หลัง ๆ ความสามารถในการเขียนบล็อกลดลงอย่างมาก เหลือแต่ความสามารถในการอัพสเตตัสสั้น ๆ บนเฟสบุ๊ค เรื่องใดจุดประกายแล้ว ต้องรีบเขียนให้รวดเดียวจบ เขียนนาน คิดนาน สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องได้ราว มีแต่ร่างที่ไม่ได้ published เต็มบล็อกไปหมด
 
วันนี้ได้อ่านเรื่องราวของท่านเมณฑกเศรษฐีที่แชร์มาในเฟสบุ๊คแล้วเกิดความซึ้งใจน้ำตาคลอในกำลังใจการให้ทานของท่าน จึงนำเรื่องราวมาแชร์ต่อบนบล็อก เพื่อจักได้ขยายความวิเคราะห์ต่อไปดังนี้
 
 
ทานบารมี
ผลแห่งทานของท่านเมณฑกเศรษฐี

การตั้งใจบำเพ็ญทานบารมี นั้นหมายความว่าถ้าเรายังไม่เข้าถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ในเรื่องวัตถุที่จะพึงใช้พึงกิน จะมีความอุดมสมบูรณ์มาก สังฆทานนี่เราถวายสังฆทานกันวันยังค่ำ ใครไปใครมาก็สังฆทาน สังฆทานอันนี้มีอานิสงส์เลิศ พระพุทธเจ้าบอกเกิดกี่ชาติ ๆ ความจนจะไม่พบ

ตัวอย่างที่บรรดาพวกเราทั้งหลายและพวกท่านทั้งหลายและญาติโยมพุทธ บริษัททั้งหลาย เราร่วมกิจกรรมอันหนึ่งกันมาหลายปี ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสขอให้ตั้ง ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารแล้ว ก็ทำมาสิ้นข้าวสารไปแล้วเกือบ 10,000 กระสอบ ความจริงถ้าคิดละเอียดก็เกิน 10,000 กระสอบแล้วก็มี ผ้าผ่อน ท่อนสไบ มีของใช้ มีอาหาร มียารักษาโรค คิดจริง ๆ แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 มาถึงวันที่ 29 มกราคม 2527 คิดแล้วเงินหมดไป ค่าของเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท การให้อย่างนี้เราไม่ได้หวังผลตอบแทน ทุกคนพร้อม ยินดี แล้วก็ยังให้กันอยู่ การให้อย่างนี้ถือว่าเป็นการให้เพื่อตัดความโลภจริง ๆ เป็นการสงเคราะห์

ถ้าจะพูดถึงอานิสงส์ก็คล้ายกับท่านเมณฑกเศรษฐี ในชาติรองลงไป ก่อนจะขึ้นมาเป็นเมณฑกเศรษฐี

ชาตินั้นมีวาระหนึ่งในระยะ 3 ปี เกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ท่านถามปุโรหิตก่อนที่จะไปเฝ้าพระราชา ท่านถามว่า "ปุโรหิต จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?" ท่านปุโรหิตบอกว่า "ผมมีหน้าที่ในการพยากรณ์ ผมก็ตรวจชะตาของประเทศตลอดเวลา หลังจากนี้ต่อไป 3 ปี ข้าวจะยากหมากจะแพง ฝนจะแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล โรคคือความหิวที่ไม่มีอาหารจะบริโภคจ