เผลอแผล็บเดียว ใกล้ออกพรรษาละ เมื่อสองเดือนก่อนมีญาติโยมโทรมาถามหาวัดจักทอดกฐิน รู้สึกสงสัยทำไมเขาแอคทีฟกันจัง ยังไม่ทันเข้าพรรษาเลย เตรียมหาวัดทอดกฐินกันแล้ว เวลาผ่านไปจึงทราบว่า ๓ เดือนนี่ไวเหมือนโกหก และกฐินวัดใหญ่ ๆ ที่เป็น "กฐิน" เขาจองกันแต่เนิ่น ๆ

ที่นำเรื่องนี้มาเขียน ก็เพราะได้รับซองกฐินซองหนึ่งครับ มาจากวัดทางภาคเหนือ เปิดดูฎีกา(ใบบอกบุญในซอง)หน้าตาสวยงามทีเดียว พิมพ์เป็น ๔ สีเสียด้วย ลงทุนจริง ๆ ข้อความบอกบุญก็ดีครับ วัตถุประสงค์ก็ดี ดีทุกอย่างเลยยกเว้น "อานิสงส์กฐิน" ที่อยู่ตอนท้ายใบฎีกา อ่านแล้วแปร๊บหัวใจ

 

 

อ่านไม่ออกใช่ม๊า คนสแกนลงเองยังอ่านไม่ค่อยออกเลย ข้อ ๑ - ๔ ไม่ค่อยมีกระไรครับ ประมาณถ้าเป็นชายจักได้รับประทานการบวชแบบ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" (การตรัสว่า "จงมาเป็นภิกษุเถิด") จากพระพุทธเจ้าโดยตรง (ซึ่งความจริงน่าจักเพี้ยนมาจาก ถ้าเป็นชายไปเกิดทันยุคพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล แม้บวชด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" แล้วจักมีจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์มาใส่ทันที) เป็นหญิงก็ได้เครื่องประดับ มหาลดาปสาธน์ (เครื่องประดับของนางวิสาขามหาอุบาสิกา) หรือไปเกิดยุคอื่นก็ได้เครื่องประดับที่เลอค่าอมตะกว่าใคร บลา ๆ ๆ ... เรื่องพวกนี้เป็นไปได้ทั้งสิ้นครับ ไม่จำต้องถวายกฐิน ถวายสังฆทานธรรมดานี่ก็ได้ ขอให้มีไตรจีวรรวมอยู่สักชุดหนึ่ง หรือทำบุญหนัก ๆ สักอย่างหนึ่งแล้วอธิษฐาน (ตั้งใจมั่น) ว่าต้องการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นไปได้ครับ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฉะนั้นข้าพเจ้าไม่ใคร่ใส่ใจนัก

มาข้อ ๕ นี่ละครับ เฮ้ย!!! แอ๊ดว๊านซ์ขิง ๆ

ความว่า "เป็นมหากุศลทาน ผู้มีจิตอนุโมทนาย่อมได้กุศลนั้น แม้อุทิศให้ผู้ตายอันตกอยู่ในทุคติ ย่อมพ้นจากทุคตินั้น" อ่านแวบแรก เฮ้ย... ถวายกฐินแล้วอุทิศให้คนที่ตกนรก ก็พ้นจากนรกงั้นซี????

มาอ่านรอบสองถึงเข้าใจว่า ทุคติที่ท่านว่า หมายถึงภูมิของเปรต แถมเป็นเปรตจำพวกสุดท้ายในเปรต ๑๒ จำพวก ใกล้พ้นวิบากแล้วด้วย ชื่อว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต อีก ๑๑ จำพวกที่เหลือ ไม่สามารถรับผลบุญที่ญาติอุทิศให้ได้

คำว่า "ทุคติ" นั้น ความจริงหมายรวมเอาถึง อบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานครับ ไม่ใช่หมายถึงเปรตอย่างเดียว การเขียนไม่ชัดเจนทำนองนี้ อาจพาให้คนเข้าใจผิดได้ว่า แม้ทำบุญแล้วอุทิศให้ญาติที่ไปตกนรกอยู่ เขาก็พ้นจากนรก อุทิศให้ญาติที่เป็นอสุรกายอยู่ เขาก็พ้นจากการเป็นอสุรกาย (ความจริงภูมิของอสุรกายนี่ สูงกว่าภูมิของเปรต แต่อสุรกายนี่มานะทิฏฐิเยอะ ไม่ยอมรับบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ครับ) อุทิศให้ญาติที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น แมว สุนัข เป็นต้น แล้ว เขาจักพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉาน

คอมม่อนเซ้นส์ครับ อุทิศบุญให้สุนัข แมว แล้วเขาจักกลายเป็นมนุษย์ เทพบุตร เทพธิดา ขึ้นมาทันทีทันใด เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด (แต่ถ้าพ้นจากอัตตภาพนี้แล้ว เป็นไปได้ครับ ถ้าเขาอนุโมทนา) นี่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงครับ พาลอาจคิดไปได้ว่า ข้อ ๑ - ๔ กลายเป็นโฆษณาชวนเ่ชื่อไปด้วย

อานิสงส์ของการถวายกฐินแท้จริงแล้ว ก็เหมือนกับการถวายสังฆทานนั่นแล เพียงแต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น จำกัดกาล (ปีหนึ่งถวายได้หนเดียว) จำกัดเวลา (ต้องถวายภายใน ๑ เดือนหลังออกพรรษา) เป็นต้น เรียกว่า ใช้กำลังใจสูงกว่าการถวายผ้าป่าที่ถวายได้ตลอดปี หรือสังฆทานธรรมดานั่นเอง เลยมีอานิสงส์พิเศษ

คำว่า "อานิสงส์กฐิน" ที่อยู่ตอนต้น ก็ควรเขียนว่า "อานิสงส์การถวายกฐิน" ครับ เพราะอานิสงส์กฐินแท้จริงนั้น เกิดแก่พระภิกษุ ฆราวาสไม่เกี่ยว ดังนี้

๑. เที่ยวไปโดยไม่บอกลา (ออกพรรษา อนุโมทนากฐินแล้ว เที่ยวไม่ยั้งครับ)
๒. จาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบชุด (ปกติพระไปไหนต้องพกสังฆาฏิใส่ย่ามไปด้วยครับ)
๓. ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ (อันนี้แปลคร่าว ๆ ว่า ฉันเป็นหมู่คณะได้)
๔. เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดในที่นั้น (ที่ที่จำพรรษา) เธอมีสิทธิที่จะกรานกฐินและได้รับอานิสงส์ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และจะได้รับสิทธิพิเศษนี้ไปอีก ๔ เดือน

ไม่มีข้อใดเป็นอานิสงส์ของผู้ถวายเลย เรื่องนี้ทั้งพระครูวิหารกิจจานุการ หรือหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค และพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง เคยพูดไว้เกี่ยวกับอานิสงส์การถวายกฐิน ซึ่งให้ใช้การสังเกตครับ มิได้ยกพระพุทธพจน์ขึ้นอ้าง แสดงว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสถึงอานิสงส์แห่งการถวายกฐินตรง ๆ ท่านว่า ให้สังเกตดูถ้าไปร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินตั้งแต่ ๓ ครั้งขึ้นไป ความเป็นอยู่จักคล่องตัวขึ้น คำว่า "คล่องตัว" นี่ ไม่ได้หมายความว่า "รวย" แต่หมายถึงมีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน อันนี้เป็นแค่เศษของความดี

ท่านยกอานิสงส์ที่พระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงเคยไปเกิดในสมัยของพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า มีชื่อว่า มหาทุกขตะ เป็นคนจนมาก แล้วมีโอกาสได้ร่วมถวายกฐินด้วยหลอดด้ายเพียงหลอดเดียว พระปทุมมุตตรพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ถึงการบรรลุพระโพธิญาณของมหาทุกขตะ เป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาลนั้นมีการถวายกฐินนี้เป็นปัจจัยแสดงว่า การตั้งใจถวายกฐินนั้นแม้ปรารถนาพระโพธิญาณ ความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็สำเร็จ สำมะหากระไรกับสิ่งอื่น ย่อมต้องสำเร็จตามประสงค์

แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า "บุคคลที่ตั้งใจทำบุญกฐิน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ทิพยจักษุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเลิศแล้ว ที่สุดยังมองไม่เห็นเลยว่า อานิสงส์นั้นจะไปสิ้นสุดตรงไหน ส่วนใหญ่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เกิดแล้วเกิดอีกอยู่ในระดับของความดีนี้ตลอดจนกระทั่งไม่สิ้นสุดของอานิสงส์กฐิน ก็จะเข้านิพพานเสียก่อน ฟังดูแล้วน่าทำไหม ร่วมกับเขาบ่อย ๆ"

รู้อย่างนี้แล้ว แม้ฎีกากฐินของวัดนี้จักไม่เข้าตากรรมการไปสักหน่อย แต่ก็ร่วมบุญไปเรียบร้อยแล้วครับ

ก่อนจบขอกล่าวถึงข้อสอบนักธรรมเอกสักข้อหนึ่ง เกี่ยวกับกฐินครับ

ถามว่า วัดมีพระจำพรรษาวัดละ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ทายกประสงค์จะถวายกฐิน นิมนต์พระมารวมในวัดเดียวกันเพื่อรับกฐิน เป็นกฐินหรือไม่? เพราะเหตุใด?


ตอบว่า ไม่เป็นกฐิน เพราะองค์กำหนดสิทธิของภิกษุผู้จะกรานกฐินนั้นมี ๓ คือ เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด ๑, อยู่ในอาวาสเดียวกัน ๑, ภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ๑ ฯ

ฉะนั้นพึงทราบไว้เลยว่า่ ที่เขานิมนต์พระต่างวัดมาสวดอนุโมทนากฐินนั่น ไม่เป็นกฐินครับ เป็นผ้าป่าธรรมดา เรื่องนี้แม้อาจารย์สอนนักธรรมเอกบางท่าน ก็มาแบบข้าง ๆ คู ๆ ว่า ทางมหาเถรสมาคมออกหนังสือปกขาว หรือหนังสือเวียนออกมาให้กระทำได้ ทั้งที่หนังสือเรียนก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า มติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงฟันธงเลยว่า ไม่ใช่กฐิน

อีกทางหนึ่ง คือสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทานอำนาจปกครองสงฆ์ให้แก่คณะสงฆ์ครับ ถ้าคณะสงฆ์ในประเทศไทย อนุโลมให้การนิมนต์พระจำพรรษาต่างวัดมารับกฐินแล้วเป็นกฐิน อย่างนั้นก็เป็นกฐินครับ แต่เราคงไม่ใช่นิกาย "เถรวาท" อีกต่อไป เพราะนิกายเถรวาทนี่ ตามศัพท์แปลว่า วาทะของพระเถระ ในที่นี้ก็คือ พระมหากัสสปะ วาทะของท่านคือ "เราจักไม่บัญญัติ สิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติ เราจักไม่รื้อถอน สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติแล้ว"

อาจต้องไปตั้งนิกายใหม่ชื่อ "อัตตโนวาท" จักเหมาะสมกว่า 5555+

อีกประการหนึ่งครับ กฐินนี่พระภิกษุไปบอกให้โยมมาถวายกฐินไม่ได้นะครับ ประมาณว่า "โยมจ๋า ปีนี้ที่วัดยังไม่มีใครจองกฐินเลย" อย่างนี้แม้จำพรรษากันครบ ๕ รูป ก็ไม่เป็นกฐิน ผ้ากฐินที่ได้มาเป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ (อาบัติชนิดหนึ่ง ต้องสละผ้าที่ได้มานั้น จึงแสดงอาบัติตก) อีกต่างหาก

ฉะนั้น หากต้องการถวายกฐินจริง ๆ ญาติโยมต้องเป็นฝ่ายปรารภก่อนครับ และถ้าเจอ "กฐินแปลง" ที่องค์กำหนดสิทธิรับกฐินไม่ตรงกับสิ่งที่ข้าพเจ้าบรรยายมา ก็ขอให้พิจารณาโดยถ้วนถี่ครับ เดี๋ยวทำกฐินแล้วจักได้ผ้าป่ามาแทน

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. อีกนิดส์ครับ อย่าลืมเลือกเนื้อนาบุญกันด้วยหล่ะ หว่านข้าวลงนาดอนระวังข้าวไม่ขึ้นนะจ๊ะ

edit @ 19 Sep 2010 18:12:24 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

โง่อวดฉลาด   อ่านหนังการ์ตูนมาหรอ   ไปศึกษาให้ดีไป

#38 By คน (125.25.251.150|125.25.251.150) on 2014-10-26 09:04

big smile

#37 By (1.47.137.184|1.47.137.184) on 2014-10-18 14:23

ผมขออนุญาตินำไปเผยแพร่ครับ หลวงพี่

#36 By ดาว... รัตติกาล (103.7.57.18|115.67.165.216) on 2012-11-04 21:45

#35 By ปู (103.7.57.18|81.64.144.186) on 2012-05-29 06:01

เรียนถามครับ การถวายกฐินก็เป็นทานเหมือนกันเพียงแต่เป็นทานที่พิเศษกว่าทานอื่นๆเท่านั้นเอง การถวายทาน กับการถวายกฐินทาน มันต่างกันตรงใหนครับ
ในกรณีของการถวายกฐินนี้ผมมั่นใจมากว่ามีการเข้าในที่คลาดเคลื่อนจากพระวินัยมากครับ ผมอยากจะให้พระอาจารย์ได้ศึกษาพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรคภาคที่ ๒ และอรรถกถา "ว่าด้วยผู้ได้กรานกฐิน" หน้า ๒๒๙ ผมอยากให้พระอาจารย์มาชี้แจงอีกทีครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง

#34 By flower (110.49.234.32) on 2011-10-06 20:41

#30-#32

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสห้ามรับทานที่มีเจตนาบริสุทธิ์ครับ

ประเด็นคือทานนั้นไม่ใช่กฐิน แค่นั้นเอง

เจริญธรรม ฯ

#33 By Dhammasarokikku on 2011-10-06 10:13

ก่อนจบขอกล่าวถึงข้อสอบนักธรรมเอกสักข้อหนึ่ง เกี่ยวกับกฐินครับ
ถามว่า วัดมีพระจำพรรษาวัดละ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ทายกประสงค์จะถวายกฐิน นิมนต์พระมารวมในวัดเดียวกันเพื่อรับกฐิน เป็นกฐินหรือไม่? เพราะเหตุใด?


ตอบว่า ไม่เป็นกฐิน เพราะองค์กำหนดสิทธิของภิกษุผู้จะกรานกฐินนั้นมี ๓ คือ เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด ๑, อยู่ในอาวาสเดียวกัน ๑, ภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ๑ ฯ
ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส มีสิทธิ์ที่จะได้รับผ้ากฐินทั้งนั้น แม้จะมีเพียงรูปเดียว ไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่จะห้ามไม่ให้ภิกษุผู้จำพรรษาในวัดแม้ไม่ครบ ๕ ไม่ให้รับกฐิน ขอเรียนว่ารับได้ครับ แต่จะกรานกฐินรูปเดียวไม่ได้ เพราะกฐินเป็นเรื่องของสงฆ์

ตุยฺหเมว ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ ยาว กบินสฺส อุพฺภารายาติ. อิธ ปน ภิกขเว ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอโก วสฺสํ วสติ,ตตฺถ มนุสฺสานํ "สงฺฆสฺส เทมาติ จีวรานิ เทนติ, อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺเสว ตานิ จิวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ.
ภิกษุ จีวรเหล่านนั้เป็นของเธอผูเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน ภิกษุ ท.ก็ในกรณี้นี้ภิกษุอยู่จำพรรษรูปเดียวประชาชนในถิ่นนั้น กล่าวคำถวายจีวรว่า พวกเราถวายแก่สงฆ์ ภิกษุ ท. เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่เธอรูปเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔

#32 By flower (110.49.242.122) on 2011-10-05 19:25

อรรถกถากฐินขันธกะ ว่าด้วยผู้ได้กรานกฐิน
วินิจฉัยในคำว่า เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ในมหาปัจจรีแก้ว่า ถามว่า ใครได้กรานกฐิน ใครไม่ได้ ?
ตอบว่า ว่าด้วยอำนาจแห่งจำนวนก่อน. ภิกษุ ๕ รูปเป็นอย่างต่ำย่อมได้กราน, อย่างสูงแม้แสนก็ได้. หย่อน ๕ รูปไม่ได้.
ว่าด้วยอำนาจภิกษุผู้จะพรรษา. ภิกษุผู้จำพรรษาในปุริมพรรษา(พรรษาต้น)ปวารณาในวันปฐมปวารณาแล้ว ย่อมได้, ภิกษุผู้มีพรรษาขาด หรือจำพรรษาในปัจฉิมพรรษา ย่อมไม่ได้; แม้ภิกษุที่จำพรรษาในวัดอื่นก็ไม้ได้. และภิกษุทั้งปวงผู้จำพรรษาหลัง เป็นคณปูรกะของภิกษุผู้จำพรรษาต้นก็ได้, แต่พวกเธอไม่ได้อานิสงส์; อานิสงส์ย่อมสำเร็จแก่พวกภิกษุนอกนี้เท่านั้น. ถ้าถิกษุผู้จำพรรษาต้น มี ๔ รูปหรือ ๓ รูปหรือ ๒ รูปหรือรูปเดียว, พึงนิมนต์ภิกษุผู้จำพรรษาหลังมาเพิ่มให้ครบคณะแล้ว กรานกฐินเถิด ถ้าภิกษุผู้จำพรรษาต้นมี ๔ รูป, มีสามเณรอายุครบอยู่รูปหนึ่ง, หากสามเณรนั้นอุปสมบทในพรรษาหลัง, เธอเป็นคณะปูรกะได้ ทั้งได้อานิสงส์ด้วย.
แม้ในข้อว่า มีภิกษุ ๓ สามเณร ๒,มีภิกษุ ๒ สามเณร ๓, มีภิกษุรูปเดียว สามเณร ๔ นี้ ก็มีนัยอย่างนี้แล. ถ้าภิกษุผุ้จำพรรษาต้น ไม่เข้าใจในการกรานกฐิน, พึงหาพระเถระผู้กล่าวคัมภีร์ขันธกะ ซึ่งเข้าใจในการกรานกฐิน นิมนต์มา; ท่านสอนให้สวดกรรมวาจา ให้กรานกฐิน แล้วรับทานแล้วจักไป. ส่วนอานิสงส์ย่อมสำเร็จแก่ภิกษุนอกนี้เท่านั้น.
(ด้วยความเคารพอย่างสูงกระผมใคร่ครวญแล้วจึงนำมากราบเรียน พึงศึกษาได้จากพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรคภาคที่ ๒ และอรรถกถา "ว่าด้วยผู้ได้กรานกฐิน" หน้า ๒๒๙)

#31 By flower (110.49.233.198) on 2011-10-05 10:02

การกรานกฐินผู้อยู่จำพรรษารูปเดียว มีหลักฐานในพระวินัยปิฎก ข้อว่าด้วยการแบ่งจีวรเล่มที่ ๕ ข้อที่ ๓๖๓ หน้าที่ ๑๖๒ พระพุทธองค์ตรัสแนะนำไว้ดังนี้
ตุยฺหเมว ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ ยาว กบินสฺส อุพฺภารายาติ. อิธ ปน ภิกขเว ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอโก วสฺสํ วสติ,ตตฺถ มนุสฺสานํ "สงฺฆสฺส เทมาติ จีวรานิ เทนติ, อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺเสว ตานิ จิวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ.
ภิกษุ จีวรเหล่านนั้เป็นของเธอผูเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน ภิกษุ ท.ก็ในกรณี้นี้ภิกษุอยู่จำพรรษรูปเดียวประชาชนในถิ่นนั้น กล่าวคำถวายจีวรว่า พวกเราถวายแก่สงฆ์ ภิกษุ ท. เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่เธอรูปเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔

#30 By flower (110.49.235.217) on 2011-10-05 09:00

#28

โอ... อานิสงส์ทันตาเห็นทีเดียว

รักษาความตั้งใจนี้ไว้ให้ดีเทียว เพราะบุญเกิดตั้งแต่ "ตั้งใจ" แล้ว

เจริญธรรม ฯ

#29 By Dhammasarokikku on 2010-09-29 22:33

เข้ามาอ่านบล็อกนี้โดยบังเอิญค่ะ
กำลังค้นหาว่า อานิสงส์ เขียนอย่างไร
พอเข้ามาอ่านก็รู้สึกดีมากเลยค่ะ
เพราะตอนนี้หนูกำลังตั้งใจเก็บเงินไว้ไปทำบุญกฐิน
เริ่มเก็บวันที่ 1 กันยายน เก็บวันละ 20 บาท
ถึงแม้จะเป็นเงินไม่มาก แต่หนูก็ตั้งใจมากค่ะ
ตั้งแต่ที่เริ่มเก็บหนูมีความรู้สึกว่า
มีเงินให้ใช้อย่างไม่ขาดมือ ถึงแม้ไม่มากแต่ก็ถือว่ามีค่ะ
เหมือนเงินจะหมดแต่ก็ไม่หมด ยังมีให้ใช้ซื้อข้าวซื้อน้ำได้จนอิ่มเลยค่ะ
(ตอนนี้หนูกำลังเรียน มหาลัยฯปีสองค่ะ)
หนูเลยคิดเอาเองว่า นี่คงเป็นอานิสงส์ที่เราได้ตั้งใจทำบุญแน่ๆเลยค่ะ

#28 By อ่อนหัด (1.46.29.173) on 2010-09-29 13:40

น่าอ่านมากเลยคับ

ว่างๆไปอ่านเรื่องของเบนบ้างนะเม้นให้ด้วยก็ดีนะคับ

http://beniinz33.exteen.com/
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! double wink surprised smile

#26 By PIAM . on 2010-09-21 07:46

เป็นข้อมูลที่ดีครับconfused smile Hot! Hot!

#25 By St.Alpha on 2010-09-20 17:32

Hot! Hot!
ขอบคุณเจ้าค่ะ

#24 By kikuno on 2010-09-20 17:06

สาธุ ความรู้ใหม่ค่ะ
------
เรื่องออกแบบปกนั้น ใช้เป็นและมีแค่โฟโต้ชอปน่ะค่ะ ถ้ามันพอจะใช้ทำได้ก็ สนใจจะ ทำนะคะ Hot!

#23 By mini-teddy on 2010-09-20 16:02

อนุโมทนาค่า ^_^Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#22 By A Little Hobbit on 2010-09-20 12:27

โอ้ แม่นมากเลยครับ พุทธศาสนิกชนเยี่ยงนี้ย่อมส่งเสริมให้ศาสนามั่นคง อนุโมทนาครับ
Hot! Hot! Hot!
โอ เพิ่งทราบนะคะเนี่ย เป็นประโยชน์มากๆๆๆค่ะHot!

#20 By LhinKo^_^ on 2010-09-20 09:23

ได้ความรู้ครับ...

อยากขอรบกวนครับ...

อยากให้แนะนำหนังสือทางพระพุทธศาสนาที่น่าอ่าน

สำหรับผู้บวชใหม่หน่อยครับ

#19 By กิตติภัท (119.31.121.90) on 2010-09-19 22:25

ขออนุโมธนาค่ะหลวงพี่ big smile big smile big smile

#18 By ปณิชา on 2010-09-19 21:51

#16

อย่างนั้นก็สบายใจดีครับ ข้าพเจ้าเองขณะนี้ก็พยายามทำแบบนั้น ที่แนะเพราะฆราวาสมีทรัพย์จำกัดครับ ทำบุญกระไรบางทีต้องเมียง ๆ มอง ๆ อานิสงส์บ้าง ถ้ามีทรัพย์ไม่จำกัด ทำไปเลยครับ ไม่ต้องคิดมาก ให้สบายใจก็พอ

เจริญธรรม ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2010-09-19 16:28

ปกติไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวหรอกครับ เค้ามีซองมาให้ก็ใส่ทำบุญกับเขาไป เหมือนเป็นเรื่องที่ทำเป็นประจำทุกปี แบบนี้นี่ได้บุญมากน้อยเท่าใดครับ แต่ไม่ซีเรียสเรื่องบุญที่จะได้หรอกนะครับ ไปเครียดกับมันมาก กลัวจะเป็นทุกข์เพราะกลัวไม่ได้บุญน่ะครับ

#16 By เจ้าชายน้อย on 2010-09-19 14:54

สาธุ Hot!

#15 By mahaoath on 2010-09-19 08:28

#10

แม่นแล้ว เป็นกุศโลบายให้อ่านหนังสือธรรมะ

ใส่ใจนี่สำคัญค่อด ๆ เลยนะ มหาทุกขตะมาบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน กฐินที่เขาถวายมิใช่กฐินธรรมดา มิใช่สักแต่ว่า ใส่ซองไปร้อยหนึ่ง จบนิดหน่อยแล้วความปรารถนาพระโพธิญาณจักสำเร็จ

มหาทุกขตะ จนมาก เห็นเจ้านายกำลังเตรียมตัวจักถวายกฐิน ให้มหานุกขตะเป็นคนจัดการ เห็นเขาทำบุญแล้วก็อยากร่วมกับเขาบ้าง เจ้านายก็อนุญาต แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีผ้านุ่งอยู่ผืนเดียว (ปกติพราหมณ์เขาจักมีผ้า ๒ ผืนคือผ้านุ่ง ๑, ผ้าห่ม ๑ มหาทุกขตะจนมาก มีผ้าผืนเดียว) เลยเข้าป่าไปหาใบไม้มาเย็บเป็นผ้านุ่ง แล้วเข้าตลาดเอาผ้าเก่า ๆ นั้นแลกของไปร่วมกฐิน ด้วยความที่ผ้าเก่ามากเลยได้มาแค่ด้ายหลอดเดียว

บุญจึงไม่ได้ขึ้นกับมูลค่าสิ่งของเป็นสำคัญ บทความนี้อ่านเผิน ๆ คงคิดว่า โถ... ถวายด้ายหลอดเดียวก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ งั้นฉันทำสัก ๑๐ หลอดเลยเป็นไร

ทว่าด้ายหลอดเดียวนั้น แทนกำลังใจระดับสละสิ่งสุดท้ายที่ติดตัวออกเป็นทานครับ กำลังใจแบบนี้แม้ปรารถนาสิ่งใดย่อมสำเร็จเป็นแน่แท้ (กำลังใจเด็ดเดี่ยวแบบนี้แล ที่ข้ามภพข้ามชาติ สั่งสมไปเรื่อยจนบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด)

ฉะนั้นแม้เราใส่ซองแค่บาทเดียว แต่เป็นบาทสุดท้ายของเดือนนั้น นี่ถึงจักเรียกว่า กำลังใจแห่งพระโพธิสัตว์ครับ (พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญการทำทานที่เบียดเบียนตัวเองก็จริงอยู่ แต่พระองค์เองสมัยบำเพ็ญบารมี เบียดเบียนตนเองไม่รู้กี่แสนกี่ล้านครั้ง ถวายดวงตาเป็นทานบ้าง ทำทานจนไม่เหลือกระไรบ้าง จึงอาจกล่าวได้ว่า พระองค์ไม่ได้ห้ามครับ สำหรับผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณ)

#11-#13

สาธุครับ

เจริญธรรม ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2010-09-19 05:43

ขอบพระคุณท่านเรื่องข้อมูลครับ

#13 By cesarmonsters on 2010-09-19 02:12

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#12 By Rinna ♥ on 2010-09-19 00:34

Hot!
ขอบคุณค่ะหลวงพี่
หลงเข้าใจผิดมาตั้งนาน sad smile
Hot! Hot! Hot! เพิ่งใส่ซองไปหมาดๆเลยค่ะ
แต่วัดที่หนูไปปฏิบัติประจำ น่ารักมากเลย ซองมีหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆให้มาด้วย
หนูก็เลยใส่ประจำ เป็นกุศโลบายให้อ่านหนังสือรึป่าวก็ไม่รู้เจ้าค่ะ sad smile
entry นี้ได้ประโยชน์มากๆ ไม่ค่อยได้รู้เรื่องปริยัติเท่าไรค่ะ นับว่าเป็นความรู้ที่ดีเลยทีเดียว big smile

ปล. เห็นด้วยมากค่ะ การเลือกเนื้อนาบุญสำคัญจริงๆ นอกจากอยากใส่เพื่อทำบุญ ต้องใส่ใจด้วย ใช่ไม๊คะ confused smile

#10 By onnsy on 2010-09-18 21:42

สาธุกับทุกความเห็นครับ

confused smile confused smile confused smile

#9 By Dhammasarokikku on 2010-09-18 21:40

Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณต่ะ

#8 By *~citrus~* on 2010-09-18 18:06

ดีๆๆๆ ใส่อยู่ประจำ เวลา ไปวัด

แล้วผ้าป่า ล่ะ ได้อะไรบ้าง

#7 By Live a Live on 2010-09-18 16:27

ความรู้แน่นขึ้นอีกโขเลยค่ะ big smile Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot!
ขอบคุณมากคะ

#5 By comboset on 2010-09-18 14:11

Hot! Hot!

รู้สึกเหมือนห่างหายพิกล sad smile

#4 By ไทดี้ on 2010-09-18 09:03

Hot! ขอบคุณมากครับหลวงพี่
ได้ความรู้เพิ่ม

#3 By แทณนี่แหละ on 2010-09-18 08:35

วู้ น่าเอาไปเผยแพร่ยิ่งนัก
อนุโมธนาค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By Cotton on 2010-09-18 07:09

Hot! Hot! เป็นข้อมูลกฐิน ที่อันซีนมากค่ะหลวงพี่ Hot! Hot!

#1 By HineyHelsinki on 2010-09-18 04:50

Dhammasarokikku View my profile