้อนที่ใจ ใจเราเองนั่นแล ทำให้โลกร้อน แล้วมันลดละเลิกยากเสียด้วยซี วิธีลดกิเลสโทสะ ท่านว่า ให้เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้เยอะ ๆ เมตตา ความรัก เฮ้ย... เราก็คนไทยด้วยกัน ใช้ธงชาติสีเดียวกัน มีพระมหากษัตริย์ประเสริฐที่สุดในโลกองค์เดียวกัน จักทะเลาะ จักฆ่าจักแกง กันไปทำลิงกระไร กรุณา ความสงสาร ปัดโธ่... เอ็งกับข้า ก็ถูกกิเลสบีบคั้นเหมือน ๆ กัน จักไปวิวาทกันทำซากกล้วยกระไร มุทิตา ใครได้ดีก็ร่วมยินดีกับเขา นาย ก. นี่เห็นเขาว่า มันไม่ได้เป็นกันไปตลอดชาติสักหน่อย มีขึ้น ก็มีลง มีลง ก็มีขึ้น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ใครกำลังได้ดิบได้ดี ก็ยินดีไปกับเขา อุเบกขา กระไรที่เกินความสามารถ ที่สุดของแจ้(ดนุพล แก้วกาญจน์)แล้วได้แค่นี้ แม้ไม่ได้เป็นอย่างใจหวัง ก็คิดง่าย ๆ ว่า ช่างแม่ม...
แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโมหะได้เล่า โคดแจ่มเลยขอบอก!!! ละโมหะ ความหลง ได้ก็นิพพานหน่ะเซ้ ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องมาทำร้ายโลกอีกเลยตลอดกาล บ๊ะ... เป็นนักปฏิบัตินี่มันช่วยลดโลกร้อนได้จริง ๆ
โลกเราทุกวันนี้ นอกจากร้อนด้วยภาวะอากาศแล้ว ยังร้อนรุ่มไปด้วยไฟกิเลส ราคัคคิ ไฟ คือ ราคะ โทสัคคิ ไฟ คือ โทสะ โมหัคคิ ไฟ คือ โมหะ ไปทุกหัวระแหง ไฟทั้งสามเผาโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร้อนใดในโลก ก็ไม่เท่าร้อนในใจเราเอง เราสามารถดับไฟชนิดนี้ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม เริ่มที่ตัวเราเอง เมื่อไฟกิเลสของเราทุเลาลงแล้วไซร้ ความเย็นใจจากการปฏิบัติธรรม ไอเย็นจักแผ่ซ่านไปถึงญาติมิตรพ่อแม่พี่น้องเพื่อนร่วมงานคนรอบข้าง ขยายตัวต่อไปไม่สิ้นสุด ด้วยเห็นความเปลี่ยนแปลงของเรา
มาเริ่มปฏิบัติธรรมลดโลกร้อนกันเสียแต่วันนี้เลย เป็นไร? โลกเย็น เริ่มที่เรา ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. อู๊ย... เกือบอัพไม่ทันวัน BAD (/me ปาดเหงื่อ 

)
edit @ 24 Oct 2009 05:24:07 by Dhammasarokikku


สาธุค่ะ
#1 By MomMom on 2009-10-15 22:42