อานิสงส์กฐินที่ท่านอาจยังไม่รู้
posted on 17 Sep 2010 13:17 by akkarakitt in Dharmaเผลอแผล็บเดียว ใกล้ออกพรรษาละ เมื่อสองเดือนก่อนมีญาติโยมโทรมาถามหาวัดจักทอดกฐิน รู้สึกสงสัยทำไมเขาแอคทีฟกันจัง ยังไม่ทันเข้าพรรษาเลย เตรียมหาวัดทอดกฐินกันแล้ว เวลาผ่านไปจึงทราบว่า ๓ เดือนนี่ไวเหมือนโกหก และกฐินวัดใหญ่ ๆ ที่เป็น "กฐิน" เขาจองกันแต่เนิ่น ๆ
ที่นำเรื่องนี้มาเขียน ก็เพราะได้รับซองกฐินซองหนึ่งครับ มาจากวัดทางภาคเหนือ เปิดดูฎีกา(ใบบอกบุญในซอง)หน้าตาสวยงามทีเดียว พิมพ์เป็น ๔ สีเสียด้วย ลงทุนจริง ๆ ข้อความบอกบุญก็ดีครับ วัตถุประสงค์ก็ดี ดีทุกอย่างเลยยกเว้น "อานิสงส์กฐิน" ที่อยู่ตอนท้ายใบฎีกา อ่านแล้วแปร๊บหัวใจ

อ่านไม่ออกใช่ม๊า คนสแกนลงเองยังอ่านไม่ค่อยออกเลย ข้อ ๑ - ๔ ไม่ค่อยมีกระไรครับ ประมาณถ้าเป็นชายจักได้รับประทานการบวชแบบ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" (การตรัสว่า "จงมาเป็นภิกษุเถิด") จากพระพุทธเจ้าโดยตรง (ซึ่งความจริงน่าจักเพี้ยนมาจาก ถ้าเป็นชายไปเกิดทันยุคพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล แม้บวชด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" แล้วจักมีจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์มาใส่ทันที) เป็นหญิงก็ได้เครื่องประดับ มหาลดาปสาธน์ (เครื่องประดับของนางวิสาขามหาอุบาสิกา) หรือไปเกิดยุคอื่นก็ได้เครื่องประดับที่เลอค่าอมตะกว่าใคร บลา ๆ ๆ ... เรื่องพวกนี้เป็นไปได้ทั้งสิ้นครับ ไม่จำต้องถวายกฐิน ถวายสังฆทานธรรมดานี่ก็ได้ ขอให้มีไตรจีวรรวมอยู่สักชุดหนึ่ง หรือทำบุญหนัก ๆ สักอย่างหนึ่งแล้วอธิษฐาน (ตั้งใจมั่น) ว่าต้องการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นไปได้ครับ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฉะนั้นข้าพเจ้าไม่ใคร่ใส่ใจนัก
มาข้อ ๕ นี่ละครับ เฮ้ย!!! แอ๊ดว๊านซ์ขิง ๆ
ความว่า "เป็นมหากุศลทาน ผู้มีจิตอนุโมทนาย่อมได้กุศลนั้น แม้อุทิศให้ผู้ตายอันตกอยู่ในทุคติ ย่อมพ้นจากทุคตินั้น" อ่านแวบแรก เฮ้ย... ถวายกฐินแล้วอุทิศให้คนที่ตกนรก ก็พ้นจากนรกงั้นซี????
มาอ่านรอบสองถึงเข้าใจว่า ทุคติที่ท่านว่า หมายถึงภูมิของเปรต แถมเป็นเปรตจำพวกสุดท้ายในเปรต ๑๒ จำพวก ใกล้พ้นวิบากแล้วด้วย ชื่อว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต อีก ๑๑ จำพวกที่เหลือ ไม่สามารถรับผลบุญที่ญาติอุทิศให้ได้
คำว่า "ทุคติ" นั้น ความจริงหมายรวมเอาถึง อบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานครับ ไม่ใช่หมายถึงเปรตอย่างเดียว การเขียนไม่ชัดเจนทำนองนี้ อาจพาให้คนเข้าใจผิดได้ว่า แม้ทำบุญแล้วอุทิศให้ญาติที่ไปตกนรกอยู่ เขาก็พ้นจากนรก อุทิศให้ญาติที่เป็นอสุรกายอยู่ เขาก็พ้นจากการเป็นอสุรกาย (ความจริงภูมิของอสุรกายนี่ สูงกว่าภูมิของเปรต แต่อสุรกายนี่มานะทิฏฐิเยอะ ไม่ยอมรับบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ครับ) อุทิศให้ญาติที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น แมว สุนัข เป็นต้น แล้ว เขาจักพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉาน
คอมม่อนเซ้นส์ครับ อุทิศบุญให้สุนัข แมว แล้วเขาจักกลายเป็นมนุษย์ เทพบุตร เทพธิดา ขึ้นมาทันทีทันใด เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด (แต่ถ้าพ้นจากอัตตภาพนี้แล้ว เป็นไปได้ครับ ถ้าเขาอนุโมทนา) นี่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงครับ พาลอาจคิดไปได้ว่า ข้อ ๑ - ๔ กลายเป็นโฆษณาชวนเ่ชื่อไปด้วย
อานิสงส์ของการถวายกฐินแท้จริงแล้ว ก็เหมือนกับการถวายสังฆทานนั่นแล เพียงแต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น จำกัดกาล (ปีหนึ่งถวายได้หนเดียว) จำกัดเวลา (ต้องถวายภายใน ๑ เดือนหลังออกพรรษา) เป็นต้น เรียกว่า ใช้กำลังใจสูงกว่าการถวายผ้าป่าที่ถวายได้ตลอดปี หรือสังฆทานธรรมดานั่นเอง เลยมีอานิสงส์พิเศษ
คำว่า "อานิสงส์กฐิน" ที่อยู่ตอนต้น ก็ควรเขียนว่า "อานิสงส์การถวายกฐิน" ครับ เพราะอานิสงส์กฐินแท้จริงนั้น เกิดแก่พระภิกษุ ฆราวาสไม่เกี่ยว ดังนี้
๑. เที่ยวไปโดยไม่บอกลา (ออกพรรษา อนุโมทนากฐินแล้ว เที่ยวไม่ยั้งครับ)
๒. จาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบชุด (ปกติพระไปไหนต้องพกสังฆาฏิใส่ย่ามไปด้วยครับ)
๓. ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ (อันนี้แปลคร่าว ๆ ว่า ฉันเป็นหมู่คณะได้)
๔. เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดในที่นั้น (ที่ที่จำพรรษา) เธอมีสิทธิที่จะกรานกฐินและได้รับอานิสงส์ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และจะได้รับสิทธิพิเศษนี้ไปอีก ๔ เดือน
ไม่มีข้อใดเป็นอานิสงส์ของผู้ถวายเลย เรื่องนี้ทั้งพระครูวิหารกิจจานุการ หรือหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค และพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง เคยพูดไว้เกี่ยวกับอานิสงส์การถวายกฐิน ซึ่งให้ใช้การสังเกตครับ มิได้ยกพระพุทธพจน์ขึ้นอ้าง แสดงว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสถึงอานิสงส์แห่งการถวายกฐินตรง ๆ ท่านว่า ให้สังเกตดูถ้าไปร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินตั้งแต่ ๓ ครั้งขึ้นไป ความเป็นอยู่จักคล่องตัวขึ้น คำว่า "คล่องตัว" นี่ ไม่ได้หมายความว่า "รวย" แต่หมายถึงมีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน อันนี้เป็นแค่เศษของความดี
ท่านยกอานิสงส์ที่พระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงเคยไปเกิดในสมัยของพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า มีชื่อว่า มหาทุกขตะ เป็นคนจนมาก แล้วมีโอกาสได้ร่วมถวายกฐินด้วยหลอดด้ายเพียงหลอดเดียว พระปทุมมุตตรพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ถึงการบรรลุพระโพธิญาณของมหาทุกขตะ เป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาลนั้นมีการถวายกฐินนี้เป็นปัจจัยแสดงว่า การตั้งใจถวายกฐินนั้นแม้ปรารถนาพระโพธิญาณ ความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็สำเร็จ สำมะหากระไรกับสิ่งอื่น ย่อมต้องสำเร็จตามประสงค์
แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า "บุคคลที่ตั้งใจทำบุญกฐิน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ทิพยจักษุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเลิศแล้ว ที่สุดยังมองไม่เห็นเลยว่า อานิสงส์นั้นจะไปสิ้นสุดตรงไหน ส่วนใหญ่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เกิดแล้วเกิดอีกอยู่ในระดับของความดีนี้ตลอดจนกระทั่งไม่สิ้นสุดของอานิสงส์กฐิน ก็จะเข้านิพพานเสียก่อน ฟังดูแล้วน่าทำไหม ร่วมกับเขาบ่อย ๆ"
รู้อย่างนี้แล้ว แม้ฎีกากฐินของวัดนี้จักไม่เข้าตากรรมการไปสักหน่อย แต่ก็ร่วมบุญไปเรียบร้อยแล้วครับ
ก่อนจบขอกล่าวถึงข้อสอบนักธรรมเอกสักข้อหนึ่ง เกี่ยวกับกฐินครับ
ถามว่า วัดมีพระจำพรรษาวัดละ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ทายกประสงค์จะถวายกฐิน นิมนต์พระมารวมในวัดเดียวกันเพื่อรับกฐิน เป็นกฐินหรือไม่? เพราะเหตุใด?
ตอบว่า ไม่เป็นกฐิน เพราะองค์กำหนดสิทธิของภิกษุผู้จะกรานกฐินนั้นมี ๓ คือ เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด ๑, อยู่ในอาวาสเดียวกัน ๑, ภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ๑ ฯ
ฉะนั้นพึงทราบไว้เลยว่า่ ที่เขานิมนต์พระต่างวัดมาสวดอนุโมทนากฐินนั่น ไม่เป็นกฐินครับ เป็นผ้าป่าธรรมดา เรื่องนี้แม้อาจารย์สอนนักธรรมเอกบางท่าน ก็มาแบบข้าง ๆ คู ๆ ว่า ทางมหาเถรสมาคมออกหนังสือปกขาว หรือหนังสือเวียนออกมาให้กระทำได้ ทั้งที่หนังสือเรียนก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า มติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงฟันธงเลยว่า ไม่ใช่กฐิน
อีกทางหนึ่ง คือสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทานอำนาจปกครองสงฆ์ให้แก่คณะสงฆ์ครับ ถ้าคณะสงฆ์ในประเทศไทย อนุโลมให้การนิมนต์พระจำพรรษาต่างวัดมารับกฐินแล้วเป็นกฐิน อย่างนั้นก็เป็นกฐินครับ แต่เราคงไม่ใช่นิกาย "เถรวาท" อีกต่อไป เพราะนิกายเถรวาทนี่ ตามศัพท์แปลว่า วาทะของพระเถระ ในที่นี้ก็คือ พระมหากัสสปะ วาทะของท่านคือ "เราจักไม่บัญญัติ สิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติ เราจักไม่รื้อถอน สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติแล้ว"
อาจต้องไปตั้งนิกายใหม่ชื่อ "อัตตโนวาท" จักเหมาะสมกว่า 5555+
อีกประการหนึ่งครับ กฐินนี่พระภิกษุไปบอกให้โยมมาถวายกฐินไม่ได้นะครับ ประมาณว่า "โยมจ๋า ปีนี้ที่วัดยังไม่มีใครจองกฐินเลย" อย่างนี้แม้จำพรรษากันครบ ๕ รูป ก็ไม่เป็นกฐิน ผ้ากฐินที่ได้มาเป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ (อาบัติชนิดหนึ่ง ต้องสละผ้าที่ได้มานั้น จึงแสดงอาบัติตก) อีกต่างหาก
ฉะนั้น หากต้องการถวายกฐินจริง ๆ ญาติโยมต้องเป็นฝ่ายปรารภก่อนครับ และถ้าเจอ "กฐินแปลง" ที่องค์กำหนดสิทธิรับกฐินไม่ตรงกับสิ่งที่ข้าพเจ้าบรรยายมา ก็ขอให้พิจารณาโดยถ้วนถี่ครับ เดี๋ยวทำกฐินแล้วจักได้ผ้าป่ามาแทน
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. อีกนิดส์ครับ อย่าลืมเลือกเนื้อนาบุญกันด้วยหล่ะ หว่านข้าวลงนาดอนระวังข้าวไม่ขึ้นนะจ๊ะ
edit @ 19 Sep 2010 18:12:24 by Dhammasarokikku


#1 By HineyHelsinki on 2010-09-18 04:50