Dharma

ลี้ภัยชั่วคราว

posted on 13 Nov 2009 01:44 by akkarakitt  in Dharma

โอ้ยโหย๋ว... ค้่างงานไว้หลาย ๆ แต่วันนี้ต้องออกเดินทางไปเข้าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้จึงยุ่ง ๆ ไม่มีเวลาอัพบล็อก นี่เพิ่งส่งของบริจาคไปเมื่อวานนี้ ๑๐ ลัง (รีบเคลียร์งานก่อนออกเดินทาง) ทั้งแพ็คทั้งแบกรากเลือดเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

เข้าป่าคราวนี้ไม่สองสัปดาห์ ก็เดือนนึง เลยว่าจักมาขออำลาชาวเอ็กซ์ทีนชั่วคราว และขออำภัยที่ไม่อาจมาต่อเอ็นทรี่ที่ค้างไว้ได้ทันอกทันใจ

ถ้าอีกเดือนหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่กลับมาอัพบล็อก ก็โปรดทราบว่า คงเป็นปุ๋ย พรทิพย์ นาคหิรัญกนก โดนคางคกป่าคาบไปกินเสียแล้ว หากมีโอกาสกลับมา คงมีเรื่องเล่าเช้านี้ เม้าท์แตกยิ่งกว่ากะละแมร์มาเล่าให้ฟัง น้ำลายท่วมบล็อกเป็นแน่แท้

วันนี้ขอลาไปก่อน

เจริญธรรม ฯ

บล็อกชักเริ่มมีกลิ่นตุ ๆ หน่อย ๆ แร้ว... มาปัดฝุ่นกันหน่อยดีฝ่า...

ช่วงนี้หายหน้าเพราะกำลังโรมรันพันตูกับการสอบอันมฤคทายวันมาก พรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว และแน่นอนว่า เป็นวิชาที่อิสิปตนะที่สุดใน ๔ วิชา วันนี้เลยมาอัพบล็อกแก้เซ็ง (เอ๊ะยังไง!!!) เป็นเอ็นทรี่ที่เขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ยังเขียนไม่จบ เพราะต้องใช้เวลายาวนานในการรีดไอเดีย จนไปเบ่งทับเวลาอ่านหนังสือสอบหมด วันนี้เห็นการ์ตูนไอ้แป้นเขียนเรื่องเดียวกันพอดี อากาศเย็น ๆ แบบนี้ไม่มีอะไรน่าเขียนเท่าเรื่องนี้แล้ว วันนี้เอาแค่ติ๊ด ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

พอดีเห็นทวีตของหมอเชน ถามมหาโอ๊ตมาว่า "พระเหงาเป็นไหม? แล้วพระมีวิธีจัดการกับความเหงาอย่างไร?" อ่านแล้วอึ้งไปสามวิ ....เอ.... ข้าพเจ้าไปทำความเหงาตกหายไปที่ไหนหนอ ปัจจุบันนี้สนุกสนานรื่นเริงกับชีวิต จนลืมไปแล้วว่า "ความเหงา" หน้าตาเป็นอย่างไร

ไม่รู้จักเริ่มต้นเขียนอย่างไร ก็ต้องไปดูกันที่เหตุก่อน ใดใดในโลกล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด ความเหงาก็เช่นกัน ความเหงามันต้องมีเหตุอยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลนี้ ลองสวมวิญญาณด็อกเตอร์เค เอ้ย... วิญญาณชินจัง ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ต้องสวมวิญญาณนักสืบแบบโคนัน หรือคินดะอิจิสินะ สืบดูซิว่า ความเหงามันมีต้นตอมาจากอะไร

ค้นลงไปในใจตัวเอง ครับ เพราะไม่มี specimen อื่นใด (เอ๊ะ... หรือใครจักสมัครมาเป็นหนูทดลอง) พบว่า ความเหงามันมาจาก

๑. "ความว่าง" ครับ

"ความว่าง" ในที่นี้ มิใช่สุญญตา มหาสุญญตา นะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าได้อากาสานัญจายตนฌาน ถึงมีความว่างเป็นอารมณ์ แต่ความว่างในที่นี้ คือ ว่างงาน ครับ สังเกตไหม ความเหงามักโผล่ขึ้นมาตอนเราอยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เน้นว่า ต้อง "และ" ครับ ไม่ใช่ "หรือ" เพราะถ้าอยู่คนเดียวแต่มีอะไรทำตลอด หรือ อยู่กันหลายคน แต่ไม่มีอะไรทำ ความเหงาก็ยังไม่โผล่หัวออกมา

ตั้งแต่บวชมา ได้ศึกษากรรมฐาน ๔๐ กองแล้ว ชีวิตไม่เคยว่างอีกเลย ครับ พอว่างปุ๊บก็บริกรรม นึกได้ก็รู้ลมหายใจ คนที่อยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เพราะไม่ยอมหางานดี ๆ ฉลาด ๆ ให้จิตทำ ครับ (กุศล แปลว่า ฉลาด) ปล่อยจิตให้ไหลไปกับความฟุ้งซ่าน หลงไปในอกุศล ลื่นไปในอดีตบ้าง เพ้อไปในอนาคตบ้าง ไม่อยู่กับปัจจุบัน และแล้วความเหงาก็ครอบงำ

ลองหันมารู้ลมหายใจดูสิ ครับ บางทีท่านอาจจะลืมทำความเหงาตกหายไปที่ไหนสักแห่ง เหมือนข้าพเจ้าขึ้นมาบ้างก็ได้

อาชีพสมณะนี่มันน่าจักเหงาสุด ๆ แล้ว เพราะพระต้องอยู่กับตัวเองวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมง แฟนก็ไม่มี คุยสังสรรค์กับเพื่อนพระมาก ๆ พระบรมศาสดาก็ไม่สรรเสริญ เพราะฟุ้งซ่าน กับพ่อแม่ญาติเพื่อนเก่า ๆ บางทีก็ห่างเหินกันไป แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงหาความเหงาไม่เจอเลยวัน ๆ หนึ่ง

ช่วงแรก ๆ ของการบวช ก็คงมีเหงากันบ้างละ ครับ ข้าพเจ้าไปซุกตัวอยู่ในถ้ำรูปเดียวเป็นเดือน ๆ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีเขียนไดอารี่ (ความจริงเป็นการเขียนหาคนทางบ้าน เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้อ่านเท่านั้นเอง) วันนี้อ่านธรรมะอะไร เจอเหตุการณ์อะไร เอามาสาธยายเป็นธรรมะให้หมด ได้ประโยชน์หลายสถาน นอกจากจะไม่มีเวลาให้เหงาแล้ว ยังเป็นการฝึกฝีมือ และความคล่องแคล่วในหัวข้อธรรมะ

วัน ๆ หนึ่งกว่าจักเขียนเสร็จก็ปาไปครึ่งค่อนวันแล้ว เวลาที่เหลือก็หาอะไรฉลาด ๆ ทำ เช่น คลุกข้าวเลี้ยงน้องหมาแมวที่วัด อ่านหนังสือธรรมะสักหน่อย ทำวัตรสวดมนต์อีกนิด ก็หมดวัน

เวลาในวัดผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ครับ แป๊บ ๆ ก็หมดวัน ก็แค่เรามีอะไรทำตลอด อยู่กับกุศลจิต และพยายามอยู่กับลมหายใจให้มากที่สุด

ครั้นออกมานอกวัด กลับพบว่า เวลาในวัดเดินช้าเหลือเกิน ครับ โลกข้างนอกเขาไปถึงควอทคอร์ ไอโฟนสารพัดจิ๊ก แบล็กเบอรี่ สารพัดของไฮเทค สะพาน ถนน ตัดใหม่กันเป็นว่าเล่น ตึกสร้างใหม่กันไม่หยุด ออกจากวัดที จำทางแทบไม่ได้ นี่กรุงเทพฯหรือ? 

มาปัจจุบัน แทนที่จักเป็นไดอารี่ ก็มาเป็นเขียนบทความลงบล็อกแทน ซึ่งหลัง ๆ ก็ไม่ได้เขียนทุกวันเหมือนช่วงแรก แต่ความเหงาก็ไม่มีปรากฏให้เห็น ก็ลองทบทวนดูว่า เวลาว่าง ข้าพเจ้าทำกระไร ก็พบว่า ข้าพเจ้าฟังธรรมะ ครับ ว่างเมื่อไหร่เป็นฟัง ฟังจากอะไร ก็จากสิ่งที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ

ธรรมะฟังแล้วเย็นจากภายใน ครับ เพลง หนัง วีดีโอ สิ่งบันเทิงภายนอกต่าง ๆ เสพแล้วร้อน ร้อนเพราะอยากเสพอีก อยากหากระไรที่มันยิ่งกว่าที่เคยเสพไปเรื่อย ๆ ดูหนังตลกสักเรื่องจบ ก็ต้องขวนขวายหาหนังที่ตลกกว่านี้ หรือรสชาติที่แปลกไปกว่านี้ ฟังเพลงนี้ บัดเดี๋ยวก็เบื่อ ต้องหาเพลงใหม่ ๆ มาฟัง แต่ธรรมะนั้นแม้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเดิม ๆ ก็ยังรู้สึกมีความสุข

ยิ่งบางที ฟังไปถึงที่ท่านเล่าถึงปฏิปทาผู้นั้นผู้นี้ หรือความสำเร็จทางธรรมของใครสักคน ฟังแล้วเกิดปีติ อิ่มใจอยู่นานทีเดียว ครับ มันสุขแบบบอกไม่ถูก และคงต้องโค้ดคำของหลวงพ่อปราโมทย์มาว่า "ความสุขทางโลกมันขี้ขี้" ถ้าให้เทียบความสุขกับตอนที่ข้าพเจ้าสอบเอ็นทรานซ์ติด หรือรับปริญญากับในหลวงแล้ว ที่ใครเขาว่า มันดีใจสุดยอด ดีใจจนน้ำตารินกระไรเทือกนั้น ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของความสุขทางธรรมเลย

สุขในโลกนั่นมันสุขแป๊บ ๆ ครับ อย่างเก่งก็สักชั่วโมงหนึ่ง แต่สุขทางธรรมนั่นบางทีเป็นวันเลย ครับ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข

ไม่มีงานทำจริง ๆ ข้าพเจ้าก็ทำไอ้นั่นไอ้นี่แจกชาวบ้านเขาไปเรื่อย ครับ ของที่ทำแจกส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ความตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะอยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดจากมือเรา นี่ก็ทำให้ความเหงาตกหายไปจากสารบบความคิดเหมือนกัน เพราะการทำงานทุกอย่างที่มีจิตจดจ่ออยู่กับงาน ก็คือเราอยู่กับปัจจุบัน

ความเหงามันมักหลงไปในอดีต มักมีคำว่า "ถ้า.... แล้วฉันคงไม่เหงา" วนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ เช่น ถ้าฉันมีคนมานั่งกินเบียร์เป็นเพื่อนสักคน ฉันคงไม่เหงา เพราะอดีตเคยมีเพื่อนกินเบียร์ด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งก็คือความขวนขวายหาสิ่งอื่นนอกกายนอกใจตัวเอง มันก็ไม่อิ่ม ไม่เต็มเสียที หากันไปทั้งชีวิต เพราะสิ่งที่อิ่ม ที่เต็ม มันอยู่ในกายในใจเรานี่เอง ครับ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ความเหงาเกิดในใจเรา ก็ต้องดับในใจเรา

หลวงพ่อปราโมทย์เคยกล่าวไว้ ครับว่า คนเราเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่ง ชักใย (คือกิเลส) ขึ้นมาเอง แล้วก็ติดกับใยที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ความเหงาก็เช่นกัน เป็นเจตสิกที่เศร้าหมองชนิดหนึ่ง ใจเราเป็นคนปรุง "ความเหงา" ขึ้นมาเอง ครับ ไม่ใช่มีใครมายัดเยียดความเหงาให้ คนอื่นสิ่งอื่นนอกกายนอกใจเราแค่มายั่ว ครับ เราเป็นผู้ปรุงความเหงาขึ้นเอง ปรุงเองกินเอง อร่อยซะไม่มีละ

๒. เป็นคนขี้เหงาซะเอง 

บางคนมีความเหงาเป็นกรรมฐาน เป็นเครื่องอยู่ คืออยู่กับความเหงาได้ทั้งวี่ทั้งวัน ใครมันจะบ้าเหงาได้ขนาดนั้น แต่ความจริงแล้ว "มี" ครับ เยอะเสียด้วย

คนขี้เหงานี่ มันขี้เหงาจริง ๆ นะ ครับ ข้าพเจ้าโชคดีที่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนขี้เหงา แต่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าก็ชอบเล่นคนเดียว มีโลกส่วนตั๊ว...ส่วนตัวตลอดเวลา ไม่ชอบคุย ไม่ชอบสุงสิงกับใครมาก ๆ ชอบอยู่คนเดียว ไม่วุ่นวาย

ตรงนี้ข้าพเจ้าก็วิเคราะห์ออกเป็นสองทาง ทางหนึ่ง ข้าพเจ้าอาจจักสั่งสมความโดดเดี่ยวมาแต่ชาติก่อน อันนี้ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์กระไร เพราะแต่ละคนสั่งสมมาไม่เหมือนกัน อีกทางหนึ่ง คือ ความอบอุ่นจากพ่อแม่ หรือใครก็ตาม ในช่วงที่เป็นทารก ครับ

แปลกไหม ครับ เด็กทารกมักต้องการให้อุ้ม การอุ้มนั่นมันแผ่ความอบอุ่นเข้าไปทางไหนก็ไม่ทราบ ทราบแต่มันอบอุ่นชนิดที่ตู้อบเด็กให้ไม่ได้ก็แล้วกัน

ยิ่งมาเห็นลูกหมาเกิดใหม่บ่อย ๆ เห็นมันต้องก่ายต้องเกยแม่มันตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ พอหิวแล้วจักนึกถึงนมแม่ นึกถึงตัวอุ่น ๆ ของแม่ แล้วย้อนคิดถึงตัวเอง สมัยเป็นทารก ข้าพเจ้าก็คงเป็นประมาณนี้ และข้าพเจ้าคงโชคดีที่มีคนอุ้ม

เมื่อโตแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องการความอบอุ่นจากใคร เพราะมันเคยอิ่มมาแล้ว ผิดกับหลายคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลา มัวแต่หาเงิน ถูกทิ้งให้นอนอย่างเดียวดายบ้าง ให้คนเลี้ยงเด็กดูแลแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ บ้าง ต้องยอมรับว่า อกใครก็ไม่อุ่นเท่าอกพ่อแม่ ครับ ครั้นความต้องการไม่ได้ถูกสนองเมื่อเยาว์วัย ก็ติดมาเป็นบุคลิกของ "คนขี้เหงา" เมื่อเติบใหญ่ หลายคนไม่รู้กระทั่งว่า ทำไมตนเองถึงเป็นคนขี้เหงา รู้แต่ว่า มันเหงา หาเหตุไม่เจอ

บางคนในเอ็กซ์ทีน ถึงกับต้องหาผู้ชายมานอนเป็นเพื่อน คล้ายเป็นโรคฮีสทีเรีย ต้นตอมันก็มาจากการถูกทิ้งตอนเด็ก ๆ นั่นแล

เด็กที่ไม่เคยกินจนอิ่ม จักไม่รู้จักคำว่า "อิ่ม" รู้จักแต่ความหิวโหยตลอดเวลา แม้เมื่อเติบใหญ่แล้ว มีโอกาสได้กินจนอิ่ม ก็ไม่รู้ว่านี่คือ "ความอิ่ม" ยังกิน ๆ ๆ ๆ เข้าไปไม่บันยะบันยัง จนกินไม่ไหวแล้วนั่นแล จึงหยุด แต่ถึงหยุดแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ "ความอิ่ม" อยู่ดี คิดว่า "ความอิ่ม" มันต้องยิ่งกว่านี้ (นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งของโรคอ้วน)

ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักความอบอุ่นก็เช่นกัน เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นในชีวิตวัยเยาว์ ก็จักโหยหาไขว่คว้าความรักไม่รู้จักพอไปตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่า ความอิ่มในความรัก มันเป็นฉันใด มีแล้วก็นึกว่ายังไม่มี ควรพอแล้ว ก็นึกว่า ยังไม่พอ

การเลี้ยงเด็กทารก จึงสำคัญเหลือเกิน ครับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกเดือน สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นไปได้ควรเลี้ยงเอง เพราะมันกำหนดชะตาชีวิตบุคลิกอารมณ์อัธยาศัยของคนคนหนึ่งทีเดียว

มีคนกล่าวกับข้าพเจ้าถึงทฤษฎีการทิ้งลูกไว้ว่า "ถ้าคุณทิ้งลูกคุณไป ๑ วัน คุณต้องชดใช้ด้วยเวลา ๔ วัน" หมายถึง เมื่อมีโอกาสให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกในวัยที่เขาโตขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึง ๔ เท่า หากทิ้งลูกไว้กับคนเลี้ยงเด็กสักปีหนึ่ง จักต้องชดใช้ด้วยการกลับมาเลี้ยงเด็กเสียคนใจแตกด้วยความรักความเข้าใจความอบอุ่นถึงอย่างน้อย ๔ ปี และก็ไม่แน่ว่า จักได้ลูกที่น่ารักคืนมาหรือเปล่า บางทีบางอย่างก็สายเกินกาล เช่น ถ้าทิ้งลูกไปสัก ๒๐ ปี โอกาสได้ลูกคืนย่อมไม่มี

นี่ก็เป็นเหตุของความเป็นคนขี้เหงาประการหนึ่ง ครับ เมื่อทราบแล้ว จักทำอย่างไรดี เพราะเหตุของมันเป็นอดีต กลับไปแก้ไขกระไรไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าพเจ้าจักรวบรวมวิธีแก้ไว้ตอนท้าย

ตอนหน้ามาดูสาเหตุของความเหงาข้อต่อไปกัน ครับ (รอสอบเสร็จก่อนเด้อ)

จบตอน ๑

edit @ 6 Nov 2009 20:46:36 by Dhammasarokikku

ทราบข่าว Blog Action Day มาแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้ร่วมกิจกรรมเพราะเค้นไอเดียไม่ออก มาปีนี้ก็ดูท่าจักไปในแนวทางเดียวกัน ทราบข่าวจากมหาโอ๊ตแล้ว ก็ยังนิ่งอยู่ ไอเดียตีบตัน เพราะพ่นออกไปเสียหมดไส้หมดพุงแล้วในเอ็นทรี่นี้ เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน

สิ่งที่พบหลังจากเขียนเอ็นทรี่นั้น คือ ความยากของการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ได้อยู่ที่การครีเอทไอเดียเขียนบทความ แต่อยู่ที่ความคงเส้นคงวาในการนำไอเดียไปใช้มากกว่า เพราะต้องต้านกับนิสัยความเคยชินเดิม ๆ แล้วสร้างวินัยใหม่ให้ตนเอง ก่อนจักทิ้งกระไรลงถังขยะ ได้ทบทวนอย่างรอบคอบแล้วว่า มันไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่กระไรในชีวิตประจำวันของเราได้อีก (ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ห้องของท่าน ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นถังขยะขนาดย่อม ๆ) สร้างจิตสำนึกขึ้นมาใหม่ว่า การทิ้งหน่ะมันง่าย กวาด ๆ โยน ๆ ใส่ถังขยะแค่แป๊บเดียว แต่การฝึกจิตเราให้ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายส่วนตัว เห็นแก่ผู้อื่นก่อน เห็นแก่โลกก่อน ยอมลำบากนิดหนึ่ง นำขยะกลับมารียูส นี่ก็เป็นการฝึกถอนอัตตาตัวตนแบบหนึ่ง

ก็ไม่รู้จักเขียนลงบทความอย่างไร เนื้อหามีอยู่ติ่งเดียว จนมาเมื่อวานซืน ขณะเดินบิณฑบาตไปบริกรรมไป ไอเดียในการเขียนก็ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้เลยว่า จักตั้งชื่อเรื่องว่ากระไรดี เขียน ๆ ไปก่อน เดี๋ยวตอนท้ายก็คงนึกออกเอง

รู้สึกไหมว่าภูมิอากาศในโลกเปลี่ยนแปลงไป? <---รู้จิ...ถามงี้ใครจักไม่รู้สึกบ้าง

แล้วทำอย่างไรดี? คำถามนี้คงอยู่ในใจใครหลาย ๆ คนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมจากภัยธรรมชาติทั้งหลาย คำตอบคงมีเป็นแสนเป็นล้านคำตอบ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำเป็นแฟชั่นบ้าง ทำด้วยจิตสำนึกบ้าง และวิธีทั้งหลาย คงทราบกันดีอยู่แล้ว 

ในแง่นักปฏิบัติเล่า? เราจักทำกระไรได้บ้าง เพื่อชะลอภาวะโลกร้อน

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า มนุษย์คนใดเกิดมาแล้วจักทำให้โลกไม่ร้อน ทุกชีวิตต่างใช้ทรัพยากรของโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้กระทั่งอาชีพสมณะ ยังสามารถทำให้โลกร้อนได้จากที่เคยเขียนไปแล้วใน เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน

ทั้งที่เป็นเพศที่ดูจักรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ในเอ็นทรี่นั้น ข้าพเจ้าได้แนะวิธีรักษ์โลกแบบสุดลิ่มทิ่มปัญญาน้อย ๆ ของข้าพเจ้าแล้ว เลยไม่รู้จักแนะนำกระไรอีก แต่อย่างที่อารัมภะไปแต่ต้นว่า มีไอเดียสุดกิ๊บผุดขึ้นมาระหว่างเดินบิณฑบาต

วิธีที่จักไม่ต้องรบกวนธรรมชาติอย่างยิ่งยวด ไร้เทียมทานชนิดที่ไม่มีนักอนุรักษ์คนไหนสามารถมาเทียบได้ คือการตัดไฟแต่ต้นลม (ดับที่เหตุ) ครับ พระพุทธองค์ทรงเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่แท้จริงมากว่าสองพันปีแล้ว

ในเมื่อทุกคนที่เกิดมา ต้องทำร้ายธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จักมากหรือจักน้อยเท่านั้น เอาง่าย ๆ ลองคิดถึงสมัยเรายังเป็นเด็กทารก คุณแม่จับให้เราใช้โน่นนี่นั่น โดยไม่ได้ถามเราสักคำ (ไม่รู้หรือว่า เราเป็นคอนเซอะเวทีฟเบบี้) จับเราใส่แผ่นไดอะเพอร์ หรือแผ่นแพมเพอร์นั่นแล (แพมเพอร์เป็นยี่ห้อ ครับ แต่กลายเป็นเจนเนอริคเวิร์ดไปแล้ว) นั่นเราก็ได้เป็นผู้มีส่วนทำให้โลกร้อนเรียบร้อยแล้ว เพราะกว่าจักได้แผ่นไดอะเพอร์แผ่นหนึ่ง ก็ใช้ทรัพยากรโลกไปหลายอยู่ เป็นต้น (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงว่า กว่าจักสร้างโรงงานผลิตแผ่นแพมเพอร์นั้น ต้องใช้อะไรบ้าง สร้างเสร็จแล้ว ต้องใช้กระไรเป็นวัตถุดิบ คงไม่พ้นเยื่้อกระดาษ เยื่อกระดาษมาจากไหน ก็มาจากต้นไม้ ผลิตเสร็จแล้ว โรงงานทิ้งกระไรที่เป็นพิษไว้ในโลกบ้าง และที่สุดหลังจากหม่ามี๊บังคับให้เราใส่แพมเพอร์แล้วเราได้ปล่อยอุนจิไว้ หม่ามี๊ก็เอาแพมเพอร์พร้อมปุ๋ยกลิ่นสุดโสภาไปทิ้ง เป็นขยะของโลกต่อไป สินค้าแทบทุกชนิดในโลก มีลักษณะการใช้ทรัพยากรของโลก และทิ้งขยะไว้ในโลกเช่นนี้แทบไม่แตกต่างกัน) ฉะนั้นเราก็แสวงหาทางที่ไม่ต้องมาเกิดมันเสียเลยซี ครับ จักได้ไม่ต้องเกิดมาทำร้ายโลกกันอีก การแสวงหาหนทางที่ไม่ต้องกลับมาเกิด หรือออกจากสังสารวัฏนั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระศาสนาอยู่แล้่ว มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมแล้ว ย่อมได้การรักษ์โลกเป็นของแถม

นักปฏิบัติส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกันขิง ๆ แล้ว ก็มักไม่มีคู่ เพราะลำพังขันธ์ ๕ ก็แบกกันลำบากแล้ว ดังบาลีว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา = ขันธ์ทั้ง 5 เป็นของหนักเน้อ จักไปแบกขันธ์อีก ๕ รวมเป็น ๑๐ ขันธ์เพื่ออิหยัง? (ถ้ามีลูกอีกสักคน ก็กลายเป็น ๑๕ ขันธ์ ถ้ามีลูกเยอะ ๆ ก็กลายเป็นคนบ้าหอบขันธ์<--คล้าย ๆ บ้าหอบฟาง) โอ้โห... เห็นกระไรไหม... ใช่แล้ว ครับ กิจกรรมเปลืองสะตุ้งสตางค์ และทำให้โลกร้อน (ด้วยไฟในตาของคนโสด) ของคนมีคู่มีแฟน เช่น เดินช็อปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ ก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นทันที ลดโลกร้อนเห็น ๆ (กรุณาลงทะเบียนเป็นสมาชิกสมาพันธ์ หนุ่ม/สาว โสด กันด้วย ครับ ด้วยการทิ้งคอมเม้นท์และจิ้มดาวไว้ให้ดูต่างหน้าข้างล่างอย่างน้อย ๑ คอมเม้นท์ ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก)

เอาละ ครับ ไปดูกันต่อไป ถ้าเกิดนักปฏิบัติสามารถละกิเลสได้สักตัวหนึ่ง โลกจักร้อนช้าลงสักเท่าไหร่ ไม่ต้องรอเจนเนอเรชั่นหน้าหรอก ถ้าทำได้จริง ก็เห็นผลทันตา

เกิดว่า เราพร้อมใจกัน ละกิเลสราคะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น บรรดาของสวย ๆ งาม ๆ รูปสวย กลิ่นหอม รสอร่อย เสียงเพราะ สัมผัสระหว่างเพศ เราก็รู้สึกเฉย ๆ ไปหมด ไม่อยากเห็นไม่อยากได้กระไร โอ้โห... โรงงานผลิตสินค้าเจ๊งกันไปเป็นแถบ ๆ  ร้านน้ำหอมในชองอิลิเซ่ปิดกิจการยกกุรุส ร้านอาหารภัตตาคารหรูบรรยากาศสุดคูลต้องหันมาเข็นรถชายสี่หมี่เกี๊ยว คอนเสิร์ทและเอ็มพีสามไม่มีคนฟัง มือถือออกใหม่ ไม่มีใครอยากได้ รถซีดานสุดอลังก์ออกใหม่ ไม่มีใครอยากซื้อ นักวิทยาศาสตร์ตกงาน เพราะไม่รู้จักวิจัยไปทำไม โอ้...พระเจ้าจอร์จ โลกเย็นเห็น ๆ อีกแล้ว ขอรับ

แต่นั่นเป็นเรื่องของอุดมคติ คนเรามีปกติชอบในกามคุณ ๕ หลงไปในกาม จักให้เลิกหลง คงเป็นไปได้ยาก แต่เราสามารถบรรเทากิเลสราคะได้ ครับ บรรเทาความอยากได้ลงบ้าง เบื้องต้นก็ด้วยการข่มใจ มือถือออกใหม่ เราก็ไม่จำเป็นต้องเดิ้นที่สุดในกลุ่ม กระเป๋าป้าดาออกใหม่ ของเก่ายังใช้ได้ ก็ไม่จำต้องแรงตามเพื่อน ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้ก็ลดโลกร้อนไปได้เยอะ เพราะมือถือสักเครื่อง จอแอลซีดีสักจอ หรือกล้องดิจิตอลสักตัวหนึ่ง มันใช้ทรัพยากรโลกไปไม่เบาเลย ไม่มีคนซื้อ ย่อมไม่มีคนผลิต คนซื้อน้อยลง ก็ย่อมผลิตน้อยลง โลกก็ร้อนช้าลง จริงมะจริง? การรักษ์โลกที่มีประสิทธิภาพสูงมาก คือการบริโภคน้อย ๆ ครับ วัตถุนิยมนั้นส่งเสริมทั้งให้ทั้งร้อนกายร้อนใจ เราต้องหันมาพึ่งธรรมะนิยม ครับ โลกจักหายร้อน

หัดเจริญสติเข้าไว้ ครับ แล้วจักพบว่า วัน ๆ หนึ่งเราพบกับสิ่งยั่วกิเลสมากมายก่ายกอง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไปศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบเครื่อง GPS Navigator ดาวเทียมนำทางที่มีในตลาด ให้โยมแม่ เพราะเดี๋ยวนี้ชราภาพ ขับรถหลงบ่อย ๆ หลงทางสัก ๑๐ ครั้ง ก็สามารถเอาค่าน้ำมันมาซื้อได้แล้ว พอศึกษาไป ก็พบว่า มือถือสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ ก็ติดตั้ง GPS มาในตัว อันข้าพเจ้าเองก็ออกไปทำบุญต่างจังหวัดบ่อย ไปแต่ละที ก็ต้องทะเลาะกับคนขับรถตู้ ถกเถียงกันเรื่องเส้นทาง เกิดความรู้สึกว่า หากข้าพเจ้ามีเจ้า GPS สักตัวหนึ่ง คงดีไม่น้อย และเพิ่มสตางค์อีกเล็กน้อย ก็ได้เป็นแบบรวมมือถือเข้าไปด้วย เฝ้าค้นเฝ้าหาเปรียบเทียบไปเปรียบเทียบมา แต่ละรุ่นที่มีคุณภาพพอใช้งานได้จริง (มิใช่มีไว้โก้ ๆ) ก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายก็รู้สึกขึ้นมาว่า มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสมณะเลย กลับไปทะเลาะกับโชเฟอร์อย่างเดิมดีกว่า ไม่เสียตังค์ โอ้... นี่เราหลงไปกับเทคโนโลยีเสียแล้ว ผู้ผลิตเขาสร้างโน่นสร้างนี่ขึ้นมาใหม่ ๆ อำนวยความสะดวกสารพัด ก็เพื่อยั่วกิเลสเรา จนกลายเป็นความรู้สึกว่า นั่นเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่จริงแล้ว ราคาของมือถือที่รวมเอาหลาย ๆ อย่างไว้ด้วยกัน แพงกว่า ซื้อมือถือ ๑ ตัว กับ GPS Navigator เพียว ๆ อีก ๑ ตัวเสียอีก ทั้งสามารถใช้งานได้ดีกว่าเอามารวมกัน และที่สุดแล้ว มันจำเป็นกับชีวิตเรา ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?

หากก่อนควักตังค์หรือควักบัตรใด ๆ ซื้อสินค้า เราสามารถถามคำถามนี้กับตัวเองไว้ทุกครั้ง จักเป็นการเตือนสติ บรรเทากิเลสราคะ ลดความฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย

แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโทสะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำเงิน ฟ้า ม่วง คราม แสด แสรด ๆ หรือสีเสี่ยวอันใด ก็คงไม่มีใครใส่ออกมารวมตัวเพื่อสร้างความร้าวฉานในสังคม อะ... ประหยัดทรัพยากรโลกไปอีกละ ไม่ต้องไปซื้อเสื้อสีใด ๆ ตามกระแส ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันขับรถออกมาร่วมไฮปาร์ค ไม่ต้องจัดเวที ไม่ต้องโปรโมท โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต้องตั้งพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุดไม่เปลืองอารมณ์ หรือถ้าเป็นระดับประเทศ งบประมาณทางทหารก็ต้องลดไปโดยปริยาย เพราะคนไม่มีใจจักรบพุ่งกัน ก็ฉันไม่โกรธแกนี่ จักไปรบหาพระแสงด้ามสั้นกระไร เห็นไหมหล่ะ โลกหายร้อนเห็น ๆ

กิเลสโทสะมันไม่ใช่ร้อนธรรมดา แต่มันร้อนที่ใจ ใจเราเองนั่นแล ทำให้โลกร้อน แล้วมันลดละเลิกยากเสียด้วยซี วิธีลดกิเลสโทสะ ท่านว่า ให้เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้เยอะ ๆ เมตตา ความรัก เฮ้ย... เราก็คนไทยด้วยกัน ใช้ธงชาติสีเดียวกัน มีพระมหากษัตริย์ประเสริฐที่สุดในโลกองค์เดียวกัน จักทะเลาะ จักฆ่าจักแกง กันไปทำลิงกระไร กรุณา ความสงสาร ปัดโธ่... เอ็งกับข้า ก็ถูกกิเลสบีบคั้นเหมือน ๆ กัน จักไปวิวาทกันทำซากกล้วยกระไร มุทิตา ใครได้ดีก็ร่วมยินดีกับเขา นาย ก. นี่เห็นเขาว่า มันไม่ได้เป็นกันไปตลอดชาติสักหน่อย มีขึ้น ก็มีลง มีลง ก็มีขึ้น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ใครกำลังได้ดิบได้ดี ก็ยินดีไปกับเขา อุเบกขา กระไรที่เกินความสามารถ ที่สุดของแจ้(ดนุพล แก้วกาญจน์)แล้วได้แค่นี้ แม้ไม่ได้เป็นอย่างใจหวัง ก็คิดง่าย ๆ ว่า ช่างแม่ม...

แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโมหะได้เล่า โคดแจ่มเลยขอบอก!!! ละโมหะ ความหลง ได้ก็นิพพานหน่ะเซ้ ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องมาทำร้ายโลกอีกเลยตลอดกาล บ๊ะ... เป็นนักปฏิบัตินี่มันช่วยลดโลกร้อนได้จริง ๆ

โลกเราทุกวันนี้ นอกจากร้อนด้วยภาวะอากาศแล้ว ยังร้อนรุ่มไปด้วยไฟกิเลส ราคัคคิ ไฟ คือ ราคะ โทสัคคิ ไฟ คือ โทสะ โมหัคคิ ไฟ คือ โมหะ ไปทุกหัวระแหง ไฟทั้งสามเผาโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร้อนใดในโลก ก็ไม่เท่าร้อนในใจเราเอง เราสามารถดับไฟชนิดนี้ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม เริ่มที่ตัวเราเอง เมื่อไฟกิเลสของเราทุเลาลงแล้วไซร้ ความเย็นใจจากการปฏิบัติธรรม ไอเย็นจักแผ่ซ่านไปถึงญาติมิตรพ่อแม่พี่น้องเพื่อนร่วมงานคนรอบข้าง ขยายตัวต่อไปไม่สิ้นสุด ด้วยเห็นความเปลี่ยนแปลงของเรา

มาเริ่มปฏิบัติธรรมลดโลกร้อนกันเสียแต่วันนี้เลย เป็นไร? โลกเย็น เริ่มที่เรา ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. อู๊ย... เกือบอัพไม่ทันวัน BAD (/me ปาดเหงื่อ )

edit @ 24 Oct 2009 05:24:07 by Dhammasarokikku

Favourites