มีชีวิตอยู่ในสังคมที่พิการ ตอนที่ ๑
posted on 28 Nov 2011 07:20 by akkarakitt in Dharmaรู้สึกเฟลลาธิการมากมายหลังจากไปอ่านดราม่าหนึ่งในเว็บดราม่าแอดดิค เป็นเรื่องภายในของศูนย์พักพิงของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ปกติไม่ค่อยได้อ่านเว็บนี้อยู่แล้วครับ เพราะเคยแวะเวียนเข้าไปอ่านทีหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน อ่านเสร็จแล้วรู้สึกจิตเศร้าหมองลง และไม่เห็นประโยชน์ในการสร้างสังคมอุดมดราม่า
เช่นเดียวกับทุกครั้งที่แวะเวียนไปเว็บนี้แล้วจิตเศร้าหมองลง แต่รอบนี้เศร้ากว่าคราวอื่น เพราะเรื่องของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่เป็น "จิตอาสา"
ค้นใจตัวเองทันทีที่เศร้าหมอง มันเศร้าหมองมากเพราะเหตุไร? อ๋อ... มันเศร้ามากเพราะผิดหวังมาก มันผิดหวังมากเพราะกระไร? มันผิดหวังมากก็เพราะเราคาดหวังมากนั่นเอง
เพราะเคยหวังไว้ว่า ประเทศไทยจักดีขึ้นก็ด้วยกำลังของคนรุ่นใหม่ ที่เข็ดขยาดต่อการคอร์รัปชั่นทุจริตทุกชนิด และไม่อ่อนข้อให้ความชั่วใดใดในเบื้องหน้า เหมือนอย่างที่คนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ ทำไว้ ผ่านกิจกรรม "จิตอาสา" ต่าง ๆ
แสงริบหรี่ที่เห็นปลายอุโมงค์กลับมืดหม่นลงทันทีหลังอ่านบทความนั้น ปัญญาชนวัยรุ่นในสถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศ มีพฤติกรรม ความคิดแบบนี้ ในภาวะวิกฤตของประเทศ จบสิ้นแล้วประเทศไทย
อะไรกัน... แค่เอาของบริจาคกลับบ้านแค่นี้ ไม่เห็นเป็นเรื่องน่าหนักใจเลย ใคร ๆ ก็ทำกัน เขายังสามารถทำกระไรดี ๆ ให้สังคมอีกตั้งมากมาย เห็นไหม? เขาก็ออกไปช่วยคนที่เดือดร้อน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังที่มี
ครับ... คนทั่วไปอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คนที่ศึกษาธรรมะมาบ้างจักพอทราบว่า มันมิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย การลักของที่สาธารณชนบริจาคมา เป็นกรรมหนักที่จักดึงชีวิตเขาให้ตกต่ำลง จนที่สุดกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ และมิจฉาทิฏฐินี่เอง เป็นภัยที่อันตรายน่ากลัวที่สุดในสังสารวัฏ
ในการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ มีการถวายทานชนิดหนึ่งที่มีอานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายให้แด่พระพุทธเจ้าโดยตรงเสียอีก ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า อานิสงส์นั้นไม่มีประมาณ ผู้ถวายมักเข้านิพพานไปก่อนจักหมดอานิสงส์ของทานชนิดนี้ นั่นคือการถวาย "สังฆทาน" ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่การถวายโดยไม่เจาะจงว่าเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ถวายเป็นของส่วนรวมว่างั้นเหอะ
ครั้นทานนั้นถวายเป็นสังฆทานแล้ว ไม่ว่าสังฆทานนั้นจะเป็นถังเหลือง เป็นกะละมัง เป็นหม้อ เป็นกระติก เป็นแฟ็บ เป็นสบู่ ก็แปรสภาพจากสังฆทานเป็น "ของสงฆ์" ซึ่งหมายถึง สงฆ์ (ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป) เป็นเจ้าของร่วมกัน ใครเอาไปใช้ไม่ถูกไม่ต้องก็มีโทษ แม้กระทั่งภิกษุด้วยกันก็ตาม
คำว่า "ของสงฆ์" ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือฆราวาส จะเอาไปใช้ส่วนตัวได้ ก็ต้องให้สงฆ์ (ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป) มีมติเป็นเอกฉันท์อนุญาตเสียก่อน เคสที่เจอบ่อย คือฆราวาสไปพบไม้ผลในวัด แล้วก็ไปเก็บกินโดยพลการ อันนี้เจอข้อหา "ลักของสงฆ์" เข้าไปเต็ม ๆ วัตถุธาตุใด ๆ ที่เกิดในเขตวัดถ้าไม่มีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นเจ้าของ ก็เป็นของสงฆ์โดยอัตโนมัติ
ข้อหา "ลักของสงฆ์" นี่ ไม่มีใครไปโจทก์ท่านดอก มันเป็นกรรมหนักที่จักโจทก์ท่านเอง เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว กรรมหนักนี้พาลงนรกไม่รู้ตัวเลย กรรมหนัก ๆ นี้แม้เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ทำให้ความคิดความอ่านตีบตัน เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่เนือง ๆ เขาถึงว่า "ทำมาหากินไม่ขึ้น" (แท้จริงคือกรรมหนัก ๆ บดบังความคิด ปิดบังโอกาส เห็นผิดเป็นชอบ จึงลงทุนผิดประเภท ผิดจังหวะ การงานผิดพลาดเนือง ๆ เป็นต้น) เมื่อทำมาหากินไม่ขึ้น หาทางออกไม่ได้ จนบางทีต้องทำความเลวเพื่อให้มีชีวิตรอด เลยยิ่งทำกรรมหนักซ้ำเข้าไปอีก เป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เวียนลงนรกโดยแท้
แล้วข้าพเจ้านำเรื่องของสงฆ์มาเขียนทำไม? ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการที่นักศึกษาขนของบริจาคน้ำท่วมกลับบ้านเลย!!!
มันเกี่ยวอิตรงที่เขาบริจาคมาให้ผู้ประสบภัยอย่างไม่เจาะจงผู้รับนี่ละครับ ฆราวาสก็ประสบภัย พระภิกษุก็ประสบภัย ดังนั้นผู้ที่บริจาคมา เขาก็ได้อานิสงส์แห่งสังฆทานไปโดยไม่รู้ตัว เพราะมีของบางส่วนนำไปบริจาคให้พระภิกษุสงฆ์ผู้ประสบภัยด้วย
กลับกันผู้ที่เอาของบริจาคเป็นส่วนรวมโดยไม่เจาะจง ไปใช้ส่วนตัวก็ได้โทษเทียบเท่าการลักของสงฆ์ไปด้วย แม้ไม่ ๑๐๐ เปอร์เซนต์เหมือนลักของสงฆ์โดยตรงก็ตาม
การให้ทานขั้นต้นนั้น ยังหวังมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ มีโภคทรัพย์มากชาตินี้ชาติหน้า เป็นต้น จึงต้องเลือกเนื้อนาบุญให้มีอานิสงส์มาก ๆ แต่การให้ทานปรมัตถ์นั้น หวังนิพพานสมบัติเพียงจุดเดียว มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติเป็นของแถม การทำทานขั้นปรมัตถ์จึงทำไม่เลือก หวังเพียงละกิเลสของตนเอง การให้ทานเป็นสาธารณะ ไม่จำเพาะเจาะจงนี้ จัดเป็นการให้ทานขั้นปรมัตถ์ครับ
ทานที่ทำโดยผู้มีกำลังใจขั้นปรมัตถ์มีผลไพศาลมากเพียงไร การเบียดบังทานของผู้ที่มีกำลังใจขั้นปรมัตถ์ก็ส่งผลร้ายมากเพียงนั้น นักศึกษา (ที่มิได้เป็นผู้ประสบภัย) เหล่านั้นได้ก้าวลงสู่เบื้องต้นแห่งมิจฉาทิฏฐิแล้ว และหากไม่มีการแก้ไข (เป็นต้นด้วยการบริจาคทรัพย์มูลค่าประมาณกันคืนเป็นของส่วนรวม) กรรมหนักเหล่านี้ก็จักดึงให้ชีวิตเขาตกต่ำ กลายเป็นชนชั้นแนวหน้าของสังคมที่บกพร่องทางจริยธรรม นำพาประเทศไปสู่ความฉิบหาย ไม่ต่างจากคนรุ่นก่อน
เมื่อทราบผลที่จักเกิดต่อไปในอนาคตแล้ว ก็ยังความสิ้นหวังให้เกิดในใจข้าพเจ้าฉะนี้แล
แต่ก็ครับ... ใช่ว่า เยาวชนทุกคนจะเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่า เรื่องที่นำมาแฉนี้ จักเป็นจริงหรือไม่ เรื่องหนึ่งที่ยังคงเชื่อเสมอมาคือ ในสังคมมีคนดีมากกว่าคนเลว ที่เราเห็นก็แค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของสังคมเท่านั้น เพียงแต่เป็นเสี้ยวเล็ก ๆ ที่ทำให้สังคมส่วนใหญ่ป่วยพิการ
แล้วเราจักปฏิบัติตนอย่างไร มีแนวคิดเช่นไร จึงจักมีชีวิตอยู่รอดในสังคมป่วยพิการเช่นนี้อย่างมีความสุข?
ตอนหน้าเราจะไปศึกษาวิธีปฏิบัติตน ปรับความคิดให้อยู่เป็นสุข แม้จักมีภัยพิบัติทางสังคม ทางความคิด ทางจิตใจ เกิดขึ้นอีกมากเท่าไหร่ก็ตาม
จบตอนที่ ๑
edit @ 28 Nov 2011 12:07:54 by Dhammasarokikku
เฮ่อ...
#1 By mahaoath on 2011-11-28 08:13