เนื่องด้วยช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมตัวสอบนักธรรมเอก ไม่ใคร่มีเวลามาอัพบล็อกสักเท่าไร แต่งานจัดหาทุนซื้อผ้าห่ม ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เลยขออนุญาตนำเรื่องราวประสบการณ์อันสวยงาม อ่านแล้วเหมือนลอยอยู่ในความฝันของผู้ร่วมคณะเดินทางสู่ "โตแฮ" ผู้หนึ่ง ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์พิเศษของหลายมหาวิทยาลัยที่มีพรสวรรค์ในหลากหลายสาขาอาชีพ อาจเป็นเพชรน้ำหนึ่งประดับวงการวรรณกรรมในอนาคตกาล (ภาพประกอบเธอทำเองทั้งหมด ครับ น่าชื่นชมจริง ๆ)
ภาพที่ 1 บินเดี่ยวไปกับสายลม ฯ สู่แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 23 – 28 กุมภาพันธ์ 2552
ถวายแด่พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร
ร่วมบันทึกโดย มรรณฑกร หัมพานนท์ และมนตรา เลี่ยวเส็ง
ณ วันที่ 23 มีนาคม 2552
ภาพที่ 2 ความหวังและการเปลี่ยนแปลง
ตอนที่ 1
ภาพที่ 3 ยามบ่ายประกายสีทองที่วัดจอมทอง แม่สะเรียง
แม่ฮ่องสอน จังหวัดเล็ก ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในสายตา
เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยภูผาสูงชันแล้ว ยังเลื่องชื่อเรื่องเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา
โค้งนับพันนั้นทำให้การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนดูจะเป็นการเดินทางที่ยาวไกล
และดูจะไกลมากยิ่งขึ้น เมื่อข่าวคราวการปะทะกันตามแนวตะเข็บชายแดนนั้น มีให้ได้ยินกันหนาหูในช่วงระยะสองสามปีที่ผ่านมา
แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุให้ต้องไปเยือนแม่ฮ่องสอนจนได้
การมาแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ไม่ง่ายเลย
ด้วยเพราะสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวย ในการขับรถทางไกลนับพันพันกิโลเช่นนี้
พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร จากวัดพลับแถวฝั่งธนฯ
หัวหน้าทัพธรรมเรียกอาการเช่นนี้ว่าเป็น “ขันธมาร”
นั่นคือขันธ์ห้าของตัวเองกลายเป็นมาร หรืออุปสรรคในการทำความดี
สำหรับครั้งนี้มิใช่เป็นการทำงานอย่างที่เคย ๆ
หากแต่เป็นการทำบุญเพื่อช่วยเหลือชาวเขาที่นั่น
ที่น่าสนใจคือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มของพระสงฆ์
ทั้งที่เป็นพระผู้ใหญ่ และพระนวกะจากจังหวัดต่าง ๆ
ร่วมกับคณะของฆราวาสรวมแล้วก็ร่วมสิบกว่าชีวิต
ขันธมารนั้นสำแดงฤทธิ์เดชไปตลอดทาง โชคดีที่ได้ยาหม่องตราลิงถือลูกท้อช่วย
ขับไปก็ดมยาหม่องไป
เล่นเอาเหล่าบรรดาพระสงฆ์ที่นั่งมาด้วยกันทั้งที่เป็นหลวงพ่อ
หลวงน้าและหลวงพี่นั่งตาแทบไม่กระพริบ
กว่าจะเหยียบย่างเข้าสู่ลำพูน
อันเป็นประตูสู่เมืองแม่ฮ่องสอนได้ ก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว
มองไปรอบตัวไม่เห็นใครอื่น
นอกจากทิวเขาสลับซับซ้อนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าลูกแล้วลูกเล่า
เมื่อผ่านโค้งซ้ายต่อด้วยโค้งขวา โค้งหน้าตามด้วยโค้งหลัง แปดโค้งตัวเอสเจ็ดโค้งยูเทิร์น อันชวนหกคะเมนตีลังกาสักสามสี่รอบ ละเลียดหักพวงมาลัยไปตามทางไหล่เขาที่กรำงานหนักมานานหลายสิบปี
บางช่วงไหล่ทางจึงชำรุดทรุดโทรมลงไปบ้าง นาน ๆ
ครั้งจึงจะเห็นมีรถบรรทุกวิ่งสวนมาสักคัน
แต่เส้นทางที่สูงชันยังไม่น่ากลัวเท่ากับไฟป่าที่ไหม้ลามจากพื้นสู่ยอดเขา มองไกล ๆ ดูคล้ายกับเถ้าลาวากำลังไหลออกมาจากปล่องภูเขาไฟ
แม้เปลวเพลิงจะโรยแรงไปนานแล้ว หากแต่เถ้าถ่านยังคงสีแดงฉาน
ฉายชัดถึงความร้อนแรงและโหดร้ายของตัวมันเองในชั่วโมงที่ผ่านมา
ทั้งยังอวยควันจางไปทั่วบริเวณ สมกับคำร่ำลือฉายา "เมืองสามหมอก" ยิ่งนัก วสันตฤดูก็มีหมอกฝน เพราะเมฆฝนไม่สามารถผ่านเทือกเขาที่สูงชันได้ เหมันตฤดูก็เจือด้วยหมอกแท้ ๆ จากอากาศอันหนาวยะเยือก ตั้งแต่ยามเช้าไปยันบ่าย จนบางทีไม่อาจเห็นแสงสุริยัน คิมหันตฤดูกอปรไปด้วยควันไฟป่าอันดุร้าย ดูคล้ายหมอก "หมอกจาง ๆ และควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้ อาจจะถามดูว่าเธอเป็นดังหมอกหรือควัน... " เสียงเพลงของป๋าเบิร์ดแว่วมาในโสต รับกับอารมณ์ที่กำลังดึ่มด่ำไปกับธรรมชาติรอบข้าง ยิ่งขับนานไป นานไป โค้ง ขุนเขา หน้าผา และไฟป่าก็กลายเป็นของเจนตา
จุดหมายปลายทางของวันนี้อยู่ที่เมืองลี้ อำเภอเล็ก ๆ
ของลำพูนที่ดูลี้ลับสมกับชื่อ
เพราะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและความหนาวเย็น
แม้จะดึกแล้วแต่ที่ตัวเมืองยังมีร้านอาหารเล็ก ๆ
เปิดอยู่สองสามแห่งไว้ให้คนจรหมอนหมิ่นได้อาศัยกิน
เดินทางมากับพระนั้นเรื่องข้าวปลาอาหารไม่ต้องห่วง
ที่ไม่ต้องห่วงเพราะถึงห่วงไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็พระท่านฉัน 2
มื้อถึงแค่เที่ยง จากนั้นก็ฉันแต่น้ำปานะอย่างเดียว
มาขับรถให้พระเลยต้องกินตามพระไปโดยมีน้ำปานะไว้ลูบท้อง พอมาเห็นเย็นตาโฟ
ท้องเจ้ากรรมจากที่เคยได้แต่ครางหงิง ๆ
ก็ดังกระหึ่ม เหล่าพยาธิที่สลบไสลเพราะเมาโค้งอยู่ ถึงกับลุกขึ้นมาเต้นซัลซ่าอวดหุ่นเซะซี่ เสียงบรรเลงออเคสตร้าชั้นเยี่ยมที่มีความหิวเป็นคอนดัคเตอร์ ดังไปถึงกระดูกค้อนทั่งโกลนในหู สนั่นหวั่นไหวราวกับเจ็กขายขวดทั้งประเทศกำลังทะเลาะกันอยู่ในลำไส้ทีเดียว
ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ คือวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าไผ่ ห่างจากตัวเมืองลี้ออกไปร่วมสิบกว่ากิโล
ที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติกรรมฐานที่ค่อนข้างใหญ่ ดูจากห้องพักนับสิบสิบห้อง และห้องน้ำรวมที่มีอยู่มากมาย สะดวกสบายทุกอย่าง
ก่อนเข้าที่พักได้มีโอกาสแวะไปกราบท่านเจ้าอาวาส
พระเดชพระคุณตุ๊ป้อมหาสิงห์ วิสุทโธ และได้สนทนาธรรมอยู่ครู่หนึ่ง
แม้จะเหนื่อยล้าจากการขับรถ และอ่อนแรงด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า
หากแต่เสียงพูดที่สูง ๆ ต่ำ ๆ เฉกเช่นคนเหนือของตุ๊พ่อ
ก็ทำให้การสนทนาธรรมะง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เลยได้พูดคุยซักถามกันอีกยาว
นอกจากนี้ยังต้องกราบขอบคุณตุ๊พ่อมงคล ที่ช่วยดูแลจัดหาที่พัก และต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
ค่ำคืนที่นอนหลับเป็นตายครั้งแรกในรอบปี จบลงด้วยเสียงนาฬิกาปลุกของพระ
เมื่อตอนตีสี่
นาฬิกาปลุกที่ว่านี้คือเสียงสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์หลายสิบรูปที่ลงมาทำวัตร
ตั้งแต่เช้ามืด แม้เสียงนาฬิกาปลุกจะเรียบและเย็น
แต่กลับสร้างความประทับใจให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนอย่างยิ่งยวด
ดูช่างเข้ากับบรรยากาศหนาว ๆ ของลำพูนได้ดี แต่เช้านี้ที่ลำพูนหนาวมาก
เพราะความกดอากาศต่ำแผ่ลงมาจากประเทศจีน
คณะฯ ได้หนีจากลำพูนมาในขณะที่ตะวันยังคงนอนหลับใหล
เส้นทางจากลำพูนไปดอยเต่า เข้าอำเภอฮอดนั้นไม่ลำบากมากนัก ขับได้เรื่อย ๆ
ล้อไปกับสายหมอกยามเช้า
กระทั่งมาสว่างที่ออบหลวงของเมืองเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว แสงอ่อน ๆ
ของพระอาทิตย์ยามเช้า ขับสีของป่าเขาสองข้างทางให้กลายเป็นทองเหลืองอร่าม
ออบหลวงนั้นสวยด้วยทิวทัศน์ริมลำธารที่ไหลซอกซอนไปตามหลืบหินเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน ตั้งวางเรียงรายอยู่ตลอดลำน้ำ
เดินตามสายน้ำไหลไปกระทั่งถึงซอกเขาขาด ที่อยู่สุดสายตา
ก็จะเห็นจุดชมวิวอันเป็นที่มาของคำว่า “ออบหลวง”
และที่นี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า สายน้ำไม่เคยคอยใครเลยจริง ๆ
ผ่าม!!!!
สายน้ำไม่เคยรอใครจริง ๆ ด้วย แม้ศพขึ้นอืดก็ไม่เคยรอ
จากออบหลวงขับมาเรื่อย ๆ ก็เข้าสู่ทางเขาอีกครั้ง
หากแต่ดูอบอุ่นด้วยดอกไม้ป่าหลากสี ที่ผลิบานรับแสงแดดยามเช้า
ทางไปแม่สะเรียงจึงเป็นเส้นทางที่สวยงามแห่งหนึ่ง
จุดหมายปลายทางของเช้านี้อยู่ที่วัดจอมทองในตัวเมืองแม่สะเรียง…
ติดตามต่อได้ในตอนที่ 2
ปล.๑ เนื่องจากงานเขียนของคุณมนตรา เลี่ยวเส็ง เธอบอกว่า นี่เป็น mission report แต่ลีลาการเขียนออกแนวแฟนตาซีอันอบอุ่น ดีไม่ดีอาจไปทำให้ยอดขาย แฮรี่ พ็อตเตอร์ ภาคพิสดาร ตกต่ำได้ ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตเจ้าของต้นฉบับปรับเปลี่ยนสำนวนไปบางส่วนเพื่อลดความร้อนแรงของนักเขียนหน้าใหม่ (ใครติดตามบล็อกมาตลอดคงพอเดาได้ว่า แอบเปลี่ยนตรงไหนมั่ง) มิฉะนั้นเธออาจได้รางวัลซีไรท์ ("C"-write) เร็วเกินไป
ปล.๒ จักเห็นได้ชัดว่า ผู้ร่วมเดินทางแต่ละท่าน มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป กลิ่นอายของการบันทึกของแต่ละท่าน จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ปล.๓ ร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าห่มต้านภัยหนาวถวายเป็นพระราชกุศล และรับของขวัญปีใหม่ ปฏิทิน "ตามใจคุณ" ได้ในเอ็นทรี่นี้ ปีใหม่ปีนี้ร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคผ้าห่มต้านภัยหนาวพร้อมรับของขวัญสุดประทับใจ
รายงานความคืบหน้าของโครงการ ครั้งที่ ๑ (๒๗/๑๐/๕๒)
ผ้าห่มล็อตแรก ๑๒๐ ผืน ผืนละ ๖๐ บาท เป็นเงิน ๗,๒๐๐ บาท
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ๓,๐๐๐ บาท
พระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ๓,๐๐๐ บาท
โยมอังคนา ปราโมทย์ภิภพ ๑,๒๐๐ บาท
โยมนิตยาบริจาคเพิ่ม ๒๐ ผืน (ผืนละ ๒๐๕ บาท)
ส่งไปที่หมู่บ้านซีวาเดอ ๘๔ ผืน หมู่บ้านหนองกระต่าย แม่ชีธรรมสิริ ๒๐ ผืน วันที่ ๒๖/๑๐/๕๒
ผ้าห่มโบตั๋นล็อตสอง ๓๗๓ ผืน ผืนละ ๑๓๖ บาท และบล็อกสกรีน ๕๐๐ บาท เป็นเงิน ๕๑,๒๒๘ บาท
(ได้สนทนากับพนักงานขายแล้ว ทราบว่า ผ้าห่มรุ่นเดียวกับสภากาชาดไทย มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกับที่ตั้งใจจักสั่ง แต่ราคาถูกกว่า เลยเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นรุ่นนี้ ราคาลดลง และซื้อได้มากขึ้นจากเดิม ๒๕๐ ผืน เป็น ๓๗๓ ผืน)
มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามบริจาคมาเป็นประเดิม ๑๐,๐๐๐ บาท ครับ
คุณ ๕๐๐ บาท(๒๔/๑๐/๕๒)
คุณอารีวัลย์ ๒,๐๐๐ บาท(๒๔/๑๐/๕๒)
คุณมัลลิกา วัฒนาศิรินันท์ ๒๐๐ บาท(๒๕/๑๐/๕๒)
คุณเก๋ ๕๐๐ บาท(๒๖/๑๐/๕๒)
ขอโมทนาเป็นอย่างสูง ฯ