ช่วงนี้ออกตระเวนกราบครูบาอาจารย์อีกวาระหนึ่ง หลังจากที่ห่างเหินไปนาน หลัง ๆ พอรู้สึกว่า ได้แนวปฏิบัติที่ตรงกับจริตตัวเองแล้ว ก็ไม่ค่อยอยากไปไหนมากนัก แต่ครั้นห่างครูบาอาจารย์ไปนาน ๆ เข้าสนิมก็เกาะ นาน ๆ ไปให้ครูบาอาจารย์เคาะกะโหลกให้สักที ก็ไม่เลวเหมือนกัน

นอกจากจักได้เคาะสนิมแล้ว ยังได้ธรรมะอันระรื่นใจมาฝากกันด้วย

พระอาจารย์ท่านนี้อยู่ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีคนขึ้นเยอะ โดยเฉพาะดารา และคุณหญิงคุณนาย ได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นหมอดูแม่น ๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ใคร่เชื่อถือนัก เป็นที่รู้กันว่า พระหมอดูมักไม่ค่อยรอดจากโลกธรรม ๘ แต่พระอาจารย์ท่านนี้รอดมาได้ ทั้งอายุก็นิดเดียว จึงน่าสนใจใคร่ไปกราบศึกษาปฏิปทาท่านว่าเป็นเช่นไร

สนทนาธรรมกันตั้งแต่ประมาณ ๒ ทุ่มไปยัน ๕ ทุ่ม แต่รู้สึกเหมือนเวลาเพิ่งผ่านไปแป๊บเดียว ธรรมะที่ท่านแสดง สนุกจริง ๆ ครับ ท่านแสดงไว้หลายเรื่อง แต่เรื่องที่โดน ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ถ้าจักเล่าให้ออกรสออกชาติ ต้องพาดพิงไปถึงนิทานของท่านจิตโต นี่ก็ประทับใจจอร์จเหมือนกัน ไม่รู้เคยเล่าไปหรือยัง ถ้าเล่าแล้วก็ขอเล่าซ้ำอีกสักรอบ

Once upon the time, กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว (อุ้ย...ขึ้นต้นแบบนิทานคลาสสิก) ขอเข้าสู่นิทานธรรมะของท่านจิตโตแบบไม่ต้องมีอารัมภบท ณ สระน้ำวันเดอร์แลนด์ที่ยิ่งใหญ่อีหลีสระหนึ่ง หน้าตาสระเหมือนขวานฟ้าหน้าดำในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ช่อง ๗ ตอนเช้า ๆ มีดอกบัวบงกชงามอร่ามเหลือบานแจ้งแจงแวงเท่ากระด้งอยู่เต็มสระ มิได้มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่พญาปลาไหลเผือกอยู่ตัวหนึ่งรักษาดอกบัวไว้สำหรับบูชานักพรตนักบวชที่เดินทางมาบำเพ็ญเพียรละแวกนั้น ด้วยความสงบมาหลายร้อยปี

อยู่มาวันหนึ่ง มียักษ์ชื่อทัณฑกะ เหาะผ่านมาทางนั้น หิวน้ำเป็นกำลัง เลยแวะลงดื่มน้ำในสระ เผอิญแกตัวใหญ่ไปหน่อย จังหวะที่แกวักน้ำขึ้นกิน มือแกก็ไปวักเอาดอกบัวมาจนดอกบัวอร้าอร่ามพังพินาศหมด

ร้อนถึงพญาปลาไหลเผือก บัดนี้หน้าแกมิได้ขาวโพลนดั่งโฆษณาไวท์เทนนิ่งแบบปลาไหลเผือกทั่วไปแล้ว กลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความโมโหโกรธา พลางตวาดยักษ์ทัณฑกะด้วยเสียงอันดังว่า "อุเหม่... นี่เจ้าเป็นใครกัน บังอาจมาทำลายดอกบัวที่เรารักษามาหลายร้อยปีได้&