Dharma

ข้อคิดก่อนสึก

posted on 19 Feb 2012 17:06 by akkarakitt  in Dharma  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
มีโอกาสได้อ่าน "ประวัติศาสนา" ที่แปลจากภาษาพม่า ด้วยเหตุต้องการศึกษาประวัติภิกษุณี พบเรื่องราวของภิกษุหนุ่มบันทึกไว้มีข้อคิดน่าสนใจดังนี้
 
ลุจุลศักราช ๑๐๓๔ (พ.ศ.๒๒๑๕) สมัยพระเจ้ามหาสีหสูรธรรมราชา ราชบุตรของพระมหาปวรธรรมราชาโลกธิบดี พระนามว่า นรวระ ได้เป็นพระราชาครองราชสมบัติรับพระนามาภิไธยว่า พระเจ้ามหาสีหสูรธรรมราชา
 
ในรัชสมัยของพระราชาองค์นี้ คัมภีร์มีอยู่ในวิหารเชตวันใกล้เจดีย์จะญอขุง มีภิกษุหนุ่มองค์หนึ่งกำลังเล่าเรียนอยู่ พอจะมีความฉลาดในคัมภีร์อยู่บ้าง แต่ก็ยังเจือไปด้วยใจเด็กหนุ่มวัยรุ่น ดวงจิตถึงจะห่อหุ้มไว้ด้วยปริยัติก็เป็นเพียงผิวเผินภายนอก สันดานเดิมยังติดอยู่ในกองกิเลส แต่พอถูกอารมณ์ มีรูป เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งรบกวน กลิ่นเหม็น คือ กิเลสก็ระเหยออกมา เหมือนกลิ่นคูถ (ขี้) ให้หลุมคูถ ภายนอกถูกลมแดดแห้งไป และกิ่งไม้ปิดบังไว้ แต่เมื่อเอาไม้ไปกวนเข้าก็จะเหม็นออกมา ดังนั้นท่านจึงคิดว่า จะสึก หอบเอาผ้าเครื่องคฤหัสถ์ไปท่านั้ำกับพระภิกษุผู้เป็นสหาย ในระหว่างทางคิดว่าจะนมัสการเจดีย์ในขณะที่ยังเป็นพระภิกษุก่อน จึงฝากผ้าเครื่องคฤหัสถ์แก่พระภิกษุผู้เป็นสหายแล้วเข้าไปในซุ้มหน้ามุขเจดีย์ นั่งนมัสการเจดีย์
 
ครั้งนั้นมีหญิงรุ่นสาวคนหนึ่งมาถึงลานเจดีย์ นั่งลงภายนอกซุ้มเจดีย์ ทำเป็นกรวดน้ำอธิษฐานว่า ด้วยการทำบุญครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ทั้งปวง มีอบายทุกข์ เป็นต้น และขออย่าได้เป็นเมียคนที่สึกจากพระ ทุกภพ ทุกชาติ เถิด
 
พระภิกษุหนุ่มได้ยินคำอธิษฐานนั้นแล้วคิดว่า บัดนี้เราคิดว่าจะสึกจึงได้มาที่นี่ แต่หญิงสาวคนนี้ ปรารถนาไม่เป็นเมียคนที่สึกจากพระ จะต้องถามเหตุการณ์กับหญิงสาวผู้นั้นในครั้งนี้ให้ได้ ครั้นคิดดังนั้นแล้วจึงออกมานอกซุ้มเจดีย์เข้าไปถามเหตุการณ์กับหญิงสาวผู้นั้นว่า ทำไมเธอจึงปรารถนาไม่ขอเป็นเมียคนที่สึกจากพระ ได้รับคำตอบว่า พระคุณเจ้าขา คำที่ดิฉันพูดว่าไม่ขอเป็นเมียคนที่สึกจากพระไม่ต่างอะไรกับคำที่พูดว่าไม่ขอเป็นเมียคนพาล คำทั้ง ๒ นี้เหมือนกัน คนที่สึกจากพระ ก็คือคนพาลใช่ไหม ถ้าคนที่สึกจากพระไม่ใช่คนพาล ใครเล่าในโลกจะเป็นคนพาล เพราะตามธรรมดาพระภิกษุบริโภคใช้สอยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะที่คนอื่นเขาให้ นับว่ามีความสุขอยู่แล้ว ถ้าอยากจะเล่าเรียนคัมภีร์ ก็มีโอกาสเล่าเรียนได้ตามความประสงค์ ถ้านึกขี้เกียจขึ้นมาไม่เล่าเรียน อยากจะกิน ๆ นอน ๆ นั่ง ๆ ก็ทำได้ตามความประสงค์ เมื่อสึกออกมาเช่นนั้นแล้ว ทำเป็นไม่บอกให้ใครรู้ว่า ตนเป็นทาสคนอื่น เป็นคนใช้ของเมีย ดิฉันจึงเข้าใจว่า ผู้ที่สึกจากพระนั้น เป็นพาลเสียยิ่งกว่าคนพาลอื่น ๆ ในโลก และถ้าดิฉันจะต้องเป็นภรรยาคนที่สึกจากพระ ดิฉันก็ต้องเป็นพาลยิ่งกว่าหญิงที่เป็นภรรยาของคนพาล พระภิกษุได้ยินคำพูดของหญิงสาวนั้นแล้ว สลดใจ ออกไปนอกประตูนคร นั่งซึมเหมือนวานรปราศจากฝูงนั่งเหงาอยู่ตัวเดียว
 
ครั้งนั้น พระภิกษุที่เป็นเพื่อน เรียกให้มาเอาผ้าเครื่องคฤหัสถ์ พระภิกษุหนุ่มเรียกให้เข้าไปใกล้ในขณะนั้น เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังแล้วพูดว่า เดี๋ยวนี้ ถ้าใครมาบอกให้สึก ก็เท่ากับเอาฆ้อนมาตีศีรษะ ดังนั้นข้าพเจ้าไม่อยากสึกแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป จะไม่คิดสึกตราบเท่าสิ้นชีวิต แล้วท่านข้ามแม่น้ำเอราวดีไปนครไชยปุระ ผู้รู้พากันกล่าวว่า หญิงสาวในครั้งนั้นต้องเป็นเทวดา ไม่ใช่มนุษย์
 
คำของหญิงสาวเตือนสติพระนี้ ทำให้คิดถึงกลอนบทหนึ่ง นัยว่าเป็นฝีพระโอษฐ์ ร.๔ ครั้งทรงผนวชเตือนสติพระองค์เองว่า
 
                   เอ็นดูเถิดเจ้าประคุณดรุณขยาย
ที่ข้อนั้นหม่อมฉันดูไม่สู้สบาย          ประชวรกายหรือว่ามีโรคีกวน
อย่าเป็นห่วงหน่วงในสู่ไตรลักษณ์     นิมนต์หักเถิดพระคุณอย่าหุนหวล
หอมที่เห็นเหม็นแท้ย่อมแปรปรวน     อีกหน่อยนวลนิ่มเนื้อเป็นเหยื่อกา
อย่าคนึงคลึงเคลีย เสียสละ            ตามคำพระจอมเกศเทศนา
ว่าประเสริฐเลิศมหันต์บรรพชา         ภาวนาดีกว่าสึก จงตรึกตรอง
อย่ากระสันหันทำระส่ำระสาย          หน่อยก็กายผู้เป็นเจ้าจะเศร้าหมอง
กาสาว์สมห่มคลุมเหมือนหุ้มทอง      ถ้าเปลี่ยนครองแล้วเห็นไม่เป็นการ
อันสึกหาทารุณพระคุณเอ๋ย             ฝูงคนเคยนับถือมือประสาน
จงผนวชบวชอุดมเป็นสมภาร           อย่าก่อการโลกีย์ไม่ดี เอย ฯ
 

 
 
เครดิตภาพ : facebook
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 20 Feb 2012 11:53:13 by Dhammasarokikku

ปราสาททราย

posted on 10 Feb 2012 18:51 by akkarakitt  in Dharma  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
คุณเคยเห็นปราสาททรายสวยงามยิ่งใหญ่ที่อยู่ใกล้ทะเลปราสาทไหนอยู่ยืนยงยาวนานบ้าง?

เวลาปราสาททรายที่งดงามถูกน้ำทะเลซัด จนค่อย ๆ เลือนหายไป มีใครไปนั่งเสียใจเป็นวรรคเป็นเวรบ้าง?

ถ้าท่านเป็นแมลงชนิดหนึ่ง มีอายุขัย ๑ วัน ท่านจะรู้สึกว่า ปราสาททรายเป็นสิ่งของถาวรไหม?

แต่เชื่อไหม? ชีวิตจริงของคนเรา เหมือนคนบ้าที่โง่พอจะนั่งดูปราสาททรายถูกน้ำทะเลซัดหายไป แล้วก็คร่ำครวญร่ำไห้เป็นวรรคเป็นเวรว่า ไม่น่าเลย ๆ

 
เครดิตภาพ : http://www.perfectescapes.com/


ชีวิตของคนเรา เหมือนคนแข่งกันสร้างปราสาททรายให้วิจิตรพิสดารด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งยวด ปราสาทใครสวย ปราสาทใครใหญ่ ก็ได้รับความนับหน้าถือตาในสังคม แต่พอน้ำทะเลสาดเข้ามา ก็มาตีอกชกตัว ร้องไห้ฟูมฟาย ฟังเพลงปราสาททราย ของสุรสีห์ แล้วโดนเหลือเกิน เพราะฉันตั้งใจทำมันมาก แต่สุดท้ายมันก็ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา
 
 
 
 

มัวแต่มุ่งเน้นไปที่ "ความพยายามสร้างสรรค์ทุ่มเทอย่างยิ่งยวด" ก็เศร้าไปถึงขั้วหัวใจเมื่อความพยายามนั้นสูญเปล่า หายไปกับสายน้ำ แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงว่า "มันทำมาจากทราย" ที่ไม่จีรังยั่งยืน ก็จะพบว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งหลาย ก็ล้วนเหมือนสร้างมาจากทราย มิได้มีความมั่นคงถาวรเลย บางอย่างที่เรารู้สึกเหมือนถาวร เป็นเพราะอายุขัยเรามันสั้นดอก สมมุติถ้าเรามีอายุขัยแค่วันเดียว เราก็อาจรู้สึกว่า ปราสาททราย เป็นสิ่งถาวร ถ้าเรามีอายุขัยสัก ๑ ปี เราอาจรู้สึกว่า สิ่งปลูกสร้างด้วยหญ้าแฝกเป็นสิ่งถาวร ปราสาททรายไม่ถาวร ถ้าเรามีอายุขัยสัก ๑๐ ปี เราอาจรู้สึกว่า สิ่งปลูกสร้างด้วยคอนกรีตเป็นสิ่งถาวร สร้างด้วยหญ้าแฝกไม่ถาวร ถ้าเรามีอายุขัยสัก ๒๐๐ ปี เราอาจรู้สึกว่า สิ่งปลูกสร้างด้วยหินถาวร สร้างด้วยคอนกรีตไม่ถาวร ทำนองเดียวกันกับความสัมพันธ์ทั้งหลาย อายุขัยมนุษย์แค่ ๗-๘๐ ปี ก็เข้าใจว่า นี่คือความสัมพันธ์ถาวร

พระพุทธเจ้าทรงมีสายตากว้างไกลกว่านั้น พระอรหันตสาวกมีสายตายาวไกลกว่าปุถุชนคนธรรมดา จึงตรัส จึงบอกกล่าวว่า เราทั้งหลายนี้กำลังสร้างวิมานความสัมพันธ์กันด้วยทรายดอก มิใช่คอนกรีตอย่างที่เข้าใจเอาเอง และแม้เป็นคอนกรีตจริง ก็ยังคงไม่ถาวรอยู่นั่นเอง มีเสื่อมมีสลายไปเป็นธรรมดา เพียงกระทบเข้ากับคลื่นเล็ก ๆ หรือสึนามิอารมณ์ ปราสาททราย หรือกระทั่งเขื่อนคอนกรีตที่แน่นหนาก็พร้อมจะพังทลายหายไปในพริบตา

สิ่งสำคัญคือ เลิกเป็นคนบ้า นั่งฟูมฟายคร่ำครวญให้กับปราสาททรายที่พังไปแล้ว (อดีตนั้นแก้ไขกระไรมิได้) แล้วลุกขึ้นมาเริ่มต้นสร้างปราสาทใหม่ด้วยความระลึกรู้ความจริงว่า มันคือ "ทราย" สวยหรือใหญ่โต ดูมั่นคงแค่ไหนมันก็คือ "ทราย" อย่าเผลอไปยึดว่า ปราสาททรายมันจะถาวร แค่นี้ก็ทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น เพียงเพราะยอมรับความจริงว่า "ใดใดในโลกนี้ ล้วนชั่วคราว"

โจทย์แท้จริงที่เราต้องมาเกิดกันซ้ำซากในวัฏสงสารนี้ ก็เพียงเพื่อเรียนรู้ว่า ทุกอย่างล้วนประกอบจากทราย วันร้ายคืนร้ายน้ำทะเลก็สาดเข้ามา ป้องกันกระไรมิได้เลย ควบคุมกระไรมิได้เลย จึงไม่มีสิ่งใดน่ายึดน่าถือสักอย่างเดียว ตระหนักอย่างแท้จริงเมื่อใด เลิกยึดปราสาททรายเมื่อไหร่ ก็เลิกเกิด เลิกวนเวียนกลับมาทุกข์เพราะปราสาททรายพังซ้ำซากกันเมื่อนั้นเอง

เจริญธรรม ฯ

edit @ 13 Feb 2012 06:56:52 by Dhammasarokikku

สุดยอดเทคโนโลยีตัวจริง

posted on 07 Feb 2012 08:45 by akkarakitt  in Dharma  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
สมัยเด็ก ๆ มีทีวีขาวดำอยู่เครื่องเดียวดูกันทั้งบ้านก็ดูได้

 

 
โตขึ้นมาหน่อย ก็มีทีวีสี ๒๑" เครื่องเดียววางอยู่กลางบ้าน รู้สึกจอมันใหญ่มาก นั่งเล่นเกม Atari Space Invader ทั้งวันก็ไม่เบื่อ
 
 
เกมสุดฮิตจากตู้เกมสู่เครื่องอาตาริ
 

จาก ๒๑" ก็ขยับขายไปเป็น ๓๔" แกรนด์มาก สามารถเปิดจอเล็กควบจอใหญ่ได้ เหมาะสำหรับคนติดละครหลายช่อง หลังจากนั้นไม่นานก็มีจอโปรเจ็คชั่นทีวีออกมาใหญ่มากถึง ๕๐ นิ้ว แต่สีไม่สวย ที่บ้านก็ใช้ทีวี ๓๔ นิ้วเรื่อยมาสิบกว่าปี
 
ช่วงนั้นข้าพเจ้าเลิกดูฟรีทีวีไปแล้ว ตั้งแต่ ม.๔ เตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์ (ประมาณปี ๒๕๓๒)
 
อีกทีมาซื้อทีวี ๒๙" จอแบน (ยังไม่บาง) มาใช้ส่วนตัวเครื่องแรก ช่วงที่ทำงานแล้ว ก็เอาไว้ดูหนังแผ่น ตอนนั้นเครื่องละเกือบหมื่น (ประมาณปี ๒๕๔๓)
 
 
ฝั่งอินเทอร์เน็ตก็ใช้มาตั้งแต่โมเด็ม 56k ซื้ออินเทอร์เน็ตเป็นรายชั่วโมง ช้ามาก สมัยนั้นโมเด็มยี่ห้อ US.Robotics External หรูสุดเร็วสุดเสถียรสุด แล้วมันก็โดดไปเป็น ADSL 256k เร็วกว่า โมเด็ม 56k 5 เท่า และออนไลน์ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ dial-up ครั้งละ ๓ บาท รู้สึกก็เร็วเพียงพอแล้ว สมัยนั้นไม่มีอะไรให้ดาวน์โหลดเยอะแยะ
 
 
 
รุ่นนี้แหละฮะ เวลาต่อเน็ตเสียดัง อี๊ ๆ อ่อ ๆ

 
ปัจจุบันมี ADSL 8 Mbps ใช้ เรียกได้ว่า เกินพอ แต่บางคนก็ยังรู้สึกว่า "ไม่พอ" เพราะอะไร เพราะมันมีอะไรให้ดาวน์โหลดมากมาย ข้อมูลที่ดาวน์โหลดเทียบกันสมัยก่อนก็ใหญ่โตแตกต่างกันมาก เพียงเพื่อให้มันสามารถแสดงผลบนจอ ๔๐"-๕๐" High Definition ได้คมชัด โทรศัพท์มือถือก็ต้องตามเทคโนโลยีให้แสดงผล 720HD หรือ 1080HD ได้ ต้องจอใหญ่ต้องบางถึงจะเท่ เลยต้องมีเทคโนโลยี 3G 4G รองรับ สามารถดูคลิปความละเอียดสูงได้จากทุกแห่งหน ซึ่งต้องเปลี่ยนจอ เปลี่ยนมือถือ และมีค่าเน็ตอันลิมิตตามมา (ตกลงมันทุกข์หรือสุขฟระเนี่ยจ่ายไม่หยุดเลย?)
 
 

จะใหญ่ไปไหนเนี่ยะ?
 
 
ย้อนนึกถึงวันที่นั่งดูทีวีขาวดำกับครอบครัว วันนั้นแม้ไม่สะดวกสบายเหมือนวันนี้ ไม่สามารถพกทีวีไปดูทุกที่ได้ อยากดูตอนไหนก็ได้ทางยูทูป เวลาติดละครคนละเรื่อง ต้องแย่งกันเปลี่ยนช่อง หรือจองรีโมท แต่วันนั้นมีความสุขกว่าวันนี้มากมาย วันนั้นยังรู้สึกพอเพียงกว่าวันนี้มากมาย อาจเพราะไม่มีข้างบ้านซื้อจอ ๕๐" มาให้เปรียบเทียบ
 
 
นั่งมองนักวิจัยสร้างเทคโนโลยี High Definition ขึ้นมา พ่อค้านำมันไปออกตลาด สร้างอุปสงค์เทียมว่า "ทุก ๆ คนต้องมีเทคโนโลยีนี้ มิฉะนั้นจะเชย" ขึ้นมา (ที่ว่า "เทียม" เพราะแท้จริงแล้ว ทีวีขาวดำ หรือจอความละเอียดต่ำ ก็ดูเรื่องราวต่าง ๆ ได้เหมือนกัน แต่เขาสร้างความต้องการเทียมขึ้นมาว่า ภาพที่ดูต้อง "ชัดขริง ๆ" เท่านั้น)
 
 
ดูสิ... พอต้อง 1080HD เทคโนโลยีทั้งหลายก็มุ่งไปทางนั้น ต้องเสียเงินมากอีกสักเท่าไหร่ในการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์ทั้งทางผู้ให้บริการและผู้รับบริการ หากคิดว่า การเสพเทคโนโลยีคือความสุข แล้วมันสุขจริง หรือยังต้องวิ่งตามเทคโนโลยีไปไม่หยุด? 
 
 
ถ้าสุขจริง มันต้องหยุดนะ สุขแล้วนิ่งเลย อย่างนั้นเรียกสุขจริง ถ้าสุขแบบแป๊บ ๆ บัดเดี๋ยวมีกระไรออกใหม่ต้องดิ้นรนไปหามาครอบครอง วิ่งวนตามที่ถูกกิเลสตัวเองล่อ เหมือนสุนัขไล่งับหางตัวเอง อย่างนั้นยังไม่สุขจริง
 
 
สุดยอดเทคโนโลยีตัวจริงต้องธรรมะของพระพุทธเจ้า สามารถ plug-in ความสุขเข้าไปที่ใจเลย โดยไม่ต้องผ่านวัตถุเทคโนโลยีสนองสัมผัสทั้งห้าอื่น ๆ เทคโนโลยีนี้ประกาศมาแล้วกว่า ๒,๕๐๐ ปีไม่มีล้าสมัย ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่เรื่อย ๆ เหมือนจอทีวี ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา และไม่สงวนลิขสิทธิ์ เอาไปทำได้เลย ใครทำใครได้
 
 
เทคโนโลยีนั้นชื่อว่า "สติปัฏฐาน" นั่นเอง มาลองศึกษาและปฏิบัติดูนะ แล้วจะรู้ว่า นี่ละของจริง!!!
 
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 7 Feb 2012 19:40:17 by Dhammasarokikku

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile