Boon

บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๒

posted on 27 Oct 2009 13:26 by akkarakitt  in Boon
มาต่อตอนที่ ๒ กันต่อไป

ใครยังไม่ได้อ่านตอน ๑ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่ บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๑ (มีอิดิทเพิ่มเล็กน้อยด้วย)
 
 
ตอนที่ 2
 
 
 
ภาพที่ 4 แล้วปาฏิหารย์ที่เฝ้ารอก็เป็นจริง
 
 
ใครที่เคยไปแม่สะเรียงจะรู้ว่า เมืองหน้าด่านเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาแห่งนี้ งดงามและยิ่งใหญ่เพียงไร ความบริสุทธิ์ของแม่สะเรียงคงอยู่พรางตัวอยู่ใต้ธรรมชาติที่ยังบริบูรณ์อยู่มาก แต่ใครเลยจะรู้ว่า ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง แม่สะเรียงซ่อนโลกแห่งแสงสีหรือที่บางคนเรียกว่า พัทยาของเมืองเหนือที่รวมเอาโรงแรมห้าดาว ผับ บาร์และร้านค้านานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตามถนนหนทางต่าง ๆ จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ความใหญ่โตของแม่สะเรียงทำให้มีหน่วยงานระดับจังหวัดตั้งอยู่หลายแห่ง แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 164 กิโลเมตร หรือประมาณสองพันกว่าโค้งก็ตามที หน่วยงานที่ว่านี้ก็มีทั้งศาลจังหวัด ด่านศุลกากร ตม. และที่สำคัญคือค่ายอพยพของชาวกระเหรี่ยง และพม่าที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสหประชาชาติ มีผู้อพยพลี้ภัยมาอาศัยอยู่ร่วม 20,000 กว่าชีวิต ระบบเศรษฐกิจของแม่สะเรียงดูช่างซับซ้อนไม่ต่างอะไรกับทิวเขาสลับซับซ้อน ที่รายล้อมรอบเมือง
 
นอกจากแม่สะเรียงจะงดงามและยิ่งใหญ่แล้วยังมีอาหารพื้นเมืองรสเลิศ เป็นความอร่อยเฉพาะตัว ทั้งปลาสาละวิน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกอ่องและหมูทุบ ข้าวซอยของที่นั่นรสชาดเข้มข้นคล้ายกับแกงใต้ ไม่หวานและไม่มันจนเกินไปนัก เห็นทีมื้อเที่ยงของวันนี้คงจะไม่พ้นข้าวซอยเป็นแน่ นอกจากอาหารคาวแล้วยังมีอาหารหวานอีกมากมาย ทั้งขนมข้าวเหนียวกวนของพม่า โรตีสารพัดไส้ ขนมปังสังขยาและอื่น ๆ
 
ไร่กะหล่ำปลีอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาบอกว่าเราใกล้จุดหมายปลาย ทางเข้าไปทุกที พระมหานัธนิติจากวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา ผู้เป็นเนวิเกเตอร์ประจำรถคันนี้ฝีไม้ลายมือไม่เบาเลยทีเดียว <---จะชมว่าตัวเองขับรถเก่งก็ใช่ที่ ใช่ไหมเนี่ยะ?  ถัดจากไร่กะหล่ำฯ มาหน่อยเห็นมีตลาดค้าส่งเล็ก ๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยรถขนกะหล่ำฯ และลูกค้าจากที่ต่าง ๆ กะหล่ำปลีที่นี่หัวใหญ่และมีรสหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของแม่สะเรียง แต่ทำไมเด็กน้อยตาดำ ๆ จึงกลัวกะหล่ำ ฯ กันนักหนา? เด็กดื้อมักโดนขู่ว่า “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะให้กินกะหล่ำปลีซะให้เข็ด” ลองขู่แบบนี้เป็นได้เห็นผลทันตา ก็เพราะเด็ก ๆ กินกะหล่ำปลีกันมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น กินกันมานานกระทั่งความอร่อยแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวไปแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กกลัว กลัวโดนให้ขนกะหล่ำนี่เอง!!!
 
 
 
 
จากไร่กะหล่ำปลีก็มาถึงรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าท์ ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองที่มองเห็นพิพิธภัณฑ์เรือนไทยทรงล้านนาหลังใหญ่ยืน ตระหง่าน สมแล้วที่เป็นดินแดนแห่งพระธาตุสี่จอม พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุจอมมอญ และพระธาตุจอมทองถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง แม่สะเรียงมาช้านาน และที่วัดพระธาตุจอมทองจะเป็นที่พักของคณะ ฯ ในค่ำคืนนี้
 
วัดพระธาตุจอมทองถือเป็นวัดใหญ่และมีชื่อเสียงมานาน ตั้งอยู่บนเขาห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรตามเส้นทางสายแม่สะเรียง-สบเมย ที่ยอดเขาสามารถมองเห็นพระธาตุทั้งสี่จอมได้ถนัดตา ทั้งยังเห็นตัวเมืองแม่สะเรียงที่ทอดยาวไปตามลำน้ำแม่สะเรียง มีทุ่งนาเขียวชอุ่มเป็นเบื้องหน้า และขุนเขาสูงเสียดฟ้าที่กางกั้นไทยกับพม่าเป็นเบื้องหลัง ตะวันลับฟ้าที่เหลี่ยมเขาไกล ๆ สะกดใจใครต่อใครให้ต้องแวะเข้ามาเยี่ยมชม พระครูสุวีรธรรมมานุยุต (ครูบาอินสม สุวรโร) เจ้าอาวาสวัดจอมทอง เจ้าคณะอำเภอสบเมย และหลวงพ่อสุพล อาภาธโร (เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่สะเรียง/สบเมย) ได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะ ฯ เป็นอย่างดี ตุ๊พ่อสุพลนั้นเพิ่งมาบวชได้ไม่กี่พรรษาหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป ก่อนหน้าที่จะหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรนั้นท่านเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาก่อน และได้ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ กระทั่งพูดภาษากระเหรี่ยงได้อย่างคล่องแคล่ว ได้มาลงพื้นที่กับพระว่าแปลกแล้ว มีพระที่เคยเป็น ตชด. เป็นผู้นำทางยิ่งแปลกไปกันใหญ่
 
หกชั่วโมงก่อนตะวันจะลับเหลี่ยมเขายังมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ที่บ้าน แม่ต๊อบเหนือ แม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่ก็ทำให้คนที่ไม่ชำนาญพื้นที่หลงทางไปได้เหมือนกัน เหตุเพราะป้ายบอกทางนั้นถูกปิดทับด้วยป้ายอื่น ๆ สารพัดสารพัน รถคันที่บรรทุกอาหาร และสิ่งของที่จะนำมาแจกชาวบ้าน จึงเตลิดไปไกลเกือบถึงชายแดนพม่าทีเดียว อย่าไปหวังพึ่งเทคโนโลยีเสียให้ยาก เพราะสัญญาณโทรศัพท์นั้นบอดสนิท ส่วน Walkie Talkie ก็ใช้การไม่ได้ เครื่องเนวิเกเตอร์ราคาร่วมหมื่นก็ไม่อาจบอกตำแหน่งของบ้านแม่ต๊อบเหนือได้ คณะ ฯ ที่เดินทางไปถึงก่อนจึงอาศัยช่วงเวลานี้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านเพลินไปเท่านั้น
ชาวปกากญอเกือบ 50 คนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว มีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง ถนนคอนกรีตที่ตัดมาถึงหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านที่นี่สามารถพูดภาษากลางได้อย่างคล่องแคล่ว ถนนยังนำเอาความเจริญสมัยใหม่บางส่วนเข้ามาด้วย หลายคนหันมาสวมเสื้อยืดและนุ่งกางเกงแบบคนเมือง ซึ่งก็คงได้รับบริจาคมาจากที่ไหนซักแห่ง ขณะที่หลายคนโดยเฉพาะหญิงสาวยังนิยมสวมชุดกระเหรี่ยงเป็นผ้าทอสีขาวยาวถึงกลางหน้าแข้ง ส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อผ้าทอกระเหรี่ยง นุ่งผ้าถุงที่มีสีสันสดใส และโพกผ้าฝ้ายบาง ๆ ไว้บนศีรษะ ลูกปัดที่ร้อยรัดกันไปมาถือเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมและเป็นของมี ค่าสำหรับที่นั่น ให้ยืมใส่ได้นะแต่ต้องรีบนำมาคืน
 
 
 
 ที่ทราบรายละเอียดยิบมิใช่กระไร ครับ เจ้าของ mission report ฉบับนี้จัดการไปยืมมาใส่เรียบร้อย!!!
 
 
 
เป็นบุคคลที่ "ช่างกล้า" และสร้างสีสันให้ทริปสม่ำเสมอจริง ๆ

 
 
เปรียบเทียบกับวัยรุ่นชาวปกากญอตัวจริง ครับ เธอช่างดูกลม(กลืน)
 
 
 
ดูสิ!!! เนียนจิง ๆ
 
 
 
บ้านแม่ต๊อบเหนือตั้งอยู่บนเนินเขา กลางป่าบนยอดเขาที่สูงขึ้นไปมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ ความสูงชันทำให้หลายท่านถึงกับหอบเสียงดังลั่นป่า (ถ้าหูไม่ฝาดเหมือนจะได้ยินเสียงดังมาจากทางฝั่งที่พระมหาโอ๊ทยืนอยู่ หูช่างหาเรื่องจริง ๆ) สำนักสงฆ์ที่ว่านี้คือเพิงไม้หลังเล็ก ๆ บนแคร่ไม้ยกพื้นสูง หลังคาและฝาทั้งสองด้านมุงด้วยใบตองตึง แค่พอกันแดดกันฝน ได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนฝาอีกสองด้านนั้นเปิดโล่ง กะด้วยสายตาก็รู้ว่าอายุการใช้งานคงไม่เกินสามปี หลังนี้คงหมดอายุไปนานแล้วกระมังถึงได้เอียงกระเท่เร่อย่างนั้น ตอนนี้ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างศาลาหลังใหม่ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสีอย่างดี ฝาผนังและพื้นทำจากฟากไม้ไผ่ แม้จะดูดีกว่าเดิมมากแต่กระนั้นยามที่พระสงฆ์องค์ที่ดูภูมิฐานหน่อยอย่างพระมหาโอ๊ทเดินไปเดินมาก็ยังได้ยินเสียงไม้ร้องครวญครางดังเอี๊ยดอ๊าด
 
 
 
ไม่เหนื่อยเลยจริงจริ๊งค่า....
 
 
 
ความเป็นอยู่ของพระภิกษุบนดอย
 
 
 
คุณอังคนา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเลื่องชื่อแถวฝั่งธน ฯ ที่เดินทางมาด้วยกันได้ถวายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ให้เป็นพระประธาน แม่เฒ่า และชาวบ้านต่างจ้องมองด้วยสายตาแห่งความภาคภูมิใจที่จะได้มีพระพุทธรูปที่งดงามดั่งทองทา ไว้กราบไหว้บูชาเหมือนกับคนอื่นเขาเสียที มันเป็นความภูมิใจที่แฝงอยู่ในทุกรอยยิ้มและทุกสัมผัส แทนคำขอบคุณที่มีให้กับทางคณะฯ พอบ่ายคล้อยชาวบ้านทยอยกันขึ้นเขามาเพื่อนั่งฟังสวดในพิธีมอบพระพุทธรูปที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกลางป่าแห่งนี้ พร้อมกับขึ้นไปสรงน้ำให้ท่านบนศาลาด้วยความเคารพสูงสุด







ภาพที่ 5 ร่วมสร้างและขับขานตำนานก๋วยเตี๋ยว
 
 
เมื่อเสร็จพิธีมอบพระพุทธรูป ก๋วยเตี๋ยวก็พร้อมแล้ว ก๋วยเตี๋ยวหม้อนี้เป็นฝีมือของพระครึ่งหนึ่งโยมครึ่งหนึ่ง เห็นหลวงพี่ตือ จากกาญจนบุรีง่วนอยู่กับงานต้มน้ำซุป และคอยดูแลเตาไฟตั้งแต่มาถึง ส่วนคุณอังคนาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวจนแทบไม่มีเวลาได้ หายใจหายคอกันเลยทีเดียว เมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ วิ่งแข่งกันมาเพราะรู้ว่าวันนี้มีอาหารอันโอชะรอคอยพวกเขาอยู่ พรุ่งนี้คงได้มีเรื่องไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ก่อนลากลับ หลวงพี่ตือได้มอบแว่นตาและคณะสงฆ์ได้มอบของบริจาคบางส่วนให้กับชาวบ้าน พระอัครกิตติ์หรือหลวงพี่เชอรี่ที่เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ของงานเดินแจกปฏิทิน ที่ทำเองกับมือ ทำแบบหามรุ่งหามค่ำ พร้อมกับสายสิญจน์ที่เตรียมมา ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านที่นั่นนักหนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความจริงต้องการแจกรูปครูบาอินสม นักบุญอีกองค์แห่งล้านนา ไว้เป็นสังฆานุสสติ ครับ
ปฏิทินเป็นเพียงผลพลอยได้
 
 
พอเสร็จงานปั๊บขันธมารก็เดินเข้ามาสะกิด เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าป่วย หลงไปเต้นแร้งเต้นกาเป็นนานสองนาน แถมค่ำนั้นยังต้องพาน้องสาว (ป๋อม) คุณวิทย์ คุณหนุ่ย (เพื่อนหลวงพี่เชอรี่) และพี่อังคนาไปตระเวนราตรีที่แม่สะเรียงจนถึงสองทุ่ม เป็นรายการทัวร์ที่ป๋อมขอร้องพี่เลยต้องจัดให้ไปโดยดี พอกลับถึงที่พักก็เหมือนนกปีกหักพลัดตกจากรวงรัง ขันธมารหัวเราะเสียงดังสะใจไป...


ติดตามต่อไปตอน ๓
 
ปล.ขอขอบคุณภาพประกอบจากกล้องโยมมรรณฑกร หัมพานนท์ เธอช่างถ่ายภาพได้มีเรื่องราว แทบไม่ต้องบรรยายภาพกันเลยทีเดียว

edit @ 2 Nov 2009 13:59:13 by Dhammasarokikku

ขอเชิญทำบุญด้วยการ์ตูน

posted on 27 Oct 2009 13:25 by akkarakitt  in Boon

อารัมภบทไป ๒ เอ็นทรี่ละ ยังคงต้องเดินหน้าทำงานต่อไป การจัดหาทุนในการซื้อผ้าห่มในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ง่ายเลย

แต่เดิมที ข้าพเจ้าไม่ใคร่นิยมการออกซองเรี่ยไร เพราะจักกลายเป็นการทำบุญด้วยความเกรงใจ อีกทั้งค่านิยมของผู้รับซองเรี่ยไรต่าง ๆ มักรู้สึกว่า ต้องใส่แบ็งค์ร้อยเป็นอย่างต่ำ มิฉะนั้นคนที่มาแจกซองจักดูถูกเอา พอได้รับหลาย ๆ ซองเข้า ก็เกิดอกุศลจิต ไม่อยากทำบุญ เบื่อซอง ซึ่งในใจข้าพเจ้าแล้ว อยากให้คนทั้งหลายได้มาร่วมบุญกัน แม้ ๑ บาท ก็ยินดีรับ อีกทั้งเอกสารในการเรี่ยไร ผู้รับซองอ่านเสร็จแล้วก็ใส่ถังขยะ ไม่เกิดประโยชน์อันใด และในการรับบริจาคข้าพเจ้าก็มักทำวัตถุมงคลแจกอยู่เนือง ๆ แจกมาตั้งแต่พรรษาแรก จนมาบัดนี้พบว่า ไม่มีวัตถุใดจักเป็นมงคลเกินไปกว่า "ธรรมะ" ข้าพเจ้าจึงมักพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะ เป็นธรรมทาน และบอกบุญไปในคราวเดียว แม้ผู้รับไม่สนใจทำบุญ ก็ยังอาจได้รับประโยชน์จากหนังสือธรรมะที่แจกออกไป มิได้ลงถังขยะเสียเลยเช่นซองผ้าป่า

ทว่าจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พบว่า ญาติโยมส่วนใหญ่เคยชินกับการรับซอง เลยไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริง สุดท้ายเลยต้องเวียนมาทำซองแจก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ต้องยอมรับว่า สิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมก็ยังเข้าถึงคนนอกโลกไซเบอร์ได้กว้างกว่า และให้ประสิทธิผลสูงกว่า

ในงานบุญแจกผ้าห่มงวดนี้ จึงดำริจักพิมพ์ซองอีก แต่คิดไปคิดมาแล้ว ไม่สามารถใส่รายละเอียดโครงการลงในกระดาษแผ่นเดียวหรือสองแผ่นได้ ประโยชน์ก็น้อยเกินไป จึงดำริจักเอาโครงการที่คิดไว้นานแล้วมาปัดฝุ่น คืออยากจักรวมเล่มบทความที่เขียนไว้บนเอ็กซ์ทีนเป็นพวกธรรมะเบา ๆ สักคราวหนึ่ง มารวมกับการออกหนังสือบอกบุญ เป็นหนังสือธรรมะสำหรับเยาวชนแจกฟรีสักเล่มหนึ่ง ซึ่งการออกหนังสือเล่มเล็ก ๆ แนวนี้ เคยทำมาหลายเล่มแล้ว ราคาไม่แพงมาก และสามารถทำเองได้

ได้ทดลองทำดูแล้ว พบว่า รูปเล่มไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะมีแต่ตัวหนังสือ จึงอยากเชิญชวนเหล่ายอดฝีมือเขียนการ์ตูนในเอ็กซ์ทีน มาร่วมบุญกันด้วยการเขียนการ์ตูนประกอบบทความ อาจเป็นภาพเดียว หรือการ์ตูน ๓ ช่องจบ หรือใครจักขันอาสาเอาไปจัดรูปเล่มเลยก็ย่อมได้

บทความที่ข้าพเจ้าคัดเลือกมาด้วยความชอบส่วนตัว มีดังนี้

บทความที่ ๑ : เนื้อคู่ คู่แท้ มีจริงไหม ทำไมหาไม่เจอ (เป็นเอ็นทรี่แรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จากสมาชิกเอ็กซ์ทีน และคงเข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ)

บทความที่ ๒ : ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร (เนื้อหาไม่หนัก ได้ความรู้ คุณเด็กวัดจอมทะเล้น มีลีลาการเขียนที่สนุกสนาน)

บทความที่ ๓ : ทำแท้ง เป็นวิบากของใคร? (เนื้อหาค่อนข้างหนัก อาจช่วยเพิ่มความตระหนักในการมีเพศสัมพันธ์ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น)

บทความที่ ๔ : How to ทำบุญปีใหม่อย่างไร ให้รวยทันตาเห็น (อินเทรนด์เข้ากับเทศกาลปีใหม่)

บทความที่ ๕ : How to แอบเท่เป็น "เด็กนอก" อยู่บ้าน (ลดกระแสเห่อของนอก)

บทความที่ ๖ : เพราะรักเรานั้น นิรันดร (สำหรับผู้ที่สูญเสียคนรัก และคนที่ยังหลงงมงายอยู่กับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หลอกลวงทั้งหลาย)

บทความสุดท้าย : ปีใหม่ปีนี้ร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคผ้าห่มต้านภัยหนาวพร้อมรับของขวัญสุดประทับใจ (เป็นหนังสือบอกบุญ)

รูปเล่มตั้งใจจักทำเป็นแบบ Episode IV, V, VI เหมือนที่ผ่านมา โดยจักเป็นขาวดำตลอดเล่ม ขนาด A5 ใช้ฟอนต์ DSN-Preecha ขนาดตัวอักษร 18pt ขนาด ๔๘ หน้า ถ้าไม่พอเพิ่มเป็น ๖๔ หน้า (เพลท ๑๖ หน้ายก) พิมพ์ประมาณ ๕,๐๐๐ เล่ม

ขอเชิญยอดฝีมือทั้งหลาย คัดเลือกบทความที่ต้องการนำไปเขียนเป็นการ์ตูนประกอบบทความ หรือภาพการ์ตูนคั่นบทความ ระหว่างบทความ รูปเดียวก็ได้ หลายรูปก็ได้ (สามารถโปรโมทบล็อกของท่านได้ด้วย ๕,๐๐๐ ก็อปปี้แน่ะ) การ์ตูนเสร็จแล้วส่งเข้ามาที่ desiga2548@yahoo.com หรืออัพบล็อกของตัวท่านเองก็ได้ แจ้งมาเดี๋ยวข้าพเจ้าจักตามไปดูดมาลงหนังสือ

มาร่วมงานบุญกัน ครับ

เจริญธรรม ฯ

ปล.๑ แนะนำ ติชม ได้ ครับ ขอน้อมรับด้วยความยินดี

ปล.๒ โอ...ลืมบอกเดดไลน์ ความจริงก็ไม่อยากให้มีเงื่อนไขของเวลาหรอก อยากให้ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ทว่า ฤดูหนาวมันไม่เรื่อย ๆ สบาย ๆ คอยท่าใครนี่สิ ทำเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ อาจไปเสร็จเอาหนาวหน้า หรือต้องเปลี่ยนเป็นบริจาคพัดลมแทนเพราะเข้าฤดูร้อน อีกทั้งข้าพเจ้าเอง มีนัดกับเพื่อนสหธรรมมิกเดินรุกขมูลเข้าป่าทุ่งนเรศวรในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายนนี้ เป็นเวลา ๑ เดือน จึงควรทำงานให้ลุล่วงก่อน

หลวงพี่เล็กจักมาที่บ้านอนุสาวรีย์วันที่ ๖ - ๗ - ๘ พฤศจิกายนนี้ หากต้นฉบับเสร็จก่อน ก็สามารถไปขอความเมตตาให้ท่านช่วยตรวจแก้ไขหัวข้อธรรมะได้ เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอกำหนดเดดไลน์ส่งการ์ตูนเข้ามา เป็นวันที่ ๕ พฤศจิกายน เวลาเที่ยงคืนก็แล้วกัน ครับ ขอเวลาให้ข้าพเจ้าได้พิมพ์ต้นฉบับไปให้ครูบาอาจารย์ตรวจพรู๊ฟก่อนส่งโรงพิมพ์สักคราวหนึ่ง 

edit @ 29 Oct 2009 22:09:48 by Dhammasarokikku

บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๑

posted on 27 Oct 2009 11:17 by akkarakitt  in Boon

เนื่องด้วยช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมตัวสอบนักธรรมเอก ไม่ใคร่มีเวลามาอัพบล็อกสักเท่าไร แต่งานจัดหาทุนซื้อผ้าห่ม ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เลยขออนุญาตนำเรื่องราวประสบการณ์อันสวยงาม อ่านแล้วเหมือนลอยอยู่ในความฝันของผู้ร่วมคณะเดินทางสู่ "โตแฮ" ผู้หนึ่ง ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์พิเศษของหลายมหาวิทยาลัยที่มีพรสวรรค์ในหลากหลายสาขาอาชีพ อาจเป็นเพชรน้ำหนึ่งประดับวงการวรรณกรรมในอนาคตกาล (ภาพประกอบเธอทำเองทั้งหมด ครับ น่าชื่นชมจริง ๆ)

 

ภาพที่ 1 บินเดี่ยวไปกับสายลม ฯ สู่แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 23 – 28 กุมภาพันธ์ 2552




ถวายแด่พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร
ร่วมบันทึกโดย มรรณฑกร หัมพานนท์ และมนตรา เลี่ยวเส็ง
ณ วันที่ 23 มีนาคม 2552

 

 

ภาพที่ 2 ความหวังและการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

ตอนที่ 1

 

 

 

ภาพที่ 3 ยามบ่ายประกายสีทองที่วัดจอมทอง แม่สะเรียง

 

 

แม่ฮ่องสอน จังหวัดเล็ก ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในสายตา เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยภูผาสูงชันแล้ว ยังเลื่องชื่อเรื่องเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา โค้งนับพันนั้นทำให้การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนดูจะเป็นการเดินทางที่ยาวไกล และดูจะไกลมากยิ่งขึ้น เมื่อข่าวคราวการปะทะกันตามแนวตะเข็บชายแดนนั้น มีให้ได้ยินกันหนาหูในช่วงระยะสองสามปีที่ผ่านมา แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุให้ต้องไปเยือนแม่ฮ่องสอนจนได้

การมาแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ไม่ง่ายเลย ด้วยเพราะสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวย ในการขับรถทางไกลนับพันพันกิโลเช่นนี้ พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร จากวัดพลับแถวฝั่งธนฯ หัวหน้าทัพธรรมเรียกอาการเช่นนี้ว่าเป็น “ขันธมาร” นั่นคือขันธ์ห้าของตัวเองกลายเป็นมาร  หรืออุปสรรคในการทำความดี สำหรับครั้งนี้มิใช่เป็นการทำงานอย่างที่เคย ๆ หากแต่เป็นการทำบุญเพื่อช่วยเหลือชาวเขาที่นั่น ที่น่าสนใจคือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มของพระสงฆ์ ทั้งที่เป็นพระผู้ใหญ่ และพระนวกะจากจังหวัดต่าง ๆ ร่วมกับคณะของฆราวาสรวมแล้วก็ร่วมสิบกว่าชีวิต ขันธมารนั้นสำแดงฤทธิ์เดชไปตลอดทาง โชคดีที่ได้ยาหม่องตราลิงถือลูกท้อช่วย ขับไปก็ดมยาหม่องไป เล่นเอาเหล่าบรรดาพระสงฆ์ที่นั่งมาด้วยกันทั้งที่เป็นหลวงพ่อ หลวงน้าและหลวงพี่นั่งตาแทบไม่กระพริบ

กว่าจะเหยียบย่างเข้าสู่ลำพูน อันเป็นประตูสู่เมืองแม่ฮ่องสอนได้ ก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว มองไปรอบตัวไม่เห็นใครอื่น นอกจากทิวเขาสลับซับซ้อนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าลูกแล้วลูกเล่า เมื่อผ่านโค้งซ้ายต่อด้วยโค้งขวา โค้งหน้าตามด้วยโค้งหลัง แปดโค้งตัวเอสเจ็ดโค้งยูเทิร์น อันชวนหกคะเมนตีลังกาสักสามสี่รอบ ละเลียดหักพวงมาลัยไปตามทางไหล่เขาที่กรำงานหนักมานานหลายสิบปี บางช่วงไหล่ทางจึงชำรุดทรุดโทรมลงไปบ้าง นาน ๆ ครั้งจึงจะเห็นมีรถบรรทุกวิ่งสวนมาสักคัน แต่เส้นทางที่สูงชันยังไม่น่ากลัวเท่ากับไฟป่าที่ไหม้ลามจากพื้นสู่ยอดเขา มองไกล ๆ ดูคล้ายกับเถ้าลาวากำลังไหลออกมาจากปล่องภูเขาไฟ แม้เปลวเพลิงจะโรยแรงไปนานแล้ว หากแต่เถ้าถ่านยังคงสีแดงฉาน ฉายชัดถึงความร้อนแรงและโหดร้ายของตัวมันเองในชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้งยังอวยควันจางไปทั่วบริเวณ สมกับคำร่ำลือฉายา "เมืองสามหมอก" ยิ่งนัก วสันตฤดูก็มีหมอกฝน เพราะเมฆฝนไม่สามารถผ่านเทือกเขาที่สูงชันได้ เหมันตฤดูก็เจือด้วยหมอกแท้ ๆ จากอากาศอันหนาวยะเยือก ตั้งแต่ยามเช้าไปยันบ่าย จนบางทีไม่อาจเห็นแสงสุริยัน คิมหันตฤดูกอปรไปด้วยควันไฟป่าอันดุร้าย ดูคล้ายหมอก "หมอกจาง ๆ และควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้ อาจจะถามดูว่าเธอเป็นดังหมอกหรือควัน... " เสียงเพลงของป๋าเบิร์ดแว่วมาในโสต รับกับอารมณ์ที่กำลังดึ่มด่ำไปกับธรรมชาติรอบข้าง ยิ่งขับนานไป นานไป โค้ง ขุนเขา หน้าผา และไฟป่าก็กลายเป็นของเจนตา

จุดหมายปลายทางของวันนี้อยู่ที่เมืองลี้ อำเภอเล็ก ๆ ของลำพูนที่ดูลี้ลับสมกับชื่อ เพราะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและความหนาวเย็น แม้จะดึกแล้วแต่ที่ตัวเมืองยังมีร้านอาหารเล็ก ๆ เปิดอยู่สองสามแห่งไว้ให้คนจรหมอนหมิ่นได้อาศัยกิน เดินทางมากับพระนั้นเรื่องข้าวปลาอาหารไม่ต้องห่วง ที่ไม่ต้องห่วงเพราะถึงห่วงไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็พระท่านฉัน 2 มื้อถึงแค่เที่ยง จากนั้นก็ฉันแต่น้ำปานะอย่างเดียว มาขับรถให้พระเลยต้องกินตามพระไปโดยมีน้ำปานะไว้ลูบท้อง พอมาเห็นเย็นตาโฟ ท้องเจ้ากรรมจากที่เคยได้แต่ครางหงิง ๆ ก็ดังกระหึ่ม เหล่าพยาธิที่สลบไสลเพราะเมาโค้งอยู่ ถึงกับลุกขึ้นมาเต้นซัลซ่าอวดหุ่นเซะซี่ เสียงบรรเลงออเคสตร้าชั้นเยี่ยมที่มีความหิวเป็นคอนดัคเตอร์ ดังไปถึงกระดูกค้อนทั่งโกลนในหู สนั่นหวั่นไหวราวกับเจ็กขายขวดทั้งประเทศกำลังทะเลาะกันอยู่ในลำไส้ทีเดียว

ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ คือวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าไผ่ ห่างจากตัวเมืองลี้ออกไปร่วมสิบกว่ากิโล ที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติกรรมฐานที่ค่อนข้างใหญ่ ดูจากห้องพักนับสิบสิบห้อง และห้องน้ำรวมที่มีอยู่มากมาย สะดวกสบายทุกอย่าง ก่อนเข้าที่พักได้มีโอกาสแวะไปกราบท่านเจ้าอาวาส พระเดชพระคุณตุ๊ป้อมหาสิงห์ วิสุทโธ และได้สนทนาธรรมอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะเหนื่อยล้าจากการขับรถ และอ่อนแรงด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า หากแต่เสียงพูดที่สูง ๆ ต่ำ ๆ เฉกเช่นคนเหนือของตุ๊พ่อ ก็ทำให้การสนทนาธรรมะง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เลยได้พูดคุยซักถามกันอีกยาว นอกจากนี้ยังต้องกราบขอบคุณตุ๊พ่อมงคล ที่ช่วยดูแลจัดหาที่พัก และต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี

ค่ำคืนที่นอนหลับเป็นตายครั้งแรกในรอบปี จบลงด้วยเสียงนาฬิกาปลุกของพระ เมื่อตอนตีสี่ นาฬิกาปลุกที่ว่านี้คือเสียงสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์หลายสิบรูปที่ลงมาทำวัตร ตั้งแต่เช้ามืด แม้เสียงนาฬิกาปลุกจะเรียบและเย็น แต่กลับสร้างความประทับใจให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนอย่างยิ่งยวด ดูช่างเข้ากับบรรยากาศหนาว ๆ ของลำพูนได้ดี แต่เช้านี้ที่ลำพูนหนาวมาก เพราะความกดอากาศต่ำแผ่ลงมาจากประเทศจีน

คณะฯ ได้หนีจากลำพูนมาในขณะที่ตะวันยังคงนอนหลับใหล เส้นทางจากลำพูนไปดอยเต่า เข้าอำเภอฮอดนั้นไม่ลำบากมากนัก ขับได้เรื่อย ๆ ล้อไปกับสายหมอกยามเช้า กระทั่งมาสว่างที่ออบหลวงของเมืองเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว แสงอ่อน ๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้า ขับสีของป่าเขาสองข้างทางให้กลายเป็นทองเหลืองอร่าม ออบหลวงนั้นสวยด้วยทิวทัศน์ริมลำธารที่ไหลซอกซอนไปตามหลืบหินเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน ตั้งวางเรียงรายอยู่ตลอดลำน้ำ เดินตามสายน้ำไหลไปกระทั่งถึงซอกเขาขาด ที่อยู่สุดสายตา ก็จะเห็นจุดชมวิวอันเป็นที่มาของคำว่า “ออบหลวง” และที่นี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า สายน้ำไม่เคยคอยใครเลยจริง ๆ

 

 

 

 

ผ่าม!!!!

 

สายน้ำไม่เคยรอใครจริง ๆ ด้วย แม้ศพขึ้นอืดก็ไม่เคยรอ

 

 

 

จากออบหลวงขับมาเรื่อย ๆ ก็เข้าสู่ทางเขาอีกครั้ง หากแต่ดูอบอุ่นด้วยดอกไม้ป่าหลากสี ที่ผลิบานรับแสงแดดยามเช้า ทางไปแม่สะเรียงจึงเป็นเส้นทางที่สวยงามแห่งหนึ่ง จุดหมายปลายทางของเช้านี้อยู่ที่วัดจอมทองในตัวเมืองแม่สะเรียง…

ติดตามต่อได้ในตอนที่ 2

ปล.๑ เนื่องจากงานเขียนของคุณมนตรา เลี่ยวเส็ง เธอบอกว่า นี่เป็น mission report แต่ลีลาการเขียนออกแนวแฟนตาซีอันอบอุ่น ดีไม่ดีอาจไปทำให้ยอดขาย แฮรี่ พ็อตเตอร์ ภาคพิสดาร ตกต่ำได้ ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตเจ้าของต้นฉบับปรับเปลี่ยนสำนวนไปบางส่วนเพื่อลดความร้อนแรงของนักเขียนหน้าใหม่ (ใครติดตามบล็อกมาตลอดคงพอเดาได้ว่า แอบเปลี่ยนตรงไหนมั่ง) มิฉะนั้นเธออาจได้รางวัลซีไรท์ ("C"-write) เร็วเกินไป

ปล.๒ จักเห็นได้ชัดว่า ผู้ร่วมเดินทางแต่ละท่าน มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป กลิ่นอายของการบันทึกของแต่ละท่าน จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ปล.๓ ร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าห่มต้านภัยหนาวถวายเป็นพระราชกุศล และรับของขวัญปีใหม่ ปฏิทิน "ตามใจคุณ" ได้ในเอ็นทรี่นี้ ปีใหม่ปีนี้ร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคผ้าห่มต้านภัยหนาวพร้อมรับของขวัญสุดประทับใจ

 

รายงานความคืบหน้าของโครงการ ครั้งที่ ๑ (๒๗/๑๐/๕๒)

ผ้าห่มล็อตแรก ๑๒๐ ผืน ผืนละ ๖๐ บาท เป็นเงิน ๗,๒๐๐ บาท

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ๓,๐๐๐ บาท

พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ๓,๐๐๐ บาท

โยมอังคนา ปราโมทย์ภิภพ ๑,๒๐๐ บาท

โยมนิตยาบริจาคเพิ่ม ๒๐ ผืน (ผืนละ ๒๐๕ บาท)

 

ส่งไปที่หมู่บ้านซีวาเดอ ๘๔ ผืน หมู่บ้านหนองกระต่าย แม่ชีธรรมสิริ ๒๐ ผืน วันที่ ๒๖/๑๐/๕๒

ผ้าห่มโบตั๋นล็อตสอง ๓๗๓ ผืน ผืนละ ๑๓๖ บาท และบล็อกสกรีน ๕๐๐ บาท เป็นเงิน ๕๑,๒๒๘ บาท

(ได้สนทนากับพนักงานขายแล้ว ทราบว่า ผ้าห่มรุ่นเดียวกับสภากาชาดไทย มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกับที่ตั้งใจจักสั่ง แต่ราคาถูกกว่า เลยเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นรุ่นนี้ ราคาลดลง และซื้อได้มากขึ้นจากเดิม ๒๕๐ ผืน เป็น ๓๗๓ ผืน)

มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามบริจาคมาเป็นประเดิม ๑๐,๐๐๐ บาท ครับ

คุณ DIY@2pm ๕๐๐ บาท(๒๔/๑๐/๕๒)

คุณอารีวัลย์ ๒,๐๐๐ บาท(๒๔/๑๐/๕๒)

คุณมัลลิกา วัฒนาศิรินันท์ ๒๐๐ บาท(๒๕/๑๐/๕๒)

คุณเก๋ ๕๐๐ บาท(๒๖/๑๐/๕๒)

ขอโมทนาเป็นอย่างสูง ฯ

Favourites