ขอเชิญร่วมทำบุญ... ตอนที่ ๒ - พุทธบูชา (ต่อ)
posted on 28 Aug 2010 17:47 by akkarakitt in Boonเอาละครับ พักผ่อนไป ๑ วันเต็ม ๆ วันนี้ค่อยมีแรงมาอัพบล็อกลุยอัพเดทข่าวงานบุญกันต่อไป ก่อนจักไปว่ากันถึงงานบุญต่อไป มาว่ากันที่งานบุญเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่เพิ่งผ่านไปกันก่อนครับ งานนี้ข้าพเจ้าหมายมั่นปั้นมือจักทำชาเย็นไปถวายพระ ๑,๐๐๐ รูป เตรียมการล่วงหน้ามาเป็นเดือนแล้วครับ เพราะต้องขยายกำลังการผลิตเป็น ๒ เท่า เนื่องจากแกลลอนบรรจุน้ำไม่พอ เลยต้องเอาบางส่วนไปทำที่หน้างาน ตื่นมาขนของขึ้นรถแต่เช้ามืดครับ ๖ โมงเช้าก็ออกเดินทาง
ไปถึงงานคนยุบยับไปหมด ตามเต้นท์ตามบูธ เขาก็มาจองกันแต่วันวาน ค้างคืนที่วัดกันเลย มองซ้ายมองขวา เห็นไม่มีบูธว่างแน่แล้ว ก็เอารถจอดแล้วเอาโต๊ะที่ขนมาเองลงตั้งบูธครับ
เล็งฮวงจุ้ยไว้แล้วครับว่า ใกล้สถานที่เลี้ยงเพลพระ แต่ไกลจากญาติโยมที่มาทำบุญ ไม่เป็นไร กะจักถวายพระอยู่แล้ว
รายล้อมไปด้วยโต๊ะฉันภัตตาหารครับ
เช้า ๆ ยังไม่ใคร่มีใครมาครับ
สาย ๆ หน่อยพระภิกษุสามเณรเริ่มทะยอยกันมา
ข้าวปลาอาหารหวานคาวมีมากมายฉันกันไม่หวาดไม่ไหว
ต้มชาเย็นหม้อใหญ่ ๆ ๒ หม้อ
ให้ทีมงานเลี้ยงไปเรื่อย ๆ ที่สุดน้ำแข็งหมดครับ (ขนาดเอาไปตั้ง ๓๐๐ ลิตรนะเนี่ยะ) เหลือน้ำชาอีก ๓ แกลลอน
เลยไปเล็งร้านอื่น เผื่อเขามีน้ำแข็งเหลือ แล้วก็เจอจริง ๆ อยู่ใกล้ ๆ บูธที่เขาทำบุญกัน เลยย้ายทีมงานไปแจกที่นั่นต่อ ญาติโยมเข้าคิวกันยาวเหยียด ผลก็เป็นเช่นนี้แล
เลี้ยงชานมเย็น/ชามะนาวเสร็จ ช่วงบ่ายมีหล่อพระพุทธรูปปางจักรพรรดิ ๑ องค์ และพระพุทธรูปทองคำแท้อีกหลายองค์ บรรยากาศบริเวณงานเป็นประมาณนี้

ที่เห็น ๕ เตานั่นคือเตาหลอมทองเหลือง

แบบเทพระทองเหลืองครับ

ใกล้เวลาเททองเหลือง พนักงานมาดูความเรียบร้อยของเตา

ส่วนข้างล่างนี่เป็นเตาเหวี่ยงหนีศูนย์ (Centrifugal) สำหรับการหล่อพระพุทธรูปทองคำ พนักงานเอาหัวตัดแก๊สมาอุ่นเตาครับ

พนักงานเททองตั้งท่ารอ

ทางซ้ายมือคือพระอาจารย์ไพโรจน์ เจ้าอาวาสวัดสระพัง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ทางขวามือนี่ใครก็ไม่ทราบ ส่วนข้างหน้าท่านก็คือทองคำแท้ ๆ ที่ญาติโยมนำมาถวายร่วมหล่อพระพุทธรูปทองคำ

เหลืองงามอร่ามตาครับ ขออนุโมทนากับกำลังใจของท่านทั้งหลายด้วย สละเครื่องประดับออกถวายเป็นพุทธบูชา สาธุ ๆ

งานนี้หลวงปู่ฤๅษีเกศแก้วก็มา (น่าจักใช่นะ)

ได้เวลาละครับ หล่อพระพุทธรูปทองเหลืองก่อน พระเถรานุเถระอธิษฐานจิต

เอาเบ้าหลอมทองเหลืองมารับไปครับ

ทำไปเททองพระเกศก่อน

ทองเหลืองเดือดปุด ๆ เลย

งานพวกนี้ต้องใช้คนชำนาญพิเศษครับ เพราะเป็นของร้อนจัด พลาดขึ้นมาไหม้อย่างเดียว

เทหมดก็เอามาเติม

หล่อพระเกศเสร็จก็ไปหล่อองค์พระต่อครับ

ถ้าของจริงจักเห็นเปลวของทองเหลืองออกสีเขียว ๆ ครับ แต่ในรูปถ่ายไม่ติด

เบ้าทองเหลืองที่ใช้งานเสร็จแล้ว(สีดำ) นำมาคว่ำไว้บนแผ่นเหล็กตรงกลางภาพครับ (ตอนแรกก็สงสัยว่า เขาเอาแผ่นเหล็กมาวางทำไม)

ระหว่างการเททอง มีพราหมณ์คอยเป่าสังข์ด้วย (ตอนแรกนึำกว่า เสียงเครื่องเหวี่ยงเสียอีก)

หล่อพระองค์ใหญ่เสร็จก็มาหล่อองค์เล็กต่อครับ องค์เล็กนี่หนักแค่ ๑๔ บาท ไม่กี่องค์ก็แพงกว่าองค์ใหญ่ซะแล้ว ข้างล่างนี่คือเบ้าหลอมครับ ทำด้วยเซรามิค

หลวงปู่ฤๅษีเกศแก้วเป็นคนนำทองคำมาหลอมครับ


ภาพพวกนี้ต้องเป็นพระภิกษุถ่ายครับ ถึงจักได้ภาพโคลสอัพขนาดนี้ (ฆราวาสถูกกันให้ห่างออกไปเล็กน้อย)



ภาพนี้ถ่ายตอนกำลังเหวี่ยงครับ ความเร็วชัตเตอร์สูงไปเลยไม่เห็นว่า เบ้ากำลังเหวี่ยง

แอบถ่ายเกสาหลวงปู่ครับ ยาวจริง ๆ

ลือกันว่า ท่านได้อภิญญาครับ

แอบดูหลวงปู่แป๊บเดียว พระพุทธรูปทองคำองค์แรกเสร็จแล้วครับ นำไปหล่อเย็น และละลายเบ้าออก

แถ่น แทน แท้นนนนนน!!!! องค์แรกสำเร็จแล้ว

ถ่ายระยะประชิดตัวเลย


พระอาจารย์ไพโรจน์มาดูองค์แรก และนำทองลงเบ้าองค์ที่สอง

ขัดแล้วได้ประมาณนี้ครับ งามงดจริง ๆ (ถ่ายแฟลชขึ้นอัตโนมัติ)

ถ่าย Macro ปิดแฟลช

ได้ข่าวว่า หล่อได้สิบกว่าองค์ (หักก้านด้านล่างออกมาหลอมต่อได้อีกหลายองค์) พอดีไม่ได้อยู่จนจบ ตอนออกมาหล่อได้ ๘ องค์แล้ว จากนั้นก็เดินทางไปถวายการรักษาให้หลวงปู่แผ้ว ปวโร (ตอนเช้าที่เลี้ยงชาเย็นมีญาติโยมชวนไปถวายการรักษาด้วยกัน)

ซึ่งมีพระภิกษุรูปหนึ่งได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระโหลกยุบเข้าไปบางส่วนมาขอรับการรักษาด้วย ท่านมีอาการยกแขนได้ไม่สุด และเวลายกแขนจักเจ็บมาก โยมคุณหมอเอาเข็มที่ปักไว้กับเทียนมาชี้จุด จิ้มจึ๊ก ๆ เอาไดร์เป่าผมเป่าตามจุดต่าง ๆ ประมาณไม่ถึง ๑๐ นาที ปรากฏว่า สามารถยกแขนขึ้นได้สุด ไม่เจ็บ แล้วแถมแบมือได้ด้วย น่าอัศจรรย์เหลือเกิน
โยมที่ไปด้วยกันลองถามท่านว่า ท่านใช้วิธีกระไรรักษา ได้ความว่า ใช้ "กสิณลม" อู้... เจ๋งจิง ๆ พับเผื่อยสิ
เอาละครับ รายงานความคืบหน้าไปแล้ว เราย้อนมาวิเคราะห์อานิสงส์แห่งการสร้างรูปแทนพระพุทธเจ้ากันอีกสักหน่อย
ตามที่ได้อ้างอิงถึงข้อความในใบลานกัณฑ์เทศน์โบราณไว้ในตอนที่แล้วว่า อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำนั้น แม้ปรารถนาจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ก็สำเร็จ และพุทธบูชามีอานิสงส์ทำให้มีเดชมาก ซึ่งอาจแปลว่า ทำกระไรก็สำเร็จ มีบริวารมาก เป็นต้น
ถามว่า เชื่อไหม?
เชื่อก็ "ไม่ฉลาด" นะตะเอง
แล้วถ้าไม่เชื่อหล่ะ?
ไม่เชื่อก็ "ยิ่งไม่ฉลาด" นะตะเอง
เพราะการเชื่อกระไรง่าย ๆ มักทำให้เรามานั่งเสียใจภายหลัง ไม่ว่าจักเป็นเรื่องแฟน แฟนพูดไร เชื่อหมด ฉันรักเธอ เธอรักฉัน สุดท้ายถ้าเราไม่พินิจพิจารณาให้ดี สิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง ท้ายสุดก็ต้องมานั่งตีอกชกตัวเอง หรือน้ำตาเช็ดหัวเข่า แม้เรื่องการเมือง ยิ่งต้องพิจารณาให้มากทีเดียว
ที่เขียนก็ด้วยคำนึงถึงประโยชน์จักเกิดแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อกระตุกให้ได้คิด ไม่ใช่เชื่อ ๆ ตามกันไป และไม่ใช่อะไร ๆ ก็ไม่เชื่อดะไปหมด แล้วมาอ้างกาลามสูตร ชาวพุทธต้องฉลาดครับ ภาษาบาลี กุสะละ หรือ กุศล แปลว่า "ฉลาด"
คิดกระไรต้องให้เป็นกุศล ต้องฉลาด วิธีที่ฉลาดเวลาได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ต้องฟังหูไว้หูครับ ไม่ใช่เชื่อตะพึดตะพือ นำไปคิดพิจารณาใคร่ครวญก่อน พิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน แล้วค่อยเชื่อ บางสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ก็ดู ๆ ไปก่อน อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ
ข้าพเจ้าเคยเจอคนบางประเภทฉลาดมาก รู้มาก ความมั่นใจสูงมาก เขาจักเชื่อกระไรยากมาก ส่วนใหญ่จักปฏิเสธกระไรใหม่ ๆ ที่ไม่ตรงกับความคิดของตน หรือที่ตนเคยรู้ แล้วยกว่าตนรู้มากกว่านั้น เก่งกว่านั้น เจ๋งกว่านั้น ทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้พิสูจน์กระไรที่ว่าใหม่ ๆ นั้นเลย แล้วมาบอกว่า เขาเป็นคนเชื่อกระไรยาก
ข้าพเจ้าว่า นั่นยังไม่ฉลาดพอครับ คนที่ปฏิเสธกระไรใหม่ ๆ เสมอ ก็ประหนึ่งน้ำเต็มแก้ว เทกระไรลงไปก็ล้นออกหมด และการเชื่อยากของเขา ก็อาจเป็นเพียงการส่งเสริมอีโก้ อัตตา ตัวตนว่า "ข้านี้เป็นคนเชื่อกระไรยาก" เท่านั้นเอง การคิดเช่นนั้นทำให้เขาพลาดกระไรดี ๆ หลายสิ่งหลายอย่าง บางสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเลิศแล้วทั้งชีวิตรวมกันเสียอีก ครั้นจักบอกให้เขาเชื่อตาม ก็จนปัญญาจักหาเหตุผลมาบอกเล่าเก้าสิบ ข้าพเจ้าไม่อาจบรรยาย "วิธีฟังอย่างฉลาด" นี้ออกมาเป็นภาษามนุษย์ได้ พอได้ฟังที่พระอาจารย์เทศน์ รู้สึกมันใช่เลย!!! เราต้องฟังหูไว้หู ไม่รับ และไม่ปฏิเสธ จนกว่าจักได้พินิจพิจารณาอย่างถ้วนถี่ หรือพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้ว
เรื่องนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เทศน์สอนลูกศิษย์ท่านอยู่เสมอว่า ต้องดูปฏิปทาพระสารีบุตรไว้เป็นตัวอย่าง ครั้งหนึ่งสมเด็จพระภควันต์ทรงเทศน์สอนจบแล้ว ก็หันมาถามพระสารีบุตรว่า "สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร เธอเชื่อสิ่งที่ตถาคตสอนหรือไม่?"
พระสารีบุตรทูลตอบว่า "ภันเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่เชื่อพระเจ้าข้า" สร้างความฮือฮาให้แก่เหล่าพระภิกษุสาวกที่ยังเป็นปุถุชนในที่นั้นเป็นอันมาก หันไปกระซิบกระซาบกันถึงอัธยาศัยของผู้ที่เป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวา ช่างบังอาจนัก กล้าไม่เชื่อฟังพระบรมศาสดา สงสัยจักทำตัวกระด้างกระเดื่อง ไม่เข้าท่าเสียแล้ว
สมเด็จพระประทีปแก้วทรงทราบความเป็นไปทั้งหลาย แล้วจึงตรัส "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ท่านจงอย่าพึงเดาความเอาเองเลย ลองฟังเหตุผลของพระสารีบุตรดูก่อนเถิด สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร ทำไมเธอถึงไม่เชื่อตถาคต?"
พระสารีบุตรทูลตอบว่า "ภันเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ว่าไม่เชื่อนั้น เพราะต้องขอนำความกลับไปคิดใคร่ครวญโดยรอบคอบ และปฏิบัติให้เห็นจริง แล้วจึงเชื่อ พระพุทธเจ้าข้า"
สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสสรรเสริญ "สาธุ สาธุ ดีแล้ว ดีแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงเอาพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างเถิด"
เอาละครับ ก่อนจักออกทะเลไปไกลกว่านี้ ย้อนกลับมาวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในใบลานกันดีกว่า จริงรึ? ที่ท่านว่า สร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำแล้วไซร้ แม้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็สำเร็จ จริงรึ? ที่ท่านว่า บูชาพระพุทธเจ้าแล้วทำให้มีเดชมาก
อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์นะครับ นี่ก็เป็นเพียง อัตตโนมติ (ความเห็นส่วนบุคคล) ไปใคร่ครวญดูก่อน เห็นเข้าท่าแล้วค่อยเชื่อ
ถ้าสังเกตบทความที่ผ่าน ๆ มา ข้าพเจ้าจักเขียนถึง ปัจฉิมโอวาทในมหาปรินิพพานสูตรอยู่เนือง ๆ ว่า พระองค์ทรงสรรเสริญการ "ปฏิบัติบูชา" (การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติ) ยิ่งกว่า "อามิสบูชา" (การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยสิ่งของ) ก็แล้วทำไมข้าพเจ้าถึงยังถวายอามิสบูชาอยู่เนือง ๆ คำตอบคือ พระองค์ทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชา แต่ก็มิได้ทรงตำหนิอามิสบูชาครับ คือทำไปเถอะ ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้าแล้ว ดีทั้งสิ้น
คนไม่ฉลาดพอ จิตไม่เป็นกุศลพอ เขาจักตำหนิอามิสบูชาครับ สร้างไปทำไม? ไหว้ไปทำไม? บูชาไปทำไม? นั่นคือปูน นั่นคือทองเหลือง พระพุทธเจ้าทรงให้บูชา พระธรรมคำสั่งสอน อย่างที่ตรัสกะพระอานนท์ว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยนั่นแล จักเป็นศาสดาสอนเธอต่างหาก เพราะฉะนั้นเราต้องนับถือ "พระไตรปิฎก" (อย่างเดียว) นั่นก็เท่ากับท่านเป็นชาล้นถ้วย น้ำล้นแก้ว ไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า ที่เขาสร้างพระพุทธรูปกัน เขาคิดกันอย่างไร? มีเหตุผลอย่างไร?
เรามาลองนึกจินตนาการกันดู ถึงการสร้างรูปแทนพระพุทธเจ้า อย่างแรกเลย เจตนาของผู้สร้างเป็นอย่างไร? แน่นอนครับ ไม่ว่าใครสร้างรูปแทนพระพุทธเจ้า ก็ย่อมต้องมีสักติ่งหนึ่งที่ต้องการให้ผู้อื่นระลึกถึงพระพุทธเจ้า นี่เป็นกุศลไหมครับ? เริ่มมาก็ฉลาดแล้วเห็นไหม? การทำให้ผู้อื่นและตัวเราเองระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นกรรมฐานกองหนึ่งครับ ชื่อว่า "พุทธานุสสติ"
พุทธานุสสติ หรือการระลึกถึงพระพุทธเจ้านี่ ถือเป็นการปฏิบัติหรือไม่? ลองคิดดูให้ดี
อย่างที่สองคือ การสร้างพระพุทธรูปนี่ไม่ว่าจักเป็นองค์เล็กองค์น้อย หรือองค์ใหญ่โตมโหระทึกก็ล้วนต้องใช้กำลังใจ กำลังทรัพย์ในการสร้าง สร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้เอาไปไหน ก็อยู่ในวัดนั่นเอง สงฆ์ทั้งปริมณฑลร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยคอนเซ็พท์นี้แล้ว พระพุทธรูปที่สร้าง ก็ถือเป็นสังฆทานเช่นกัน กลายเป็นสมบัติของพระศาสนา ของพระพุทธองค์ การระลึกถึงทานที่เราได้ทำไป ก็เป็นกรรมฐานกองหนึ่งครับ ชื่อว่า "จาคานุสสติ"
จาคานุสสติ หรือนึกถึงทาน-การให้ เป็นอารมณ์นี่ ถือเป็นการปฏิบัติหรือไม่? ลองคิดดูให้ดี
อย่างต่อมา หากเราสละเสียซึ่งวัตถุสวยงามอันเป็นที่รักเช่นทองคำ เพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า คิดว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เป็นประโยชน์ยั่งยืน อริยทรัพย์นั่นแล ยั่งยืนกว่า สละออกซึ่งความหวงแหนในทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรม บรรเทาความตระหนี่ ละความโลภในทรัพย์สินด้วยการให้ทาน มุ่งสิ่งเดียวคือพระนิพพาน อย่างนี้ก็เป็นกรรมฐานกองหนึ่งชื่อว่า "อุปสมานุสสติ" นี่จักจัดเป็นการปฏิบัติด้วยหรือไม่? คิดดูให้ดี
อนึ่ง หากเราบริจาคทรัพย์ด้วยความรู้สึกที่ว่า ทรัพย์สินทั้งหลายไม่มีกระไรเป็นเรา เป็นของเรา แม้เราตายเมื่อไร ไม้จิ้มฟันสักอันหนึ่งก็เอาไปไม่ได้ โลกนี้ล้วนชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ละความเห็นผิดที่ว่าทรัพย์นี้เป็นของเรา ความจริงแล้วมันเป็นของโลก เรายืมเขามา ถึงเวลาเราก็คืนเขาไป สมบัติผลัดกันชม ให้ทานด้วยความรู้สึกแบบนี้ ถือเป็น "วิปัสสนากรรมฐาน" หรือพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง อย่างนี้จักเข้าข่ายเป็นปฏิบัติบูชาหรือไม่? ลองไปคิดดู
อย่างสุดท้าย วัตถุธาตุที่ใช้สร้างคือวัตถุมีค่าเช่น "ทองคำ" สร้างได้ยากยิ่ง ผู้สร้างต้องใช้ความมุมานะวิริยะอุตสาหะสักเท่าไหร่ กว่าจักสร้างสำเร็จ ผู้ที่สร้างพระพุทธรูปทองคำสำเร็จนั้น จึงเป็นผู้ที่มี อิทธิบาท ๔ - คุณธรรมแห่งความสำเร็จ (ฉันทะ-ความพอใจ, วิริยะ-ความเพียร, จิตตะ-มีใจจดจ่อ, วิมังสา-มีความคิดใคร่ครวญ) อยู่เต็มเปี่ยม ถึงพร้อมด้วยอริยทรัพย์ ๗ (ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ, พาหุสัจจะ, จาคะ, ปัญญา) คุณธรรมเหล่านี้ติดตัวข้ามภพข้ามชาติครับ ที่ว่า แม้ปรารถนาจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็ย่อมสำเร็จ จึงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปเลย มีความน่าจะเป็นสูงมากที่จักเป็นเช่นนั้น
คำว่า "อธิษฐาน" ในภาษาบาลี มิได้แปลว่า "ขอ" หรือ "อ้อนวอน" ครับ แต่คือ "ความตั้งใจมั่น" ทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธรูปทองคำ แล้วอธิษฐาน หรือตั้งใจมั่นว่า จักขอเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล ความตั้งใจมั่นนี้จึงมีกำลังมาก เพราะอธิษฐานด้วยสิ่งที่ทำได้ยาก
และที่สำคัญ สิ่งนี้ไม่ได้สร้างสำเร็จด้วยตัวคนเดียว ต้องมีกำลังทรัพย์มากพอ เป็นพระเป็นเจ้าจักไปหากำลังทรัพย์มาจากไหนครับ ก็ต้องรวบรวมมาจากญาติโยม ญาติโยมจักสละทรัพย์ที่หวงแหนออกถวายเป็นพุทธบูชาได้ ก็ต้องมีความเข้าใจในธรรมะพอสมควร หรือไม่ก็เชื่อมั่นในพระอาจารย์มากพอตัว ความสำคัญจึงอยู่ที่ความคิดริเริ่ม หรือภาวะความเป็นผู้นำนี่ละครับ ฉะนั้นที่ว่า บูชาพระพุทธเจ้าแล้วทำให้มีเดชมาก มีบริวารมาก ลงได้สร้างกระไรใหญ่ ๆ บุญหนัก ๆ ร่วมกันสักคราวหนึ่ง ก็จักตามกันไปเป็นพรวน
สิ่งเหล่านี้ที่สาธยายมา หากท่านลงความเห็นตอนต้นเพียงว่า "ศาสนาพุทธไม่มีรูปเคารพ" หรือ "ฉันไม่เชื่อสิ่งที่เขาเล่าบอก" แล้วก็วางเสียโดยไม่ฟังคำอธิบาย ท่านก็จักไม่มีวันได้รับทราบแนวคิดเหล่านี้เลย เป็นน้ำเต็มแก้วอยู่เช่นนั้นชั่วนาตาปี
เอาละครับ จากที่ได้บรรยายมาแต่ต้น สรุปได้ว่า สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีเหตุผลสมควรให้เชื่อได้ว่า คำในใบลานนั้น พอจักนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติได้
ซ.ต.พ. (ซึ่งต้องพิสูจน์(กันต่อไป))
เรื่องราวของการทำบุญยังไม่จบครับ วันนี้ยาวแล้วขอยกยอดไปต่อตอนหน้า ฯ
edit @ 18 Sep 2010 02:04:05 by Dhammasarokikku

#1 By Rinna ♥ on 2010-09-02 01:33