นั่งมองหน้าเฟสบุ๊คในวันแม่แห่งชาติแล้ว รู้สึกจืดชืดเหลือเกิน ธรรมะก็ไม่เห็น คำบอกรักแม่ก็ไม่ค่อยโดนใจ ข้าพเจ้าเป็นประเภท นอน-โรแมนติก เสียด้วย
 
จู่ ๆ ความคิดก็แวบเข้ามาในสมอง เอ๊ะ... ทำไมเราถึงไม่อินไปกับกระแสเทศกาลวันแม่เอาซะเลย? ไม่เห็นอยากไปทำอะไรซึ้ง ๆ ในวันแม่กับเขาเลย ตกลงเราตายด้านหรือเปล่า?
 
ย้อนคิดไปถึงโอวาทที่ให้กับโยมลูกพี่ลูกน้องในงานศพแม่ของเขา สถานะของพระนี่มันมี "หน้าที่" อยู่นะ หน้าที่ให้โอวาทกระทุ้งจิตใจคนแรง ๆ ให้คนได้คิด โดยไม่ถูกด่าสวน ไม่ถูกเข้าใจผิด เพราะสถานะภิกษุนี่มุ่งให้ประโยชน์แก่มหาชน ไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง และไม่ค่อยมีใครเสี่ยงคิดไปในทางอกุศลกับพระ
 
โจทย์คือในฐานะภิกษุ เราควรสื่อสารอะไรกับเขา ในวันวิปโยคแสนโศกเศร้าเช่นนี้?
 
การตายของคนเรามันเข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ยากเย็นนักดอก คนตายก็คล้ายคนเป็นนี่แหละ เพียงแต่ไม่มีร่างเนื้อ ถามต่อไปว่า ถ้าคุณ แม่ของเขายังเหมือนตอนที่เป็น ๆ อยู่ ณ เวลานี้ คุณแม่ของเขาอยากเห็นอะไร?
 
วินาทีที่จิตออกจากร่าง หากจิตคำนึงถึงสิ่งใด จิตก็จะไปหาสิ่งนั้น จิตมีความโกรธ ก็ไปนรก จิตมีความโลภ ก็ไปเป็นเปรต จิตเจ้าความคิดเจ้าความเห็นก็ไปเป็นอสุรกาย แต่ถ้าตายเมื่อยังไม่หมดอายุขัย ก็จะไปเป็นสัมภเวสี (โดยมากคนที่ตายตั้งแต่อายุไม่มาก ด้วยอุบัติเหตุ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ที่เรียกว่า "อกาลมรณะ" มักไปเป็นสัมภเวสี มีลักษณะเหมือนตอนตายทุกประการ แต่งตัวชุดเดิม ตายลักษณะใดก็มีลักษณะนั้น ลักษณะพิเศษคือ กุศลกรรมก็ยังไม่สนอง อกุศลกรรมก็ยังไม่สนอง ไม่มีอาหาร ไม่มีที่พักอาศัย ต้องเร่ร่อนไป) หลับตานั่งนึก แล้วโยมแม่เขาจะไปแห่งใดหนอ?
 
แม่ลูกคู่นี้ผูกพันกันมาก คุณลูกโตจนชิวาว่ากระโดดเลียตูดไม่ถึงแล้ว คุณแม่ก็ยังเฝ้าตามดูแล ส่วนคุณลูกก็ดูไม่ค่อยโต พึ่งตัวเองไม่ค่อยได้ มักชอบเข้าไปซุกในปีกคุณแม่ ทั้งที่ก็จบการศึกษาสูง ยังเป็นลูกแหง่อยู่วันยังค่ำ
 
แน่นอนเลย จิตคนเราหากงง ๆ เอ๋อ ๆ ไม่รู้จะไปทางไหน ก็จะเวียนกลับไปในสิ่งที่ทำเป็นอาจิณ ซึ่งก็คือการดูแลลูก แต่ปัดโถ... ไม่มีร่างเนื้อไว้ปกป้องคุณลูกแล้ว ไม่มีเสียงจะตักเตือนคุณลูกแล้ว ได้แค่มอง ได้แค่ดู จิตของคุณแม่จักต้องการกระไร?
 
นั่นแล จึงเป็นที่มาของโอวาท "ถ้าโยมคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่โยมคุณแม่ต้องการอยากเห็นที่สุด ก็คือ อยากเห็นคุณลูกยืนด้วยลำแข้งตนเองได้ โดยไม่ต้องมีคุณแม่คอยหนุนหลัง"
 
วันนี้มันแวบขึ้นมา.... คงไม่ใช่แค่กรณีของโยมลูกพี่ลูกน้องเท่านั้น แต่คงเป็นความหวังในใจของคุณแม่ทุกคน จริงอยู่ว่าด้วยความเป็นแม่มักชอบใจที่เห็นลูกมาออดอ้อนฉอเลาะ ขอโน่นขอนี่ หรือมาขอความพึ่งพิง แต่ในใจลึก ๆ ของคุณแม่ทุกคน ก็หวังจักให้ลูกพึ่งตัวเองได้ ในยามที่ตนเองจากโลกนี้ไป
 
โดยทั่วไปความเป็นแม่จักไม่ห่วงตัวเองอยู่แล้ว ห่วงแต่คุณลูกจะเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยทุกข์นี้ได้หรือไม่? และจะรอดอย่างไร?
 
สิ่งที่ข้าพเจ้าทำวันนี้ ก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง พึ่งตนเองมากที่สุด พึ่งสิ่งที่ท่านหาไว้ให้น้อยที่สุด ชนิดที่ถ้าโยมคุณแม่ต้องจากไปวันนี้ ถ้านอนตาไม่หลับก็ต้องเป็นเพราะห่วงผู้อื่น แต่ไม่ใช่เพราะห่วงข้าพเจ้าแน่นอน
 
ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกว่า วันแม่เป็นวันพิเศษที่ต้องไปทำกระไรซึ้ง ๆ เพราะทุกวันก็เป็นวันแม่อยู่แล้ว (แต่ก็ทำนะฮะ เพราะเป็นหน้าที่ ๑ และทำให้โยมคุณแม่มีความสุขแม้เล็กน้อย ๑)

เริ่มลงมือสร้างของขวัญวันแม่ที่ดีที่สุดเสียตั้งแต่วันนี้ อย่ามัวเป็นลูกแหง่พึ่งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองจนถึงวันที่สายเกินไป
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 12 Aug 2012 13:22:57 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ซึ้งขึ้น
กับคำว่า
"ของขวัญ"Hot! Hot!
big smile Hot!

#3 By ตรีพันธ์ on 2012-08-12 20:47

Hot!  ^ ^

#2 By axolotl on 2012-08-12 10:28

confused smile Hot! Hot!

#1 By ปิยะ99 on 2012-08-12 07:56

Dhammasarokikku View my profile