มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา
งานนี้เริ่มขึ้นหลายวันก่อนจากประสงค์ของ อ.มนตรา ด้วยเห็นคุณยายอายุ ๙๔ ปี ร่ำไห้สงสารพระที่สำนักอยู่ติดลำน้ำชีออกข่าวทีวีว่า ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง
พอได้ยินว่า ไปช่วยน้ำท่วมกัน ข้าพเจ้าก็ตกลงใจไปเกือบทันที ด้วยเห็นเป็น "หน้าที่" มิได้เห็นแก่ความเมตตา มิได้เห็นแก่เพือนมนุษย์ มิได้เป็นนางงาม มิได้เป็นคนดีใดใดทั้งสิ้น แค่ทำไปตาม "หน้าที่" ที่บางคนอาจคิดว่าธุระไม่ใช่
แต่วิธีทำงานของโยมอาจารย์ พาให้ข้าพเจ้าต้องหวนคิดทบทวนอีกหลายตลบ เริ่มตั้งแต่จักออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ครับงานกู้ภัยพิบัติต้องทำให้เร็วที่สุด แต่คงไม่ใช่คิดวันนี้ ทำพรุ่งนี้โดยไม่มีข้อมูลกระไรเลย ทำงานแบบ "ดุ่ย ๆ" เช่นนี้ เกรงว่า จักเสียเวลา เสียทุนทรัพย์โดยเปล่าประโยชน์ สู้เอาข้าวของหรือทุนที่มี ไปร่วมกับหน่วยงานที่ดูเข้าที มิดีกว่าหรือ?
เธอก็ยืนยันว่า เธอเคยผ่านงานกู้ภัยสึนามิ รู้ว่าของบริจาคเหล่านี้ ไปถึงมือผู้ประสบภัยเพียงส่วนน้อย และที่ไปไม่ถึงก็คงไปไม่ถึงเช่นเดิม ข้าพเจ้าก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ด้วยความด้อยประสบการณ์ ว่าไงว่าตามกันไปก่อน
ครั้นพยายามอย่างเต็มที่แล้วอย่างไรก็ไม่ทัน ปลากระป๋องซื้อไม่ได้ รถยังมาไม่ถึง เลยขอเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเย็นวันนั้น รถกระบะที่หมายมั่นปั้นมือจักเอาไปช่วยน้ำท่วมถูกปฏิเสธไม่ให้นำไปใช้งานอย่างไร้เยื่อใย
เอาวะ! ยังเหลือเพียบแปล้อยู่อีกคัน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ๑,๐๐๐ กระป๋องเศษ ตามเจตนารมณ์ของ อ.มนตรา
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียววันเสาร์แล้ว เหลืออีกวันเดียว พยายามหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีข้อมูลกระไรเพิ่มเติม มีเพียงภาพความร้ายแรงของหายนะที่ชวนให้ท้อใจว่า คนตัวเล็กอย่างเราจะไปทำกระไรได้ เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี แถมถามแม่งานก็แบล็งค์ ไม่มีกระไรในกอไผ่ จะไปที่ไหน? จะไปอย่างไร? ไม่มีข้อมูลกระไรสักอย่าง บอกแต่เพียงงานกู้ภัยพิบัตินั้นวางแผนกระไรมิได้ ต้องว่าตามหน้างาน ถามหนักเข้าก็เจอถามกลับว่า "ใจ" หน่ะมีหรือเปล่า งานนี้อาศัยแค่ "ใจ" อยากจักเชื่อ แต่เชื่อไม่ค่อยลง แค่ "ใจ" อย่างเดียวละหรือ?
เช่นนั้นใจหน่ะมีเกินร้อย ไม่กลัวลำบาก และแม้ต้องสละชีวิตเพื่อช่วยใครสักคนก็พร้อมครับ ขอเพียงความมั่นใจว่าจักไม่ตายเปล่า ตายแบบโง่ ๆ หรือตายแบบสิ้นคิด (เพราะกว่าโยมพ่อโยมแม่จักฟูมฟักข้าพเจ้าจนเติบใหญ่เช่นนี้ ก็ใช้กำลังกายกำลังใจมหาศาล // จำไว้เลยครับ ชีวิตของเรายังไม่ได้เป็นของเราอย่างสมบูรณ์ ตราบเท่าที่โยมพ่อโยมแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทำสิ่งไรพึงระลึกถึงคนข้างหลังให้มาก) ในเมื่อแม่งานกล่าวเช่นนั้น สิ่งที่ทำได้คือสงบปากสงบคำ รอดูเหตุการณ์ต่อไป

ผ้าห่ม ๑๗๐ ผืน บริจาคผู้ประสบภัยน้ำท่วม ๓๐ ผืน
บ่ายแก่ ๆ ของวันเสาร์ครับ งานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ด้วยความช่วยเหลือของพระปลัดสุรศักดิ์ วัดไร่ขิง จัดการให้ทุกอย่าง ตั้งแต่จัดหาของ หาวัดในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน และความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง ประสานงานกับพระในพื้นที่ สรุปความว่า เป้าหมายความช่วยเหลือของเราอยู่ที่วัดศาลา อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ครับถ้ารู้จุดหมายปลายทางแน่นอนอย่างนี้ ข้าพเจ้าคงไม่ต้องประสาทกลับมากลับไปในช่วงสองสามวันนี้
บังโคลน "อม" ล้อ อย่างไม่ต้องไปโหลดที่ไหน
ต้องขอขอบคุณโยมพี่ชายมากมายที่มาช่วยจัดข้าวของบริจาคลงในรถคันกระจิ๋วจน "เพียบแปล้" สุด ๆ ยิ่งกว่าคราวที่ขนกะหล่ำ ๔๐๐ กก. มาจากแม่ฮ่องสอนเสียอีก (ทั้งที่โยมพี่ชายเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนยกของหนักไม่ได้แท้ ๆ แต่โยมที่เป็นต้นคิด ก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิง ส่วนข้าพเจ้าต้องลงโบสถ์ปวารณาออกพรรษาในเย็นวันนั้น)
และแล้วเช้าวันอาทิตย์ก็มาถึง วันตักบาตรเทโวโรหณะธรรมดา ๆ ที่ไม่ธรรมดาคือ ข้าวสารอาหารแห้งที่ได้จากการบิณฑบาตทั้งของข้าพเจ้าเอง และของเพื่อนพระภิกษุสามเณร จักถูกแพ็ครวมไปกับข้าวสารอาหารแห้งที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยคราวนี้ด้วย
เพื่อนพระภิกษุสามเณรมาให้กำลังใจ รถคันน้อยตะลุยน้ำท่วม
๙ โมงเศษ ล้อบุโรทั่งทั้ง ๔ เริ่มหมุนเอี๊ยดอ๊าด เคลื่อนตัวออกจากวัดราชสิทธารามอย่างยากเย็นจากสัมภาระหนักสุดขีดด้านหลัง และฆราวาส ๑, พระ ๑, สามเณร ๑ ด้านหน้า ทำความเร็วสูงสุดได้เพียง ๘๐ กม./ชม. บ่ายสามโมงเราก็ถึงจุดสุดท้ายที่รถยนต์เข้าถึง ห่างจากพิมาย ๑๒ กม.
เห็นคันเล็กอย่างนี้ แต่ใจไม่เล็กนะครับ
นี่ก็ใจถึง ขนกันแบบไม่กลัวรถพัง (ราคารถซื้อเพียบแปล้ได้ ๑๐ คันเอง)
นี่ถ้าข้าพเจ้าถอยกำลังใจ เธอว่า เธอจักขนมาเองทั้งหมดนะเนี่ยะ!!!
ระหว่างรอก็สังเกตดูผู้คนนำของมาบริจาคที่หน่วยรับของบริจาคเรื่อย ๆ มีชาวบ้านสัก ๓๐ คน คอยปรบมือยินดีกับข้าวของบริจาค ซึ่งของบริจาคเหล่านี้ ก็ไปถึงแค่บริเวณใกล้เคียง และบริเวณนั้นก็ได้รับความเดือดร้อนเพียงเล็กน้อย น้ำท่วมยังไม่ถึงครึ่งน่องเลย มิได้เข้าไปถึงจุดยาก ๆ ระดับอก ระดับคอ ข้าพเจ้าเริ่มเห็นความจริงตามที่โยมอาจารย์มนตราบอก
สภาพเต้นท์รับของบริจาคของเทศบาล
อ.มนตรา ประสานงานอย่างเต็มที่กับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งทหาร พระภิกษุ และชาวบ้าน ที่สุดแห่งการรอคอย ๓ ชั่วโมง รถทหารก็มาถึง จัดการย้ายของขึ้นรถทหาร มีคณะอื่นขนของบริจาคมาเพิ่มเล็กน้อย
โยมแม่ อ.มนตรา ปีนขึ้นรถทหารแบบลืมแก่
ของบริจาคขยายออกจาก "เพียบแปล้ตะลุยน้ำท่วม" แล้ว เต็มพื้นรถยีเอ็มซี
ความจริงข้าพเจ้าจักกลับเสียแต่เพลานั้นก็ย่อมได้ เพราะวันรุ่งขึ้น (๒๕ ตค. ๕๓) มีการทอดกฐินที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งต้องออกจากกรุงเทพฯอย่างช้า เที่ยงคืนถึงจักทัน เวลานั้น ๖ โมงเย็น ของก็ถึงมือทหารแล้ว ภารกิจน่าจักจบแค่นั้น แต่โยมอาจารย์มนตรามุ่งมั่นที่จักเข้าไปให้ถึงจุดที่ตั้งใจ ข้าพเจ้าอยากเห็นกับตาว่า สิ่งที่โยมอาจารย์มนตราบอกเล่าเก้าสิบนั้น เป็นจริงเพียงไหน เอาละ งานทอดกฐินเอาไว้ก่อน ไปช่วยคนที่เดือดร้อนเฉพาะหน้าก่อน
ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเต้นท์เทศบาล ดูไม่ค่อยได้รับความเดือดร้อน
เห็นเป็นเรื่องสนุกเสียมากกว่า
น้ำไม่ได้ท่วมทั้งพื้นที่ครับ แต่ท่วมเป็นบางจุดจนรถเล็กผ่านไม่ได้ ต้องอาศัยรถทหาร
กว่ารถทหารจักมาถึง พระอาทิตย์ก็เกือบตกแล้ว
ใกล้ความจริงเข้าไปอีกนิด อีก ๔ กม. ถึง อ.พิมาย
พระภิกษุได้ความเดือดร้อนมิใช่น้อย รถเล็กอาศัยเดินทางไปมาได้ใกล้ ๆ เท่านั้น
ระหว่างเดินทาง จัดข้าวของไปพลาง
ชั่วโมงเศษถัดมา รถทหารพาคณะเรามาถึง อบต.ดงใหญ่ เป็นที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง และยุทโธปกรณ์ให้ความช่วยเหลือจากทหารบก อยู่ที่นี่ทั้งสิ้น อ.มนตรา ลงไปประสานงานอีก เห็นได้ชัดว่า เหล่าทหารหน้าตาอิดโรย และเพลานั้นก็ทุ่มเศษแล้ว ทุกคนตรากตรำทำงานมาทั้งวัน ล้วนอยากพักผ่อน แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์พญาช้างสาลิกาลิ้นทองของ อ.มนตรา สามารถพูดจนผู้กองในที่นั้นเออออห่อหมกไปร่วมด้วยช่วยกันได้ ข้าพเจ้าขอปรบมือให้จากใจจริง
ถึง อบต.ดงใหญ่ โต้โผลงไปประสานงาน
ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ต้องอาศัยยุทโธปกรณ์จากทางทหารครับ
งานเหล่านี้เหนื่อยรากเลือด และไม่ได้หน้าได้ตาแต่อย่างใด
ชนผู้มีจิตอาสาควรดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง
ณ จุดนี้ หากมิใช่ อ.มนตรา เราทั้งหลายคงลงของทั้งสิ้นไว้ที่นี่แล้วกลับ เพราะเกรงใจเหล่าทหารหาญ พรุ่งนี้เช้าค่อยให้เขานำส่งต่อไป แต่นั่นไม่ใช่ อ.มนตรา ผู้รู้สถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างดีเยี่ยมครับ เธอว่า ต้องไปให้ถึงให้ได้ ไม่ว่าจักยากลำบาก (คนอื่น) แค่ไหน
อุปสรรคมันมากมายเหลือเกินครับ ตั้งแต่เริ่มงาน รถก็ไม่อำนวย คนก็ไม่พอ ของก็ไม่มี เงินก็น้อย ทะเลาะกันบ้างประปรายเพราะแนวทางการทำงานไปคนละอย่าง แผนงานก็ว่างเปล่า เส้นทางก็มิรู้เป็นเช่นไร น้ำจักท่วมจนผ่านไม่ได้หรือไม่? จักมีรถรับต่อไหม? จักมีเรือให้เช่าไหม? ผู้รับคือใคร? เดือดร้อนจริงหรือเปล่า? จุดที่เข้าไปอันตรายไหม? หรือเราทั้งหลายจักมิกลายเป็นผู้ประสบภัยไปด้วยอีกคณะหนึ่งหรือ? คำถาม ความกังวลทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นภาพลวงตาขวางไม่ให้เราทำความดีครับ
จริง ๆ แล้วเราทุกคนทำได้ และทำสำเร็จ แค่คิดจักทำเท่านั้น ทุกอย่างสำเร็จด้วย "ใจ" จริง ๆ
เวลา ๒ ทุ่ม รถทหารมาจ่ออยู่หน้าวัดศาลาครับ ทางเข้าวัดเป็นทางแคบ และไฟหน้ารถทหารเสีย ต้องอาศัยรถตู้นำทางมา ถึงจุดนี้หากเข้าวัดโดยไม่มีไฟหน้า จักไม่สามารถกลับรถได้ จึงต้องประสานงานหารถมาส่งต่ออีก ๑ ทอด ที่จุดนี้มีเต้นท์รับของบริจาคเป็นน้ำ ข้าวสาร อาหารแห้งครับ จักฝากให้เขานำไปให้พรุ่งนี้ก็ย่อมได้ เหลืออีกเพียง ๘๐ เมตรเท่านั้นจักถึงวัด แต่นั่นไม่ใช่ อ.มนตรา
ทางเข้าวัด ห่างจากวัดเพียงราว ๘๐ เมตร น้ำท่วมครึ่งล้อรถใหญ่ กระแสน้ำไหลไม่หยุด
โฉมงาม "อ.มนตรา" พ่วงโยมคุณแม่ไปร่วมบริจาคในครั้งนี้ด้วย ช่างเป็นลูกแสนประเสริฐ
รอเกือบชั่วโมง รถเทรลเลอร์ของชาวบ้านอาสามาถึงครับ
รถเทรลเลอร์เข้าเทียบรถทหารเพื่อย้ายของบริจาค
ชาวบ้านยกกันมาหมดหมู่บ้าน มาช่วยย้ายของไปไว้รถเทรลเลอร์ สบโอกาสแช๊ะ โต้โผใหญ่
ข้างซ้ายสามเณรเบนซ์จากวัดราชสิทธาราม มีจิตอาสาตั้งแต่เยาว์วัย
ย้ายของขึ้นรถเทรลเลอร์เสร็จเรียบร้อย เตรียมออกเดินทาง
เดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้รับความเดือดร้อน
ที่สุด ๓ ทุ่ม คณะของเราพาสังขารละเหี่ยเพลียแรงจากการเดินทางทั้งวัน สลับรอคอย และขนของขึ้นลง เข้าถึงจุดไคลแม็กซ์ของการช่วยเหลือ หน้าวัดน้ำสูงระดับ ๗-๘๐ ซม. พระภิกษุสามเณรเดินตามไม้พาดคอตุ่ม ออกมารับถึงหน้าวัดด้วยใบหน้าดีใจอย่างยิ่ง รถเทรลเลอร์เลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดอย่างยากลำบาก เพราะมองไปทางไหน มีแต่น้ำ ถนนอยู่หนใดก็ไม่รู้ ต้องคนในพื้นที่เท่านั้น จึงขับไม่ตกคลอง
สภาพถนนในหมู่บ้าน
ทางเข้าวัดค่อนข้างแคบ
ถึงวัดจนได้
พระภิกษุสามเณรออกมาต้อนรับถึงหน้าวัด
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ อ.มนตรา สรุปว่า เรามาได้ถูกที่ ถูกเวลาแล้ว เพราะน้ำล็อตใหญ่ยังมาไม่ถึง ถ้าน้ำล็อตใหญ่มาถึงแม้รถทหารก็เข้าไม่ได้ ต้องอาศัยเรือเครื่องอย่างเดียว วัดศาลานี้จักถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ทุกที่ที่แวะ แม้เป็นจุดที่ใกล้วัดเพียง ๘๐ เมตร หากถอนกำลังใจกลับก่อน ของไม่มีทางถึงวัดศาลาแน่นอน เพราะวันรุ่งขึ้นมันจักถูกลำเลียงไปยังที่อื่นที่ใกล้กว่า
เลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดอย่างยากลำบาก
และวัดนี้ก็มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ถึง ๖๐ รูป ล้วนเป็นพระนักศึกษากำลังเรียน สอบได้เปรียญธรรมหลายประโยคกันหลายรูปหลายองค์ เสบียงทั้งหลายแม้น้ำลด ก็ยังกระจายไปสู่พื้นที่ห่างไกลที่ได้รับความเดือดร้อน และความช่วยเหลือจากทางราชการ และหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไม่ถึงต่อไป
กองทางซ้ายมือลิบ ๆ นั่น เป็นของบริจาคจากเจ้าหน้าที่ ผู้แทน ในพื้นที่
ซึ่งมีเพียงข้าวสาร และน้ำดื่ม
เอาละครับ แม้ตอนแรกข้าพเจ้าไม่เชื่อเลยว่า แค่ "ใจ" เพียงอย่างเดียว จักพาให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ตรงจุดตรงประเด็น อ.มนตรา ได้ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า แค่ "ใจ" ที่คิดจักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้กำลังประสบภัย ไม่ต้องวางแผนใดใด ก็ทำได้ และทำสำเร็จ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา
ธรรมทั้งหลายล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด และสำเร็จด้วยใจ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล.๑ คืนนั้นแยกทางกับ อ.มนตรา เวลาสี่ทุ่มเศษ ถึงวัดตีสี่ ออกจากกรุงเทพฯ ๖ โมง และไปงานกฐินไม่ทันครับ แต่ก็ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนพระภิกษุสามเณรที่ประสบภัย
ปล.๒ รูปภาพทั้งหลายได้อัพเดทเรียบร้อยแล้ว
ปล.๓ ขอขอบคุณพระปลัดสุรศักดิ์ วัดไร่ขิง, โยมพี่แซม อดีตกาชาดสากลประเทศฟินแลนด์ และ อ.มนตรา เป็นอย่างสูง
ปล.๔ วันที่ ๓๐ ตค.ไปงานทอดกฐินที่กำแพงเพชรครับ ต่อด้วย ๓๑ ตค. ที่วัดหนองหญ้าปล้อง จ.กาญจนบุรี
ปล.๕ งานนี้ต้องยอมรับครับว่า แนวทางการทำงานแบบข้าพเจ้าที่เน้นพึ่งตัวเองก่อนพึ่งผู้อื่น ไม่เวิร์คสำหรับงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เห็นได้ชัดว่า การพึ่งผู้อื่น (มากกว่าพึ่งตนเอง) สามารถทำให้งานบางอย่างสำเร็จลุล่วงได้ อย่างมีประสิทธิผล เครือข่ายบางทีดีกว่ากำลังใจ
ปล.๖ เมื่อสี่ห้าวันก่อน ข้าพเจ้ายังเป็นพระตัวเล็ก ๆ คิดว่า คงช่วยเหลือกระไรผู้ประสบภัยไม่ได้มากไปกว่า เอาของ เอาเงินไปให้ ณ จุดรับของบริจาคต่าง ๆ ปัจจุบันก็เป็นพระตัวเล็ก ๆ เท่าเดิม แต่วิสัยทัศน์กว้างขึ้น และคิดว่า แค่มี "ใจ" เท่านั้นแล เราก็ทำทุกสิ่งให้สำเร็จได้ คุณหล่ะ? วันนี้ทำกระไรสำเร็จบ้างหรือยัง? (จาก ภาพยนตร์เรื่อง wanted)
ภาพสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจของตนต่อไป
ชายใส่เสื้อสีเหลืองคือเจ้าของรถปิ๊คอัพที่พาคณะเราไปจนถึงที่หมาย และนำกลับมาส่งถึงรถ
เป็น อบต.หลายสมัยครับ จิตอาสาเต็มเปี่ยม ขออนุโมทนาอย่างสูงครับ
edit @ 10 Mar 2011 12:39:43 by Dhammasarokikku
#1 By ดาวถัดมา on 2010-10-28 16:34