ขออภัยเรื่องนี้ติดเรทอย่างแรง ผู้รับชมควรมีวิจารณญาณ...
มี e-mail หลังไมค์เข้ามาครับ เขียนตอบเขาไปซะยืดยาวเลยขออนุญาตเขาเอามาลงบล็อก เพราะคงมีอีกหลายคนสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน อีแมวหน้าตาเป็นเยี่ยงนี้ครับ มาว่าเรื่องแรกกันก่อน เรื่องทำทาน
ปุจฉา : เรื่องที่ผมอยากบอกหลวงพี่เรื่องแรกเห็นจะเป็นเรื่องการทำบุญครับ เมื่อวันที่ 28/09/53 เวลา 12.28 ผมได้โอนเงินเข้าไปในบัญชีของธ.กรุงเทพ 100 บาท ผมขอร่วมบุญกับหลวงพี่ ผมเองก็แล้วแต่หลวงพี่เลยละกันว่าจะเอาส่วนที่น้อยนิดนี้ไปทำการกุศลอะไรก็ได้ สิ่งที่ผมอยากบอกหลวงพี่เรื่องการทำบุญอีกอย่างก็คือ ในบางครั้งผมอาจจะไม่ได้โอนเงินไปเป็นจำนวนมาก ๆ ถึงหลักพันหลักหมื่น อย่างคนอื่นเขานะครับ แต่ผมเองก็มีเจตนาที่จะร่วมทำบุญกับหลวงพี่นะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ผมก้เคยโอนไป แต่จำจำนวนไม่ได้เหมือน หลวงพี่ครับ บางทีผมอาจจะโอนไปครั้งละ 10 20 50 บาท หลวงพี่คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม เหมือนกับว่าบางวันผมอยากทำบุญ แต่ผมก็มีไม่มากพอที่จะทำเยอะๆ ผมอาจจะโอนผ่านATM ไปแค่ไม่กี่บาท เรื่องนี้แหละครับที่ผมอยากบอกกับหลวงพี่ อย่างเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมก็โอนไปที่ ไถ่ชีวิตโค กระบือ บ้านหมาจรจัด และก็ซื้อเครืองมือแพทย์ ซึ่งในแต่ละที่ ที่โอนเงินไปก็แค่ที่ละ15 บาทเองครับ คือผมจะsave เลขบัญชีไว้ในโทรศัพท์ วันไหนผมอยากทำผมก็จะโอนเข้าไปผ่านทางATM ผมเองก็ไม่รู้ว่าเงินแค่นี้จะพอช่วยอะไรได้ไหม แต่ผมมีจิตที่อยากช่วย อยากทำและก็พอที่จะมีกำลังเงินไม่มากแบบนี้อะครับ หวังว่าหลวงพี่คงไม่ถือสานะครับ หากพบว่ามีเงินเข้าในบัญชี ธ.กรุงเทพ เพียงเล็กน้อย
วิสัชนา : ขออนุโมทนาสาธุกับทานที่ได้ทำมาครับ รู้ไหมครับเงินจำนวนน้อยนิดแต่อานิสงส์ของมันมหาศาล อย่างแรกเจตนาผู้ให้บริสุทธิ์ ทำทานด้วยหวังสงเคราะห์เพียงถ่ายเดียว มิได้หวังสิ่งใดตอบแทน อย่างสองวัตถุทานบริสุทธิ์ มิได้ไปโกงใครมา มิได้ทุศีลเพื่อให้ได้มา อย่างสุดท้ายมีอานิสงส์มากเพราะได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำสาธารณประโยชน์ การทำสาธารณประโยชน์อานิสงส์ไม่มีประมาณครับ เพราะเราไม่ได้เจาะจงให้ใคร ไม่เลือกเลย คนรวยเราก็ให้ คนจนเราก็ให้ ถามว่า เป็นสังฆทานไหม? เป็นครับ ก็เราให้หมด ทั่วทุกตัวตน พระก็ให้ เณรก็ให้ ชีก็ให้ ฆราวาสก็ให้ คนให้ก็ให้ ต่างชาติก็ให้ ผู้ใหญ่ก็ให้ เด็กก็ให้ ไม่เลือกเลย
มีน้อยทำน้อยนี่แหละครับ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ พระองค์ไม่สรรเสริญบุญที่ทำเกินตัว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เกิดขัดสนขึ้นมา จิตจักหวนระลึก "แหม... วันนั้นไม่น่าทำบุญเยอะเกินไปเลย" นี่ครับจิตเศร้าหมอง
ท่านแนะให้ทำไม่ต้องเยอะ แต่ให้ทำบ่อย ๆ จิตเป็นกุศลบ่อย ๆ ดีกว่า นาน ๆ เป็นกุศลทีหนึ่งครับ
ต่อมาเป็นเรื่องกรวดน้ำ...
ปุจฉา : หลวงพี่ครับผมมีเรื่องอยากถามหน่อยครับ เรื่องการกรวดน้ำ จากที่ผมเคยฟังเทศน์และจากการอ่านหนังสือมา ท่านบอกเอาไว้ว่าการกรวดน้ำนั้น ญาติที่ไปเกิดเป็นเปรต...อะไรสักอย่าง ถึงจะได้รับส่วนกุศลนั้น ส่วนอีกหนึ่งประเด็น ถ้ามองจากพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเองท่านกรวดน้ำ เพียงเพื่อเป็นเหมือนหลักฐานหรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ในการบำเพ็ญเพียรในแต่ละครั้งของท่านเท่านั้นเองมิใช่เหรอครับ แล้วทำไมเวลาเราไปทำบุญส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ากรวดน้ำให้กับเจ้ากรรมนายเวร แล้วจริง ๆ เจ้ากรรมนายเวรจะได้รับไหม และทำอย่างไรถึงจะอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้
อย่างในท้ายบทสวดมนต์ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ก็มีบทกรวดน้ำให้ เรียกว่ากรวดน้ำทีได้รับกันครบถ้วนทั้งหมด แล้วอย่างนี้เราจะต้องกรวดน้ำไหม และกรวดให้ใครกันแน่ ใครเป็นผู้ที่จะได้รับหรือควรได้รับ หรืออย่างในบทสวดมนต์บางเล่มก็กล่าวว่าควรกรวดน้ำทุกครั้งที่ทำความดี แม้ความดีนั้นจะเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม
เมื่อก่อนผมเองไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องกรวดน้ำ ผมเองทำอะไรก็กรวดน้ำๆ แต่เดี๋ยวนี้เลิกทำเช่นนั้นแล้ว ทุกวันนี้ถ้าวันไหนสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกก็ยังกรวดน้ำอยู่ แต่พอมันรู้เรื่องการกรวดน้ำ มันก็กลายเป็นการไม่แน่ใจ ความสงสัย เหมือนว่าจิตที่เคยคิดว่า ทุกผู้ทุกนามที่เขียนไว้ในหนังสือจะได้รับ มันกลับเหมือนว่าเราเริ่มไม่แน่ใจว่าจริงเหรอที่จะได้ ไม่ใช่ญาติที่ไปเกิดเป็นเปรต....เท่านั้นเหรอ หรือจริง ๆ แล้วการกรวดน้ำก็เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการทำดี อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำโดยการบำเพ็ญเพียร
วิสัชนา : เรื่องกรวดน้ำ ก็เหมือนการทำสาธารณกุศล เราไม่เลือกหรอกว่า ใครจักรับบุญที่เราอุทิศให้ได้ ใครใคร่รับ ก็รับเถิด รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ เราไม่เลือก นี่ต่างหาก การแผ่ส่วนกุศล อุทิศส่วนกุศล
การที่เราไม่จำเพาะเจาะจง เวลาอานิสงส์ของกุศลกรรมกลับมาสนอง ก็มาแบบทุกทิศทางเหมือนกัน action = reaction เหมือนหยดน้ำลงในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไม่มีประมาณ คลื่นน้ำที่เกิดขึ้นก็กว้างขวางสุดคณานับ ครั้นคลื่นนั้นกระทบกลับมา จึงมากมายมหาศาลประมาณนั้นแล
การกรวดน้ำ กรวดแห้งก็ได้ ให้ผลเสมอกัน น้ำเป็นเพียงกุศโลบายให้จิตเป็นสมาธิ กรวดแห้งก็นึกในใจเป็นภาษาไทยก็ได้ เราขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้ญาติเราชื่อนั้นชื่อนี้ หรืออุทิศให้ทุกท่านเลยก็ย่อมได้
เท่าที่ศึกษามา บางทีญาติเราไปเกิดเป็นสัมภเวสี (วิญญาณเร่ร่อน) หรือเปรต ต้องอุทิศให้ตรง ๆ เอ่ยชื่อเลย ไม่งั้นถูกคนอื่นแย่งหมด (การอุทิศส่วนกุศลมีผลจริง ๆ นะครับ ถ้าเขารับได้)
เรื่องเจ้ากรรมนายเวรเขาจักได้รับหรือไม่ มันเป็นเรื่องของเขาครับ เราอยากให้บุญของเรามีผลแผ่ออกไปมากที่สุด เราก็ให้ไปเรื่อย ๆ ไม่จำต้องสนใจหรอกว่า ใครได้รับ ใครไม่ได้รับ คิดแต่เพียงเราให้ไม่มีประมาณ ให้ทุกท่านในสกลจักรวาลเลย
และไคลแม็กซ์ของคำถามร้อนวันนี้ครับ เรื่องมาสเธอะเบชั่นของผู้ชาย กล้าถามเราก็กล้าตอบ มวะ 5555+ 


ปุจฉา : หลวงพี่พอจะแนะนำผมสักหน่อยและช่วยตอบข้อสงสัยให้ผมด้วยนะครับ และผมเองสงสัยมานานแล้วในเรื่องนี้ อย่างผู้ชายเวลาช่วยตัวเองบาปไหมครับ การช่วยตัวเองโดยการจินตนาการถึงผู้หญิงใครสักคน เอาแบบตรง ๆ เลยนะครับหลวงพี่ ไหน ๆ มีโอกาสได้สนทนากับท่านแล้ว และมันก็คือการที่ผมสงสัยมานานแล้ว แบบว่าถ้าช่วยตัวเองเราก็จะนึกถึงหน้าใครสักคน อาจเป็นคนที่เราชอบ เป็นดาราที่แต่งตัวโป๊ หรือ จากในหนังโป๊ เราบาปไหมที่เรานึกถึงเขา ถ้าหลวงพี่บอกไม่บาปผมขอถามต่อว่า เมื่อมันเกิดจากจิตของเราจิตที่เราคิด อย่างที่เขาบอกว่าแค่จิตคิดร้ายคิดไม่ดีก็บาปแล้ว แล้วอย่างนี้ถือเป็นบาปไหมครับ
วิสัชนา : เรื่องช่วยตัวเองนี้ ไม่เชี่ยวชาญเหมือนกันครับ ถ้าว่ากันตามศีล ไม่ผิดศีล ๕ ครับ แต่ผิดศีล ๘ ข้ออพรหมจริยาฯ ซึ่งเป็นศีลขั้นสูง ทีนี้คำถามถามว่า บาปไหม? ตามความเข้าใจ บาปคงหมายรวมถึง "มโนกรรม" หรือกรรมที่กระทำทางจิตด้วย (ศีลเว้นแค่กายกับวาจา แต่ศีลขั้นพระโสดาบัน หรือศีลบริสุทธิ์ เว้นใจด้วย) ถ้าเราช่วยตัวเองโดยไม่ได้จินตนาการอะไร คงไม่บาป (แต่จะเป็นไปได้เหรอ?)
ทีนี้ถ้าจินตนาการไปด้วยเล่า? ขออ้างคิริมานนทสูตรสักหน่อยก็แล้วกัน คิริมานนทสูตรเขียนไว้ว่า ละกิเลสได้มากเป็นบุญมาก เพิ่มกิเลสได้มาก เป็นบาปมาก การที่เรามีจิตหมกมุ่นไปในกาม มันไปเพิ่มกิเลสราคะ เพิ่มความพอใจในกามคุณ ๕ เช่นนี้ก็ลองไปคิดกันดูว่า บาปหรือไม่ ที่แน่ใจคือ นี่เป็นอกุศลกรรมทางใจ ผลน้อยกว่าทางกาย และวาจา
อุปมาให้เห็นภาพ สมมุติว่า เราคิดจักวางเพลิง (อกุศลกรรมทางใจ) กับลงมือวางเพลิง (อกุศลกรรมทางกาย) คิดว่าอย่างไหนจักมีโทษมากกว่ากันละครับ การช่วยตัวเองโดยจิ้นเอาก็น่าจะประมาณนั้น
แต่ถ้าถามตัวเอง (เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ) อย่างไรก็รู้สึกผิดครับ บาปนั้นให้ดูการทำครั้งแรกเป็นหลัก ถ้าทำแล้วไม่สบายใจในครั้งแรก นั่นแสดงว่า มันเป็นอกุศลแล้วครับ จิตเศร้าหมอง แต่ต่อมาเมื่อเราทำบ่อยขึ้น หรือพูดคุยกับเพื่อน เหอะ... ใคร ๆ ก็ทำกัน แล้วเลยไม่รู้สึกผิด อย่างนี้ก็เรียกว่า ใจเราเริ่มด้านชาต่ออกุศลกรรมแล้ว
ฉะนั้นตลอดชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มทำร้ายตัวเองเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าจึงพยายามลดละเลิกเสมอมา แต่ก็ไม่เคยชนะเลย สถิติสูงสุดที่เคยเว้นได้ในชีวิตฆราวาสคือ ๕๕ วัน นานเข้า ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลก พอมีแฟนแล้วยิ่งเห็นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ยังคิดอยู่เสมอเรื่องเว้นจากกาม ถ้าไม่ต้องเสพกามก็คงดีนะ
มาได้บวชนี่ละครับ บวชครั้งแรกตอนอายุ ๒๒ รู้สึกได้เลยว่า นี่ละ คือชีวิตที่เราใฝ่หา นี่ละคืออิสรภาพที่แท้จริง ตั้งเป้าไว้เลยว่า เบื้องปลายชีวิตแล้ว จักขอตายในผ้าเหลือง จักธุดงค์หลีกเร้นเข้าป่ามิให้ใครได้เห็นอีกเลย
สิบกว่าปีให้หลัง ได้มีโอกาสบวชอีกครั้ง กะว่าบวชแป๊บเดียว แต่เหมือนมันถึงวาระ ข้าพเจ้าได้พบคำสอนที่โดนใจอย่างแรง คำสอนที่ตอบคำถามว่า "ชีวิตคนเราเกิดมาทำไม?" และเมื่อมองไปในอนาคต หากยังครองเพศฆราวาสแล้วไซร้ เป้าหมายชีวิตที่เคยตั้งไว้เมื่ออายุ ๒๒ คงเลือนลางจางจืดชืดหายไปกับกาลเวลา ฉะนั้นแม้สภาพขณะนั้นยังไม่พร้อมจักบวชยาว ก็ตัดใจ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วทำตามที่ตั้งใจไว้
บัดนี้ถือเพศพรหมจรรย์มา ๔ ปีเศษแล้ว ข้าพเจ้ากล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ชีวิตสมณะเป็นชีวิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงครับ อิสระจากการเสพเมถุนธรรม แค่ข้อเดียวนี้ก็สุขเหลือจักเอ่ยแล้ว สมัยก่อนเวลาหื่น (ภาษาพระเขาเรียก "กำหนัด") ขึ้นมาที (มันเป็นธรรมชาติของความต้องการทางร่างกาย) ก็ต้องขวนขวายหลีกเร้นกายไปทำกิจอย่างว่า (ถ้าเป็นกุศลกรรม ทำไมต้องไปแอบ ๆ ทำ จิงปะ?) ยิ่งถ้าเคยได้เสพเมถุนกับเพศตรงข้ามแล้ว การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็ดูจักหมดรสชาติไป คราวนี้ก็เลยต้องยอมเป็นทาสเขา เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ สุขแค่ประมาณ ๒๐ วินาทีครับตอนเสร็จกิจ แต่ทุกข์ทั้งปีทั้งชาติเลย ทุกข์จากเขาไม่พอ ต้องทุกข์จากญาติ ๆ ของเขาด้วย ทุกข์จากลูก ๆ หลาน ๆ ด้วย บ๊ายบาย ตูข้าขอลาก่อน...
ย้อนกลับมาเรื่อง ช่วยตัวเองบาปไหม? ถ้าบาปก็บาปน้อยกว่าไปปู้ยี่ปู้ยำคนอื่นละครับ ทีนี้ถ้าเราไม่ปู้ยี่ปู้ยำตัวเอง เกิดความต้องการทางร่างกายขึ้นมาไม่สามารถระงับได้ เผลอไปปู้ยี่ปู้ยำคนอื่นเข้า บาปมันจักมากกว่าหลายเท่าตัวครับ ฉะนั้นก็เอาแต่พอเหมาะพอควร วิธีที่เคยใช้แล้วได้ผลดี คืออย่าปล่อยให้ตัวเองว่างครับ ไปออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ เตะบอล ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้จักช่วยให้คลายความหมกมุ่นไปได้เยอะทีเดียว
ถ้าเอาศีลของพระเป็นเกณฑ์ เสพเมถุนธรรมกับสตรีหรือสัตว์เดรัจฉานนี่ ปาราชิกขาดจากความเป็นพระไปเลย
ถ้าเสพกับมือตัวเอง หรือในบาลีว่า แกล้งทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน คำว่า "แกล้ง" ในพระวินัย คือ "จงใจ" นี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติหนักน้อยลงมาหน่อย ต้องถูกลงโทษให้อยู่กรรม จึงปลงอาบัติตก
แสดงว่า การเสพกามกับเพศตรงข้าม หยาบกว่าเสพกามกับแม่นางทั้งห้า สำหรับฆราวาส ท่านไม่ได้ห้ามการเสพเมถุนกับเพศตรงข้าม หรือการเสพเมถุนกับมือตัวเอง ท่านแนะเพียงให้เว้นจากการเสพเมถุนธรรมกับผู้ที่ผู้ปกครองเขาไม่อนุญาต พ่อแม่เป็นผู้ปกครองของบุตรธิดา สามีเป็นผู้ปกครองของภรรยา ภรรยาเป็นผู้ปกครองของสามี ถ้าเขาไม่อนุญาตผิดศีลครับ บาปแน่นอน แม้ว่าเจ้าตัวจักสมยอมก็เหอะ
(และต้องถูกต้องตามกฏหมายด้วยนะ เพราะฉะนั้นการเที่ยวโสเภณีก็ผิดครับ)
เรื่องกระทำชำเราตัวเองโดยนึกถึงผู้หญิงโป๊นี้ มีอธิบายอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องศีลพร้อย ศีลด่าง แต่ไม่ถึงกับทะลุ ก็คือ การนึกถึงรูปโป๊ เป็นมโนกรรม ยังไม่ล่วงศีล ศีลต้องล่วงด้วยกาย หรือวาจาเท่านั้น อยู่ในใจนี่ เทียบกับพระวินัยคงเรียกว่า "ปาจิตตีย์" หรือจิตเป็นบาป โทษน้อยกว่าบาปทางกาย และวาจาครับ
โทษที่เห็นชัด ๆ คือการเจริญพระกรรมฐานครับ ถ้าจิตยังหมกมุ่นหลับตาเห็นหน้าดาราโป๊คนนั้นคนนี้ ลืมตาเห็นโอซาว่า อาโออิ ลอยมา อย่างนั้นนั่งไปเหอะ ฟุ้งทั้งปีทั้งชาติ ไม่มีสงบหรอก ความพอใจในรูปสวยนี่เป็นนิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นจิตจากความดี) ตัวแรกเลยชื่อว่า "กามฉันทะ"
เอาละครับยาวแล้ว ไปจำวัดดีก่า ตอบเสียยาวเลย ขออนุญาตเอาไปลงบล็อกนะครับ (เห็นมีคนสงสัยเรื่องนี้กันเยอะ)
เจริญธรรม ฯ
ปล.ตายล่ะ พวกผู้หญิงคงรู้กันหมดละคราวนี้ว่า ผู้ชายเขาคิดอะไรกัน 5555+
edit @ 8 Oct 2010 05:17:06 by Dhammasarokikku
ประเด็นนี้ ทำให้คลายสงสัยไปได้มากเลยค่ะ
รวมถึงประเด็นอื่นๆด้วย
สาธุๆ
#1 By สส.eVeZaa on 2010-10-05 14:07