เอาเข้าแล้วครับ นี่ถ้าเขามีการประกวดกัน คงได้เป็นภิกษุที่เป็นเลิศด้านไอเดียพิลึกกึกกือ วันนี้เราลองมาเอาเศษเสี้ยวนาโนของโนฮาว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มาวิจัยใช้ในชีวิตประจำวันกันดู
 
วันนี้ (ที่สมมุติให้เป็น) วันแห่งความรักก็ต้องเขียนเรื่องรัก ๆ มีไอเดียโลดแล่นอยู่ในหัวมากมายเลยแหละขณะออกบิณฑบาต ลองจิ๊กออกมาเขียนสักเรื่องหนึ่ง
 
มาดูกันครับว่า เราเอาอภิญญาสมาบัติมาประยุกต์ใช้กับความรักได้อย่างไร?
 
 
อธิษฐานเลยสิจ๊ะ
 
ช่วงหลายเดือนมานี่ ได้ศึกษาเรื่องอธิษฐานบารมีอยู่เนือง ๆ เนื่องจากพระเพื่อนรูปหนึ่ง ทำบุญแล้วไม่อธิษฐานอะไรเลย (ส่วนข้าพเจ้าอธิษฐานสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า "ขอให้ถึงนิพพาน") ดูมันจักไม่ค่อยเข้าแก็บเท่าไหร่ เพราะอธิษฐานบารมี ก็เป็น ๑ ใน ๑๐ บารมีที่ต้องมี ต้องเต็ม
 
ยังมีความสับสนเรื่องการอธิษฐานในศาสนาพุทธ กับการวิงวอนขอโน่นขอนี่จากผู้มีฤทธิ์ หรือพระเจ้าในศาสนาอื่นว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? การทำบุญแล้วยังหวังได้โน่นได้นี่ เป็นการทำบุญด้วยกิเลสหรือเปล่า? หรือการทำบุญที่แท้จริงคือต้องไม่หวังอะไรเลย?
 
เที่ยวไถ่ถามครูบาอาจารย์ และอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็ได้คำตอบคล้าย ๆ กัน คือ อธิษฐานบารมีนี่ เหมือนหางเสือเรือ คอยบังคับทิศทางให้ผลบุญที่เราทำไป แสดงกลับมาในลักษณะไหน หากไม่อธิษฐาน ผลก็ได้รับเหมือนกัน แต่สะเปะสะปะไม่มีทิศทางที่แน่นอน บ้างก็เสียโอกาสการบรรลุมรรคผลนิพพาน ในพระไตรปิฎกมีเรื่องของอาฬวีเศรษฐีที่ขาดอธิษฐานบารมี พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ถ้าตถาคตแสดงธรรมแก่อาฬวีเศรษฐีสมัยที่ยังเป็นมหาเศรษฐี อาฬวีเศรษฐี จักได้อนาคามีผล สมัยที่เป็นอนุเศรษฐี จักได้โสดาบัน มาบัดนี้อาฬวีเศรษฐีรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้ กลายเป็นขอทานแสดงธรรมโปรดก็ไม่มีผล เพราะมัวแต่ไปกังวลเรื่องทำมาหากิน
 
นี่ถ้าอาฬวีเศรษฐีเคยอธิษฐานไว้ให้ตนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ได้มีโอกาสอันเยี่ยม คือมาเกิดในสมัยพุทธกาล ป่านนี้ก็คงได้เป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งไปแล้ว
 
มาได้อ่านหนั