หลายคนคงได้บริจาคความช่วยเหลือเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง วานนี้ก็ได้โอนเงินผ่านไปทางพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ๓,๕๐๐ บาท ตามรายละเอียดจาก fb ดังนี้
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี (วัดสาขา ที่ 117 ของวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี) ผู้มีถิ่นกำเนิด ณ จังหวัดอาวาเต้ เกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ขอเชิญสาธุชนร่วมส่งธารน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ โดยสามารถบริจาคผ่านมูลนิธิมายาโคตมี และมูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก โทรศัพท์ 02-368-3991 (5คู่สาย)
หรือโอนเงินข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นต์หลุยส์ 3 ชื่อบัญชี วัดสุนันทวนาราม เลขที่บัญชี 087-2-09933-2
หมายเหตุ: แฟกซ์ใบโอนไปที่ 02-368-3573 ระบุว่า ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ และหากต้องการใบอนุโมทนาบัตรก็ระบุแจ้งความจำนงมาได้เลยครับ
อนุโมทนาบุญกับทุกท่านครับ :)
โดย: พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา เรื่องการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ยามตกทุกข์ได้ยาก เป็นสิ่งที่ควรทำครับ ตามกำลัง และความพอใจ
เชื่อว่า คงมีหลายต่อหลายคนครับ เห็นเพื่อนมนุษย์ประสบภัยพิบัติแล้ว ก็อยากให้ความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทางที่เห็นได้ชัด และง่ายที่สุด ก็คงไม่พ้นการให้ทาน ด้วยเงิน ด้วยสิ่งของ ดังที่ข้าพเจ้าได้แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างข้างต้น บางคนที่พอมีทุนทรัพย์อยู่บ้าง ก็คงไม่ยาก แต่คนหาเช้ากินค่ำ เงินเดือนแทบไม่พอกิน หนี้สินรกรุงรัง ก็อาจพบว่า ยากเหลือเกินที่จักเจียดงบประมาณไปช่วยเหลือเขาเหล่านั้น
ยังมีความช่วยเหลือทางอื่นอยู่อีกครับ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสักบาทเดียว แค่ควักสิ่งที่เรามีอยู่แล้วออกมาใช้ ก็สามารถช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยได้ครับ
อันดับแรก ง่ายดายที่สุดครับ ควักของเก่าออกมาใช้กันก่อน ในสังสารวัฏนี้พวกเราต่างเกิดตายกันมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ต้องมีบุญที่สั่งสมแต่เดิมมาอยู่แล้วครับ ไม่งั้นคงมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ เราก็ตั้งใจอธิษฐานเลยครับ ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมาแต่ต้น (ขุดบุญมาให้โมทนากันตั้งแต่ชาติแรกเลย) ขออุทิศให้แก่ผู้ประสบภัยพิบัติทุกท่าน ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา พึงได้รับความสุขเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะพึงได้รับทุกประการเทอญ ฯ ทำบ่อย ๆ ครับ ทำทุกวัน ก็ช่วยเหลือพวกเขาได้ทุกวัน การอุทิศส่วนกุศลนี้มีแต่ญาติของเราเท่านั้นที่โมทนาได้ (ญาติเราอาจไปเกิดที่ญี่ปุ่นบ้างก็ได้) และขณะที่อุทิศส่วนกุศลให้ บางทีญาติของเรายังงง ๆ ก่งก๊งอยู่ ยังไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ก็เลยอด ไม่ได้โมทนา ฉะนั้นเราต้องทำบ่อย ๆ ทำเรื่อย ๆ ครับ
อันดับสอง ตั้งใจรักษาศีล ๕ แล้วอุทิศส่วนกุศลที่ได้ตั้งใจรักษาศีลนั้นให้ผู้ล่วงลับครับ เรื่องรักษาศีลนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสยืนยันไว้ว่า ทำทานเท่าไหร่ก็ไม่เท่ารักษาศีล ฉะนั้นท่านที่มีทุนทรัพย์น้อยก็มารักษาศีลกัน แล้วตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาเหมือนข้อแรก
อันดับสาม บุญขั้นสุด ๆ ไปเลย คือการภาวนา สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตั้ง ๑๐๐ ปี ก็ไม่เท่าภาวนาเพียงชั่วช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ครูบาอาจารย์บอกไว้ บางครั้งมีอานิสงส์มากถึงขั้นส่งเขาไปเกิดใหม่ได้เลย การภาวนามีหลายแบบครับ ทั้งนั่งสมาธิ เดินจงกรม บริกรรม เจริญสติ เจริญวิปัสสนา ฯลฯ สวดมนต์นี่ก็ถือเป็นการทำสมาธิแบบหนึ่ง มีทั้งแบบให้ผลธรรมดา ๆ กับให้ผลมาก
แบบธรรมดา ๆ ก็คือ สวดมนต์อ้อนวอนขอให้ใครสักคนเมตตาช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อันนี้อ้างอิงเอาจากที่ตาเนื้อเห็น เวลาเราอยากได้กระไรจากใครสักคน เช่น จากคุณพ่อคุณแม่ เราก็ร้องขอเอาครับ ถ้าผู้ที่ถูกอ้อนวอนขอเกิดมีจิตเมตตา ผู้อ้อนวอนก็สมหวัง ซึ่งก็มักสมหวังกันน้อยราย เพราะความสามารถของผู้ถูกอ้อนวอนมีจำกัดครับ ในขณะที่ความสามารถในการอ้อนวอนอยากได้นู่นได้นี่ของมนุษย์นี่มีไม่จำกัด แม้ผู้ถูกอ้อนวอนจักมีฤทธานุภาพสูงเพียงไร ก็ไม่อาจทำให้ทุกคนพอใจได้ (ซึ่งก็อาจได้รับคำอธิบายที่ไม่สามารถอธิบายได้ ประมาณว่า ผู้มีฤทธิ์มีวิธีที่แยบคายเกินกว่าที่มนุษย์จักเข้าใจได้ อ้อนวอนขอไปเถอะวันหนึ่งก็สำเร็จ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราไม่สามารถเข้าใจทั้งหมดได้คือ "กฏแห่งกรรม" ต่างหาก) ความสามารถของผู้มีฤทธิ์มีข้อจำกัดคือ ทุกอย่างที่ขอต้องไม่เกินกฎแห่งกรรม ไม่ผิดศีลธรรม และการอ้อนวอนจักสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ก็ขึ้นกับบุญญาบารมีของผู้อ้อนวอนด้วย (ตามคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรฺหมฺรังสี)
เรื่องการสวดมนต์อ้อนวอนให้ได้ผลแบบธรรมดา ๆ นี้ คงไม่ต้องแจงสี่เบี้ยแปดตำลึง เพราะคงมีคนทำกันมากมายอยู่แล้ว เรามาลองศึกษาการสวดมนต์ภาวนาที่ให้ผลไพศาลดูบ้าง
การสวดมนต์อ้อนวอนขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีมาแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ เขาก็ทำกันเป็น ในศาสนาพุทธถูกนำมาปรับใช้เป็นการตั้งสัตยาธิษฐานแล้วขอพร หรือพระพุทธานุญาตจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า (ซึ่งพรจากพระองค์คือการขยายกำลังของสัตยาธิษฐานที่เรา"ทำเอง") ซึ่งโดยจริยาภายนอกแล้ว แทบไม่แตกต่างกัน คือสวดมนต์เหมือนกัน ต่างกันที่คติ ต่างกันที่ใจเท่านั้น การตั้งสัตยาธิษฐาน คือ "ความตั้งใจแน่วแน่ มุ่งต่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยการอ้างความจริงเป็นหลักประกัน" ไม่ใช่การอ้อนวอนขอโน่นขอนี่จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ดังที่เราอาจได้ยินกันบ่อย ๆ ในบทสวดมนต์แปลว่า "ด้วยการกล่าวความจริงนี้ ขอสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย .... บลา ๆ ๆ ...." หรือ "ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในศาสนาของพระศาสดา ... บลา ๆ ๆ ..." เป็นต้น
การตั้งสัตยาธิษฐานนี้มีผลมากครับ ยิ่งทำร่วมกันหลาย ๆ คนยิ่งมีผลมหาศาล
แล้วความจริงที่นำมาอ้างคือความจริงกระไรเล่า? ก็คือความจริงที่เกี่ยวกับไตรลักษณ์ เกี่ยวกับพระรัตนตรัย เกี่ยวกับขันธ์ ๕ ใช้ได้ทั้งสิ้นครับ ถ้าเรากล่าวด้วยความซาบซึ้งใจในความจริงอันนั้น มิใช่กล่าวลอย ๆ ท่องบ่นกันไปเป็นนกแก้วนกขุนทอง ดังนี้ข้าพเจ้าขอแสดงตัวอย่างความจริงบางประการที่นำมาตั้งสัตยาธิษฐานแล้ว มีผลมาก
๑. ความจริง คือ คุณของพระพุทธเจ้า ในตำราเขียนไว้มีตั้ง ๙ อย่าง ลองไปหาศึกษากันดูครับ คือความหมายของบท อิติปิ โส ภะคะวา อะระหังสัมมาสัมพุทโธ... ฯ นั่นแล คงท่องกันได้ทุกคน แต่อย่างที่เรียนข้างต้น คงต้องอ้างถึงความจริงที่เราซาบซึ้ง ก็เอาเฉพาะคุณของพระุพุทธเจ้าที่เราเห็นจริง ซึ้งจริง ไม่ต้องครบทั้ง ๙ ก็ได้ เช่น มีความซึ้งใจที่พระองค์ทรงมีเมตตานำพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาประกาศสั่งสอนทำให้ครอบครัวเรามีความสุข เราก็ประกาศความจริงที่เราซึ้งใจนั้น นั่นแลการภาวนาที่ให้ผลมาก
๒. ความจริง คือ คุณของพระธรรมเจ้า ก็บท สวากขาโต .... ฯ นั่นแล ส่วนตัวข้าพเจ้าชอบคำว่า "เอหิปัสสิโก" เป็นธรรมที่ควรท้าให้มาลอง เห็นจริงแล้ว ซึ้งแล้ว ความซาบซึ้งในรสพระธรรมนี่เป็นบุญอย่างยิ่งครับ อยากอธิษฐานสิ่งใดก็อ้างเอาความซาบซึ้งใจในรสพระธรรมนี่และเป็นที่ตั้ง ทำนองเดียวกันกับข้อ ๑
๓. ความจริง คือ คุณของพระอริยสงฆ์ ก็ตั้งแต่ สุปฏิปันโน ภะคะวะโต ... ฯ นั่นแล ท่านเป็นเนื้อนาบุญจริงไหม? ทำบุญกับท่านหรือฟังธรรมจากท่านแล้วชีวิตดีขึ้นจริงป่าว? ทำนองเดียวกันกับข้อ ๑
๔. ความจริง คือ คุณของศีล ใคร่ครวญดูว่า ศีลมีคุณอย่างนั้นอย่างนี้จริงไหม สีเลนะสุขะติงยันติ ศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุขจริงเปล่า? สีเลนะโภคะสัมปะทา ศีลเป็นปัจจัยให้มีโภคทรัพย์จริงไหม? สีเลนะนิพพุติงยันติ ศีลเป็นปัจจัยให้ถึงนิพพานแน่นอนแล้วหรือ? หากคิดใคร่ครวญจนมั่นใจ หรือทดลองปฏิบัติด้วยชีวิตจริงจนมั่นใจแล้ว ก็อ้างความจริงที่เราได้พิสูจน์แล้วนั้นได้เลย (อย่างข้าพเจ้าทดลองทุศีลครับ แล้วชีวิตก็มีแต่ความทุกข์ สูญเสียเงินทอง ห่างไกลพระนิพพาน พอมารักษาศีลแล้วชีวิตก็กลับเป็นตรงข้าม อย่างนี้ก็มีความมั่นใจในอานุภาพของศีลเช่นกัน การทดลองทุศีลนี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรทดลองครับ เพราะเจ็บจริง ทรมานจริง เศร้าหมองจริง ทุกข์จริง ไม่มีสตั๊นท์)
๕. ความจริง คือ ทานที่เราได้สละไปแล้ว บริจาคไปแล้ว ทำให้เรามีความสุขจริง เพราะความสุขนั้นเกิดจากการให้ นี่ก็คือความจริงที่นำไปอ้างอิงได้
๖. ความจริง คือ คุณธรรมของเทวดา คนจักไปเป็นเทวดาได้ ต้องมีคุณธรรม ๒ ประการ คือ หิริ และโอตตัปปะ ได้แก่ ความละอายต่อบาป และความเกรงกลัวต่อผลของบาป คุณธรรม ๒ ประการนี้ดีจริงหรือไม่ ทดลองปฏิบัติดูก็ได้ ซาบซึ้งถึงทรวงแล้วก็นำมาตั้งสัตยาธิษฐานได้
๗. ความจริง คือ ความตาย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง คนเราทุกคนเกิดมาต้องตาย สัตว์โลกเกิดมาเท่าไหร่ตายเท่านั้น ตายแล้วเส้นผมสักเส้นก็เอาไปไม่ได้ ความตายมาแบบไม่บอกล่วงหน้า เหมือนการเกิดภัยพิบัติทั้งหลาย (ขนาดบอกล่วงหน้าได้ตั้ง ๒๐ นาที ยังไม่พ้นความตายเลย) เอาภัยพิบัติทั้งหลายมาพิจารณาตามคำที่พระพุทธองค์ตรัสว่าจริงไหม? ความจริงนี้สามารถนำไปพิจารณาเป็นไตรลักษณ์ได้ด้วย เป็นอารมณ์วิปัสสนา ระลึกถึงแล้วได้บุญมาก นำมาตั้งสัตยาธิษฐานก็มีผลมากเช่นกัน
๘. ความจริง คือ พระนิพพาน ไม่มีสุขใดจักเท่าพระนิพพาน ไม่มีที่ใดปราศจากความทุกข์เท่าพระนิพพาน (ด้วยความเห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏสงสารแล้ว) การกล่าวความจริงนี้ มีผลเอนกอนันต์
๙. ความจริง คือ กายของเรามันซกมก เบื้องบนตั้งแต่ปลายผมลงมา เบื้องล่างตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไป ๓๒ อาการ ไม่มีสิ่งใดสะอาดเลยซักกะตี๊ด ผมไม่สระสัก ๗ วันก็เหม็น น้ำไม่อาบสัก ๗ วันก็เน่า ที่เราอาบ ที่เราสระ ที่เราแต่งหน้าทาปาก ที่เราทาเต่า ที่เราฉีดน้ำหอม ก็เพื่อปกปิดความจริงอันเน่าบูดสุดแสนซกมกทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อที่เราจักได้พอใจในหนังกำพร้าบาง ๆ ที่ห่อหุ้มอวัยวะภายในของกันและกันเท่านั้น (ลอกออกมา ต่อให้เป็นนางงามจักรวาลก็เบือนหน้าหนี) มีรูทวารเน่า ๆ เหม็น ๆ อยู่ ๙ รู มีของไม่สะอาดไหลเข้าไหลออกอยู่เป็นนิจ ทั้งขี้ตา ขี้หู ขี้ฟัน สารพัดขี้ เห็นความจริงอันเน่าเหม็นนี้อย่างแท้จริง กล่าวคำจริงนี้แล้วอธิษฐานก็มีผลไพศาล
๑๐. ความจริง คือ อานาปานุสสติ หรือระลึกถึงลมหายใจ แล้วทำให้เรามีความสุขได้ ทำให้ใจสงบได้ กระทั่งทำให้มีปัญญาได้ ระลึกได้ว่า แม้เราหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย ชีวิตเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการหายใจเข้า หายใจออกเท่านั้น ไม่มีกระไรจีรังยั่งยืนเลย ระลึกได้ดังนี้แล้วมีความไม่ประมาทในชีวิต นี่ก็เป็นสัจจธรรมที่พระพุทธองค์แสดง ก็นำไปกล่าวอ้างได้เช่นกัน
เอาไป pray กันสัก ๑๐ อย่างก่อน (อนุสสติ ๑๐) แค่นี้ก็ตั้งสัตยาธิษฐานกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ความจริงมีให้ตั้งกันถึง ๔๐ อย่างทีเดียว สามารถศึกษาได้ใน กรรมฐาน ๔๐ ครับ แต่ละอย่างล้วนนำมาตั้งสัตยาธิษฐานแล้วมีผลมากทั้งสิ้น
มา Pray for Japan ให้ถูกต้อง และมีผลเกินคาด คือนอกจากจักเป็นผลดีแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่ล่วงลับแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านด้วย มาเริ่ม Pray กันวันนี้เลยเถอะครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. ไหน ๆ ก็เขียนเรื่องภัยพิบัติแล้ว ก็น่าจักรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ถึงสาเหตุของแผ่นดินไหว ที่สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในปรินิพพานสูตรว่า ย่อมเกิดจากเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๘ ประการดังนี้
๑. ลมกำเริบ
๒. ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์
๔. พระโพธิสัตว์ประสูติ
๕. พระตถาคตเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. พระตถาคตเจ้าแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
๗. พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
๘. พระตถาคตเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ข้อ ๓ ถึงข้อ ๘ นี้ มีไปแต่สมัยพุทธกาลแล้ว คงเหลือเพียงข้อ ๑ และ ๒ ซึ่งก็คงไม่ใช่ข้อ ๒ อีกเพราะเราทราบเหตุกันแน่ชัดแล้ว เหลือเพียง "ลมกำเริบ" เท่านั้น เรื่องลมกำเริบนี้เมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน (สมัยนั้นวิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญ ข้อมูลกระไร ๆ ก็หายาก ไม่ได้เชื่อมกันทั่วโลกเหมือนทุกวันนี้) มีผู้สงสัยครับว่า มันคือกระไร? สมเด็จพระจอมไตรฯเลยทรงแสดงให้ดู พาไปดูที่ชั้นใต้เปลือกโลกครับว่า มันเป็นช่องโพรงอากาศ มีลมพัดไปมาตลอดเวลา โพรงอากาศนี้คั่นอยู่ระหว่างชั้นแม็กม่า กับเปลือกโลกชั้นนอกครับ ลมกำเริบก็คือมันพัดไปมาอย่างรุนแรงผิดปกติ อธิบายให้เห็นภาพ อุปมาโพรงอากาศเป็นกระเพาะเรา อาหารในกระเพาะคือแม็กม่า เวลาย่อยอาหารบางทีก็มีลมออกมา เหมือนแม็กม่าเดือดก็ปล่อยไอออกมาเช่นกัน พอลมในกระเพาะสะสมมาก ๆ เข้า เราก็เรอออกมาทีหนึ่ง การเรอของโลกออกทางแนวรอยต่อเปลือกโลกนั่นแล ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ความจริงนี้พระองค์แสดงมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว (สมัยนั้นยังเถียงกันอยู่เลยว่า โลกกลมหรือแบน) ก่อนนักวิทยาศาสตร์จักทราบโครงสร้างเปลือกโลกเสียอีก จึงสามารถนำมาอ้างอิงถึงหลักธรรมที่สูงขึ้นไปได้ว่า ถูกต้องสมบูรณ์ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสัทธรรมที่พระองค์ตรัสไว้แล้วนั้น ฯ
edit @ 20 Mar 2011 17:34:22 by Dhammasarokikku
สาธุค่ะ อนุโมทนาด้วย
#1 By *~citrus~* on 2011-03-17 10:16