หมาวัดตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาจริงหรือ?
posted on 16 Mar 2010 15:31 by akkarakitt in Dharmaมาอยู่ดอยหลายวันว่าง ๆ ก็ขีด ๆ เขียน ๆ กระไรเรื่อยเปื่อยครับ มีโอกาสลงจากดอยก็รีบอัพโดยพลัน
สมัยก่อนก็เคยสงสัยครับ เวลาได้ยินว่า สุนัขที่อยู่กับหลวงพ่อ หรืออยู่ที่วัดตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบ้างนางฟ้าบ้าง ราวกับหลวงพ่อมีอำนาจวิเศษบันดาลให้แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้ ต่อได้ศึกษาเรียนรู้มากขึ้น จึงทราบว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ทั้งคนแลสัตว์ล้วนอาศัยจิตสุดท้ายไปเกิดในภพภูมิใหม่ มีพระพุทธพจน์บทพระบาลียืนยันความจริงนี้หลายตอน เช่น จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา และ จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ถ้าจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ และถ้าจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ แปลไทยเป็นไทยอีกทีได้ความว่า ถ้าตอนตายจิตจับอกุศล หรือจิตเศร้าหมอง ก็มีทุคติเป็นที่ไป และถ้าตอนตาย จิตจับกุศล เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง ก็มีสุคติเป็นที่ไป
ความจริงนี้แม้ตรัสมาถึงสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว ก็ยังมีให้เห็นอยู่ หาดูได้ไม่ยากนัก อยากพิสูจน์ความจริงนี้ สามารถไปหาดูได้ตามโรงพยาบาล หรือสามารถสอบถามได้จากหมอ พยาบาล หรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยระยะสุดท้าย บุคคลใกล้ถึงความตายจักมีอาการระลึกถึงกรรมที่ตนเคยทำไว้ หากทำกรรมดีไว้มาก จิตสุดท้ายสามารถจับความดีได้ จักตายอย่างสงบ เหมือนคนหลับไป บ้างมีความสุขยิ้มจนถึงวินาทีสุดท้ายที่จิตออกจากร่าง หรือแม้กระทั่งเวลาใกล้ตายบางทีมีความเจ็บป่วยมีทุกขเวทนากล้า ก็ยังมีจิตใจองอาจห้าวหาญไม่เกรงกลัวความตาย ญาติโยมใกล้ชิดคนหนึ่งเล่าถึงการพยาบาลโยมแม่ที่ป่วยด้วยโรคที่ต้องตายอย่างทรมานของเขาว่า ใกล้ถึงเวลาแล้ว แม่ของเขาบอกว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่ไปดี" ไม่มีความกลัวอยู่ในสีหน้าสักนิด จากนั้นก็ให้เรียกญาติพี่น้องมารวมตัวกัน คนที่กลัวความตายกลับกลายเป็นคนที่มาเยี่ยม
ส่วนผู้ที่ทำกรรมชั่วไว้มาก บ้างมีอาการทุรนทุราย เห็นสิ่งน่ากลัวที่ผู้อื่นไม่เห็น บ้างมีอาการทางกายเหมือนสัตว์ที่ตนเคยไปทำปาณาติบาตฆ่าทรมานไว้ บ้างทวารทั้ง ๙ เปิด และบ้างมีอาการวิปริตอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน
ความจริงนี้ถูกยืนยันในลัทธิความเชื่ออื่นด้วย ทางตะวันตกมีความเชื่อว่า การตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน ตายอย่างมีสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แลสมัยก่อนก็สงสัยครับ เวลาผู้ใหญ่สอนให้ทำความดี อย่าทำความชั่ว ถ้าทำความดีแล้วจักได้ไปสวรรค์ ถ้าทำความชั่วไปนรก ก็แล้วทำความดีแค่ไหนถึงจักได้ไปสวรรค์ ทำบาปแค่ไหนถึงจักไปนรก ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด มีใครมาชั่งน้ำหนักความดีกับความชั่ว ลัทธิความเชื่ออื่นไม่ได้ให้ความชัดเจนในประเด็นนี้ครับ มีแต่ว่า ทำความดีไปเหอะ แล้ววันหนึ่งจักได้ไปอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด มีความสุขชั่วนิจนิรันดร์ ศึกษาแล้วอยากร้องเพลงของศรัญย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ ชื่อเพลง “เคว้งคว้าง” มั่ก ๆ
ประสาคนคัน สงสัยไปเรื่อย จนได้มาศึกษาวัฏสงสารในบวรพุทธศาสนา ทุกอย่างชัดเจนครับ มิใช่ว่า คนเราทำความดีให้มากแล้วไปสวรรค์แน่นอน ทำความชั่วให้มากแล้วไปนรกแน่นอน หรือทำกึ่ง ๆ กันตายแล้วไปเจอยมบาล เอาตาชั่งวัดความชั่วกับความดีอย่างไหนหนักกว่าก็ไปทางนั้น แต่ขึ้นกับจิตสุดท้ายเป็นสำคัญ แลจิตสุดท้ายจักจับสิ่งใด ก็ขึ้นกับคุณภาพของกรรมดีกรรมชั่วที่ได้ทำมาด้วย
นอกจากเรื่องนรกสวรรค์แล้ว ยังมีความไม่สมเหตุสมผลอื่นอีก อาทิ บางลัทธิความเชื่อไม่ให้ความสำคัญกับสัตว์เดรัจฉาน ถือว่าอยู่คนละไฟลั่ม คนละคลาส คนละชั้นกับมนุษย์ ซึ่งถือเป็นสัตว์ประเสริฐ ได้รับพรจากพระผู้สร้างให้มีน้ำหนักสมองใหญ่โตโอฬาริกกว่าสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ (เพราะพวกมันคิดได้น้อยกว่ามนุษย์)
มาศึกษาวัฏสงสารแล้ว พระพุทธเจ้ากลับตรัสไปอีกทางหนึ่งว่า ทั้งคน สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา นางฟ้า พรหม ล้วนเสมอกันในความเป็น “จิต” ล้วนไปเกิดตามกุศลวิบาก อกุศลวิบากที่ได้ทำมา ฉะนั้นพระองค์จึงทรงบัญญัติศีล ๕ ขึ้นปาณาติบาตไว้เป็นข้อต้น เพราะทุกชีวิตล้วนรักชีวิตของตน หากสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงแล้วไซร้ เมื่อคนเราหิวร้องบอกสัตว์ทั้งหลาย จงมาเป็นอาหารของเราเถิด เราหิวแล้ว พวกเจ้าถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารของเรามิใช่หรือ? เหล่าสัตว์ทั้งหลายได้ยินแล้วต้องรีบพินอบพิเทาเข้ามาพลีกายเพื่อเป็นอาหาร ของเราโดยแท้ แต่ความเป็นจริงกระทั่งมดแมลง เมื่อเราทำท่าจักบี้ มันยังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน แปลว่าพวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริง และล้วนรักชีวิตของตน ไม่ต่างจากเรามนุษย์ทั้งหลาย
ยิ่งไปกว่านั้น ในพระไตรปิฎกยังมีปรากฏหลักฐานเรื่องสัตว์เดรัจฉานตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา หรือคนตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างชัดเจน เช่น ในนิทานธรรมบทเรื่องพระนางสามาวดี ตอนต้นเรื่องกล่าวถึงชายหญิงยากจนคู่หนึ่ง หนีโรคราคาถูก (โรคละบาท) สมัยนั้นคาดว่า คงเป็นโรคอหิวาต์ มายังเมืองโกสัมพีนคร พบบ้านนายโคบาลกำลังจะทำบุญบ้าน หรือทำบุญประจำปีนี่แล อารามเดินข้ามป่าข้ามเขาไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน หิวซกมาเลย นายโคบาลเห็นสภาพแล้วสงสาร เอาข้าวมธุปายาสที่จักเอาไว้ทำบุญให้ชายหญิงคู่นั้นรับประทาน พ่อหนุ่มกำลังหิวจัด ก็ฟาดเข้าไปจนเกลี้ยง เมียเห็นผัวหิวหน้ามืดขนาดนั้น ก็กินของตนแต่น้อย ที่เหลือก็ให้ผัวกิน ขณะผัวกำลังกินข้าวมธุปายาสอันแสนอร่อยยิ่งกว่าสเต็กซิสเลอร์ เหลือบไปเห็นแม่สุนัขท้องแก่ที่นายโคบาลก็เอาข้าวมธุปายาสให้กินเหมียนกัน คิดอิจฉาน้องหมา ตัวเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานยังได้กินของเอร็ดเช่นนี้เป็นประจำ เรานี่เป็นคนแท้ ๆ วัน ๆ กินแต่จังค์ฟู๊ดแม็คดอร์เน่า แต่เกิดมายังมิเคยได้ลิ้มลองของอร่อยกระชากลิ้นขนาดนี้เลย คิดแล้วก็สวาปามข้าวที่เมียเหลือให้จนหมด เสร็จแล้วก็ไปนอน คนเราอดข้าวมาหลายวัน กระเพาะยังไม่ปรับสภาพ จู่ ๆ ยัดข้าวมธุปายาสที่หุงจากน้ำนมวัวเข้มข้น คืนนั้นผัวเจ้าเลยทำกาลกิริยาอาหารไม่ย่อยท้องอืดตาย
อาศัยจิตสุดท้ายที่คิดคำนึงอยู่ก่อนนอนว่า “เกิดเป็นหมานี่ดีนะ” จิตชายหนุ่มออกจากร่างแล้วก็ไปจุติในท้องแม่สุนัขตัวนั้นเอง ส่วนเมียนั้นรอดตายเพราะกินไปนิดเดียว ส่วนนี้ของธรรมบทยืนยันว่า คนไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้
เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ พอไปเกิดเป็นสุนัข อาศัยที่ตายแล้วไปเกิดทันทีในภพภูมิที่ไม่ทรมานมากนัก ไม่สุขเกินไปนัก และเวลาไม่ยาวเกินไป น้องหมาตัวนี้เลยเป็นหมาแสนรู้ เพราะรู้ภาษาคน
ตรงนี้มีเกร็ดเล็ก ๆ ว่า ถ้าคนเราตายแล้วไปเกิดเป็นคนทันที จักระลึกชาติได้ ๑ ชาติ เป็นเรื่องปกติ มิใช่เหตุอัศจรรย์กระไร ส่วนที่คนเรามักลืมอดีตชาติของตน เพราะไปหลงอยู่ในอบาย หรือสวรรค์ พรหม เสียนานเกินไป เรื่องนี้ผู้เขียนพบคนที่ระลึกชาติได้ ๑ ชาติ มาแล้วด้วยตนเอง ทีแรกก็นึกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นผู้ที่วิเศษกว่าคนปกติ ครั้นมาศึกษาแล้วก็พบว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่
ทีนี้นายโคบาลแกศรัทธาพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่องค์หนึ่ง เวลาไปทำบุญก็เอาน้องหมาแสนรู้ไปด้วย พระปัจเจกฯก็มักเอาก้อนข้าวให้น้องหมากิน น้องหมาแสนรู้เลยรักพระปัจเจกพุทธเจ้ามากเป็นพิเศษ วันหนึ่งพระปัจเจกฯจำต้องลานายโคบาลไปจำพรรษาทำจีวร ณ เขาคันธมาศน์ น้องหมามองพระปัจเจกฯเหาะไปจนลับตา ครวญเป็นภาษาเดอะด็อกจนขาดใจตาย อาศัยบุญที่ครวญคร่ำร่ำอาลัยรักพระปัจเจกฯเป็นภาษาหมาจนหายใจไม่ทันตาย หมาน่อยของเราเลยไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองคำ มีนางฟ้าเป็นบริวารหนึ่งพัน มีเสียงดังกังวาลเพียงกระซิบบอก (ดิ อินโนเซ้นท์) ดังไป ๑๖ โยชน์ (๒๕๖ กม.) ยิ่งถ้าดูตลกเชิญยิ้มแล้วหัวเราะจักดังสนั่นขจรประศาสน์ไปทั้งดาวดึงสเทวโลก ตอนนี้เป็นข้อยืนยันว่า สัตว์เดรัจฉานก็ทำบุญได้ ตายแล้วสามารถไปเกิดเป็นเทวดาได้ ดังนั้นความเชื่อที่ว่า สัตว์เดรัจฉานทำบุญไม่ได้นั่นไม่จริง
ยังไม่จบครับ หมาน่อยเราไปเกิดเป็นเทวดาเสียงดังเลยได้ชื่อว่า “โฆสกเทพบุตร” คาดว่าเป็นรากศัพท์เดียวกับคำว่า “โฆษก” ในปัจจุบัน เสพสมบ่มิสมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลกไม่นานก็เคลื่อน ได้ข่าวว่าเคลื่อนหรือจุติ เพราะเสพกามมากจนลืมกินข้าว เฮียแกเชื้อไม่ทิ้งแถว สมัยเป็นคนก็กินจนท้องอืดตาย มาเป็นเทวดาแล้วก็ยังไม่วายหื่นเกินประมาณ พอจุติแล้วก็มาเกิดเป็นเด็กชายโฆสก
เรื่องราวในธรรมบทขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ อยากอ่านเวอร์ชั่นเต็มให้ไปอ่านในซีรี่ย์ ใครว่าพระไตรปิฎกน่าเบื่อ ทางขวามือของบล็อก พล่ามไป ๒๗ ตอนแล้วยังไม่จบเลย
วันนี้ตั้งใจจักเขียนเรื่องหมาวัดตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา ถ้าว่ากันตามธรรมบทนี้แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาเลยครับ ที่หมาวัดจักได้ไปเป็นเทวดา นางฟ้า เพราะอะไรครับ? ก็เพราะไอ้คนหาข้าวให้มันกิน เป็นคนห่มผ้าเหลืองหน่ะซี สุนัขนี่ไม่ว่าใครเอาอาหารไปให้มัน จักฆราวาสหรือพระมันก็รักใคร่เสมอกันแล ทีนี้ลองมาคิดดูซีว่า เกิดว่ามันต้องหิวตาย หรือไปฟัดกับตัวอื่นจนทนพิษบาดแผลไม่ไหว ใจของมันคิดแค่ว่า ไอ้โล้นเอ้ย... ไอ้คนใส่เสื้อผ้าเหลือง ๆ ไม่เหมือนชาวบ้านที่เอาอาหารมาให้ตูกินทุกวันหน่ะ... มาช่วยตูที แล้วก็ม่องเท่งไป ถามว่าน้องเขาจักไปเกิดที่ไหนครับ จิตคิดถึงพระสงฆ์ไม่ว่าพระรูปนั้นจักเป็นพระดีพระเลวแค่ไหน นี่เป็นสังฆานุสสติกรรมฐานนะครับ เรื่องนี้เคยมีมาในธรรมบทเรื่องมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ตอนตายจิตคิดถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียวก็ไปสวรรค์เช่นกัน
ฉะนั้นใครที่เคยดูถูกรังเกียจน้องหมาวัดว่า ไม่มีดี ต้องคิดใหม่แล้วครับ บางทีเขาไปได้ดีกว่าเราเสียอีก คนเสียอีกที่คิดว่าตนดีเลิศกว่าสัตว์อื่น แต่กลับลงอบาย ได้เกิดเป็นคนทั้งที อย่าให้แพ้น้องหมาครับ เขายังไปเกิดเป็นเทวดาได้
มีอีกนิดครับ เรื่องราวของสัตว์เดรัจฉาน เคยได้ยินมาอีกว่า ถ้าสัตว์ตัวใดได้เกิดมามีคนเขาเอ็นดู ให้ความเมตตา สัตว์ตัวนั้นใกล้จักหมดวิบากที่ทำให้เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว ใกล้เกิดเป็นคนแล้ว
มาพิเคราะห์กันด้วยหลักการเดิม ก็แน่ละ! ธรรมดาสัตว์เลี้ยงก็ย่อมรักเจ้านายเป็นที่สุดใช่ไหม? ทำนองเดียวกับตัวอย่างที่แล้ว สัตว์ตัวนั้นเกิดมีทุกขเวทนาใกล้ตาย มันจักคิดถึงอะไรถ้าไม่ใช่เจ้านายของมัน และจิตที่จับความเป็นคน (อาจคิดไปว่า ใช่ซี้... ก็อั๊วะมันพูดไม่ได้เหมือนคนนี่ เจ็บตรงนั้นตรงนี้พูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจ อยากกินไอ้โน่นก็ได้กินไอ้นี่ ไม่เกิดเป็นคนมั่งก็แล้วไป ประมาณนี้ คืออยู่ใกล้คนแล้วได้เห็นข้อดีของการเกิดเป็นคน) ก็มีแนวโน้มสูงจักได้เกิดเป็นคน ตามที่จิตสุดท้ายคำนึงถึง ดังนั้นคำที่ว่า สัตว์เลี้ยงที่ได้รับความเอ็นดูจากเจ้าของ หรือเกิดมาอยู่ใกล้คนนั้นใกล้จักหมดกรรมแล้ว ก็ต้องด้วยเหตุแลผล
ฉะนั้นแล้ว สัตว์ที่เข้ามาในเขตวัด หรือได้รับความเอ็นดูจากคนเช่น สุนัขพันธุ์ปอมเปอเรเนี่ยน หรือแพนด้า จึงมีแนวโน้มสูงจักได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่า เป็นหมาวัดแล้วจักโชคดีเสมอไป บ้างไปเกิดในวัดที่ไม่ใคร่มีเมตตา ไม่ให้อาหารแล้วแถมยังไล่ตี บ้างไปเกิดในถิ่นทุรกันดารบิณฑบาตไม่พอฉัน บ้างเกิดมาหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวหนังกลับทั้งตัว หรือไปเกิดเป็นสัตว์น่ารักจริง แต่เจ้าของเลี้ยงแบบทุกข์ทรมานขังไว้ในกรงชั่วนาตาปี เช่นนี้การณ์ก็อาจมิได้เป็นอย่างที่ยกตัวอย่างมา อาจพาลเกลียดพระ เกลียดเจ้าของ ห่างไกลความเป็นคน เป็นเทวดาไปอีกแสนนาน ตรงนี้ก็ขอวอนพระภิกษุสามเณร และผู้ที่ชอบเลี้ยงสัตว์ โปรดให้ความเมตตาแก่สัตว์ด้วย เขาจักได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น
จากตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวมา ยังมีอันตรายใหญ่หลวงอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่รักสัตว์หัวปักหัวปำจนเกินพอดีครับ รักสัตว์นั้นท่านสอนให้รักด้วยพรหมวิหาร ๔ ซึ่งมีข้ออุเบกขาสำคัญที่สุด การมีพรหมวิหารเป็นหลักธรรมประจำใจ เป็นการกันตกนรกไปโดยปริยาย คือคิดห่วงหาอยู่แต่ว่า เขาทั้งหลายเหล่านั้นจักมีกระไรกินไหม? จักมีใครดูแลยามป่วยไข้หรือเปล่า? คิดอย่างนี้สม่ำเสมอ เรื่องอบายภูมิไม่มีสำหรับเราครับ แต่หากขาดข้ออุเบกขา ไปยึดมั่นถือมั่นว่า นี่คือสัตว์เลี้ยงของเรา ใครในโลกนี้จักดูแลมันได้ดีกว่าเรา ต้องเราเท่านั้น ถ้าเวลาตายจิตไปห่วงหาสัตว์เลี้ยง ...แพร๊บ... อาจวูบไปเกิดเป็นสัตว์ก็เป็นไปได้อีก จึงเป็นข้อควรระวังอย่างยิ่ง
ย้อนกลับมาสักนิด ต่อข้อสงสัยตอนต้น ในลัทธิความเชื่ออื่นสอนให้ทำความดีไปเหอะ เดี๋ยวดีเอง มิได้แจกแจงลงไปว่าต้องทำดีแค่ไหนถึงไปสวรรค์ ทำเลวแค่ไหนไปนรก พระบรมศาสดาก็มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในเชิงปริมาณบุญ ปริมาณบาปเช่นกัน ตรัสแต่เรื่องจิตสุดท้ายก่อนตาย จักเป็นตัวนำพาไปเกิดที่ใด
มีเกณฑ์เพียงคร่าว ๆ เท่านั้นสำหรับจุติจิตที่ไปเกิด พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า จิตคนเราเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ณ ขณะใดขณะหนึ่งที่จิตประกอบด้วยโสมนัส มีความยินดี จิตนั้นก็เกิดในภาวะ หรือภพของสวรรค์ ตรงข้าม ณ ขณะหนึ่งขณะใดที่จิตประกอบด้วยโทมนัส มีความเศร้าหมอง ด้วยรัก โลภ โกรธ หลง ก็เป็นจิตที่เกิดในอบาย ดังนั้นจึงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้เลยว่า ทำบุญเช่นนี้แล้วจักได้ไปสวรรค์แน่นอน ทำบาปเช่นนั้นแล้ว ตกนรกแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง (ยกเว้นอนันตริยกรรม พยากรณ์ได้แน่นอนว่าไปอบายแน่ แต่ก็ยังไม่แน่อีกว่า จักไปอยู่ขุมไหน) ทุกจิตล้วนมีสิทธิ์แก้ใจกลับตัวอยู่ทุกขณะจิตครับ จึงไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับผู้ที่กลับใจ พระเทวทัตเองทำอนันตริยกรรมเสียหลายกระทง วินาทีสุดท้ายก่อนจุติจิตจักไปถูกจองจำทนทรมาน ณ อเวจีมหานรก ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ขอบูชาพระรัตนตรัยด้วยร่างกายตั้งแต่คอขึ้นไป (เพราะต่ำกว่าคอจมลงไปในดินแล้ว) หลังจากใช้โทษในอเวจีมหานรกแล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วทรงพยากรณ์ว่า พระเทวทัตจักได้มาอุบัติเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล หากไม่มีการกลับใจเช่นนี้แล้ว พระเทวทัตคงเสวยวิบากกรรมทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์กว่านี้มาก
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต ฆ่าพ่อ เป็นอนันตริยกรรมเหมือนกัน ธรรมดาต้องไปอยู่กับพระเทวทัต แต่พระเจ้าอชาตศัตรูสำนึกผิด ด้วยไปหลงคำลวงของพระเทวทัต ตั้งหน้าตั้งตาประกอบคุณงามความดี จนสมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาตรัสถึงในวันหนึ่งที่แสดงธรรมว่า หากพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ทำอนันตริยกรรม วันนี้พระเจ้าอชาตศัตรูจักได้บรรลุโสดาบัน ครั้นเสด็จสวรรคตแล้วก็ไปเสวยวิบากอยู่ในนรกเพียงชั้นโลหกุมภี ไม่ถึงอเวจีมหานรก
แม้พระพุทธองค์จักได้แสดงตัวอย่างของการทำบุญ แลบาป ได้ผลเช่นไรไว้หลายประการ แต่ก็ไม่เคยชี้ชัดว่า ทำบุญทำบาปเช่นไรแค่ไหนแล้วไปสวรรค์แน่นอน ไปนรกแน่นอน เพราะวัฏสงสารนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจักไปไหน มีที่ไปเช่นไร ขึ้นอยู่กับปัจจุบัน คำว่า “ปัจจุบัน” นั้น หนึ่งวินาทีก็ยาวเกินไป เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ผู้ที่เห็นความจริงเบื้องต้นของวัฏสงสารว่า ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ชื่อว่า พระโสดาบัน และคำว่า “ภิกขุ” มีความหมายหนึ่งว่า “ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏ”
ดังนี้พระพุทธองค์จึงตรัสสรุปคำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไว้ในปัจฉิมโอวาทว่า
อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว
ขะยะวะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ ฯ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด ฯ
มีตัวอย่างที่เรียกได้ว่า เอ็กซ์ทรีมเคส (Extreme case) กรณีพลิกโผสุด ๆ คือกรณีของพระนางมัลลิกาเทวี เป็นพระมเหสีแสนเลิศประเสริฐศรีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชั่วชีวิตทำผิดแค่ครั้งเดียว คือ ไปสะดุดเท้าพระสวามีเข้าตอนลุกไปห้องน้ำ พระสวามีก็มิได้ถือโกรธ แต่ตอนตายจิตจับอกุศลนี้จึงเอาเท้าไปแช่ในนรกถึงแค่ตาตุ่มอยู่ ๗ วัน (ครูบาอาจารย์อธิบายเคสนี้ว่า เปรียบคนที่ทำความดีมาก ๆ เป็นผ้าขาว มีจุดดำเล็ก ๆ นิดเดียวเกิดขึ้น ก็เห็นได้ชัด) กับอีกเคสหนึ่ง เป็นชายทำความชั่วสารพัด ตอนใกล้ตายจิตเกิดระลึกถึงพระพุทธเจ้านิดเดียวก็ไปเกิดเป็นสุปติฏฐิตาเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ หาอ่านเรื่องของเทพบุตรองค์นี้ได้ในเรื่องความเป็นมาของอุณหิสสวิชัยกถา เรื่องเหล่านี้ อ่านดูเผิน ๆ อาจดูไม่ค่อยยุติธรรม ต่อศึกษาให้ลึกซึ้งแล้ว ไม่มีอะไรจักยุติธรรมเท่ากฏแห่งกรรมแล้ว
จากตัวอย่างที่ยกขึ้นมาฉะนี้แล้ว พอจักอนุมานได้ว่า ภัยในสังสารวัฏ หรือความสยดสยองของการเวียนว่ายตายเกิด แท้จริงก็คือความไม่แน่นอนของการไปเกิดนี่เอง (คิดดูซี พระนางมัลลิกาเทวียังมีโอกาสตกนรก ชายคนนั้นทำความดีนิดเดียวก่อนตายยังมีโอกาสขึ้นสวรรค์ หมั่นละความชั่ว ทำความดี แลรักษาใจ "ปัจจุบัน" ให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ นั่นแลจึงเรียกว่า “ไม่ประมาท”)
ขึ้นต้นมะลิซ้อนจักเล่าเรื่องหมาวัด พอแตกใบอ่อนกลายเป็นภัยในสังสารวัฏไปได้ไงก็ไม่ทราบ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
ภาคผนวก
คนเราได้ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐมิใช่จากน้ำหนักสมองดอก แต่เป็นสัตว์ที่สามารถเลือกที่ไปได้เอง เกณฑ์คร่าว ๆ สำหรับจุติจิตที่ไปเกิด ส่วนใหญ่จักขึ้นอยู่กับอาจิณกรรม หรือกรรมที่ทำบ่อย ๆ ดังนี้
๑. จิตที่มักโกรธ โกรธเป็นอาจิณ พวกศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ล่วงเป็นนิจ เวลาตายจิตประกอบด้วยโทสะ มีนรกเป็นที่ไป
๒. จิตที่มักโลภ อยากได้โน่น อยากได้นี่เป็นอาจิณ เวลาตายจิตประกอบด้วยโลภะ หรือห่วงหาทรัพย์สิน จักไปเกิดเป็นเปรต เฝ้าทรัพย์นั้น พวกที่ชอบเอาของวัด มัคคทายกมัคคทายัก(ยอก) เวลาตายท่านว่า จักเห็นนิมิตเป็นของในวัดนั่นเอง อาศัยจิตที่ลักของวัดเป็นอาจิณ เกิดความโลภเอื้อมมือคว้าแล้ววับ ไปเป็นเปรตทันที เปรตเหล่านี้ต้องอาศัยญาติอุทิศส่วนกุศลให้ จึงจักได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น
๓. จิตเจ้าความคิดเจ้าความเห็น เจ้าทิฏฐิมานะ ไม่ฟังคำใคร แลมักเป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วไปเกิดเป็นอสุรกาย ศึกษาจากตำราท่านว่า ภูมินี้คล้ายกับเปรตนั่นแล แต่มีความสบายกว่าไม่ทรมานมาก แต่มีความยากลำบากเรื่องอาหารการกิน ต้องกินของเน่าเสีย เสลด มูตร น้ำลาย น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เศษอาหารที่เขาทิ้งแล้ว เป็นอาหาร เพราะผู้อื่นอุทิศบุญให้ไม่ยอมรับ
๔. จิตที่มากไปด้วยความหลง จักไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ท่านว่าตอนตายเห็นนิมิตเป็นป่า
๕. จิตที่เคยรักษาศีล ๕ หรือรักษาศีล ๕ เป็นอาจิณ เวลาตายจิตจับความเป็นคน หรือเห็นนิมิตเป็นก้อนเนื้อ จักได้มาเกิดเป็นคน
๖. จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรม ๒ ประการ คือ หิริ-ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ-ความเกรงกลัวผลของบาป หรือจิตตอนตายจับสิ่งที่เป็นกุศล เช่น จับพระพุทธ จับพระธรรม จับพระอริยสงฆ์ จับทานที่ได้ทำแล้ว จับเทวดา จับศีลของตนเอง จักไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ แบ่งตามคุณธรรมของจิตอีก ๖ ระดับ ได้แก่
๖.๑ ชั้นจาตุมหาราชิกา จิตบางดวงเคยปฏิบัติกรรมฐานมาก่อน แต่ไม่ได้เข้าฌานตาย แทนที่จักเป็นพรหม เลยมาเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ เทวดานางฟ้าบางองค์บนชั้นนี้ จึงมีฤทธิ์มาก เช่น ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ คุมคนธรรพ์ ท้าววิรุฬหก คุมสัตว์ปีก ท้าววิรูปักษ์ คุมสัตว์เลื้อยคลาน ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวัณ คุมยักษ์ เป็นผู้รักษาเวชยันต์วิมานของพระอินทร์
๖.๒ ชั้นดาวดึงส์ ชั้นนี้เป็นประหนึ่งเมืองหลวงของสวรรค์ทีเดียว จิตที่จับความดี หรือกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง มักมาจุติที่ชั้นนี้ มีท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์เป็นใหญ่ จิตบางดวงสามารถไปเกิดในชั้นพรหมได้ แต่เลือกมาจุติที่ชั้นนี้เพราะชั้นนี้คึกคักเอะอะมะเทิ่งเป็นพิเศษ
๖.๓ ชั้นยามา เหล่าจิตที่ชอบสวดมนต์ ปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่เนืองนิตย์ จักมาเกิดที่ชั้นนี้
๖.๔ ชั้นดุสิต เป็นชั้นพิเศษ สำหรับพระโพธิสัตว์ที่บารมีเข้าขั้นปรมัตถ์ และพระอริยเจ้าเท่านั้น พระศาสดาของลัทธิความเชื่ออื่นที่เป็นสัมมาทิฏฐิหลายองค์และบริวารของท่านก็อยู่ชั้นนี้
๖.๕ ชั้นนิมมานรดี ชอบเสกของอันเป็นทิพย์ให้ตนเอง และผู้อื่น คาดว่า คงเป็นท่านที่ได้อภิญญาสมัยเป็นมนุษย์
๖.๖ ชั้นปรนิมมิตตวสวัตตี เทวดาชั้นนี้นึกอยากได้กระไร ก็มีเทวดาจากชั้นนิมมานรดีมาเสกให้ สบายแฮไม่ต้องเสกเอง ชั้นนี้มี ๒ พรรค พรรคสัมมาทิฏฐิเป็นพรรคเทพ พรรคมิจฉาทิฏฐิเป็นพรรคมาร พระยาวสวัตตีมาราธิราชที่เคยมาสอบอารมณ์พระมหาบุรุษก่อนบรรลุอภิเษกสัมมา สัมโพธิญาณก็อยู่ชั้นนี้ (ได้ข่าวว่า ปัจจุบันท่านย้ายจากพรรคมารมาอยู่พรรคเทพแล้ว)
๗. จิตที่เป็นฌาน หรือเวลาตายเข้าฌานตาย จักไปเกิดเป็นพรหม มีรูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ตามกำลังสมาธิที่ได้
๘. หากมาดแม้นจิตไม่จับอะไรเลย ก็ไปนิพพาน จบกิจในพระพุทธศาสนา (แต่ถ้าจิตจับความไม่มีอะไร กลายเป็นอรูปพรหมนะจ๊ะ ไม่ถึงนิพพาน)
รู้ดังนี้แล้ว อยากไปเกิดเป็นอะไร เชิญเลือกได้ตามอัธยาศัย ใช้ชีวิตให้สมกับที่เขาให้ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐ
จากภาพรวมของสังสารวัฏที่ได้บรรยายมา ประโยคความเชื่อของบางคนที่ชอบเอาไว้ใช้หักหาญน้ำใจผู้อื่น เช่น “ถ้าฆ่าปลาแล้วไปเกิดเป็นปลา งั้นฆ่าคนก็ไปเกิดเป็นคนซี” จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ การเกิดเป็นคนมิใช่เรื่องง่าย ต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ แม้รักษาไม่ได้ แต่ใช้แรงอธิษฐานมาเกิด จิตที่ไม่สมกับภูมิมนุษย์ที่สมบูรณ์ หรือมีเศษกรรมติดตัว จักพาให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ที่อาการไม่ครบ ๓๒
การฆ่าปลาแล้วไปเกิดเป็นปลา ยังพอมีมูลอยู่ เช่น เสือปลาชอบกินปลาเป็นชีวิตจิตใจ อาจิณกรรมของเขาคือการฆ่าปลา เวลาตายเกิดนิมิตเห็นปลา จิตจับความเป็นปลา ก็ตายจากความเป็นเสือไปเกิดเป็นปลาได้
หรือแม้จิตจับกุศลที่แรงเกินไป ก็ทะลุขึ้นไปเป็นเทวดานางฟ้าเลย ดังเช่นเรื่องของโฆสกเทพบุตรที่ได้ยกตัวอย่างมา ภูมิมนุษย์จึงเป็นภูมิที่มาเกิดได้ยาก และประเสริฐเหลือเกิน แม้เทวดานางฟ้าที่ใกล้หมดอายุขัย เวลาเขาอวยพรกันก็อวยพรว่า “ขอให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์นะ”
ได้เกิดเป็นสัตว์ประเสริฐเช่นมนุษย์ในประเทศที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุดในโลก พระธรรมคำสั่งสอนยังไม่เลือนหายไป และได้อ่านธรรมะของพระองค์ เป็นวินาทีที่ดีที่สุดในสังสารวัฏแล้ว อย่าปล่อยให้วินาทีอันมีค่านี้ ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ใช้ชีวิตความเป็นมนุษย์ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุดครับ
กถมฺ ภูตสฺส เม รตฺตินฺ ทิวา วีติ ปตนฺติ
edit @ 25 Apr 2011 09:33:35 by Dhammasarokikku
แถมยังมองว่าหนูประสาทเพราะไปทำบุญให้พระพุทธเจ้า
)
) นมัสการลาครับ


#1 By ~killau~ on 2010-03-16 18:04