บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๒

posted on 27 Oct 2009 13:26 by akkarakitt  in Boon
มาต่อตอนที่ ๒ กันต่อไป

ใครยังไม่ได้อ่านตอน ๑ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่ บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๑ (มีอิดิทเพิ่มเล็กน้อยด้วย)
 
 
ตอนที่ 2
 
 
 
ภาพที่ 4 แล้วปาฏิหารย์ที่เฝ้ารอก็เป็นจริง
 
 
ใครที่เคยไปแม่สะเรียงจะรู้ว่า เมืองหน้าด่านเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาแห่งนี้ งดงามและยิ่งใหญ่เพียงไร ความบริสุทธิ์ของแม่สะเรียงคงอยู่พรางตัวอยู่ใต้ธรรมชาติที่ยังบริบูรณ์อยู่มาก แต่ใครเลยจะรู้ว่า ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง แม่สะเรียงซ่อนโลกแห่งแสงสีหรือที่บางคนเรียกว่า พัทยาของเมืองเหนือที่รวมเอาโรงแรมห้าดาว ผับ บาร์และร้านค้านานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตามถนนหนทางต่าง ๆ จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ความใหญ่โตของแม่สะเรียงทำให้มีหน่วยงานระดับจังหวัดตั้งอยู่หลายแห่ง แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 164 กิโลเมตร หรือประมาณสองพันกว่าโค้งก็ตามที หน่วยงานที่ว่านี้ก็มีทั้งศาลจังหวัด ด่านศุลกากร ตม. และที่สำคัญคือค่ายอพยพของชาวกระเหรี่ยง และพม่าที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสหประชาชาติ มีผู้อพยพลี้ภัยมาอาศัยอยู่ร่วม 20,000 กว่าชีวิต ระบบเศรษฐกิจของแม่สะเรียงดูช่างซับซ้อนไม่ต่างอะไรกับทิวเขาสลับซับซ้อน ที่รายล้อมรอบเมือง
 
นอกจากแม่สะเรียงจะงดงามและยิ่งใหญ่แล้วยังมีอาหารพื้นเมืองรสเลิศ เป็นความอร่อยเฉพาะตัว ทั้งปลาสาละวิน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกอ่องและหมูทุบ ข้าวซอยของที่นั่นรสชาดเข้มข้นคล้ายกับแกงใต้ ไม่หวานและไม่มันจนเกินไปนัก เห็นทีมื้อเที่ยงของวันนี้คงจะไม่พ้นข้าวซอยเป็นแน่ นอกจากอาหารคาวแล้วยังมีอาหารหวานอีกมากมาย ทั้งขนมข้าวเหนียวกวนของพม่า โรตีสารพัดไส้ ขนมปังสังขยาและอื่น ๆ
 
ไร่กะหล่ำปลีอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาบอกว่าเราใกล้จุดหมายปลาย ทางเข้าไปทุกที พระมหานัธนิติจากวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา ผู้เป็นเนวิเกเตอร์ประจำรถคันนี้ฝีไม้ลายมือไม่เบาเลยทีเดียว <---จะชมว่าตัวเองขับรถเก่งก็ใช่ที่ ใช่ไหมเนี่ยะ?  ถัดจากไร่กะหล่ำฯ มาหน่อยเห็นมีตลาดค้าส่งเล็ก ๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยรถขนกะหล่ำฯ และลูกค้าจากที่ต่าง ๆ กะหล่ำปลีที่นี่หัวใหญ่และมีรสหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของแม่สะเรียง แต่ทำไมเด็กน้อยตาดำ ๆ จึงกลัวกะหล่ำ ฯ กันนักหนา? เด็กดื้อมักโดนขู่ว่า “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะให้กินกะหล่ำปลีซะให้เข็ด” ลองขู่แบบนี้เป็นได้เห็นผลทันตา ก็เพราะเด็ก ๆ กินกะหล่ำปลีกันมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น กินกันมานานกระทั่งความอร่อยแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวไปแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กกลัว กลัวโดนให้ขนกะหล่ำนี่เอง!!!
 
 
 
 
จากไร่กะหล่ำปลีก็มาถึงรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าท์ ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองที่มองเห็นพิพิธภัณฑ์เรือนไทยทรงล้านนาหลังใหญ่ยืน ตระหง่าน สมแล้วที่เป็นดินแดนแห่งพระธาตุสี่จอม พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุจอมมอญ และพระธาตุจอมทองถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง แม่สะเรียงมาช้านาน และที่วัดพระธาตุจอมทองจะเป็นที่พักของคณะ ฯ ในค่ำคืนนี้
 
วัดพระธาตุจอมทองถือเป็นวัดใหญ่และมีชื่อเสียงมานาน ตั้งอยู่บนเขาห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรตามเส้นทางสายแม่สะเรียง-สบเมย ที่ยอดเขาสามารถมองเห็นพระธาตุทั้งสี่จอมได้ถนัดตา ทั้งยังเห็นตัวเมืองแม่สะเรียงที่ทอดยาวไปตามลำน้ำแม่สะเรียง มีทุ่งนาเขียวชอุ่มเป็นเบื้องหน้า และขุนเขาสูงเสียดฟ้าที่กางกั้นไทยกับพม่าเป็นเบื้องหลัง ตะวันลับฟ้าที่เหลี่ยมเขาไกล ๆ สะกดใจใครต่อใครให้ต้องแวะเข้ามาเยี่ยมชม พระครูสุวีรธรรมมานุยุต (ครูบาอินสม สุวรโร) เจ้าอาวาสวัดจอมทอง เจ้าคณะอำเภอสบเมย และหลวงพ่อสุพล อาภาธโร (เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่สะเรียง/สบเมย) ได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะ ฯ เป็นอย่างดี ตุ๊พ่อสุพลนั้นเพิ่งมาบวชได้ไม่กี่พรรษาหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป ก่อนหน้าที่จะหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรนั้นท่านเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาก่อน และได้ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ กระทั่งพูดภาษากระเหรี่ยงได้อย่างคล่องแคล่ว ได้มาลงพื้นที่กับพระว่าแปลกแล้ว มีพระที่เคยเป็น ตชด. เป็นผู้นำทางยิ่งแปลกไปกันใหญ่
 
หกชั่วโมงก่อนตะวันจะลับเหลี่ยมเขายังมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ที่บ้าน แม่ต๊อบเหนือ แม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่ก็ทำให้คนที่ไม่ชำนาญพื้นที่หลงทางไปได้เหมือนกัน เหตุเพราะป้ายบอกทางนั้นถูกปิดทับด้วยป้ายอื่น ๆ สารพัดสารพัน รถคันที่บรรทุกอาหาร และสิ่งของที่จะนำมาแจกชาวบ้าน จึงเตลิดไปไกลเกือบถึงชายแดนพม่าทีเดียว อย่าไปหวังพึ่งเทคโนโลยีเสียให้ยาก เพราะสัญญาณโทรศัพท์นั้นบอดสนิท ส่วน Walkie Talkie ก็ใช้การไม่ได้ เครื่องเนวิเกเตอร์ราคาร่วมหมื่นก็ไม่อาจบอกตำแหน่งของบ้านแม่ต๊อบเหนือได้ คณะ ฯ ที่เดินทางไปถึงก่อนจึงอาศัยช่วงเวลานี้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านเพลินไปเท่านั้น
ชาวปกากญอเกือบ 50 คนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว มีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง ถนนคอนกรีตที่ตัดมาถึงหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านที่นี่สามารถพูดภาษากลางได้อย่างคล่องแคล่ว ถนนยังนำเอาความเจริญสมัยใหม่บางส่วนเข้ามาด้วย หลายคนหันมาสวมเสื้อยืดและนุ่งกางเกงแบบคนเมือง ซึ่งก็คงได้รับบริจาคมาจากที่ไหนซักแห่ง ขณะที่หลายคนโดยเฉพาะหญิงสาวยังนิยมสวมชุดกระเหรี่ยงเป็นผ้าทอสีขาวยาวถึงกลางหน้าแข้ง ส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อผ้าทอกระเหรี่ยง นุ่งผ้าถุงที่มีสีสันสดใส และโพกผ้าฝ้ายบาง ๆ ไว้บนศีรษะ ลูกปัดที่ร้อยรัดกันไปมาถือเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมและเป็นของมี ค่าสำหรับที่นั่น ให้ยืมใส่ได้นะแต่ต้องรีบนำมาคืน
 
 
 
 ที่ทราบรายละเอียดยิบมิใช่กระไร ครับ เจ้าของ mission report ฉบับนี้จัดการไปยืมมาใส่เรียบร้อย!!!
 
 
 
เป็นบุคคลที่ "ช่างกล้า" และสร้างสีสันให้ทริปสม่ำเสมอจริง ๆ

 
 
เปรียบเทียบกับวัยรุ่นชาวปกากญอตัวจริง ครับ เธอช่างดูกลม(กลืน)
 
 
 
ดูสิ!!! เนียนจิง ๆ
 
 
 
บ้านแม่ต๊อบเหนือตั้งอยู่บนเนินเขา กลางป่าบนยอดเขาที่สูงขึ้นไปมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ ความสูงชันทำให้หลายท่านถึงกับหอบเสียงดังลั่นป่า (ถ้าหูไม่ฝาดเหมือนจะได้ยินเสียงดังมาจากทางฝั่งที่พระมหาโอ๊ทยืนอยู่ หูช่างหาเรื่องจริง ๆ) สำนักสงฆ์ที่ว่านี้คือเพิงไม้หลังเล็ก ๆ บนแคร่ไม้ยกพื้นสูง หลังคาและฝาทั้งสองด้านมุงด้วยใบตองตึง แค่พอกันแดดกันฝน ได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนฝาอีกสองด้านนั้นเปิดโล่ง กะด้วยสายตาก็รู้ว่าอายุการใช้งานคงไม่เกินสามปี หลังนี้คงหมดอายุไปนานแล้วกระมังถึงได้เอียงกระเท่เร่อย่างนั้น ตอนนี้ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างศาลาหลังใหม่ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสีอย่างดี ฝาผนังและพื้นทำจากฟากไม้ไผ่ แม้จะดูดีกว่าเดิมมากแต่กระนั้นยามที่พระสงฆ์องค์ที่ดูภูมิฐานหน่อยอย่างพระมหาโอ๊ทเดินไปเดินมาก็ยังได้ยินเสียงไม้ร้องครวญครางดังเอี๊ยดอ๊าด
 
 
 
ไม่เหนื่อยเลยจริงจริ๊งค่า....
 
 
 
ความเป็นอยู่ของพระภิกษุบนดอย
 
 
 
คุณอังคนา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเลื่องชื่อแถวฝั่งธน ฯ ที่เดินทางมาด้วยกันได้ถวายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ให้เป็นพระประธาน แม่เฒ่า และชาวบ้านต่างจ้องมองด้วยสายตาแห่งความภาคภูมิใจที่จะได้มีพระพุทธรูปที่งดงามดั่งทองทา ไว้กราบไหว้บูชาเหมือนกับคนอื่นเขาเสียที มันเป็นความภูมิใจที่แฝงอยู่ในทุกรอยยิ้มและทุกสัมผัส แทนคำขอบคุณที่มีให้กับทางคณะฯ พอบ่ายคล้อยชาวบ้านทยอยกันขึ้นเขามาเพื่อนั่งฟังสวดในพิธีมอบพระพุทธรูปที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกลางป่าแห่งนี้ พร้อมกับขึ้นไปสรงน้ำให้ท่านบนศาลาด้วยความเคารพสูงสุด







ภาพที่ 5 ร่วมสร้างและขับขานตำนานก๋วยเตี๋ยว
 
 
เมื่อเสร็จพิธีมอบพระพุทธรูป ก๋วยเตี๋ยวก็พร้อมแล้ว ก๋วยเตี๋ยวหม้อนี้เป็นฝีมือของพระครึ่งหนึ่งโยมครึ่งหนึ่ง เห็นหลวงพี่ตือ จากกาญจนบุรีง่วนอยู่กับงานต้มน้ำซุป และคอยดูแลเตาไฟตั้งแต่มาถึง ส่วนคุณอังคนาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวจนแทบไม่มีเวลาได้ หายใจหายคอกันเลยทีเดียว เมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ วิ่งแข่งกันมาเพราะรู้ว่าวันนี้มีอาหารอันโอชะรอคอยพวกเขาอยู่ พรุ่งนี้คงได้มีเรื่องไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ก่อนลากลับ หลวงพี่ตือได้มอบแว่นตาและคณะสงฆ์ได้มอบของบริจาคบางส่วนให้กับชาวบ้าน พระอัครกิตติ์หรือหลวงพี่เชอรี่ที่เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ของงานเดินแจกปฏิทิน ที่ทำเองกับมือ ทำแบบหามรุ่งหามค่ำ พร้อมกับสายสิญจน์ที่เตรียมมา ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านที่นั่นนักหนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความจริงต้องการแจกรูปครูบาอินสม นักบุญอีกองค์แห่งล้านนา ไว้เป็นสังฆานุสสติ ครับ
ปฏิทินเป็นเพียงผลพลอยได้
 
 
พอเสร็จงานปั๊บขันธมารก็เดินเข้ามาสะกิด เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าป่วย หลงไปเต้นแร้งเต้นกาเป็นนานสองนาน แถมค่ำนั้นยังต้องพาน้องสาว (ป๋อม) คุณวิทย์ คุณหนุ่ย (เพื่อนหลวงพี่เชอรี่) และพี่อังคนาไปตระเวนราตรีที่แม่สะเรียงจนถึงสองทุ่ม เป็นรายการทัวร์ที่ป๋อมขอร้องพี่เลยต้องจัดให้ไปโดยดี พอกลับถึงที่พักก็เหมือนนกปีกหักพลัดตกจากรวงรัง ขันธมารหัวเราะเสียงดังสะใจไป...


ติดตามต่อไปตอน ๓
 
ปล.ขอขอบคุณภาพประกอบจากกล้องโยมมรรณฑกร หัมพานนท์ เธอช่างถ่ายภาพได้มีเรื่องราว แทบไม่ต้องบรรยายภาพกันเลยทีเดียว

edit @ 2 Nov 2009 13:59:13 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กุฏิพระน่าอยู่จังครับเป็นบ้านในฝันผมเลยนะนั่น

อิอิ สุดท้ายอยากทานก๋วยเตี๋ยวฝีมือหลวงพี่จัง

big smile big smile big smile

#1 By Nirvana on 2009-11-01 20:51

ลมหนาวโชยมา นึกถึงยอดดอยแล้วครับท่าน
Hot!

#2 By mahaoath on 2009-11-02 17:34

Favourites