รักเอยไม่สมหวัง

posted on 27 Mar 2011 07:43 by akkarakitt in Dharma
ได้คุยกับโยมพี่ชายหลายเรื่องครับ มีอยู่เรื่องหนึ่งไปสะกิดแผลเก่าเข้า คือโยมเขาผิดหวังในความรักครับ นานมั่ก ๆ แล้วก็ยังทำใจไม่ได้ พยายามให้ธรรมะแล้ว กลับให้ผลตรงข้าม เลยคิดว่า อยู่เฉย ๆ ดีกว่า ปล่อยให้กาลเวลารักษาแผลใจเขาไปอย่างช้า ๆ
 
พระพุทธองค์ตรัสไว้ครับว่า คนเราล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร และจิตคนเราจักบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา มิใช่จากอย่างอื่น โยมพี่ชายกำลังจมอยู่ในห้วงทุกข์ พยายามดิ้นรนออกจากทุกข์ แต่ไม่มีความเพียร ไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญ ใช้แต่อารมณ์ แล้วจักพ้นทุกข์ได้อย่างไร ไม่มีทางเลยครับ
 
ไหน ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ขออนุญาตยกเอาเคสของโยมพี่ชายมาเป็นตัวอย่างเคสสตัดดี้ก็แล้วกันว่า ทำไมเราถึงต้องเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
 
เชื่อว่า คนเราส่วนใหญ่ในโลก ต้องเผชิญความผิดหวังกันมาบ้างอย่างน้อยสัก ๑ ครั้ง คงหาได้น้อยมากครับที่เกิดมาจักไม่ผิดหวังเลย (สมัยพุทธกาลมีอยู่เหมือนกันครับ ชื่อพระอนุรุทธเถระ) ถ้าเราไม่เรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอน ทายซิครับว่า เราผิดหวังแล้ว เราจักไปทำกระไร?
 
๑. อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวความผิดหวังก็ผ่านไปเอง (หาได้ยากนะ)
 
๒. ค้นหาสาเหตุของความผิดหวัง แล้วดับทุกข์ที่เกิดจากความผิดหวังนั้นเสีย (ยิ่งหายากไปกันใหญ่ ต้องสั่งสมปัญญาบารมีมามากจริง ๆ)
 
๓. ไปหากระไรอย่างอื่นเพลิน ๆ ทำ ไม่ว่าจักเป็น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นเกม ไปเที่ยวกลางวัน ไปเที่ยวกลางคืน ฯลฯ แม้กระทั่งสวดมนต์ หรือดื่มเหล้า ให้มันลืม ๆ ไป ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดหวังก็ไม่ทุกข์
 
ส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่พ้นข้อ ๓ ใช่หรือไม่? นั่นเป็นเพราะคนเรามีปกติส่งใจออกนอกครับ จักสนใจสิ่งที่อยู่นอกกายนอกใจตัวเองเป็นปกติ ทีนี้ไปสนใจเรื่องที่ผิดหวังแล้วมันเศร้าใจ ก็เลยหันไปสนใจอย่างอื่นที่มันสนุกสนานเพลิดเพลินแทน
 
แต่ครั้นหมดเรื่องเพลิน ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ผิดหวังอีก บางคนจึงบอกว่า เธอแค้นผู้ชายอยู่ ๑ ปีเต็ม ๆ เธอผิดหวังอยู่ ๓ ปี เธอทำใจอยู่ ๕ ปี เธอเฟลอยู่ ๗ ปี ความจริงแล้วถ้าเธอไม่ส่งใจออกนอก สน "ใจ" ตัวเองบ้าง ก็จักพบว่า คนเราไม่ได้อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนาน ๆ เป็นปี ๆ ดอก อารมณ์นั้นแปรเปลี่ยนไปตามแรงกระตุ้นจากภายนอก และภายใน อยู่ทุกวินาที เช่น ขณะที่ปวดขี้ ก็ไม่รู้สึกถึงความแค้น ขณะดูตลก ก็ไม่รู้สึกผิดหวัง ขณะอ่านการ์ตูน ก็ไม่รู้สึกว่า ต้องทำใจเรื่องกระไร เป็นต้น
 
พอหมดเรื่องสนุกสนานเพลิดเพลินนอกกายนอกใจตัวเองแล้ว เราก็กลับมาอยู่กับตัวเอง คนที่รับความผิดหวังไม่ได้ จักอยู่กับตัวเองไม่ได้ ต้องรีบออกไปหากระไรเพลิน ๆ นอกกายนอกใจตัวเองทำต่อ ต้องรีบออกไปสนใจอย่างอื่น เพราะใจตัวเองมีแต่ความขมขื่นจากความผิดหวัง นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ปัญญาเสื่อมทราม
 
ผู้ที่มีปัญญาเสื่อมทรามไม่อาจมองเห็นความจริงข้อต่อไป คือ นอกจากเราจักไม่ได้ทุกข์จากความผิดหวังอย่างต่อเนื่องแล้ว แท้จริงมันทุกข์ "เฉพาะ" อีตอนเราคิดถึงเรื่องผิดหวังนั้น ๆ
 
ยกตัวอย่างเคสของโยมพี่ชาย เธอทุกข์เพราะผู้หญิงไม่รักเธอ ไม่เป็นอย่างที่เธอหวัง หลอกใช้เธอ ไม่เห็นค่าของเธอ หรือกระไรก็แล้วแต่ เริ่มมาเราต้องค้นหาความทุกข์มันเกิดที่ไหนครับ? เกิดที่ผู้หญิงไม่เป็นอย่างที่เราคิด หรือทุกข์เกิดที่ใจของเรา อยากให้เธอเป็นอย่างที่ใจเราต้องการ? อยากให้เธอรักเรา อย่างที่เรารักเธอ?
 
นี่คือการใช้ปัญญาใคร่ครวญครับว่า มันเกิดจากสิ่งใดแน่ การแก้ปัญหา เราต้องสาวไปให้ถึงเหตุครับ ไม่ใช่แก้อยู่ที่ผล ผลคือปลายเหตุแล้ว ทำกระไรไม่ได้แล้ว สิ่งที่ทำได้คือยอมรับมัน อย่างกรณีนี้ความทุกข์ใจที่ผู้หญิงไม่รักเราตอบคือผล ทำยังไงให้ความทุกข์ใจหายไป ก็มีอยู่ ๒ อย่าง ไม่พยายามทำให้รักสมหวังด้วยการสร้างเหตุใหม่ (เหตุใหม่คือต้องค้นจนรู้ว่า เขาชอบกระไร ไม่ชอบกระไรในตัวเรา แล้วก็ปรับปรุงตัวเสีย) ก็ไปดับที่เหตุเลย คือเลิกอยากให้ เขามารักเราไปเลย ซึ่งยากทั้งคู่ หรือเป็นไปไม่ได้ทั้งคู่ (ความจริงเป็นไปได้ทั้งคู่ครับ แต่ต้องย้อนกลับไปหาพระพุทธพจน์ที่ว่า คนเราล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร)
 
ใช้ปัญญาใคร่ครวญเรียบร้อยแล้ว ได้โซลูชั่นแล้ว แต่ทำไม่ได้หง่ะ ทำไงดี? ก็ลองมานั่งสังเกตกันต่อไปครับว่า ความทุกข์มันเกิดตอนไหนแน่? เราทุกข์ตลอดเวลาหรือเปล่า? ทำไมเวลาไปดูหนังไม่ทุกข์ เวลาปวดขี้ไม่ทุกข์ เวลาเมาเหล้าไม่ทุกข์ เวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ ไม่ทุกข์ หรือความทุกข์มันมาอีตอนเราคิด? สมมุติว่า เราได้ยินข่าวจากเขาแล้วเกิดความทุกข์ ความทุกข์มันเกิดตอนเสียงมันกระทบหู หรือเกิดตอนที่เราตีความเสียงที่ได้ยินจนเข้าใจแล้ว ก็เริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา
 
ใคร่ครวญให้ดีครับ จักพบว่า ความทุกข์มันมาเริ่มตอนที่เราคิดนี่แล เพราะฉะนั้น จักหนีไปไหนในโลก ความทุกข์ก็ติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง เพราะเจ้า "ความคิด" มันไปกับเราด้วย
 
หินก้อนนั้นในมือเธอ (โรส ศิรินทิพย์) แท้จริงก็คือ "ความคิด" นี่เอง
 
มีดที่บาดมือเธอ ก็เพราะเธอกำมีดเล่มนั้นแน่น "เอง" (การกำมีดคือ "อุปาทาน" การยึดมั่นถือมั่น)

 
 
 
 
นักปราชญ์เอกของโลก ก็สามารถคิดได้ครับว่า "เพราะคิด เราจึงมีอยู่" แต่จักมีสักกี่คนที่เห็นว่า "เพราะคิด เราจึงทุกข์" หรือ สัพเพสังขารา ทุกขา ความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย เป็นทุกข์ นักคิดทั้งหลายคิดมาได้ถึงแค่นี้ครับว่า ตัวตนของเราเกิดจากความคิด เข้าใจว่า การมีตัวตน คือความสุข (จักเห็นได้จากการบอกโลกว่า "ฉันมีตัวตน" ผ่านโซเชี่ยลเน็ทเวิร์ค อย่าง twitter facebook blog ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น เพราะเราทั้งหลายต่างเข้าใจว่า การมีผู้รับรู้มาก ๆ ว่าฉันมีตัวตนคือความสุข) นักคิดทั้งหลายก็เลยคิดมาจบแค่นี้ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น อยู่เลยไปอีก พระองค์ทรงมีพระปัญญาเห็นว่า การมีตัวตนนั่นแลคือความทุกข์ ความปรุงแต่งทั้งหลายนั่นแลคือความทุกข์ และทรงตรัสรู้วิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์เหล่านั้นด้วย
 
ผู้นำทางความคิดความเชื่อทั้งหลายทั่วโลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถคิดค้นจนรู้เองได้ครับว่า คนเราทุกข์เพราะความคิด เพราะฉะนั้นวิธีแก้ทุกข์ เราก็หันไปคิดถึงสิ่งดี ๆ สิ่งที่เป็นกุศล แทนที่จักกำหินก้อนนั้นในมือเธอ ก็เปลี่ยนไปคว้าเอาลูกแก้วมากำแทน ไม่เจ็บมือ หรือหันมีดด้านที่ไม่คมมากำ ก็จักมีความสุข (ความจริงก็ยังทุกข์อยู่ ยังหนักอยู่ เพราะยังกำอยู่ แค่ทุกข์น้อยลงนิดหน่อย คนทั่วไปก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว) ท่านทั้งหลายเหล่านั้นคิดค้นมาได้แค่นี้ครับ พยายามไม่คิดถึงสิ่งไม่ดี เปลี่ยนมาคิดถึงสิ่งดี ๆ แต่จักให้หยุดทุกข์ถาวรไปเลยนั้น ทำไม่ได้
 
ถ้าเราไม่ได้ศึกษาสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ พอคิดมาได้ถึงตรงนี้ว่า โอ๊ะ.... นี่เราทุกข์เพราะเราคิดนี่เอง ก็จักหาทางให้หยุดคิดครับ คนในโลกเกิดและตายไปก่อนเรามากมายไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ก็มาจบที่ตรงนี้ครับ ตรงที่ทำอย่างไรถึงจักหยุดคิดได้
 
ไม่ฉลาดที่สุดก็ไปกินเหล้า เสพยาเสพติด อัพยาบ้าบอไปตามเรื่องครับ นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการหนีปัญหา ช่วงที่เมาเหล้าเมายาช่างมีความสุขครับ เพราะ "ไม่ได้คิด" ถึงเรื่องไม่น่ารักไม่น่าพอใจนั้น ไปเพลินอยู่กับสิ่งอื่น คิดเรื่องอื่น หรือความคิดมันเบลอ ๆ เพี้ยน ๆ ไป แต่พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาทุกข์ดังเดิม หรือมากกว่าเดิม เพราะเริ่มคิดใหม่ หยุดความคิดไม่ได้ เลยต้องไปวิ่งหายาใหม่ นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ครับ เป็นทางเพิ่มทุกข์ ทุกข์ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือต้องไปหายามาเสพ หาเหล้ามากิน
 
กลาง ๆ ก็ไปหากระไรทำเพลิน ๆ เช่น ดูหนัง ดูละคร ฉลาดหน่อยก็ไปเข้าวัด ทำบุญให้สบายใจ หรือไปทำสิ่งที่เป็นกุศลอื่น ๆ
 
ฉลาดที่สุดเท่าที่มนุษย์ปุถุชนคิดได้เอง ทำได้เอง ก็คือไปทำสมาธิ สวดมนต์ภาวนา เอาใจไปจดจ่อกับบทสวดมนต์ (แม้กระทั่งด้วยความเชื่อที่หลอกตัวเองไปวัน ๆ ว่า สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วจักทำให้สมหวัง ยิ่งทำให้รับความผิดหวังไม่ได้ และห่างจากโลกแห่งความจริง) ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการเอาใจไปแปะไว้กับกุศลอย่างยิ่ง ก็มีความสุข หรือทำสมาธิถึงขั้นหนึ่ง ก็หยุดความคิดตัวเองได้ พอหยุดความคิดได้เข้าถึงความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน บ้างก็ว่านี่คือแดนสุขาวดี แดนแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่ก็ไปติดเอาความสุขจากการหยุดคิดนี้อีก
 
ทว่าความคิดมันหยุดได้ไม่นานครับ เพราะ "จิตมีสภาพคิด" เราไม่สามารถหยุดคิดถาวรได้ พอสมาธิถอย ฌานเสื่อม ก็กลับมาคิดอีก สำนักปฏิบัติหลายสำนักที่เข้าใจว่า จุดนี้คือนิพพาน ก็มาจบแค่นี้ ตลอดชีวิตเลยทำได้แค่ สงบ กับฟุ้งซ่าน สลับกันไป การปฏิบัติเพื่อหยุดความคิดทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสมถกรรมฐานครับ กดความคิดไว้ชั่วคราว ไม่สามารถละกิเลสได้จริง บุราณาจารย์กล่าวเปรียบไว้ประหนึ่งหินทับหญ้า มีหินทับอยู่หญ้าก็เฉา พอเอาหินออก หญ้าหรือความคิดฟุ้งซ่าน ก็เฟื่องฟูดังเดิม ศาสนาที่มีมาก่อนศาสนาพุทธเป็นพันเป็นหมื่นปีก็ไม่พ้นทุกข์ถาวร ทำได้แค่เอาหินทับหญ้า หรือใช้สมาธิกดความคิด กดกิเลสไว้ การที่มิได้เรียนรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้นึกเอาเองว่า หากเข้าฌานสมาบัตินานไปถึงจุดหนึ่ง ก็จักหมดกิเลสไปเอง ก็ยิ่งพยายามฝึกสมาธิให้เข้มยิ่งขึ้น เข้าสมาธิกันเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปีก็มี บ้างก็เข้าใจว่า ตนหมดกิเลสแล้ว ที่ไหนได้ กำลังทรงฌานอยู่ พอฌานเสื่อมกิเลสก็เต็มหัวใจดังเดิม
 
นักปฏิบัติที่ไปผิดทางนี้มีให้เห็นดาษดื่นครับ สุดโต่งไปทรมานตนจนเจียนตายแล้วก็ยังไม่พ้นทุกข์เสียที ที่อินเดียตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีเพียบครับ พระบรมศาสดาของเราก็ทรงได้ทั้งสมาธิขั้นสูงสุด ทั้งเคยกระทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ก็ไม่เห็นได้กระไรขึ้นมา
 
พระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างให้สรรพสัตว์ด้วยพระปัญญาอันยิ่งครับ ไม่มีทางที่เราจักนึก ๆ ฝัน ๆ หาวิธีหยุดความคิด หักสังสารวัฏได้เอง วิธีปฏิบัติง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ทรงประกาศก็คือ
 
 
 
"รู้"
 
 
 
ใครจักไปนึกได้ครับว่า วิธีพ้นทุกข์มันจักง่ายดายถึงเพียงนี้ แค่ "รู้" ก็พ้นทุกข์ได้ ส่วนใหญ่ต้องไปหากระไรยาก ๆ ทำ ต้องยากมันถึงจักดูคลู ดูเจ๋ง ดูเท่ ดูไม่ธรรมดา ดูเป็นนักปฏิบัติมือฉกาจ ชั้นนี่นะ ทำอย่างนี้ อย่างนั้น ทำตั้งขนาดนั้น ขนาดนี้ เพื่อความพ้นทุกข์ แต่ก็ไม่พ้น เพราะยังมี "ชั้น" อยู่
 
การ "รู้" ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น มิใช่เข้าใจง่ายดายอย่างที่เรารู้ ๆ กันมา เรียนกันมาแต่เด็ก ต้องทำความเข้าใจกันนานเลยทีเดียว แต่ถ้าเข้าใจแล้ว บร๊ะ... ไมแม่มง่ายอย่างนี้เนาะ!!! และไม่วายต้องอุทานออกมาว่า "หลงโง่อยู่ตั้งนาน"
 
รู้ ที่ว่าเข้าใจยากนั้น ก็คือ รู้เฉพาะหน้า "อย่างเป็นกลาง" หรือ "อย่างไม่ยินดียินร้าย" ที่เราเจอกันส่วนใหญ่คือ เวลามีความสุขก็เพลินไปกับความสุข หลงไปกับความสุข ช่วงนี้ไม่รู้กระไรเลย หรือรู้แล้วหลงไปยินดี พอช่วงมีความทุกข์ ก็รู้สึกตัวขึ้นมานิดส์โหน่ย เช็ดดด... ทำไมมันทุกข์อย่างนี้ฟระ??? ทำไงให้พ้นทุกข์ดีฟระ???... รีบไปขวนขวายทำยังไงให้พ้นไป นี่ครับ รู้แล้ว แต่ไม่เป็นกลาง ไป "ยินร้าย" กับความทุกข์ และทางพ้นทุกข์ที่คิดได้ก็คือ หาทาง "หนี" ไปจากทุกข์ด้วยการไปหากระไรเพลิน ๆ ทำ หรือไปคิดกระไรอย่างอื่นเพลิน ๆ หนีอย่างไรก็ไม่พ้นทุกข์ครับ ทางพ้นทุกข์แท้จริงคือแค่ "รู้" อย่างไม่ยินดียินร้าย ซัดกับทุกข์มันตรง ๆ เลย ไม่ต้องไปหาทางหนีไปไหน
 
อาจรู้สึกว่า "แล้วใครจักไปทำได้ครับ การ "รู้" เฉย ๆ แบบไม่ยินดียินร้าย ไม่ชอบแล้วก็ไม่เกลียด สภาวะทุกข์นั้น ๆ??๋?" ทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยสมถกรรมฐานช่วย ทำสมาธิจนจิตตั้งมั่นแล้ว การ "รู้" เฉย ๆ ทำได้ไม่ยาก
 
ตามรู้ไปเรื่อย ๆ จนที่สุด ทุกข์ก็ดับไปเอง คราวหน้าทุกข์มาอีก ก็ดูอีก ทำซ้ำ ๆ จนที่สุดเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาว่า "เชี่ยะเอ้ยยย... ทุกข์แค่ไหน เดี๋ยวแม่มก็ผ่านไป" คราวนี้เจอทุกข์กี่ครั้งก็ใช้ความรู้อัตโนมัตินี่ละครับ "เดี๋ยวแม่มก็ผ่านไป" ถ้าร้องเป็นเพลงป๋าเบิร์ดก็ต้องร้องว่า "สิ่งดี เลวร้ายเพียงไร ผ่านมาาาาา แล้วก็ต้องไป" ไม่มีกระไรอยู่กับเราถาวร ตรงนี้ต่างหากที่พาให้พ้นทุกข์ได้จริง มิใช่การนั่งทำสมาธิตัวแข็งทื่อเป็นชั่วโมง ๆ พูดง่าย ๆ คือ "ปลง" ด้วยปัญญา (ปัญญา คือ ไตรลักษณ์)
 
 
 
 
ลิงค์ : http://www.youtube.com/watch?v=-5fThHrrkms (เนื้อหาไม่ค่อยเกี่ยวเลย เอาเพลงประกอบ 555+)
 
และเพลงนี้อีกเพลง
 
 
ลิงค์ : http://www.youtube.com/watch?v=lBQ8Pu-Ql7I (เพลงนี้มีธรรมะแทรกอยู่เยอะมาก)
 
 
ความจริงทุกข์นี่เป็นของดีนะครับ ทุกข์เสียให้หนำใจ ถึงจักเกิดความเพียรในการค้นหาทางออกจากทุกข์อย่างแรงกล้า จักได้มีแรง ตามรู้ตามดูไปเรื่อย แม้สุขเข้ามาก็ไม่ประมาท ทุกข์เข้ามาก็เห็นว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทำความเพียรมันเรื่อยไป
 
คนเราล่วงทุกข์ด้วยความเพียรครับ ไม่ใช่อย่างอื่น!!!
 
รักเอยไม่สมหวังละหรือ? บางคนเขาแนะให้ปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ปุโถววว์... นั่นก็คือ "ผล" เช่นกันครับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราได้รับคำแนะนำฉลาด ๆ กันแทบทุกวัน แต่ก็ไม่เคยทำใจได้ อยากพ้นจากทุกข์จริง ต้องใส่ใจ "วิธีปฏิบัติ" ครับ และลองลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติถึงแล้ว จิตมันปล่อยวางเองละครับ ไม่ต้องไปคาดคั้นให้มันวาง ง่าย ๆ ก็ลองเริ่มจากหาที่สงบ ๆ แล้วอยู่กับตัวเองให้มาก ๆ ตามรู้ตามดูอารมณ์จิตของเราไปเรื่อย ๆ
 
หรือถ้าการปฏิบัติธรรมมันยากเกินไป ก็ควรดับที่เหตุ ทุกข์เพราะผิดหวัง ก็เลิกหวังเสียสิ ก็จักไม่ผิดหวังตลอดกาล หรือแม้มีหวังเข้ามา ก็อย่าไปหวังกระไรให้มากนัก เผื่อใจไว้บ้าง รู้แล้วนี่ว่า ความหวังมันมาพร้อมกับความผิดหวัง ไม่ให้หวังไม่ได้ละหรือ? ก็เลิกรักเสียสิ! เลิกไม่ได้ก็รักให้มันน้อย ๆ หน่อย เพราะที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์ รักมากก็ทุกข์มาก รักน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่รักเลย ก็ไม่ทุกข์เลย นั่นละ... อิสระที่แท้จริง!!!!
 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
 
แด่ทุกท่านที่ผิดหวังในความรักครับ UndecidedUndecidedUndecided
 
ปล.๑ พุทโธ แปลว่า "รู้" ครับ
ปล.๒ การตามรู้ เรียกเป็นภาษาแขกว่า "จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน"
ปล.๓ สงสัยไหมหล่ะครับว่า ทำไมแม้คนใกล้ชิดอย่างพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเอง ยังโปรดไม่ได้ เพราะหินก้อนนั้นเธอกำเองครับ ไม่มีใครไปแงะมือเธอให้เลิกกำหินได้นอกจากตัวเธอเอง เธอต้องวางเอง ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บอกวิธีวางเท่านั้น เชื่อหรือไม่ วางได้หรือไม่ เธอต้องเป็นคนทำของเธอเอง
 
ส่งกำลังใจให้กันด้วยเพลงนี้ครับ ยังมีคนที่เขาทุกข์กว่าเราอีกตั้งมากมาย
 
 

edit @ 28 Jun 2011 18:08:26 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

สาธุค่ะ

#21 By คุณนายโฮ (103.7.57.18|124.120.158.75) on 2013-05-23 14:29

หลวงพี่คะ
ขอบคุณที่ทำให้มั่นใจว่าดิฉันตัดสินใจถูกแล้วที่จะตัดใจเลิกกับผู้ชายคนนั้นอย่างเด็ดขาด หลังจากที่ทรมานตัวเองด้วยความรู้สึก เดี๋ยวอยากรัก เดี๋ยวอยากลืม มา 1 ปีแล้ว จากที่เขาเคยขอเราแต่งงาน พอเราโอเค ก็ดันมาเปลี่ยนใจเฉยๆแบบไม่มีสาเหตุ บอกว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า(แล้วจะมาขอแต่งงานหาอะไร?) ง้องอนกันไปมา เราก็ใจอ่อนทุกทีเมื่อเจอไม้ตายของเขาที่บอกว่า "ถ้ามีบุพเพต่อกัน ก็คงได้กลับมารักกันอีก" จนเมื่อไม่นานมานี้เจอกันที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส แล้วก็มาเดินเล่นที่สวนรถไฟ จนไปกินข้าวกันก่อนกลับเขาพูดว่า "รักเรา อย่าคิดถึงเราเลย" "เราเคยคิดจริงจังกับเธอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว เพราะเธอปฏิบัิติมุ่งพระนิพพาน เราไม่อยากให้เธอมีห่วง แต่ถ้าเธอไปนิพพานได้แล้ว อย่าลืมกลับมาช่วยเราด้วยนะ เพราะเราเป็นผู้สนับสนุนเธอ" ได้ยินคำพูดเขาแบบนี้ทำให้ตัดสินใจได้เด็ดขาดว่า เลิกดีกว่าค่ะ แต่ก็เกรงว่าถ้าเจอลูกตื้อ ลูกอ้อน ของเขาก็จะใจอ่อนอีก แล้วจะกลับไปทุกข์หนักเหมือนเดิม ตอนนี้รู้สึกใจมันโปร่ง เบา สบายมาก big smile
หลวงพี่พอจะมีแนวทางป้องกันให้จิตใจเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธเขาไหมคะ ตอนนี้เลิกติดต่อกันมาได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว พยายามภาวนาช่วงว่างๆ แต่พอช่วงจิตเผลอๆใจมันก็แวบไปคิดถึงเขาได้อีก กลัวใจตัวเองไม่หนักแน่นพอ เมื่อก่อนเขาขอให้เราอธิษฐานไปเกิดชาติหน้าด้วยกันแล้วค่อยไปนิพพาน เราก็ไม่ยอมเพราะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตั้งใจจะตามมท่านไปนิพพานชาตินี้ให้ได้ แต่ทำไมถึงมีมารผจญแบบนี้ก็ไม่รู้     ขอบพระคุณค่ะ

#20 By นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (103.7.57.18|118.175.43.205) on 2013-05-10 01:09

#17
ทุกข์ดับทันทีแสดงว่า เกิดปัญญาอย่างแท้จริงนะ
#18
สาธุ ๆ

#19 By Dhammasarokikku on 2012-05-31 17:55

Hot! ปัจจุบันก็เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งใจหวัง จึงต้องตามมารู้ในหน้านี่ค่ะ
big smile ไม่อยากเก๊กโศกทั้งวัน มันเมื่อยยยยยย
ขอบคุณที่มาโปรดค่ะHot!

#18 By OceanPuppy on 2012-05-28 18:53

Hot! big smile
เคยอกหักเหมือนกัน สุดท้ายคิดขึ้นมาได้ว่า ใจเราไม่ได้คิดถึงตัวบุคคลแห่งต้นเหตุนั้นเลย เข้าทำนองว่า "I don't miss you, I miss the way you used to be" เพราะใจเรายึดติดกับเรื่องในอดีตนี่เอง อุปาทานว่าเขาจะเป็นอย่างที่เราต้องการตลอดไป พอคนเขาเปลี่ยนไปเราเลยรับไม่ได้ บางทีเราก็ยึดติดกับอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับามาได้ ทำให้เป็นเหมือนเดิมก็ไม่ได้

พอคิดได้ก็หายเลยค่ะ :)
#1

"รู้" แล้ววาง ๆ ทำไปเรื่อย ๆ เมื่อไหร่เข้าถึงไตรลักษณ์ เมื่อนั้นก็พ้นทุกข์

#2

นั่นละที่สุดของทุกข์ อยู่ในส้วมนั่นเอง 5555+

#3

รู้ใจทีเดียว question question question

#4

โอ๊ะ...

#5

จริง ๆ ทุกข์ดับเพราะหมดเหตุ เหตุก็คือการไปคิดถึงความผิดหวังนั้น ๆ นั่นแล เวลาจึงช่วยได้ทุกอย่าง เพราะนานไปเราก็เบื่อคิดถึงเรื่องเศร้า ๆ ไปเอง

#6

สาธุ ๆ

#7-#8

อืมส์... คงยังไม่หมดกรรมต่อกัน

#9-#11

สาธุ ๆ

#12

จริง ภาษาแขกเรียกว่า สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา แล้วต่อจากนั้นก็เกิดตัณหา อุปาทาน ทุกขโทมนัสอุปายาส ตามมาอีกเป็นกระบิ หากตัดวงจรอุบาทว์นี้ทิ้งเสีย ทุกข์ก็ไม่เกิด วงจรนี้ ตัดที่ไหนก็ขาดเหมือนกันหมด

#13

too sentitive กระมัง โชคดีนะที่ได้รักษา มีคนเป็นตั้งเยอะแยะ ไม่มีโอกาสได้รักษา

#14

สาธุ ๆ

เจริญธรรม ฯ

#15 By Dhammasarokikku on 2011-04-01 23:34

Hot! Hot! Hot!

#14 By Rinna ♥ on 2011-03-30 13:14

หลวงพี่
โดยความเชื่อหนูไม่ใช่คนพุทธร้อยเปอร์เซ็น
แต่ก็ไม่ได้ดูหมิ่นอะไรนะ ประมาณว่าเลือกไม่ถูก ดีทุกศาสนาเลย?!
.....
พูดถึงเรื่องรักที่ผิดหวัง ในชีวิตหนูมันมีมากมายนะ
มากจนชินแต่ก็ไม่ชิน จนถึงวันนี้แผลก็ยังไม่หายดี
วันนี้ยังร้องไห้อยู่ด้วยซ้ำ
ถ้าคิดตามและทำตามได้จริงๆก็คงดี
---------
ปล.ตอบเม้น
คนเป้นไบโพล่าบวกไฮเปอก็งี้แหละค่ะหลวงพี่
ขึ้นๆลงๆไปตามสารเคมีในสมองและปัจจัยภายนอก
แต่เจ้าลูกแมวตัวนั้นมันนอนตายได้น่าสงสารจริงๆนะ
นอนตะแคงเหมือนแมวนอนเล่นเพียงแต่มันตายแล้วเท่านั้นเอง
เห็นแล้ว อั้นแล้วว่าจะไม่มองไม่สนแต่มันเกินใจอดทนเลยต้องไปเก็บ ไม่งั้นอาจรู้สึกผิดแล้วนอนจินตนาการภาพซากลูกแมวถูกเตะแน่ๆ มันน่าสงสารเกินไป
นี่แหละค่ะหลวงพี่ คนเป็นไบโพล่า

สาธุ

#13 By groundfloor on 2011-03-29 01:45

นมัสการค่ะ...

เป็นจริงที่ว่า "ความคิด" ของเรา มันโน้มน้าวให้เกิด "ความรู้สึก" หากเราเพียงแต่รับรู้ ไม่เก็บนำมาคิดแย่ๆ จนรู้สึกแย่ๆ ทำให้ชีวิตแย่ไปอีก จริงรึป่าวคะหลวงพี่


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

พระพุทธเจ้าสอนให้ รู้ อย่างไม่ยินดียินร้าย ซัดกับทุกข์มันตรง ๆ เลย
ไม่ต้องหนี เดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่อยู่กับเรานานหรอก
สาธุเจ้าค่ะ

confused smile confused smile

#11 By daoandup* on 2011-03-28 16:05

ก็คงต้องเรียนรู้การมีชีวิตอยู่อย่างฉลาดกันต่อไป

#10 By คนหน้าหมี on 2011-03-27 21:32

สาธุ big smile Hot!

#9 By นักรบ on 2011-03-27 20:39

Hot! Hot! Hot! Hot!
เวลาถูกเพื่อนทอดทิ้งละเลย แล้วทำให้รู้สึกว่าไม่มีเพื่อนเสียยังดีกว่า... แล้วก็ร้องไห้ๆๆๆ

แต่สุดท้าย ก็ต้องคบๆกันไป
...

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ


..
ไม่รู้เหมือนกัน
Hot! Hot! Hot! ขอส่งให้เพื่อนที่อกหักเข้ามาอ่านนะคะ กำลังได้จังหวะอารมณ์นี้พอดีเลย big smile
สาธุค่ะHot!

นำไปปรับใช้ในชีวิตได้จริงๆ ถึงจะเป็นคนละเรื่อง

แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีที่3ค่ะ และจะเป็นอย่างที่พระคุณเจ้าว่า
แต่สุดท้ายการเวลาจะช่วยรักษาโดยไม่รู้ตัว

สุดท้ายจะกลายเป็นคิดได้
อาจจะเรียกได้ว่าการรู้ของพระคุณเจ้ากระมัง


ปล.โตมาถึงขนาดนี้ธรรมะก็ยังเป็นเรื่องเข้าใจยาก
อ่านแล้วช่วยให้คิด ให้ปล่อยวาง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ
สาธุคะ

ที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เพราะ คำบางคำของหลวงพี่เนี่ยแหละคะที่เตือนสติไว้ในเอนทรี ๆ หนึ่งbig smile


Hot! Hot! Hot!
กราบนมัสการพระคุณเจ้า

หากผิดหวังเรื่องความรักแล้วไปคว้ารีเจนซี่เพื่อดับทุกข์

อีกไม่นานก็ต้องทุกข์เพราะไปติดรีเซฟชั่นเข้าอีกล่ะนา



big smile Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ตีรณา on 2011-03-27 10:57

หนูเคยผิดหวังในความรัก (แต่จนบัดนี้ก็ดีใจจริงๆที่มันจบไปแล้ว) เศร้าอยู่ 6 เดือน วันสุดท้ายของช่วงทุกข์คงเกิดความทุกข์ที่อิ่มตัวจนเป็นจุดสูงสุดของทุกข์ เพราะตอนนั้นจู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า "เค้าไม่แคร์เราแล้วเราจะไปแคร์ทำไม" หลังจากคิดได้ทุกข์ก็หายไปเลย แต่ตลกที่ว่าคำพูดที่ช่วยเราในตอนนั้นมันดันออกมาตอนเข้าส้วม sad smile

สาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By Cotton on 2011-03-27 10:33

Hot! Hot! Hot! Hot!

สาธุครับ..^^

ทุกอย่างอยู่ที่การ 'ตระหนักรู้' ใช่ไหมครับbig smile big smile big smile

Dhammasarokikku View my profile