Boon

อุ๊ย... เมื่อวานอัพแบบเครียดโคตร ใครมาอ่านเข้า คงนึกสงสัยว่า ข้าพเจ้าจะไปหกล้ม หัวฟาดพื้นมาแน่ ๆ เขียนอะไรแนวซีเรียส ๆ แบบนี้ ก็เป็นกับเขาด้วย

ไม่ใช่อะไรครับ มหาโอ๊ต ขอมานานแล้ว ว่าอยากได้เอ็นทรี่สรุปงานชาวเขา แบบเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นการเป็นงาน รวมทุกอย่างอยู่ในเอ็นทรี่เดียว ม้วนเดียวจบว่างั้่นเฮอะ ค้างท่านไว้นานแล้ว สอบเสร็จก็เลยรีบทำ

เช้านี้ทุกอย่างเริ่มดูจะรีบร้อน เพราะจักออกเดินทางขึ้น จ.เชียงราย เที่ยงคืนวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ศกนี้ มีงานที่ต้องเคลียร์อยู่อักโข และหนึ่งในงานทั้งหลาย ที่เสพติด มิอาจขาดได้เลย แม้แต่วันเดียว คือการอัพบล็อก ... (ตึงโป๊ะ)

ก่อนอื่นขอว่า ข่าวไม่ดี กันเสียก่อน แล้วจะปิดท้ายด้วยข่าวดี ความจริงน่าจะแยกเป็นสองเอ็นทรี่ด้วยซ้ำ แต่รู้สึกว่า อัพวันละหลาย ๆ เอ็นทรี่ มันจะเฝือเกินไป มาเริ่มกันด้วยเรื่อง "วิกฤตศีลธรรม" ผู้ที่เป็นเจ้าของข้อความ อย่าเพิ่งโมโหโกรธาไปล่ะครับ ข้าพเจ้าไม่ได้ตำหนิท่าน เพียงจะยกเป็นตัวอย่าง ต้นเหตุของปัญหาศีลธรรมทุกวันนี้

ได้รับอีเอ็มเอสหลังไมค์เข้ามา มีเนื้อหาอย่างนี้ ครับ

อยากได้ของรางวัลครับหลวงพี่

แต่ผมไม่อยากทำ Tag จะได้ป่าว

หลวงพี่ฟังดูสิเสียงเรียกร้องดังก้องมาจากกิเลสในใจผม

อยากได้จัง

เอาเป็นว่าความดีที่ผมจะทำคือ

ขอดำเนินตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้

และผมก็ทำอยู่ทุกวันทุกลมหายใจ(ที่มีสติ)

นี่เป็นความดีอย่างเดียวที่ผมกำลังทำอยู่ครับ

ง่ะ อยากได้ จัง.....(ของรางวัล)

อ่านครั้งแรกก็ไม่รู้สึกอะไร ครับ ก็ปฏิเสธไป เพราะท่านไม่ทำตามกติกา ท่านก็ไม่สมควรได้สิ่งที่สมควรได้ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ผู้ทำดี ย่อมได้ดี ผู้ทำชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว แต่แล้วก็มีอีเอ็มเอ็ส ตอกย้ำเข้ามาอีกว่า

หลวงพี่ใจร้าย

แง้ๆๆๆ ร้องไห้ขนาดนี้ถ้าไม่สงสารก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

เหมือนกับว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีความเมตตา อืม.... จริงรึ?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่ง ไปล็อบบี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพื่อให้บริษัทฯสามีได้มาซึ่งสัมปทานมือถือ ด้วยสัญญาผูกขาด ทำให้บริษัทฯสามี กลายเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาด ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ต่อมาก็ได้ใช้เงินที่ได้จากการสัมปทานอยุติธรรมนั้น ลงเล่นการเมือง

และต่อมาก็ได้สร้างปัญหาใหญ่ให้ประเทศ ที่เรียกว่า "วิกฤตศีลธรรม"

สมมุติว่า "ของรางวัล" ที่ข้าพเจ้าจะแจกนั้น เป็นสัมปทานโทรคมนาคมของประเทศบ้างเล่า

สมมุติว่า กฏกติกา ที่ข้าพเจ้าตั้งขึ้น เป็นกฏหมายบ้านเมืองบ้างเล่า

สมมุติว่า การเรียกร้องความเห็นใจของท่าน ด้วยตัณหาส่วนตัวของท่าน โดยไม่เคารพกฏกติกา เป็นการติดสินบนเจ้าพนักงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ท่านอยากได้บ้างเล่า

มันต่างกัน ก็เพียงสเกล ของวัตถุกาม (พัสดุอันน่าใคร่) วัยวุฒิ และคุณวุฒิ เท่านั้นเอง พฤติกรรมนั้น คล้ายกันมาก

หรือข้าพเจ้า จะปล่อยให้อีเอ็มเอสนี้ผ่านเลยไป ก็สงสัยว่า วันหนึ่ง ที่ท่านอยากได้เกรด ท่านจะไปออดอ้อนขอเกรดจากอาจารย์ ทั้งที่ท่านอ่านหนังสือไป ไม่ดีเอง หรือไม่

ถ้าท่านเป็นผู้หญิง และอาจารย์เป็นผู้ชาย ท่านจะยอมแลกตัว กับเกรดดี ๆ หรือไม่

สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวมา ไม่ได้เกินเลยไปเลย ถ้าท่านไม่เริ่มต้นวันนี้ ด้วยการเคารพกฏกติกามารยาท สุดท้ายก็จะลงเอยไม่ต่างจากบุคคลข้างต้น แล้วแต่บุญญาบารมีเดิมของท่าน จะเสริมให้ท่านไปอยู่ระดับไหน

ท่านเขียนมาว่า ท่านดำเนินตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เพื่อให้ถึงซึ่งนิพพานในชาตินี้ แต่ท่านไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ท่านทำ คือ การไม่เคารพกฏกติกา แล้วท่านจะดำเนินตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างไร และท่านยังยึดมั่นถือมั่น ติดอยู่ในวัตถุ แม้ว่าวัตถุนั้นจะเป็นรูปพระอริยสงฆ์ เป็นวัตถุมงคล เป็นสิ่งที่ดี น่าระลึกถึง เป็นสังฆานุสสติ แต่ท่านได้มาโดยการไม่เคารพกติกามารยาท ท่านจะระลึกถึงอะไร? ท่านจะไปนิพพานได้หรือ?

แล้วแท็กของข้าพเจ้า มันยากขนาดนั้นเลยหรือ? (ต้องไปพิจารณาตัวเองแล้วแฮะ) ถึงต้องแลกด้วยการไม่เคารพกฏกติกา

ข้าพเจ้ามิได้อยากตำหนิ ให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการเมืองทุกวันนี้ ก็เริ่มมาจากจุดเล็ก ๆ เช่นนี้แล

 

 

 

วิกฤตที่คนไม่รู้ว่า "อะไร คือ ศีลธรรม"

 

 

 

ผ่านไปกับเรื่องไม่ดี มาว่าเรื่องน่าชื่นใจกันมั่ง

หลังจากเมื่อวานผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล วัดที่ข้าพเจ้าสังกัดอยู่ เป็นสำนักสอบวิชาธรรมศึกษาด้วยครับ ทุกปี ข้อสอบ กระดาษคำตอบ จะให้มาไม่ครบ (ไม่รู้ไปตกหายที่ไหน) วุ่นวายเหลือประมาณ และในปีนี้ ก็รับมือด้วยการถ่ายเอกสาร กระดาษคำตอบรอล่วงหน้าไว้เลย

แต่ข้อสอบต้องรอเปิดซองพร้อมกันทั่วประเทศ ครับ

แล้วมันก็เป็นเช่นทุกปี คือ ข้อสอบมาไม่ครบ ข้าพเจ้าขึ้นกุฏิไปวอร์มเครื่องสแกนเนอร์ เตรียมตัวถ่ายเอกสารเต็มที่ กระดาษพร้อม พริ้นเตอร์พร้อม สแกนเนอร์พร้อม แต่พระเจ้าช่วยกล้วยบวดเพื่อชาติ กระดาษข้อสอบ มาเป็นไซส์ F หรือ Legal ครับ ไอ้หย๋า... สแกนเนอร์ของข้าพเจ้า รองรับได้แค่ A4 เลยโกลาหลกันเช่นทุกปีที่ผ่านมา วิ่งไปถ่ายเอกสารที่คณะ ๑ ห่างออกไปหลายร้อยเมตร

วิชาหลัง ๆ ข้าพเจ้าก็พยายามสแกน ๒ ที แล้วเอามาต่อกัน (ซึ่งใช้เวลามากกว่าการถ่ายเอกสาร) สำเร็จเป็นกระดาษข้อสอบเหมือนต้นฉบับเด๊ะ รอดตัวไปหวุดหวิด

มาในวันนี้ ข้าพเจ้าก็ออกเดินหาตู้เอทีเอ็มแต่เช้า ครับ เดินเข้าไปกดปุ่มไม่กี่ปุ่ม ด้วยอารมณ์ไม่ค่อยแจ่มใสนัก เพราะตู้เอทีเอ็มมันอยู่ไกล เดินไปเป็นกิโล แต่แล้วข้าพเจ้าก็พบ เลขศูนย์มหัศจรรย์ ครับ

เลขศูนย์ที่ทำให้ข้าพเจ้าเดินยิ้มตลอดทางกลับมาที่วัด

ระยะทางเดินกลับวัดดูจะสั้นไปถนัดใจ

เลขศูนย์นั้น หน้าตาเป็นอย่างนี้ ครับ

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เลขบัญชีใบสลิปนี้ คือ บัญชีโครงการไทยช่วยไทยสันติสุข สมทบทุนซื้อเสื้อเกราะให้ทหารชายแดนภาคใต้ ครับ (สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรมในบล็อกเอ็กซ์ทีน อาจจะไม่ทราบว่า เป็นเลขบัญชีอะไร)

ความจริงตั้งใจไว้ว่า จะบริจาคให้สายคุณรินนา เห็นความพยายามของเธอ มาตั้งแต่ไปรับปากเขามาใหม่ ๆ แล้ว ไม่ค่อยมีเสียงตอบรับความพยายามของเธอ แต่แล้วความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ครับ วันนี้สายเธอเต็มไปแล้ว ก็เลยให้สายไหนก็ได้ ครับ ที่ไปรับปากเขาไว้แล้ว ยังหาได้ไม่ครบตามที่รับปากไว้

เงินจำนวนนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้บริจาคคนเดียวนะครับ เดี๋ยวจะหาว่า ข้าพเจ้ารวย

แต่จริง ๆ ก็รวยแหละ

ข้าพเจ้ารวยมาตั้งแต่เริ่มห่มผ้าเหลืองเลย

 

 

 

 

 

 

เพราะข้าพเจ้ารู้จัก "พอ" ครับ เลย "รวย"

คนเราเมื่อไหร่รู้จัก "พอ" ก็รวยเมื่อนั้น ครับ

และจะยิ่งโคตรรวย ถ้ารู้จัก "ให้" ครับ

และจะรวยที่สุด สุขที่สุด

ถ้ารู้จัก "ให้อภัย" ครับ

 

 

 

 

 

 

 

ขอได้รับความขอบคุณ

สามเณรวิทยา วัดราชสิทธาราม ๕,๐๐๐ บาท

พระภิกษุฟิล์ม วัดราชสิทธาราม ๕๐๐ บาท

ตู้รับบริจาค บ้านตลิ่งชัน ๕,๐๐๐ กว่า ๆ

โยมอังคนา ปราโมทย์พิภพ บริจาคเติมให้ได้ยอดเป็นเลขกลม ๆ ๕,๕๐๐ บาท

ที่เหลือ คือ เงินที่เหลือในบัญชีข้าพเจ้า ทุ่มสุดตัว ครับ ยังไม่ตายก็หาเอาใหม่

และนั่นเป็น เลขศูนย์ ที่มีความสุขที่สุดในโลก ครับ

 

วันนี้ คุณทำความดีหรือยัง?

 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. เคยไหมครับที่ "ให้" จนหมดตัว ไม่เหลือสักเก๊ (ตั้งแต่บวชมา ลองมาหลายรอบแล้ว) ลองดูสักครั้งในชีวิต แล้วท่านจะทราบว่า ความสุขที่สุดในโลก หน้าตาเป็นอย่างไร

edit @ 28 Nov 2008 20:31:10 by Dhammasarokikku

ปลายพุทธศักราช ๒๕๔๙ ข้าพเจ้าพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ได้ออกติดตามพระครูสุวีรธรรมานุยุต (ครูบาอินสม สุวีโร) เจ้าคณะอำเภอสบเมย ไปเยี่ยมชาวเขา โดยบังเอิญ ด้วยเข้าใจว่า จักได้ติดตามครูบาเดินธุดงค์เข้าป่าลึก ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนการธุดงค์เดี่ยวจริง ในอนาคต แท้จริงเป็นการจัดพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์สืบชาตาตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ครูบาอินสม เคยธุดงค์ไปถึง ตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร ติดตามครูบาผาผ่า ซึ่งตามปกติครูบาอินสมเดินทางเข้าไปเยี่ยมชาวเขาทุกปี แต่ระยะหลังสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่ได้ไปโปรดญาติโยมมาเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว

 

ครูบาอินสม

 

การเดินทางครั้งนั้น ได้ไปพบชาวเขา มีความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น ขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค พื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิต มีโรคระบาด ขาดสุขอนามัย หน่วยงานด้านสุขภาพ ขาดแคลนยารักษาโรค นักเรียนขาดอุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน ถนนหนทางไปมาลำบากมาก จึงริเริ่มโครงการรวบรวมสิ่งของ เพื่อให้การช่วยเหลือชาวเขาผู้ยากไร้ ด้วยการส่งจดหมายบอกบุญไปยังเพื่อนฝูง ระดับมหาวิทยาลัย รวบรวมข้าวของบริจาคอยู่ ๓ เดือน ได้ของบริจาคมาจำนวนหนึ่ง ประเภทเสื้อผ้า ยา อาหารแห้ง แล้วจึงได้นำขึ้นไปแจกด้วยตนเอง ด้วยต้องการให้แน่ใจว่า ของบริจาคถึงมือผู้ยากไร้อย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

การกลับมาเยือน ชาวเขา ครั้งที่ ๒ ราวเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ด้วยการติดตามครูบาอินสมมา เช่นเคย พร้อมด้วยข้าวของ ธารน้ำใจจากชาวกรุงเทพฯ จำนวน ๖ ลัง เหมือนบุญจะหนุนนำ ให้ได้สร้างกุศลมากยิ่งขึ้น จึงได้กลับมาพบกับ การบวชชาวเขาภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา หลังจากแจกของอุปโภคบริโภคแล้ว ข้าพเจ้าจึงอยู่ช่วยงานบวชชาวเขาต่ออีกหลายวัน ได้ทำอาหารเลี้ยงน้องสามเณร-พราหมณ์ และได้มีโอกาสสอนหนังสือเด็กชาวเขาด้วย

 

 

   

 

 

กลับจากแม่ฮ่องสอนในคราวนั้นแล้ว ได้ทราบถึง ผลเสียของการไม่รู้พระปริยัติธรรม อันส่งผลให้ไม่สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวเขา และบุคคลทั่วไป ได้ดีเท่าที่ควร จึงตัดสินใจเข้าสังกัดวัดราชสิทธาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จักได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง แ่ม่นยำ

ประกอบกับช่วงนั้น เป็นช่วงฤดูฝน ถนนบนดอยจะมีสภาพเป็นโคลน แม้จะหาของบริจาค มาได้มากสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถขนส่งขึ้นไปได้ ทั้งเป็นช่วงเข้าพรรษา ไม่เหมาะแก่การทำงาน ซึ่งต้องมีการเดินทางไปมาอยู่เป็นประจำ จึงยุุติบทบาทการช่วยเหลือลงชั่วคราว เพื่อเรียนนักธรรมตรี

มาปลายปี ๒๕๕๐ สอบนักธรรมตรีเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ริเริ่มจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค อีกครั้ง โดยได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเพื่อนฝูงมาทำบุญเช่นเคย และหาช่องทางอื่นในการหาของบริจาค เพิ่มเติม โดยได้ไปตั้งกล่องรับบริจาคไว้ที่บ้านอนุสาวรีย์ สถานที่รับแขกของ พระครูธรรมธรเ่ล็ก สุธมฺมปญฺโญ และ บ้านตลิ่งชัน สถานที่รับแขกของ พระสมปอง สุธมฺมจิตโต ปรากฏว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จากลูกศิษย์ลูกหา ของพระราชพรหมยานเถระ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ทำให้ได้ของบริจาคจำนวนถึง ๒๑ ลัง และได้เชิญชวนญาติโยมให้ไปทำอาหารเลี้ยงชาวเขาด้วยกัน

 

 

 


 

ในการนี้ ก็ได้รับการอนุเคราะห์ จากโยมคุณแม่ของข้าพเจ้าเอง บริจาคเกลือมาจำนวน ๔ ตัน พร้อมค่าขนส่ง โยมพี่ชายไปช่วยขับรถ โยมอังคนา ปราโมทย์พิภพ เจ้าภาพใหญ่ในการเลี้ยงอาหารชาวเขา หลวงพี่ตือ หลวงพี่ภูมิ หลวงพี่เจริญ หลวงพี่เอ โยมนิกร และอื่น ๆ ได้ยกคณะกันขึ้นไป ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงชาวเขา และแจกของช่วยเหลือ ที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคมา

 

 

 

เกลือจำนวน ๔ ตัน

ถ่ายรูปหมู

 

 

จากการสัมผัสวิถีชีวิตของชาวเขาโดยทั่วไป ทำให้ทราบว่า เขาเหล่านั้น เป็นผู้มีศีลธรรมดี สมควรได้รับความช่วยเหลือ และมีความงามที่หาได้ยาก ในชีวิตคนเมือง ดังนี้

๑. ชาวเขาไม่โลภ ไม่มักมาก ไม่สะสม ตามธรรมดาของการนำของไปแจก จริยาของผู้มีความโลภ จะสังเกตุได้ไม่ยาก จะมีพฤติกรรมเห็นแก่ได้ เข้ายื้อแย่งสิ่งของ ได้แค่นี้ไม่พอ จะเอาอีก จะเอาเพิ่ม ข้าพเจ้าไม่เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ ในหมู่ชาวเขา บอกเขาอย่างไร ก็จัดการอย่างนั้น ให้แยกเสื้อผ้าผู้ใหญ่ชาย หญิง เด็กชาย หญิง จัดเป็นกอง ๆ ใช้วิธีจับสลากแบ่งของกัน เพื่อความยุติธรรม หรือการนำไปให้ผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้รับความร่วมมือจาก อบต. อำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี พ่อบ้านก็นำไปแจกให้ลูกบ้าน อย่างยุติธรรม

อีกประการหนึ่ง จากการนำอาหารไปเลี้ยง แม้ว่าชาวเขาจะเอร็ดอร่อยกันมาก (เครื่องก๋วยเตี๋ยวครบสูตรเต็มที่) และก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารรสเลิศ สำหรับเขา ไม่รู้ว่า จักได้กินก๋วยเตี๋ยวอร่อย ๆ อย่างนี้อีกเมื่อไหร่ แต่ไม่เห็นมีผู้ใดสักคนเดียว นำอาหารที่เลี้ยง กลับไปกินต่อที่บ้าน แสดงให้เห็นว่า เขาทั้งหลายรู้จัก "พอ" อิ่มแล้วก็พอ ไม่สะสมอาหาร ไม่โลภมาก นับเป็นความงามอย่างยิ่ง

 

 

click to comment

รูปชามก๋วยเตี๋ยวที่ีส่งคืนมา ยังไม่ได้ล้างนะครับนั่้น 

 

๒. ชาวเขา สมบูรณ์ด้วยศีลข้อ ๓ ในหมู่บ้านจะมีแผงโซล่าร์เซลกันแทบทุกบ้าน ได้ยินว่า เป็นโครงการของในหลวง กฏในหมู่บ้านเขาจะเคร่งครัดมาก ใครผิดประเวณี พ่อบ้านจะไล่ออกจากหมู่บ้านไปเลย แผงโซล่าร์เซลแผงหนึ่ง ผลิตในประเทศไทย ราคาอย่างต่ำก็ ๖-๗ หมื่น ชาวเขาหามื้อกินมื้อ ไม่สามารถหาเงินมาซื้อเองได้แน่นอน ถ้าถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน ก็จะต้องเผชิญความยากลำบาก ของการไม่มีไฟฟ้าใช้ และต้องไปตั้งบ้าน ห่างไกลจากชุมชน หนุ่มสาวในหมู่บ้าน จึงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย แต่ดั้งเดิมไว้อย่างดี เพราะนอกจากจะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านแล้ว ยังถูกห้ามเดินผ่านหมู่บ้านด้วยครับ จะเดินผ่าน ต้องเสียผีให้หมู่บ้านครับ เป็นหมู เป็นไก่ หรือแล้วแต่จะตกลง

การถูกรังเกียจเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรจากการรังเกียจวรรณะจัณฑาล ของอินเดียเลยครับ นั่นเขารังเกียจกันด้วยชาติกำเนิด ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อเด็กที่เกิดมาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทว่าที่นี่รังเกียจกันด้วยการละเมิดศีล ซึ่งบุคคลโตแล้ว เจริญแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว สามารถเลือกเป็นคนดี หรือคนเลว ได้แล้ว ถ้าจะเลือกเป็นผู้น่ารังเกียจ ด้วยการตามใจตัณหาของตัวเอง ไม่สนใจขนบธรรมเนียมประเพณี ก็สมควรได้รับการประฌาม ลงโทษจากสังคม ยุติธรรมดีแล้ว น่ารับไว้เป็นแบบอย่าง อย่างยิ่ง

๓. เด็กชาวเขา ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำวัตรสวดมนต์เป็นประจำ แม้ด้วยความทุรกันดารของพื้นที่ ทำให้ไม่ใคร่มีพระภิกษุเข้าไปจำพรรษาบนดอยนัก แต่ก็มีพระภิกษุจากโครงการ "ธรรมจาริก" ของวัดปากน้ำภาษีเจริญ แวะเวียนเข้าไปให้การอบรม เณร-พราหมณ์ เป็นประจำ สม่ำเสมอ ทุกปี ทำให้เด็ก ๆ มีความรู้ ความเข้าใจ ในพระธรรมคำสอน ของพระศาสดา เป็นอย่างดี สามารถทำวัตรสวดมนต์ได้เอง อย่างคล่องแคล่ว

มาในปี ๒๕๕๑ นี้ ก็ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ได้รวบรวมเครื่องอุปโภค บริโภค ที่พอจะรวบรวมได้ รวม ๑๑ ลัง ส่วนหนึ่ง จะนำไปแจกพร้อมกับการสำรวจเส้นทาง ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เพื่อสำรวจสอบถามสิ่งที่จำเป็น และขาดแคลน  จักได้นำกลับมาบอกบุญ หาของบริจาค แล้วนำขึ้นไปแจกของในปีหน้า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ในการนี้ หลวงลุงสุพล เลขาเจ้าคณะอำเภอสบเมย (ครูบาอินสม) จะพาไปสำรวจเส้นทาง ตชด. ทางหมู่บ้่านกองก๋อย ใกล้ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ติดชายแดนพม่า

 

 

 
click to comment

 บางส่วนของเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับมา ส่งขึ้นไปแล้ว

 

ความต้องการพื้นฐานจากการไปแจกของมา ๒ รอบแล้ว มีดังนี้

๑. อาหารแห้ง

๒. เสื้อผ้าเด็ก (เด็กชาวเขาเยอะมากครับ และเสื้อผ้าที่เขาบริจาคกันส่วนใหญ่เป็นของผู้ใหญ่ครับ)

๓. ผ้าห่ม และเสื้อกันหนาว

๔. เครื่องเขียน (ขาดแคลนมาก ๆ เลยครับ สมุด ปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด ยางลบ ได้หมดครับ) หนังสือเรียนประถม มัธยมก็ดีครับ

๕. เครื่องกีฬา (เช่น ลูกฟุตบอล ไม้แบดฯ เป็นต้น)

๖. ยารักษาโรค (ข้าพเจ้ารวบรวมสังฆทานยาได้จำนวนหนึ่ง ราว ๆ ๕๐ กล่องได้ แต่ก็มียาไม่ครบทุกหมวด)

 

ดังนี้แล้วจึงเรียนมาถึงผู้มีจิตศรัทธา ต้องการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ สามารถบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย จตุปัจจัย ได้ที่

ผู้สนใจทำบุญ สามารถโอนเงิน เข้าบัญชีเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี ๐๑-๐๑๑๕-๒๐-๐๘๐๕๔๖-๐ ชื่อบัญชีพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร ส่วนสิ่งของบริจาค ชาวเขาที่ จ.แม่ฮ่องสอน สามารถนำไปฝากไว้ ที่วัดท่าพระ บ้านอนุสาวรีย์ หรือ บ้านตลิ่งชัน หรือบริจาคได้ที่บัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี ๐๖๕-๐-๒๑๑๘๕-๗ ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์

วัดท่าพระ กุฏิหลวงพ่อบุญเลิศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอยู่ สี่แยกท่าพระ ถ.จรัญสนิทวงศ์ ซอย ๔

บ้านอนุสาวรีย์ เป็นสถานที่รับแขกของหลวงพี่เล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน/วัดถ้ำเขาทะลุ/วัดเกาะพระฤๅษี (ดูแลควบ ๓ สำนัก) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี อยู่บนตึกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือติดกับคิวรถตู้ ใต้ทางด่วน ตรงสนามเป้า สามารถถามตำแหน่งแน่นอนได้จากคิวรถตู้ได้เลย ปกติหลวงพี่เล็ก จะมารับแขกทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือนของทุกเดือน ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ถ้าหลวงพี่เล็กไม่อยู่ ส่วนใหญ่ห้องจะปิดไว้

บ้านตลิ่งชัน เป็นสถานที่รับแขกของหลวงพี่สมปอง อยู่พุทธมณฑลสาย ๑ ตรงข้ามสายใต้ใหม่สุด ๆ ขับจากถนนบรมราชชนนีเข้าไป ข้ามสะพานเล็ก ๆ ๒ สะพาน ปากซอยจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวโกเด้ง พอเข้าซอยแล้วจะมีป้ายบอก หลวงพี่สมปอง จะมารับแขกทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ ๓ ของทุกเดือน ถ้าหลวงพี่สมปองไม่อยู่ จะมีโยมพี่สาวของท่าน ดูแลสถานที่อยู่ เบอร์โทร. ๐๒-๘๘๗-๗๒๔๘ โยมจิตร

เพิ่มเติม สำหรับผู้สนใจบริจาค ที่มีภูมิลำเนา อยู่ใกล้วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา

สามารถร่วมบุญได้ที่ พระมหานัธนิติ สุมโน
สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา
โทร 0 3524 2640 , 08 3157 9733 โทรสาร 0 3524 2640 ต่อ 20
อีเมล watyai(at)windowslive(dot)com, mahaoath(at)gmail(dot)com
ถ้าอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา หรือใกล้เคียง แต่ไม่สะดวกเดินทางมาเอง

มีบริการพิเศษ ส่งรถตุ๊กตุ๊กประจำตำแหน่งไปรับของได้ถึงที่ 

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านผู้อ่าน และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ทุกประการเทอญ ฯ

edit @ 26 Nov 2008 17:37:47 by Dhammasarokikku

พรุ่งนี้แล้ว

.

.

วันเชือด

.

 . 

คนจะสอบพรุ่งนี้ ยังนั่งอัพบล็อกอยู่เลย

.

น่าตีจริง ๆ สรุปแล้ว อ่านไม่จบเลยสักวิชา ฮ่า ฮ่า

 

มาดูคลิปต่อไปกันครับ

 


 

วีดีโอที่เปิดให้ดู มาจากครูสัญจร แวะมาเยี่ยม ครับ มาเปิดวีดีโอพุทธประวัติให้ดู ที่เห็นในคลิป น่าจะเป็นตอนพระนางรูปนันทา ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กระมัง ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะในพระไตรปิฎก พระนางแอบอยู่หลังม่านนี่นา แต่ไม่ว่า วีดีโอจะเป็นเรื่องอะไร เด็กชาวเขาเหมือนถูกสะกดด้วยคาถานะจังงัง นิ่งมาก มีสมาธิมาก (ไม่เห็นเหมือนตอนข้าพเจ้าสอนนั่งสมาธิเลย หลับกันเป็นแถว)

ชีวิตบนดอยนั้น โทรทัศน์เป็นสุดยอดความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเลยครับ คนแก่แม่หม้ายลูกเด็กเล็กแดง หรือกระทั่งชายฉกรรจ์ ๑ ทุ่มเป๊ง จะมาประจำการที่วัด ครับ ที่วัดมีโทรทัศน์อยู่เครื่องหนึ่ง ๒๑ นิ้ว รอดูละคร ตอนที่อยู่บนดอยนั้น โดยปกติ ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์ ครับ ยิ่งละครไทย ยิ่งไม่ค่อยได้ดูเลย เพราะดูแค่ตอนเดียว ก็เดาเรื่องออกทั้งหมด ถ้าจะติด ก็ติดซีรีย์เกาหลีเสียมากกว่า เพราะเดาไม่ค่อยออก แต่ด้วยกระแส "ละครดอยฟีเวอร์" คิดดูครับ คนทั้งหมู่บ้าน มาใจจดใจจ่อ รอดูละครเรื่องเดียวกัน ทีวีเครื่องเดียวกัน และด้วยความที่มันไม่มีอะไรทำ ข้าพเจ้าก็ไปดูกับเขาด้วย แล้วก็ติดละครไปกับเขาด้วย ตอนนั้นรู้สึกจะเป็นเรื่อง "ฝนเหนือ" กับอีกเรื่องเป็นเรื่องเสือสมิง จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว

ความรู้สึกของการติดละครนั้น พอจบตอน จะรู้สึกว่า แหม... ไม่น่าจบเร็วเลย กะลังมัน พอถึงวันใหม่ ใกล้จะได้เวลา มัันจะรู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกมันเป็นละครที่สนุกเหลือเกิน ขาดไม่ได้ เอ๊ะ... ทำไมเวลาอยู่ข้างล่าง ไม่เคยติดกับเขาเลยฟระ

ครั้นพอลงเขามา ความรู้สึกเช่นนั้น ก็หายไปเลย ครับ ข้าพเจ้าก็กลับไปเป็นมนุษย์ไม่ดูทีวีเช่นเดิม

 

ถ้า EGV ไปเปิด คงเต็มทุกรอบ

 

ตอนเช้า ๆ เขาก็มาใส่บาตรกันครับ

 

บนดอยนี่สบายเลย ครับ ไม่ต้องบิณฑบาต (ถ้าเขาให้บิณฑ์ คงคางเหลือง เห็นทางแล้วชันเหลือเกิน) ญาติโยมมาถวายให้ถึงที่ หลวงพี่เอ๋ ในภาพนี้ เป็นหลวงพี่มหัศจรรย์ ครับ ท่านท่องปาติโมกข์ (ภาษาบาลี ประมาณสิบกว่าหน้า) ได้ใน ๗ วัน หัวไบร์ท มาก ๆ แต่ ฮาสุด ๆ เลย ครับ เป็นขวัญใจเด็ก ๆ ชาวเขาทีเดียว

 

แล้วก็ฉันกันใต้ศาลา ที่ดูวีดีโอเมื่อกี้ นั่นละ

 

 

หน้าตาอาหารดอย น่ากินไหมล่ะ พวกสีสวย ๆ นั่น ส่วนใหญ่เอาขึ้นไปเอง ครับ ถ้าเป็นของชาวเขา สีจะตุ่น ๆ คล้ายแกงขี้เหล็ก แต่สีเข้มกว่า แล้วพวกหมูหมากาไก่ อย่าไปควานหาซะให้ยากเลย ไม่มีหรอก ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรนานาชนิด ฉันแล้วเหมือนเคี้ยวก้านไม้อะไรสักอย่าง ถ้าวันไหนโชคดี จะมีเมนูเด็ด "มันหมู" ครับ แบบที่เอาไว้วางบนหมูกระทะเกาหลี กันหมูติดกระทะ นั่นละ บนนั้นเขาถือว่า เป็นอาหารชั้นเลิศทีเดียว เพราะกินแล้วอุ่น เลยเอามาถวายพระ แต่...เอ่อ...

หรือเด็ดกว่านั้น ก็จะมี "รังผึ้งป่า" ครับ พอเขาหามาได้รังหนึ่ง อาหารทุกอย่าง ก็จะมีรังผึ้งเจืออยู่ทุกชามเลย ครับ 

เอาละ ที่ต้องมาอัพคลิป ทั้งที่พรุ่งนี้จะสอบอยู่ร่อมร่อแล้ว ก็เพราะว่า วันนี้มีเรื่องเยอะเหลือเกิน เรื่องแรก พระผู้ใหญ่ที่วัด มรณภาพไปรูปหนึ่งครับ เมื่อคืน หัวใจวาย แม้จะไม่ค่อยสนิทกัน แค่เห็นหน้าตอนทำวัตรบ่อย ๆ แต่จู่ ๆ ก็ไป ไม่บอก ไม่กล่าว ไม่มีอาการบอกล่วงหน้าใดใด ก็ใจหายเล็กน้อยถึงปานกลาง โอ... ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้น จริงเหลือเกิน ครับ ความตายนั้น จะมาถึงเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้

 

 

  พระครูสิรินันทวิมล มรณภาพซะแล้ว เห็นกันอยู่หลัด ๆ

 

เรื่องที่สอง หลวงลุงโทรมาบอกครับว่า ของบริจาคชาวเขา ๘ ลังใหญ่ยักษ์ ไปถึงวัดจอมทอง เรียบร้อย โดยสวัสดิภาพ ไม่มีอาการบุบสลาย กล่องแตก แต่อย่างใด ... เย้ ...

 

เรื่องสาม พรุ่งนี้สอบแล้ว ครับ ยังอ่านไม่จบเลย กร๊าก.... ไปอ่านหนังสือ ดีฝ่า

 

จบตอน ๑๑

edit @ 20 Nov 2008 17:11:15 by Dhammasarokikku