เอาเข้าแล้วครับ นี่ถ้าเขามีการประกวดกัน คงได้เป็นภิกษุที่เป็นเลิศด้านไอเดียพิลึกกึกกือ วันนี้เราลองมาเอาเศษเสี้ยวนาโนของโนฮาว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มาวิจัยใช้ในชีวิตประจำวันกันดู
 
วันนี้ (ที่สมมุติให้เป็น) วันแห่งความรักก็ต้องเขียนเรื่องรัก ๆ มีไอเดียโลดแล่นอยู่ในหัวมากมายเลยแหละขณะออกบิณฑบาต ลองจิ๊กออกมาเขียนสักเรื่องหนึ่ง
 
มาดูกันครับว่า เราเอาอภิญญาสมาบัติมาประยุกต์ใช้กับความรักได้อย่างไร?
 
 
อธิษฐานเลยสิจ๊ะ
 
ช่วงหลายเดือนมานี่ ได้ศึกษาเรื่องอธิษฐานบารมีอยู่เนือง ๆ เนื่องจากพระเพื่อนรูปหนึ่ง ทำบุญแล้วไม่อธิษฐานอะไรเลย (ส่วนข้าพเจ้าอธิษฐานสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า "ขอให้ถึงนิพพาน") ดูมันจักไม่ค่อยเข้าแก็บเท่าไหร่ เพราะอธิษฐานบารมี ก็เป็น ๑ ใน ๑๐ บารมีที่ต้องมี ต้องเต็ม
 
ยังมีความสับสนเรื่องการอธิษฐานในศาสนาพุทธ กับการวิงวอนขอโน่นขอนี่จากผู้มีฤทธิ์ หรือพระเจ้าในศาสนาอื่นว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? การทำบุญแล้วยังหวังได้โน่นได้นี่ เป็นการทำบุญด้วยกิเลสหรือเปล่า? หรือการทำบุญที่แท้จริงคือต้องไม่หวังอะไรเลย?
 
เที่ยวไถ่ถามครูบาอาจารย์ และอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็ได้คำตอบคล้าย ๆ กัน คือ อธิษฐานบารมีนี่ เหมือนหางเสือเรือ คอยบังคับทิศทางให้ผลบุญที่เราทำไป แสดงกลับมาในลักษณะไหน หากไม่อธิษฐาน ผลก็ได้รับเหมือนกัน แต่สะเปะสะปะไม่มีทิศทางที่แน่นอน บ้างก็เสียโอกาสการบรรลุมรรคผลนิพพาน ในพระไตรปิฎกมีเรื่องของอาฬวีเศรษฐีที่ขาดอธิษฐานบารมี พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ถ้าตถาคตแสดงธรรมแก่อาฬวีเศรษฐีสมัยที่ยังเป็นมหาเศรษฐี อาฬวีเศรษฐี จักได้อนาคามีผล สมัยที่เป็นอนุเศรษฐี จักได้โสดาบัน มาบัดนี้อาฬวีเศรษฐีรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้ กลายเป็นขอทานแสดงธรรมโปรดก็ไม่มีผล เพราะมัวแต่ไปกังวลเรื่องทำมาหากิน
 
นี่ถ้าอาฬวีเศรษฐีเคยอธิษฐานไว้ให้ตนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ได้มีโอกาสอันเยี่ยม คือมาเกิดในสมัยพุทธกาล ป่านนี้ก็คงได้เป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งไปแล้ว
 
มาได้อ่านหนังสือ "บุญใหญ่พลิกชีวิต" ของณัฐพบธรรม ก็รู้สึกว่า ได้คำตอบที่ตรงใจมาก เข้าใจได้ง่าย ๆ เลย คือ สวดมนต์วิงวอนขอในศาสนาอื่น ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย หรือทำนิดหน่อย แล้วขอในสิ่งที่ตนปรารถนาจากผู้อื่น กับอธิษฐาน คือเราลงมือทำบางอย่าง เช่น สร้างบุญ แล้วตั้งจิตด้วยความแน่วแน่ว่า เราต้องการให้ผลบุญที่เราทำเอง ย้อนกลับมามีผลกับชีวิตเราในลักษณะไหน แสดงผลแบบไหน (คือเชื่อในกฏแห่งกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เพียงแต่อธิษฐานจำกัดให้ได้ดีแบบไหน ได้ชั่วแบบไหน)

 
ทำบุญแล้วอธิษฐาน ก็ทำแล้วนี่หว่า!!! ทำไมไม่เห็นผล?
 
วะฮ่าฮ่า... ฟังเรื่องราวการอธิษฐานเหล่านี้มาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ลองทำดูหมดแล้ว ไม่เห็นมีผลอะไรเลย ท่านยังศึกษาไม่ดีครับ ศึกษาให้ลึกเข้าไปในไส้ติ่งแล้วท่านจักพบว่า แม้ต้องการให้สิ่งที่อธิษฐานสำเร็จเห็นผลทันทีหลังจากอธิษฐานเสร็จ ก็เป็นไปได้
 
เรื่องความเร็วในการส่งผลนี่บ้างก็มาจากบุญบารมี (ทุนเดิม) ที่สะสมมาของผู้อธิษฐานเองครับ (เรียกว่า กรรมเก่าก็ได้ วาสนาก็ได้ เช่น บุคคลที่มีสัจจบารมีขั้นปรมัตถ์ ก็อาจมีวาจาสิทธิ์ พูดหรืออธิษฐานอะไรแล้วก็เป็นตามนั้น เป็นต้น วาสนา หรือกรรมเก่านี้เปลี่ยนไม่ได้เลยไม่ขอพูดถึง) บ้างก็มาจากกำลังจิต ท่านอธิษฐานด้วยกำลังจิตขนาดไหน นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ความจริงแล้ว จิตของคนเรามีกำลังมหาศาล แต่เราดึงออกมาใช้ได้เพียงไม่เกิน ๓ เปอร์เซนต์ ส่วนผู้ที่ได้อภิญญา คือผู้ที่สามารถนำพลังจิตออกมาใช้ได้เกิน ๑๐ เปอร์เซนต์ ในเมื่อกำลังแห่งจิตจักเสกน้ำให้แข็งก็ทำได้ เสกหินให้อ่อนก็ทำได้ ทำไมแค่เสกให้ตัวเองสมหวังในความรักจิ๊บจ๊อยแค่นี้จักทำไม่ได้
 
ที่เรา ๆ ท่าน ๆ อธิษฐานแล้ว บางทีต้องรอไปถึงชาติหน้า ชาติโน้น กว่าแรงอธิษฐานจักเป็นผล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุปัจจัยยังไม่เหมาะสม อีกส่วนคือพลังจิตของเรายังไม่เพียงพอ เพราะจิตเรายังไม่ได้ฝึกฝน จิตมีนิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นจิตจากความดี) มีกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ตลอดเวลา จิตไม่ผ่องใส แรงอธิษฐานก็มีกำลังต่ำ
 
วิถีแห่งอภิญญาสมาบัติ (คล้ายวิถีแห่งอัศวินเจไดเรยยย) เท่าที่ศึกษาวิธีปฏิบัติมา เวลาจักเสกหินให้อ่อน หรือเสกน้ำให้แข็ง เขาก็ใช้อธิษฐานบารมีนี่ละครับ แต่มีเคล็ดไม่ลับอยู่ตรงที่ เวลาอธิษฐานเสร็จแล้ว ก็เข้าสมาบัติ (สมาธิขั้นลึก) หรือเข้าฌาน ออกจากฌานมา ดินก็อ่อน หรือน้ำก็แข็งตัวตามที่อธิษฐานนั้น ซึ่งหมายถึงว่า เวลาอธิษฐานนี่จิตจักทำหน้าที่ของมันคือ "คิด" คำอธิษฐาน เวลาที่จิตคิดนี่ จิตไม่มีกำลัง จิตไม่เป็นสมาธิขั้นลึก หรืออัปปนาสมาธิ ครั้นอธิษฐานเสร็จท่านก็เข้าฌาน ตอนเข้าฌานนี่แหละที่จิตมีกำลังมากจนสามารถทำให้ดินอ่อน หรือน้ำแข็งตัวได้ตามต้องการ นี่สำหรับผู้ที่ได้อภิญญา ๕ ในอภิญญา ๖ ส่วนผู้ที่ได้อภิญญาหกนั้น แทบไม่ต้องอธิษฐานเลย เพราะทรงฌานอยู่ตลอดเวลา จิตมีกำลังอยู่ตลอดเวลา สั่งให้หินอ่อนตัว หินก็อ่อนทันที สั่งให้น้ำแข็งตัว น้ำก็แข็งตัวทันทีเช่นกัน

 
เอาอภิญญามาใช้กับความรัก
 
เข้าใจวิธีปฏิบัติแล้ว มันก็ไม่ยากครับ ก็แค่อธิษฐานว่า ขอให้สมหวังในความรัก แล้วก็เข้าอัปปนาสมาธิ มีปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) เป็นต้น จตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) เป็นที่สุด ออกจากฌานแล้ว ก็สมหวังในความรักดังต้องการ

 
พูดหน่ะมันง่าย ใครมั่งฟระ จักมีอภิญญา?
 
ในประชากรไทย ๖๐ ล้านคนจักหาผู้ที่สนใจศึกษาศาสนาพุทธและลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริงสัก ๑๐ ล้านคนก็ยังว่ายาก ในผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาแล้วลงมือปฏิบัติ ๑๐ ล้านคน จักหาคนที่ปฏิบัติจนได้ฌานสมาบัติสักแสนคนก็ยังว่ายาก ในแสนคนนั้นจักหาผู้ที่ไ้ด้อภิญญาสมาบัติสักหมื่นคน ก็ยังว่ายากอีกเช่นกัน ฉะนั้นเรื่องอธิษฐานแล้วใ้ห้ผลทันตาเห็นนั่น จักหาข้อพิสูจน์ได้ที่ไหน ในเมื่อผู้ที่ได้อภิญญานั้น น้อยกว่าน้อย แถมคนที่ได้อภิญญาแล้ว เขาก็ไม่มาสนใจเรื่องความรักเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ดอก และแม้มีข้อพิสูจน์ เราเองก็ไม่ได้อภิญญาจักได้ประโยชน์กระไรจากบทความนี้
 
แม้เราไม่ได้มีอภิญญาอย่างที่ได้แสดงมา แต่เราเลียนแบบวิธีการได้ครับ ด้วยการอธิษฐานแล้ว ลงมือทำสมาธิ เข้าสมาธิได้น้อย มีผลน้อย เข้าสมาธิได้ลึก มีผลมาก มีผลไว ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ครับ ฟลุ๊ค ๆ ขึ้นมาวันใด จิตเข้าอัปปนาสมาธิได้ ผลแห่งแรงอธิษฐานด้วยจิตที่มีกำลังมหาศาลก็จักแสดงทันที ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

 
ทำมาหลายปีแล้ว อธิษฐานก็แล้ว ทำสมาธิก็แล้ว แต่เข้าสมาธิไม่ได้ ไม่มีผล ทำอย่างไรดี?
 
เราปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสนี่ อย่าเพิ่งไปคุยถึงอภิญญาสมาบัติเลย แค่อัปปนาสมาธิ (สมาธิขั้นลึก) ก็ยังทำได้ยาก ครูบาอาจารย์ท่านแนะไว้ครับ ให้ทานเข้าไว้ ทานที่ทำได้ยาก ยิ่งมีกำลังมาก เช่น การตื่นเช้า ลุกขึ้นมาใส่บาตร ใช้กำลังใจมากกว่า หยอดกระปุกอยู่บ้าน เป็นต้น ทานบารมีนี่เป็นบาทฐานของบารมีอีก ๙ ตัวที่เหลือ และเป็นฐานแห่งสมาธิด้วย เช่น อยากได้กสิณแสงสว่าง ก็ให้ทำทานด้วยหลอดไฟฟ้า ไฟฉาย หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับแสงสว่าง เป็นต้น บางทีที่เราไม่สามารถเข้าสมาธิได้ เนื่องมาจากเราไม่มีทานเรื่องนั้น ๆ รองรับสมาธิก็เป็นได้

 
ทำไมต้องทำบุญหนัก ๆ แล้วการอธิษฐานถึงจักมีผล?
 
ไปดูตัวอย่างในพระไตรปิฎกกัน อย่างสุเมธดาบสอดีตชาติแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยนั้นทอดตัวลงเป็นสะพานให้พระพุทธเจ้า และพระสาวกข้ามลำธาร กลับมาแล้วยังถวายภัตต่อเนื่องถึง ๗ วัน แล้วก็อธิษฐานตั้งความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล อย่างเรานี่อธิษฐานแค่เรื่องความรักจิ๊บ ๆ ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นดอก แค่ยกตัวอย่างให้ดูวิธีทำบุญ อธิษฐานแล้วให้มีผล และได้ผลอย่างรวดเร็ว (พอสุเมธดาบสตั้งความปรารถนาเสร็จ สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าก็พยากรณ์ความสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตของสุเมธดาบสทันที)
 
ทุกอย่างมันขึ้นกับใจเป็นสำคัญนะ รูปธรรมภายนอก เป็นแค่ส่วนประกอบ การทำบุญ การอธิษฐาน ก็เช่นกัน สังเกตดูในพระไตรปิฎกหลาย ๆ ตอน บุญที่ท่านทำแต่ละอย่างแล้วอธิษฐานนี่ ต้องใช้กำลังใจมาก เช่น การเลี้ยงภิกษุทั้งวัดตลอดเจ็ดวัน ลองมาคิดคร่าว ๆ ในยุคปัจจุบัน สมมุติมีภิกษุสัก ๒๐ รูป ค่าอาหารวันละเท่าไหร่ ใส่ซองวันละเท่าไหร่ คูณเจ็ดเข้าไป ๓ หมื่นก็อาจไม่พอ การที่เราทำบุญได้ขนาดนั้น เราย่อมมีศรัทธาที่แก่กล้า มีกำลังใจในการให้ทานอย่างบริบูรณ์ หลังจากให้ทานที่เราตั้งใจมาก ๆ สำเร็จ จิตเราอาจเกิดปีติ ว่างจากนิวรณ์ ทำให้เข้าอัปปนาสมาธิได้ง่าย การอธิษฐานจิตหลังการทำบุญใหญ่ในขณะที่จิตกำลังเบิกบาน แช่มชื่น ปลอดกิเลสชั่วคราว จึงอาจให้ผลเหมือนอธิษฐานด้วยกำลังแห่งอภิญญาสมาบัติ

 
แล้วทำบุญน้อย ๆ ไม่มีผลเหรอ?
 
มีผลเหมือนกัน แต่อาจส่งผลช้า หรือให้ผลน้อย เพราะใช้กำลังใจน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่ทำ ทำน้อย ๆ แล้วค่อยเพิ่มกำลังใจขึ้นไปทีละนิด วันหนึ่งก็มีกำลังมาก การอธิษฐานก็ให้ผลตามต้องการ
 
ดังนี้แล้ว ไม่มาลองเริ่มทำบุญแล้วอธิษฐานให้สมหวังในความรักกันดูบ้างหรือจ๊ะ? เช่น วันวาเลนไทน์แทนที่จักเอาช็อกโกแล็ตไปให้หนุ่มในฝัน (ซึ่งมักมีผู้คนพยายามจับจองมากมาย เรามักเป็นฝ่ายชอบเขาข้างเดียว) ลองพยายามตื่นเช้า ๆ เอาช็อคโกแล็ตไปใส่บาตรแทน แล้วตั้งจิตให้มั่นอธิษฐานเลย ให้สมหวังในรัก
 
นี่เป็นก้าวแรกแห่งอภิญญาเชียวนะเทอ...
 
การประยุกต์ใช้อภิญญาสมาบัติในวันแห่งความรัก ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ
 
ปล.๑ สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะตะเอง จุ๊บ ๆ
ปล.๒ ถ้าได้อภิญญาแล้ว ใช้อภิญญาไปตัดกิเลสดีกว่าครับ มีประโยชน์กว่านำมาอธิษฐานเรื่องความรักมากมาย
ปล.๓ โปรโมทหนังสือการกุศลกันสักหน่อยครับ
 
 
 
"วู๊ดดดด์ ๆ ....." เสียงกรีดร้องของไอน้ำพ่วงพุ่งออกจากม้าเหล็กเบื้องบน ราวกับจักฉีกหัวใจสาวอีสานบ้านนาออกเป็นเสี่ยง ๆ หากมิใช่ด้วยความรักต่อสามี และความตื่นเต้นที่จักได้ผจญภัยไปในโลกกว้างซึ่งสาววัยรุ่นอื่นหาโอกาสแบบ นี้ได้ยาก คุณยายใบสอนไม่มีวันออกเดินทางออกไปห่างไกลญาติพี่น้องอันเป็นที่รักถึงกว่า ๕๐๐ กิโลเมตรดอก
 
คนสมัยก่อนไม่นิยมเดินทางย้ายถิ่น สาเหตุสำคัญนั้นเป็นเพราะมีดงพญาไฟกั้นไว้ ผู้คนจะพากันล้มตายกันมากเมื่อผ่านดงพญาไฟ บ้างก็ตกเหวตาย บ้างก็เป็นไข้ป่าตาย บ้างก็ถูกโจรป่าฆ่าตาย เพื่อนที่ไปด้วยกันทำได้อย่างมากก็แค่ช่วยกันเผ่าจี่กันกลางป่า เพื่อไม่ให้อุจาดตาแก่ผู้ที่ผ่านไปมา ต่อมาหลวงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็นเพื่อแก้เคล็ด และเป็นการสร้างขวัญให้กับประชาชน
 
น้ำตาที่รวยรินไปตลอดทาง ยากจะบอกว่า มาจากความใจหายที่ต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปผจญภัยในต่างแดน ต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ ต่างประเพณี ต่างวัฒนธรรม หรือจะมาจากฝุ่นขี้เถ้าปริมาณมหาศาลที่โรยตัวจากปล่องรถไฟไอน้ำสมัยนั้น เข้าตา
 
ยายน้ำตาซึมทุกครั้งเมื่อเล่าถึงความรักบนทางเลือกว่า แม่ขาดใจตายหลังจากยายจากบ้านมาไม่นาน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นความจริงว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างอีสานกับภาคกลาง ความแตกต่างทางเชื้อชาติ และระยะทางที่ไกลกันนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกินสำหรับคนสมัยก่อน แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายสิบปี ยายก็ยังคงติดอยู่กับตราบาปนั้น ยายเชื่อว่า ยายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้แม่ของตัวเองอายุสั้น...

 
 
 
 
ดัด แปลงจาก "ใบสอนว่าซั่น" วรรณกรรมเยาวชนกึ่งสารคดีต้นแบบงานวิจัยภูมิปัญญา สว. (ผู้สูงวัย) สู่การพัฒนาสังคมอย่างบูรณาการ, ๓๓๖ หน้า, ราคา ๒๗๕ บาท, รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดสร้างธรรมทานสำหรับเยาวชน "ทำมาอย่างฮะ รวมเล่ม ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๒" จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ร่วมบุญการจัดสร้างธรรมทานครั้งนี้ได้ด้วย การโอนเงิน มาที่บัญชีเพื่อธรรมทาน บัญชีออมทรัพย์ ธ.ออมสิน สาขาเจริญพาศน์ เลขที่ 01-0117-20-073889-9 ชื่อ บัญชี พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร โอนแล้ว ems. ที่อยู่มาด้วย จะจัดการส่งให้ภายใน ๑ สัปดาห์ครับ รีบหน่อยนะครับ มีจำนวนจำกัดเพียง ๔๐๐ เล่มเท่านั้น ฯ

edit @ 23 Feb 2011 10:42:16 by Dhammasarokikku

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าถวายดาวจริงๆค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

ขอถามหน่อยนะคะ ก่อนหน้านี้หนูเจอเหตุการณ์ที่น่าเศร้าขึ้น ตอนนั้นซึมเศร้ามาก ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ผ่านก็ยังหวนกลับมาคิดอีก คือหนูคิดว่าในขณะที่เรามีความสุขหรือนอนหลับสบาย ในโลกภายนอกกลับมีทั้งคนถูกทรมาณ คนถูกฆ่าตาย คนเป็นทุกข์ ในตอนนั้นก็คิดว่าเราจะทำอย่างไรดีให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็มาคิดได้ว่าเราทำใด้เพียงแค่อธิษฐานเท่าัน้น ตั้งแต่นั้นมาระหว่างช่วงที่กำลังจะนอนก็อธิษฐานว่าขอให้เจ้ากรรมนายเวรของทุกคนอโหสิกรรมให้ ขอให้ดวงวิญญานทั้งหลาย(รวมทั้งสัตว์นรกเปรตต่างๆ)ไปเกิดในภพที่ดี หากเป็นมนุษย์ขอให้รักษาศิล 5 ขอให้ผู้คนทุกข์น้อยสุขมาก ถ้าตัวเราตายก็ขอให้เกิดเป็นนางฟ้าเทวดา เราจะได้ช่วยเหลือคนอื่นๆได้

ไม่ทราบว่าที่หนูอธิษฐานแบบนี้จะเป็นจริงบ้างใหม่ แต่หนูว่าอาจเป็นไปได้ยากเพราะต้องขึ้นอยู่กับกรรมของเจ้าตัวด้วย sad smile

#1 By Cotton on 2011-02-14 14:26

#1

อย่างนี้เรียกว่า การแผ่เมตตามากกว่านะ แผ่ความรู้สึกดี ๆ กับเพื่อนมนุษย์ออกไป คนที่รับได้ เขาก็รับนะ นี่เป็นการแผ่เมตตาแบบอัปปมัญญา คือไม่มีประมาณ เป็นปฏิปทาที่ดีเลิศทีเดียว เรื่องผลอย่าไปกังวลถึงเลย ทำไปเรื่อย ๆ เถิด พอมันเหมาะสมด้วยเหตุและปัจจัย ผลก็เกิดเอง

ส่วนที่เกี่ยวกับเราคือ อธิษฐานขอให้เกิดเป็นเทวดานางฟ้า อันนี้อธิษฐานต่ำไปนะ แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้น้อยด้วย ควรอธิษฐานให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ถ้าเราเป็นพระอรหันต์แล้ว จักช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากมายไม่มีประมาณ

เอาง่าย ๆ แค่จำแลงกายมารับบาตรจากใครสักคน คนนั้นก็ได้บุญมหาศาล ส่วนเทวดานางฟ้าถึงจำแลงกายมาเป็นคนจน หรือนักบวช คนที่ทำบุญด้วยก็ไม่ได้บุญสักเท่าไหร่

เจริญธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2011-02-14 14:39

นมก.ค่ะหลวงพี่

เอาช้อคโกแล็ตไปใส่บาตร เข้าท่าดีนะคะ
อันนี้เป็นความสงสัยส่วนตัว อยากถามว่า.. "การอธิษฐาน" เป็นการสนับสนุนให้คน เอาแต่ขอ หรือรอความหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือ รึป่าวคะ???

แทนที่จะหมั่นเพียร ตั้งมั่น ฝึกฝน ยื่นบนลำแข้งของตัวเอง..(พลูโต ชอบคิดมากอย่าถือสานะคะ)
#3

บร้าาา... กลับไปอ่านใหม่เลยเทอ

อธิษฐานกันวอนขอไม่เหมือนกันเด้อ อธิษฐานนี่ทำบุญอะไรสักอย่าง (ทำเองนะจ๊ะ) แล้ว กำหนดขอบเขตให้ผลบุญมาแสดงผลประมาณนี้ (แต่เมื่อไหร่ไม่รู้) วอนขอนี่ไม่ทำอะไรเลย ขอดะ อ้อนวอนไปเรื่อย ๆ ไรทำนองนี้

เจริญธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2011-02-14 17:59

ยังไม่เคยอ่านคุณณัฐพบธรรมค่ะ
แต่ส่วนตัวคิดว่าอธิษฐานบารมีคล้าย ๆ กฎของซีเคร็ตเลย

ขอบพระคุณหลวงพี่ที่นำเรื่องอธิษฐานบารมีมาอธิบายให้เข้าใจนะเจ้าคะ แต่ส่วนตัวไม่อยากรู้เรื่องอธิษฐานเพื่อรัก
เห็นขึ้นต้นหัวข้อก็รู้สึกไม่อยากอ่านเท่าไหร่ แต่ก็ดีที่เข้ามา

ขอบพระคถณอีกครั้งค่ะHot! Hot! Hot! big smile

#5 By *~citrus~* on 2011-02-14 18:29

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

ตนเองก็ไม่ค่อยได้อธิษฐานอะไร

แต่เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น

คำอธิษฐานเกิดขึ้นได้อย่างไม่ติดขัด

คราวหน้าจะอธิษฐานให้บ่อยขึ้นค่ะ

สาธุค่ะ

big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By ตีรณา on 2011-02-14 18:49

#5

ความจริงเรื่องอธิษฐานบารมีนี่เอาไปใช้ได้ทุกเรื่องนะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก พอดีวันนี้วันวาเลนไทน์เท่านั้นแหละ อิ อิ

#6

สาธุ ๆ

เจริญธรรม ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2011-02-14 19:17

จะต้องกระทำเหตุให้สอดคล้องกับผลด้วยใช่มั้ย
เหมือนเคยอ่านเจอ
อธิษฐานให้รวยยังไงก็ไม่ได้ ถ้าไม่ทำทานไว้เลย
surprised smile

#8 By ไทดี้ on 2011-02-14 20:24

Hot! Hot! Hot!

#9 By honey on 2011-02-14 20:39

สาธุ big smile Hot!

#10 By นักรบ on 2011-02-14 20:41

Hot! Hot! สาธุคะ

#11 By daoandup* on 2011-02-14 22:00

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

พักหลังๆ มานี่ ผมก็เคยคิดๆ เอาเรื่องอธิษฐานอยู่เหมือนกัน

ตั้งแต่เด็กจนโตมานี่ เวลาไปวัดไปวา ไปทำบุญที่ไหน ผมก็จะเฝ้าอธิษฐานอยู่แค่เรื่องเดียว คือเรื่องขอให้ได้เป็นนักเขียนการ์ตูน
จนมาตอนนี้นี่ มีโอกาสได้มาร่ำเรียนการ์ตูนอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในความฝันตั้งแต่เด็กมาเลยทีเดียว และก็ไม่คิดว่าครอบครัวผมจะส่งเสียยินยอมให้ผมมาถึงตรงนี้ด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อขนาดที่ต้องอธิษฐานเอาเลยแล้วกัน) เหลือแค่ไขว่คว้าโอกาสทุกโอกาสที่เข้ามาให้ได้ และก้าวต่อไปให้ถึงฝั่งฝัน
แต่จะไปได้แค่ไหนก็คงแล้วแต่กรรมที่ทำไว้

ยิ่งได้มาอ่านเอนทรี่นี่ ยิ่งทำให้อยากอธิษฐานต่อๆ ไปเรื่อยๆ เลยนะขอรับ question

เรื่องที่ว่า อธิษฐานแล้วเข้าสมาธินี่ ทำให้นึกถึงหนังสือสวดมนต์ของพระราชสุทธิญาณมงคล ที่เอาติดมาจากไทย
ตามลำดับวิธีสวด ท่านให้อธิษฐานขอพร ก่อนที่จะสวดบทชินบัญชร
คงเพราะการนี้นี่เอง

#12 By Witna on 2011-02-14 22:29

ปล.๓ คนที่ได้อภิญญาแล้ว คงไม่มีใครมาคิดเรื่องรัก เพราะกว่าจะถึงได้ กามฉันทะก็ตายราบเรียบแล้วครับ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#13 By ABP@BDZ on 2011-02-14 23:23

#8

ถึงพร้อมด้วยเหตุและปัจจัยก็รวยได้ครับ

#9-#12

สาธุครับ

#13

ปล.๔ ไม่แน่ครับ เพราะอาจยังเป็นฌานโลกีย์ ออกจากสมาธิก็เป็นเรื่องได้เหมือนกัน

แต่ถ้าได้อภิญญา ๖ ไม่มีเสื่อมแล้วครับ

เจริญธรรม ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2011-02-14 23:28

ที่อ่านมาก็เข้าใจนะครับหลวงพี่
แต่ส่วนมากเวลาทำบุญไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม แทบจะไม่อธิษฐานเลย ด้วยเหตุเพียงว่านั่นคือใจที่บริสุทธิ์
และถ้าเมื่อใดอธิษฐาน ก็มักจะอธิษฐานแค่ว่า
ขอให้หมดซึ่งกิเลส ตัญหาทั้งหลายทั้งปวง หรือไม่ก็ขอให้สิ่งที่ทำนี้จงเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา อะไรแบบนี้มากกว่าครับ
ผมมองว่าการอธิษฐาน น่าจะเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ได้เข้าถึงนิพาน หรือไม่ก็หมดซึ่งความโลภ โกรธ หลง มากกว่าความอยากได้มาซึ่ง วัตถุหรืออะไรอย่างอื่น
อย่างที่หลวงพี่ยกตัวอย่างอาฬวีเศรษฐี
นมัสการครับ

#15 By แทณนี่แหละ on 2011-02-15 00:54

ที่อ่านมาก็เข้าใจนะครับหลวงพี่
แต่ส่วนมากเวลาทำบุญไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม แทบจะไม่อธิษฐานเลย ด้วยเหตุเพียงว่านั่นคือใจที่บริสุทธิ์
และถ้าเมื่อใดอธิษฐาน ก็มักจะอธิษฐานแค่ว่า
ขอให้หมดซึ่งกิเลส ตัญหาทั้งหลายทั้งปวง หรือไม่ก็ขอให้สิ่งที่ทำนี้จงเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา อะไรแบบนี้มากกว่าครับ
ผมมองว่าการอธิษฐาน น่าจะเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ได้เข้าถึงนิพาน หรือไม่ก็หมดซึ่งความโลภ โกรธ หลง มากกว่าความอยากได้มาซึ่ง วัตถุหรืออะไรอย่างอื่น
อย่างที่หลวงพี่ยกตัวอย่างอาฬวีเศรษฐี
นมัสการครับHot!

#16 By แทณนี่แหละ on 2011-02-15 00:54

#16

แม่นที่ซู๊ดดดด.....

#18 By Dhammasarokikku on 2011-02-15 12:14

เอาง่าย ๆ แค่จำแลงกายมารับบาตรจากใครสักคน คนนั้นก็ได้บุญมหาศาล ส่วนเทวดานางฟ้าถึงจำแลงกายมาเป็นคนจน หรือนักบวช คนที่ทำบุญด้วยก็ไม่ได้บุญสักเท่าไหร่

#19 By links of london bracelets (66.79.164.114) on 2011-02-15 15:54

เพิ่งจะมีเวลามานั่งอ่านบล๊อกจริงๆจังๆค่ะ ขอบคุณสำหรับเอนทรีดีๆนะคะbig smile big smile

#20 By (^_^)/nana on 2011-02-16 22:21

Hot!

#21 By Detonator on 2011-02-16 22:51

ทักทายครับ แวะมาทักทายกันบ้างครับ
http://cowayworld.tarad.com
http://arsenalthailandfanclub.blogspot.com
http://soft4blog.blogspot.com

#22 By siamweblog on 2011-02-18 08:55

Hot! Hot! Hot! Hot!

สาธุคะ

#23 By comboset on 2011-02-18 18:18

นมัสการเจ้าคะ นอกจากการทำบุญแล้ว
ถ้าสวดมนต์บ่อยๆ จะทำให้เราเข้าถึงอภิญญาได้ไหมคะ
Hot!

#24 By daoandup* on 2011-03-23 02:57

#24

เรื่องอภิญญาสมาบัติ มักเป็นของเก่าแต่ชาติก่อน ๆ หากมาเริ่มชาตินี้ บางทีทำทั้งชาติก็ยังไม่ได้

อภิญญาเป็นเรื่องที่ยากมาก ใช้กสิณ ๑๐ เป็นบาทฐาน หากมีของเก่า ลองระลึกสิว่า ตัวเองชอบมองอะไรมากที่สุดระหว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ แสงสว่าง สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว แล้วมองสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ จนไม่คิดเรื่องอื่น นอกจากสิ่งนั้นสิ่งเดียว หากทำได้แล้วค่อยมาถามต่อก็แล้วกัน

เจริญธรรม ฯ

ปล.ถ้าจะใช้การสวดมนต์เป็นฐานแห่งอภิญญา ให้หลับตาสวดมนต์แล้วนึกภาพเป็นตัวอักษรของบทสวดมนต์นั้น ๆ

#25 By Dhammasarokikku on 2011-03-23 21:19

ขอบพระคุณเจ้าคะ สาธุ confused smile Hot!

#26 By daoandup* on 2011-03-24 14:18

confused smile confused smile

#27 By dipity (125.24.110.217) on 2011-10-12 13:17

big smile big smile

#28 By mubi (125.24.110.217) on 2011-10-12 13:17

confused smile

#29 By 8tracks (125.24.110.217) on 2011-10-12 13:19

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile