Dharma

บล็อกชักเริ่มมีกลิ่นตุ ๆ หน่อย ๆ แร้ว... มาปัดฝุ่นกันหน่อยดีฝ่า...

ช่วงนี้หายหน้าเพราะกำลังโรมรันพันตูกับการสอบอันมฤคทายวันมาก พรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว และแน่นอนว่า เป็นวิชาที่อิสิปตนะที่สุดใน ๔ วิชา วันนี้เลยมาอัพบล็อกแก้เซ็ง (เอ๊ะยังไง!!!) เป็นเอ็นทรี่ที่เขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ยังเขียนไม่จบ เพราะต้องใช้เวลายาวนานในการรีดไอเดีย จนไปเบ่งทับเวลาอ่านหนังสือสอบหมด วันนี้เห็นการ์ตูนไอ้แป้นเขียนเรื่องเดียวกันพอดี อากาศเย็น ๆ แบบนี้ไม่มีอะไรน่าเขียนเท่าเรื่องนี้แล้ว วันนี้เอาแค่ติ๊ด ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

พอดีเห็นทวีตของหมอเชน ถามมหาโอ๊ตมาว่า "พระเหงาเป็นไหม? แล้วพระมีวิธีจัดการกับความเหงาอย่างไร?" อ่านแล้วอึ้งไปสามวิ ....เอ.... ข้าพเจ้าไปทำความเหงาตกหายไปที่ไหนหนอ ปัจจุบันนี้สนุกสนานรื่นเริงกับชีวิต จนลืมไปแล้วว่า "ความเหงา" หน้าตาเป็นอย่างไร

ไม่รู้จักเริ่มต้นเขียนอย่างไร ก็ต้องไปดูกันที่เหตุก่อน ใดใดในโลกล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด ความเหงาก็เช่นกัน ความเหงามันต้องมีเหตุอยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลนี้ ลองสวมวิญญาณด็อกเตอร์เค เอ้ย... วิญญาณชินจัง ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ต้องสวมวิญญาณนักสืบแบบโคนัน หรือคินดะอิจิสินะ สืบดูซิว่า ความเหงามันมีต้นตอมาจากอะไร

ค้นลงไปในใจตัวเอง ครับ เพราะไม่มี specimen อื่นใด (เอ๊ะ... หรือใครจักสมัครมาเป็นหนูทดลอง) พบว่า ความเหงามันมาจาก

๑. "ความว่าง" ครับ

"ความว่าง" ในที่นี้ มิใช่สุญญตา มหาสุญญตา นะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าได้อากาสานัญจายตนฌาน ถึงมีความว่างเป็นอารมณ์ แต่ความว่างในที่นี้ คือ ว่างงาน ครับ สังเกตไหม ความเหงามักโผล่ขึ้นมาตอนเราอยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เน้นว่า ต้อง "และ" ครับ ไม่ใช่ "หรือ" เพราะถ้าอยู่คนเดียวแต่มีอะไรทำตลอด หรือ อยู่กันหลายคน แต่ไม่มีอะไรทำ ความเหงาก็ยังไม่โผล่หัวออกมา

ตั้งแต่บวชมา ได้ศึกษากรรมฐาน ๔๐ กองแล้ว ชีวิตไม่เคยว่างอีกเลย ครับ พอว่างปุ๊บก็บริกรรม นึกได้ก็รู้ลมหายใจ คนที่อยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เพราะไม่ยอมหางานดี ๆ ฉลาด ๆ ให้จิตทำ ครับ (กุศล แปลว่า ฉลาด) ปล่อยจิตให้ไหลไปกับความฟุ้งซ่าน หลงไปในอกุศล ลื่นไปในอดีตบ้าง เพ้อไปในอนาคตบ้าง ไม่อยู่กับปัจจุบัน และแล้วความเหงาก็ครอบงำ

ลองหันมารู้ลมหายใจดูสิ ครับ บางทีท่านอาจจะลืมทำความเหงาตกหายไปที่ไหนสักแห่ง เหมือนข้าพเจ้าขึ้นมาบ้างก็ได้

อาชีพสมณะนี่มันน่าจักเหงาสุด ๆ แล้ว เพราะพระต้องอยู่กับตัวเองวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมง แฟนก็ไม่มี คุยสังสรรค์กับเพื่อนพระมาก ๆ พระบรมศาสดาก็ไม่สรรเสริญ เพราะฟุ้งซ่าน กับพ่อแม่ญาติเพื่อนเก่า ๆ บางทีก็ห่างเหินกันไป แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงหาความเหงาไม่เจอเลยวัน ๆ หนึ่ง

ช่วงแรก ๆ ของการบวช ก็คงมีเหงากันบ้างละ ครับ ข้าพเจ้าไปซุกตัวอยู่ในถ้ำรูปเดียวเป็นเดือน ๆ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีเขียนไดอารี่ (ความจริงเป็นการเขียนหาคนทางบ้าน เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้อ่านเท่านั้นเอง) วันนี้อ่านธรรมะอะไร เจอเหตุการณ์อะไร เอามาสาธยายเป็นธรรมะให้หมด ได้ประโยชน์หลายสถาน นอกจากจะไม่มีเวลาให้เหงาแล้ว ยังเป็นการฝึกฝีมือ และความคล่องแคล่วในหัวข้อธรรมะ

วัน ๆ หนึ่งกว่าจักเขียนเสร็จก็ปาไปครึ่งค่อนวันแล้ว เวลาที่เหลือก็หาอะไรฉลาด ๆ ทำ เช่น คลุกข้าวเลี้ยงน้องหมาแมวที่วัด อ่านหนังสือธรรมะสักหน่อย ทำวัตรสวดมนต์อีกนิด ก็หมดวัน

เวลาในวัดผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ครับ แป๊บ ๆ ก็หมดวัน ก็แค่เรามีอะไรทำตลอด อยู่กับกุศลจิต และพยายามอยู่กับลมหายใจให้มากที่สุด

ครั้นออกมานอกวัด กลับพบว่า เวลาในวัดเดินช้าเหลือเกิน ครับ โลกข้างนอกเขาไปถึงควอทคอร์ ไอโฟนสารพัดจิ๊ก แบล็กเบอรี่ สารพัดของไฮเทค สะพาน ถนน ตัดใหม่กันเป็นว่าเล่น ตึกสร้างใหม่กันไม่หยุด ออกจากวัดที จำทางแทบไม่ได้ นี่กรุงเทพฯหรือ? 

มาปัจจุบัน แทนที่จักเป็นไดอารี่ ก็มาเป็นเขียนบทความลงบล็อกแทน ซึ่งหลัง ๆ ก็ไม่ได้เขียนทุกวันเหมือนช่วงแรก แต่ความเหงาก็ไม่มีปรากฏให้เห็น ก็ลองทบทวนดูว่า เวลาว่าง ข้าพเจ้าทำกระไร ก็พบว่า ข้าพเจ้าฟังธรรมะ ครับ ว่างเมื่อไหร่เป็นฟัง ฟังจากอะไร ก็จากสิ่งที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ

ธรรมะฟังแล้วเย็นจากภายใน ครับ เพลง หนัง วีดีโอ สิ่งบันเทิงภายนอกต่าง ๆ เสพแล้วร้อน ร้อนเพราะอยากเสพอีก อยากหากระไรที่มันยิ่งกว่าที่เคยเสพไปเรื่อย ๆ ดูหนังตลกสักเรื่องจบ ก็ต้องขวนขวายหาหนังที่ตลกกว่านี้ หรือรสชาติที่แปลกไปกว่านี้ ฟังเพลงนี้ บัดเดี๋ยวก็เบื่อ ต้องหาเพลงใหม่ ๆ มาฟัง แต่ธรรมะนั้นแม้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเดิม ๆ ก็ยังรู้สึกมีความสุข

ยิ่งบางที ฟังไปถึงที่ท่านเล่าถึงปฏิปทาผู้นั้นผู้นี้ หรือความสำเร็จทางธรรมของใครสักคน ฟังแล้วเกิดปีติ อิ่มใจอยู่นานทีเดียว ครับ มันสุขแบบบอกไม่ถูก และคงต้องโค้ดคำของหลวงพ่อปราโมทย์มาว่า "ความสุขทางโลกมันขี้ขี้" ถ้าให้เทียบความสุขกับตอนที่ข้าพเจ้าสอบเอ็นทรานซ์ติด หรือรับปริญญากับในหลวงแล้ว ที่ใครเขาว่า มันดีใจสุดยอด ดีใจจนน้ำตารินกระไรเทือกนั้น ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของความสุขทางธรรมเลย

สุขในโลกนั่นมันสุขแป๊บ ๆ ครับ อย่างเก่งก็สักชั่วโมงหนึ่ง แต่สุขทางธรรมนั่นบางทีเป็นวันเลย ครับ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข

ไม่มีงานทำจริง ๆ ข้าพเจ้าก็ทำไอ้นั่นไอ้นี่แจกชาวบ้านเขาไปเรื่อย ครับ ของที่ทำแจกส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ความตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะอยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดจากมือเรา นี่ก็ทำให้ความเหงาตกหายไปจากสารบบความคิดเหมือนกัน เพราะการทำงานทุกอย่างที่มีจิตจดจ่ออยู่กับงาน ก็คือเราอยู่กับปัจจุบัน

ความเหงามันมักหลงไปในอดีต มักมีคำว่า "ถ้า.... แล้วฉันคงไม่เหงา" วนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ เช่น ถ้าฉันมีคนมานั่งกินเบียร์เป็นเพื่อนสักคน ฉันคงไม่เหงา เพราะอดีตเคยมีเพื่อนกินเบียร์ด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งก็คือความขวนขวายหาสิ่งอื่นนอกกายนอกใจตัวเอง มันก็ไม่อิ่ม ไม่เต็มเสียที หากันไปทั้งชีวิต เพราะสิ่งที่อิ่ม ที่เต็ม มันอยู่ในกายในใจเรานี่เอง ครับ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ความเหงาเกิดในใจเรา ก็ต้องดับในใจเรา

หลวงพ่อปราโมทย์เคยกล่าวไว้ ครับว่า คนเราเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่ง ชักใย (คือกิเลส) ขึ้นมาเอง แล้วก็ติดกับใยที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ความเหงาก็เช่นกัน เป็นเจตสิกที่เศร้าหมองชนิดหนึ่ง ใจเราเป็นคนปรุง "ความเหงา" ขึ้นมาเอง ครับ ไม่ใช่มีใครมายัดเยียดความเหงาให้ คนอื่นสิ่งอื่นนอกกายนอกใจเราแค่มายั่ว ครับ เราเป็นผู้ปรุงความเหงาขึ้นเอง ปรุงเองกินเอง อร่อยซะไม่มีละ

๒. เป็นคนขี้เหงาซะเอง 

บางคนมีความเหงาเป็นกรรมฐาน เป็นเครื่องอยู่ คืออยู่กับความเหงาได้ทั้งวี่ทั้งวัน ใครมันจะบ้าเหงาได้ขนาดนั้น แต่ความจริงแล้ว "มี" ครับ เยอะเสียด้วย

คนขี้เหงานี่ มันขี้เหงาจริง ๆ นะ ครับ ข้าพเจ้าโชคดีที่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนขี้เหงา แต่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าก็ชอบเล่นคนเดียว มีโลกส่วนตั๊ว...ส่วนตัวตลอดเวลา ไม่ชอบคุย ไม่ชอบสุงสิงกับใครมาก ๆ ชอบอยู่คนเดียว ไม่วุ่นวาย

ตรงนี้ข้าพเจ้าก็วิเคราะห์ออกเป็นสองทาง ทางหนึ่ง ข้าพเจ้าอาจจักสั่งสมความโดดเดี่ยวมาแต่ชาติก่อน อันนี้ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์กระไร เพราะแต่ละคนสั่งสมมาไม่เหมือนกัน อีกทางหนึ่ง คือ ความอบอุ่นจากพ่อแม่ หรือใครก็ตาม ในช่วงที่เป็นทารก ครับ

แปลกไหม ครับ เด็กทารกมักต้องการให้อุ้ม การอุ้มนั่นมันแผ่ความอบอุ่นเข้าไปทางไหนก็ไม่ทราบ ทราบแต่มันอบอุ่นชนิดที่ตู้อบเด็กให้ไม่ได้ก็แล้วกัน

ยิ่งมาเห็นลูกหมาเกิดใหม่บ่อย ๆ เห็นมันต้องก่ายต้องเกยแม่มันตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ พอหิวแล้วจักนึกถึงนมแม่ นึกถึงตัวอุ่น ๆ ของแม่ แล้วย้อนคิดถึงตัวเอง สมัยเป็นทารก ข้าพเจ้าก็คงเป็นประมาณนี้ และข้าพเจ้าคงโชคดีที่มีคนอุ้ม

เมื่อโตแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องการความอบอุ่นจากใคร เพราะมันเคยอิ่มมาแล้ว ผิดกับหลายคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลา มัวแต่หาเงิน ถูกทิ้งให้นอนอย่างเดียวดายบ้าง ให้คนเลี้ยงเด็กดูแลแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ บ้าง ต้องยอมรับว่า อกใครก็ไม่อุ่นเท่าอกพ่อแม่ ครับ ครั้นความต้องการไม่ได้ถูกสนองเมื่อเยาว์วัย ก็ติดมาเป็นบุคลิกของ "คนขี้เหงา" เมื่อเติบใหญ่ หลายคนไม่รู้กระทั่งว่า ทำไมตนเองถึงเป็นคนขี้เหงา รู้แต่ว่า มันเหงา หาเหตุไม่เจอ

บางคนในเอ็กซ์ทีน ถึงกับต้องหาผู้ชายมานอนเป็นเพื่อน คล้ายเป็นโรคฮีสทีเรีย ต้นตอมันก็มาจากการถูกทิ้งตอนเด็ก ๆ นั่นแล

เด็กที่ไม่เคยกินจนอิ่ม จักไม่รู้จักคำว่า "อิ่ม" รู้จักแต่ความหิวโหยตลอดเวลา แม้เมื่อเติบใหญ่แล้ว มีโอกาสได้กินจนอิ่ม ก็ไม่รู้ว่านี่คือ "ความอิ่ม" ยังกิน ๆ ๆ ๆ เข้าไปไม่บันยะบันยัง จนกินไม่ไหวแล้วนั่นแล จึงหยุด แต่ถึงหยุดแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ "ความอิ่ม" อยู่ดี คิดว่า "ความอิ่ม" มันต้องยิ่งกว่านี้ (นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งของโรคอ้วน)

ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักความอบอุ่นก็เช่นกัน เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นในชีวิตวัยเยาว์ ก็จักโหยหาไขว่คว้าความรักไม่รู้จักพอไปตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่า ความอิ่มในความรัก มันเป็นฉันใด มีแล้วก็นึกว่ายังไม่มี ควรพอแล้ว ก็นึกว่า ยังไม่พอ

การเลี้ยงเด็กทารก จึงสำคัญเหลือเกิน ครับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกเดือน สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นไปได้ควรเลี้ยงเอง เพราะมันกำหนดชะตาชีวิตบุคลิกอารมณ์อัธยาศัยของคนคนหนึ่งทีเดียว

มีคนกล่าวกับข้าพเจ้าถึงทฤษฎีการทิ้งลูกไว้ว่า "ถ้าคุณทิ้งลูกคุณไป ๑ วัน คุณต้องชดใช้ด้วยเวลา ๔ วัน" หมายถึง เมื่อมีโอกาสให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกในวัยที่เขาโตขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึง ๔ เท่า หากทิ้งลูกไว้กับคนเลี้ยงเด็กสักปีหนึ่ง จักต้องชดใช้ด้วยการกลับมาเลี้ยงเด็กเสียคนใจแตกด้วยความรักความเข้าใจความอบอุ่นถึงอย่างน้อย ๔ ปี และก็ไม่แน่ว่า จักได้ลูกที่น่ารักคืนมาหรือเปล่า บางทีบางอย่างก็สายเกินกาล เช่น ถ้าทิ้งลูกไปสัก ๒๐ ปี โอกาสได้ลูกคืนย่อมไม่มี

นี่ก็เป็นเหตุของความเป็นคนขี้เหงาประการหนึ่ง ครับ เมื่อทราบแล้ว จักทำอย่างไรดี เพราะเหตุของมันเป็นอดีต กลับไปแก้ไขกระไรไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าพเจ้าจักรวบรวมวิธีแก้ไว้ตอนท้าย

ตอนหน้ามาดูสาเหตุของความเหงาข้อต่อไปกัน ครับ (รอสอบเสร็จก่อนเด้อ)

จบตอน ๑

edit @ 6 Nov 2009 20:46:36 by Dhammasarokikku

ทราบข่าว Blog Action Day มาแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้ร่วมกิจกรรมเพราะเค้นไอเดียไม่ออก มาปีนี้ก็ดูท่าจักไปในแนวทางเดียวกัน ทราบข่าวจากมหาโอ๊ตแล้ว ก็ยังนิ่งอยู่ ไอเดียตีบตัน เพราะพ่นออกไปเสียหมดไส้หมดพุงแล้วในเอ็นทรี่นี้ เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน

สิ่งที่พบหลังจากเขียนเอ็นทรี่นั้น คือ ความยากของการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ได้อยู่ที่การครีเอทไอเดียเขียนบทความ แต่อยู่ที่ความคงเส้นคงวาในการนำไอเดียไปใช้มากกว่า เพราะต้องต้านกับนิสัยความเคยชินเดิม ๆ แล้วสร้างวินัยใหม่ให้ตนเอง ก่อนจักทิ้งกระไรลงถังขยะ ได้ทบทวนอย่างรอบคอบแล้วว่า มันไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่กระไรในชีวิตประจำวันของเราได้อีก (ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ห้องของท่าน ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นถังขยะขนาดย่อม ๆ) สร้างจิตสำนึกขึ้นมาใหม่ว่า การทิ้งหน่ะมันง่าย กวาด ๆ โยน ๆ ใส่ถังขยะแค่แป๊บเดียว แต่การฝึกจิตเราให้ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบายส่วนตัว เห็นแก่ผู้อื่นก่อน เห็นแก่โลกก่อน ยอมลำบากนิดหนึ่ง นำขยะกลับมารียูส นี่ก็เป็นการฝึกถอนอัตตาตัวตนแบบหนึ่ง

ก็ไม่รู้จักเขียนลงบทความอย่างไร เนื้อหามีอยู่ติ่งเดียว จนมาเมื่อวานซืน ขณะเดินบิณฑบาตไปบริกรรมไป ไอเดียในการเขียนก็ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้เลยว่า จักตั้งชื่อเรื่องว่ากระไรดี เขียน ๆ ไปก่อน เดี๋ยวตอนท้ายก็คงนึกออกเอง

รู้สึกไหมว่าภูมิอากาศในโลกเปลี่ยนแปลงไป? <---รู้จิ...ถามงี้ใครจักไม่รู้สึกบ้าง

แล้วทำอย่างไรดี? คำถามนี้คงอยู่ในใจใครหลาย ๆ คนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมจากภัยธรรมชาติทั้งหลาย คำตอบคงมีเป็นแสนเป็นล้านคำตอบ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำเป็นแฟชั่นบ้าง ทำด้วยจิตสำนึกบ้าง และวิธีทั้งหลาย คงทราบกันดีอยู่แล้ว 

ในแง่นักปฏิบัติเล่า? เราจักทำกระไรได้บ้าง เพื่อชะลอภาวะโลกร้อน

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า มนุษย์คนใดเกิดมาแล้วจักทำให้โลกไม่ร้อน ทุกชีวิตต่างใช้ทรัพยากรของโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้กระทั่งอาชีพสมณะ ยังสามารถทำให้โลกร้อนได้จากที่เคยเขียนไปแล้วใน เมื่อวันที่ผ้าเหลืองร้อน

ทั้งที่เป็นเพศที่ดูจักรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ในเอ็นทรี่นั้น ข้าพเจ้าได้แนะวิธีรักษ์โลกแบบสุดลิ่มทิ่มปัญญาน้อย ๆ ของข้าพเจ้าแล้ว เลยไม่รู้จักแนะนำกระไรอีก แต่อย่างที่อารัมภะไปแต่ต้นว่า มีไอเดียสุดกิ๊บผุดขึ้นมาระหว่างเดินบิณฑบาต

วิธีที่จักไม่ต้องรบกวนธรรมชาติอย่างยิ่งยวด ไร้เทียมทานชนิดที่ไม่มีนักอนุรักษ์คนไหนสามารถมาเทียบได้ คือการตัดไฟแต่ต้นลม (ดับที่เหตุ) ครับ พระพุทธองค์ทรงเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่แท้จริงมากว่าสองพันปีแล้ว

ในเมื่อทุกคนที่เกิดมา ต้องทำร้ายธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จักมากหรือจักน้อยเท่านั้น เอาง่าย ๆ ลองคิดถึงสมัยเรายังเป็นเด็กทารก คุณแม่จับให้เราใช้โน่นนี่นั่น โดยไม่ได้ถามเราสักคำ (ไม่รู้หรือว่า เราเป็นคอนเซอะเวทีฟเบบี้) จับเราใส่แผ่นไดอะเพอร์ หรือแผ่นแพมเพอร์นั่นแล (แพมเพอร์เป็นยี่ห้อ ครับ แต่กลายเป็นเจนเนอริคเวิร์ดไปแล้ว) นั่นเราก็ได้เป็นผู้มีส่วนทำให้โลกร้อนเรียบร้อยแล้ว เพราะกว่าจักได้แผ่นไดอะเพอร์แผ่นหนึ่ง ก็ใช้ทรัพยากรโลกไปหลายอยู่ เป็นต้น (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงว่า กว่าจักสร้างโรงงานผลิตแผ่นแพมเพอร์นั้น ต้องใช้อะไรบ้าง สร้างเสร็จแล้ว ต้องใช้กระไรเป็นวัตถุดิบ คงไม่พ้นเยื่้อกระดาษ เยื่อกระดาษมาจากไหน ก็มาจากต้นไม้ ผลิตเสร็จแล้ว โรงงานทิ้งกระไรที่เป็นพิษไว้ในโลกบ้าง และที่สุดหลังจากหม่ามี๊บังคับให้เราใส่แพมเพอร์แล้วเราได้ปล่อยอุนจิไว้ หม่ามี๊ก็เอาแพมเพอร์พร้อมปุ๋ยกลิ่นสุดโสภาไปทิ้ง เป็นขยะของโลกต่อไป สินค้าแทบทุกชนิดในโลก มีลักษณะการใช้ทรัพยากรของโลก และทิ้งขยะไว้ในโลกเช่นนี้แทบไม่แตกต่างกัน) ฉะนั้นเราก็แสวงหาทางที่ไม่ต้องมาเกิดมันเสียเลยซี ครับ จักได้ไม่ต้องเกิดมาทำร้ายโลกกันอีก การแสวงหาหนทางที่ไม่ต้องกลับมาเกิด หรือออกจากสังสารวัฏนั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระศาสนาอยู่แล้่ว มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมแล้ว ย่อมได้การรักษ์โลกเป็นของแถม

นักปฏิบัติส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกันขิง ๆ แล้ว ก็มักไม่มีคู่ เพราะลำพังขันธ์ ๕ ก็แบกกันลำบากแล้ว ดังบาลีว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา = ขันธ์ทั้ง 5 เป็นของหนักเน้อ จักไปแบกขันธ์อีก ๕ รวมเป็น ๑๐ ขันธ์เพื่ออิหยัง? (ถ้ามีลูกอีกสักคน ก็กลายเป็น ๑๕ ขันธ์ ถ้ามีลูกเยอะ ๆ ก็กลายเป็นคนบ้าหอบขันธ์<--คล้าย ๆ บ้าหอบฟาง) โอ้โห... เห็นกระไรไหม... ใช่แล้ว ครับ กิจกรรมเปลืองสะตุ้งสตางค์ และทำให้โลกร้อน (ด้วยไฟในตาของคนโสด) ของคนมีคู่มีแฟน เช่น เดินช็อปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ ก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นทันที ลดโลกร้อนเห็น ๆ (กรุณาลงทะเบียนเป็นสมาชิกสมาพันธ์ หนุ่ม/สาว โสด กันด้วย ครับ ด้วยการทิ้งคอมเม้นท์และจิ้มดาวไว้ให้ดูต่างหน้าข้างล่างอย่างน้อย ๑ คอมเม้นท์ ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก)

เอาละ ครับ ไปดูกันต่อไป ถ้าเกิดนักปฏิบัติสามารถละกิเลสได้สักตัวหนึ่ง โลกจักร้อนช้าลงสักเท่าไหร่ ไม่ต้องรอเจนเนอเรชั่นหน้าหรอก ถ้าทำได้จริง ก็เห็นผลทันตา

เกิดว่า เราพร้อมใจกัน ละกิเลสราคะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น บรรดาของสวย ๆ งาม ๆ รูปสวย กลิ่นหอม รสอร่อย เสียงเพราะ สัมผัสระหว่างเพศ เราก็รู้สึกเฉย ๆ ไปหมด ไม่อยากเห็นไม่อยากได้กระไร โอ้โห... โรงงานผลิตสินค้าเจ๊งกันไปเป็นแถบ ๆ  ร้านน้ำหอมในชองอิลิเซ่ปิดกิจการยกกุรุส ร้านอาหารภัตตาคารหรูบรรยากาศสุดคูลต้องหันมาเข็นรถชายสี่หมี่เกี๊ยว คอนเสิร์ทและเอ็มพีสามไม่มีคนฟัง มือถือออกใหม่ ไม่มีใครอยากได้ รถซีดานสุดอลังก์ออกใหม่ ไม่มีใครอยากซื้อ นักวิทยาศาสตร์ตกงาน เพราะไม่รู้จักวิจัยไปทำไม โอ้...พระเจ้าจอร์จ โลกเย็นเห็น ๆ อีกแล้ว ขอรับ

แต่นั่นเป็นเรื่องของอุดมคติ คนเรามีปกติชอบในกามคุณ ๕ หลงไปในกาม จักให้เลิกหลง คงเป็นไปได้ยาก แต่เราสามารถบรรเทากิเลสราคะได้ ครับ บรรเทาความอยากได้ลงบ้าง เบื้องต้นก็ด้วยการข่มใจ มือถือออกใหม่ เราก็ไม่จำเป็นต้องเดิ้นที่สุดในกลุ่ม กระเป๋าป้าดาออกใหม่ ของเก่ายังใช้ได้ ก็ไม่จำต้องแรงตามเพื่อน ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้ก็ลดโลกร้อนไปได้เยอะ เพราะมือถือสักเครื่อง จอแอลซีดีสักจอ หรือกล้องดิจิตอลสักตัวหนึ่ง มันใช้ทรัพยากรโลกไปไม่เบาเลย ไม่มีคนซื้อ ย่อมไม่มีคนผลิต คนซื้อน้อยลง ก็ย่อมผลิตน้อยลง โลกก็ร้อนช้าลง จริงมะจริง? การรักษ์โลกที่มีประสิทธิภาพสูงมาก คือการบริโภคน้อย ๆ ครับ วัตถุนิยมนั้นส่งเสริมทั้งให้ทั้งร้อนกายร้อนใจ เราต้องหันมาพึ่งธรรมะนิยม ครับ โลกจักหายร้อน

หัดเจริญสติเข้าไว้ ครับ แล้วจักพบว่า วัน ๆ หนึ่งเราพบกับสิ่งยั่วกิเลสมากมายก่ายกอง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไปศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบเครื่อง GPS Navigator ดาวเทียมนำทางที่มีในตลาด ให้โยมแม่ เพราะเดี๋ยวนี้ชราภาพ ขับรถหลงบ่อย ๆ หลงทางสัก ๑๐ ครั้ง ก็สามารถเอาค่าน้ำมันมาซื้อได้แล้ว พอศึกษาไป ก็พบว่า มือถือสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ ก็ติดตั้ง GPS มาในตัว อันข้าพเจ้าเองก็ออกไปทำบุญต่างจังหวัดบ่อย ไปแต่ละที ก็ต้องทะเลาะกับคนขับรถตู้ ถกเถียงกันเรื่องเส้นทาง เกิดความรู้สึกว่า หากข้าพเจ้ามีเจ้า GPS สักตัวหนึ่ง คงดีไม่น้อย และเพิ่มสตางค์อีกเล็กน้อย ก็ได้เป็นแบบรวมมือถือเข้าไปด้วย เฝ้าค้นเฝ้าหาเปรียบเทียบไปเปรียบเทียบมา แต่ละรุ่นที่มีคุณภาพพอใช้งานได้จริง (มิใช่มีไว้โก้ ๆ) ก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายก็รู้สึกขึ้นมาว่า มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสมณะเลย กลับไปทะเลาะกับโชเฟอร์อย่างเดิมดีกว่า ไม่เสียตังค์ โอ้... นี่เราหลงไปกับเทคโนโลยีเสียแล้ว ผู้ผลิตเขาสร้างโน่นสร้างนี่ขึ้นมาใหม่ ๆ อำนวยความสะดวกสารพัด ก็เพื่อยั่วกิเลสเรา จนกลายเป็นความรู้สึกว่า นั่นเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่จริงแล้ว ราคาของมือถือที่รวมเอาหลาย ๆ อย่างไว้ด้วยกัน แพงกว่า ซื้อมือถือ ๑ ตัว กับ GPS Navigator เพียว ๆ อีก ๑ ตัวเสียอีก ทั้งสามารถใช้งานได้ดีกว่าเอามารวมกัน และที่สุดแล้ว มันจำเป็นกับชีวิตเรา ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?

หากก่อนควักตังค์หรือควักบัตรใด ๆ ซื้อสินค้า เราสามารถถามคำถามนี้กับตัวเองไว้ทุกครั้ง จักเป็นการเตือนสติ บรรเทากิเลสราคะ ลดความฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย

แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโทสะได้หล่ะ จักเกิดกระไรขึ้น เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำเงิน ฟ้า ม่วง คราม แสด แสรด ๆ หรือสีเสี่ยวอันใด ก็คงไม่มีใครใส่ออกมารวมตัวเพื่อสร้างความร้าวฉานในสังคม อะ... ประหยัดทรัพยากรโลกไปอีกละ ไม่ต้องไปซื้อเสื้อสีใด ๆ ตามกระแส ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันขับรถออกมาร่วมไฮปาร์ค ไม่ต้องจัดเวที ไม่ต้องโปรโมท โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต้องตั้งพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุดไม่เปลืองอารมณ์ หรือถ้าเป็นระดับประเทศ งบประมาณทางทหารก็ต้องลดไปโดยปริยาย เพราะคนไม่มีใจจักรบพุ่งกัน ก็ฉันไม่โกรธแกนี่ จักไปรบหาพระแสงด้ามสั้นกระไร เห็นไหมหล่ะ โลกหายร้อนเห็น ๆ

กิเลสโทสะมันไม่ใช่ร้อนธรรมดา แต่มันร้อนที่ใจ ใจเราเองนั่นแล ทำให้โลกร้อน แล้วมันลดละเลิกยากเสียด้วยซี วิธีลดกิเลสโทสะ ท่านว่า ให้เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้เยอะ ๆ เมตตา ความรัก เฮ้ย... เราก็คนไทยด้วยกัน ใช้ธงชาติสีเดียวกัน มีพระมหากษัตริย์ประเสริฐที่สุดในโลกองค์เดียวกัน จักทะเลาะ จักฆ่าจักแกง กันไปทำลิงกระไร กรุณา ความสงสาร ปัดโธ่... เอ็งกับข้า ก็ถูกกิเลสบีบคั้นเหมือน ๆ กัน จักไปวิวาทกันทำซากกล้วยกระไร มุทิตา ใครได้ดีก็ร่วมยินดีกับเขา นาย ก. นี่เห็นเขาว่า มันไม่ได้เป็นกันไปตลอดชาติสักหน่อย มีขึ้น ก็มีลง มีลง ก็มีขึ้น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ใครกำลังได้ดิบได้ดี ก็ยินดีไปกับเขา อุเบกขา กระไรที่เกินความสามารถ ที่สุดของแจ้(ดนุพล แก้วกาญจน์)แล้วได้แค่นี้ แม้ไม่ได้เป็นอย่างใจหวัง ก็คิดง่าย ๆ ว่า ช่างแม่ม...

แล้วถ้าพวกเราละกิเลสโมหะได้เล่า โคดแจ่มเลยขอบอก!!! ละโมหะ ความหลง ได้ก็นิพพานหน่ะเซ้ ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องมาทำร้ายโลกอีกเลยตลอดกาล บ๊ะ... เป็นนักปฏิบัตินี่มันช่วยลดโลกร้อนได้จริง ๆ

โลกเราทุกวันนี้ นอกจากร้อนด้วยภาวะอากาศแล้ว ยังร้อนรุ่มไปด้วยไฟกิเลส ราคัคคิ ไฟ คือ ราคะ โทสัคคิ ไฟ คือ โทสะ โมหัคคิ ไฟ คือ โมหะ ไปทุกหัวระแหง ไฟทั้งสามเผาโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร้อนใดในโลก ก็ไม่เท่าร้อนในใจเราเอง เราสามารถดับไฟชนิดนี้ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม เริ่มที่ตัวเราเอง เมื่อไฟกิเลสของเราทุเลาลงแล้วไซร้ ความเย็นใจจากการปฏิบัติธรรม ไอเย็นจักแผ่ซ่านไปถึงญาติมิตรพ่อแม่พี่น้องเพื่อนร่วมงานคนรอบข้าง ขยายตัวต่อไปไม่สิ้นสุด ด้วยเห็นความเปลี่ยนแปลงของเรา

มาเริ่มปฏิบัติธรรมลดโลกร้อนกันเสียแต่วันนี้เลย เป็นไร? โลกเย็น เริ่มที่เรา ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. อู๊ย... เกือบอัพไม่ทันวัน BAD (/me ปาดเหงื่อ )

edit @ 24 Oct 2009 05:24:07 by Dhammasarokikku

วันนี้ไปรับบาตรไกลถึงหนองมนโน่นแน่ะ เขานิมนต์พระถึง ๗๖ รูป ไปตักบาตรเทโวล่วงหน้า เลยมีรูปมาฝากให้โมทนากันนิดหน่อย อาหารแห้งที่บิณฑบาตได้ส่วนใหญ่ ก็จักถูกส่งขึ้นไปช่วยโรงเรียนบ้านห้วยกองก้าด จ.แม่ฮ่องสอน ที่ถูกน้ำท่วม
 

 

เตรียมตัวกันแต่เช้า
 
 
ญาติโยมเตรียมตัวใส่บาตรกันข้างล่าง ครับ
 
 
ส่วนพระขึ้นมาเตรียมตัวกันบนเขาแบบตักบาตรเทโวโรหณะทั่วไป
(ระลึกถึงครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หลังจากโปรดพระพุทธมารดาตลอดพรรษา)
 
 
บรรยากาศ ครับ

 

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การได้ไปรับบาตร ครับ แต่อยู่ที่ขณะกำลังนั่งรอถวายเพล อ่านหนังสือเตรียมสอบไป  มันดันปิ๊งเรื่องทำทานขึ้นมา เลยต้องเอามาโม้ลงบล็อก เรื่องการให้ทานนี่มีให้เขียนเรื่อย ๆ จริง ๆ

คืออย่างนี้ ครับ ข้าพเจ้าเองก็เคยนึกสงสัยว่า เหตุใดหนอ คนเราจึงทำธุรกิจได้ยากเย็นนัก ทั้งที่บางทีก็พอมีความสามารถอยู่บ้าง ทำไมหนอ แม่ค้าหมูปิ้ง อาซิ้มร้านโชว์ห่วย หรืออาเจ้ร้านขายขนมในโรงอาหารสมัย ม.ปลาย มิได้มีความรู้กระไรเป็นพิเศษ เธอทั้งหลายจึงทำธุรกิจได้ดี รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ สามารถส่งลูกจนเรียนจบเมืองนอกเมืองนาได้ตั้งหลายคน

บางคนหาเงินได้ยาก จนต้องอุทานว่า เหมือนแคะเงินออกจากหิน ทั้งที่ฝีไม้ลายมือในการทำธุรกิจ ก็พอตัว ความเก่งกาจในวิชาชีพก็พร้อมพรั่ง

บางคนก็มีโชคช่วย ลาภลอย ดวงโคตรเฮง ไปถูกชะตาใครสักคน หรือดวงได้รับการอุปถัมภ์  เข้ามาสนับสนุน จนได้ดิบได้ดี ทั้งที่ก็ไม่ได้มีความรู้ พื้นฐานครอบครัว หรือแนวคิดกระไรดีนักหนา

สมัยหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่กับความวิเวกวังเวงในถ้ำที่วัดหลวงตาพวง คิดพิจารณาชีวิตของตัวเองไปเรื่อยเปื่อย ก็เคยปิ๊งกับกฏแห่งกรรมมาครั้งหนึ่งว่า การที่ข้าพเจ้าไม่สามารถประกอบสัมมาอาชีพได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือไม่รุ่งเท่าที่ควร (คนเราหนอ ยอดขายเดือนละล้าน ต่อพนักงาน ๓ คน ก็ยังไม่พอนะเนี่ยะ แหะ ๆ ) แท้จริงมันก็มาจากกฏแห่งกรรมนี่แล ชาติที่แล้วเราเป็นอย่างไร หาคำตอบได้ไม่ยาก ไม่ต้องมีญาณหยั่งรู้วิเศษกระไรดอก ก็ดูจากอุปนิสัยของเราตอนเด็ก ๆ ก็พอจักทราบได้ไม่ยาก สมัยนั้นข้าพเจ้า "งก" เหลือกำลัง ครับ สลึงหนึ่งก็ไม่ให้กระเด็น แสดงว่า ชาติก่อน ๆ เราก็คงสะสมความตึ๋งหนืดไว้พะเรอเกวียน พอปิ๊งได้เช่นนี้ ก็ทำทานกันหามรุ่งหามค่ำ มิได้หยุดมิได้หย่อน อาศัยคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ว่า ความตระหนี่นี่ละได้ด้วยการให้ทาน ให้ไปเรื่อย ๆ ความ "งก" มันก็ลดลงจริง ๆ

วันนี้ระหว่างนั่งรอฉันเพลเพลิน ๆ เรื่องราวของเพื่อนสหธรรมมิกผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว มันแทบไม่ต่างกระไรจากสิ่งที่ข้าพเจ้าไปปิ๊งในถ้ำเมื่อสามปีก่อน

เพื่อนคนนี้ "งก" ขั้นเทพ ครับ ถ้าเทียบกันเม็ดต่อเม็ด ช่อตต่อช่อต ข้าพเจ้าชิดซ้ายละเลียดเฉียดลงคอห่านไปเลยทีเดียว แม้ชีวิตของเขากับข้าพเจ้าจักแตกต่างกันในหลาย ๆ แง่ แต่เขาก็เคยปรารภเช่นเดียวกัน ถึงเรื่องที่เขาต้องหาเงินเองทุกเม็ด ไม่มีหรอก เรื่องใครจักมาช่วย (กระทั่งพ่อแม่ของเขาเองซึ่งพอมีฐานะ) หรือพวกลาบไร้น้ำหนัก (ลาภลอย) ไม่ต่างกระไรจากข้าพเจ้า

เพื่อนสหธรรมมิกผู้นี้ บัดนี้มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเป็นอันมาก จากการทำงานด้วยมือของตนเอง ผ่านความเพียรอย่างยิ่งยวด ผ่านอุปสรรคนานาประการ และด้วยความร่วมมือจากเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์อีกหลายชีวิต

จากความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความสามารถของเขาเอง ทำให้เขามีแนวโน้มจักเชื่อในเรื่องอภินิหาร หรือชะตาฟ้าลิขิตน้อย ทุกอย่างเขาต้องทำเอง ชีวิตต้องลิขิตเอง ทำสิ่งไร จักสำเร็จก็ด้วยความเพียร

และด้วยความงกในเยาว์วัย กอปรกับการที่เงินทองนั้นได้มายาก ทำให้เวลาเขาจักทำบุญทำทานครั้งหนึ่ง เขาต้องมั่นใจว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ของเขาได้ถึงค่าประสิทธิผลสูงสุด

ผิดกับบางคนที่คาบช้อนทองมาเกิด เงินทองได้มาสะดวกสบายยิ่งนัก เวลาทำบุญทำทาน จึงไม่ต้องคิดกระไรมาก ทำตามความพอใจ

ผลแห่งการเป็นผู้พินิจพิจารณา รอบคอบมากเกินไปในการทำบุญนี่เอง ที่ข้าพเจ้าเห็นว่า ผลของการกระทำนี้ ก็ส่งผลให้เขาเป็นผู้แห้งแล้งไปด้วยลาภลอย หรือโชคช่วย

และผลแห่งการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบอีกนั่นแหละ ที่วันนี้ส่งผลให้เขาเป็นผู้ร่ำรวยมหาศาล แต่ต้องผ่านความเพียรอย่างหนักในตอนต้น และที่สุด รวยอย่างยั่งยืน

ลองเทียบกับคนที่พ่อแม่รวย หรือหาเงินมาได้ง่าย ๆ การทำบุญของเขา มิได้ต้องคำนึงถึงสิ่งไรมากมาย ไม่ต้องคิดว่า เงินทองนี้ได้มายากเย็นแค่ไหน  แล้วคนที่ได้รับ เขาจักเอาไปทำกระไร พอใจทำ ก็ทำ ทำเพื่อสงเคราะห์ ทำด้วยใจบริสุทธิ์ เกิดมาชาติหน้า ก็มีคนอุปถัมภ์โดยมิต้องขวนขวายมากมาย แต่บางทีก็รวยแบบฉาบฉวย ไม่นานก็จน เนื่องด้วยขาดการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ

เรื่องนี้ไม่ต้องรอพิสูจน์กันชาติหน้าหรอก พิสูจน์กันได้ชาตินี้เลย น้องชายของเพื่อนสหธรรมมิกคนนี้ ก็เป็นหลักฐานอย่างดี ไม่ต้องทำกระไรมากมายในชีวิต ก็มีคนอุปถัมภ์ค้ำจุน มีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน

สาระแห่งการเขียนเรื่องนี้ ก็อยากชี้ให้เห็นถึง "วน" หรือ วัฏฏะ

วนนั้นมีอยู่ ๓ วน คือ วนกิเลส วนกรรม และวนวิบาก หมุนกันไปไม่หยุดหย่อน ลองยกตัวอย่างเป็นเพื่อนสหธรรมมิกคนนี้

วนกิเลส ก็คือ วนงก วนตระหนี่ วนกรรม ก็คือ ทำบุญทำทานแต่ละที ทำยาก คิดมาก  (แต่ไม่ใช่ไม่ทำ) วนวิบาก ก็คือ ผลของกรรมนี้ ชาติต่อ ๆ ไป ก็ทำมาหากินได้ยากเย็นยิ่งนัก

ผลของการทำมาหากินได้ยากเย็น ก็ทำให้เป็นคนที่มีความรอบคอบในการใช้เงิน ทำบุญแต่ละที ก็ต้องให้เกิดประโยชน์มาก ต้องคุ้มค่าเหลือจักกล่าวกระไรเทือกนั้น ซึ่งก็ทำให้ชาติต่อ ๆ ไปเป็นผู้มีทรัพย์มาก แต่ก่อนจักเป็นผู้มีทรัพย์มาก ก็ต้องผ่านความยากเข็ญของชีวิต วนไปไม่รู้จบ

ส่วนผู้ที่ทำบุญได้ง่าย ๆ ไม่คิดกระไรมาก ก็ส่งผลให้กลายเป็นผู้ที่ได้โภคทรัพย์มาง่าย ๆ ง่ายจนบางทีกลายเป็นการเพาะนิสัยจับจด ทำกระไรก็ไม่สำเร็จ เพราะมีคนช่วย คนหนุนอยู่ตลอดกาล จนยืนเองไม่เป็น หรือมีทรัพย์มากในช่วงต้นชีวิต แล้วกลับหมดทรัพย์เพราะขาดความรอบคอบในการใช้ทรัพย์ที่มีอยู่

ทีนี้ถ้าคนที่มีทรัพย์มากมาแต่ต้น ไม่ต้องหาเอง เขาก็ทำบุญทำทานได้ง่าย ๆ เหมือนกัน หากเขาเป็นสัมมาทิฏฐิ หมั่นทำบุญสร้างกุศลไว้เรื่อย ๆ ทานที่เขาทำก็มีอานิสงส์ ส่งผลให้ชาติต่อไป เขาก็ได้กระไรมาง่าย ๆ เช่นเดิม วนเป็นผู้มีอันจักกินอยู่อย่างนี้ สั่งสมความไม่ต้องทำกระไรเองไปเรื่อย จนที่สุดทำกระไรเองแทบไม่เป็น ตัวอย่างของผู้ที่มี "วนบุญ" จนถึงที่สุด คือ พระอนุรุทธราชกุมาร เชื่อไหมว่าก่อนท่านบวช ท่านไม่รู้จักกระทั่ง "วิธีปลูกข้าว" (เพราะเกิดมาก็เห็นมันอยู่ในจานข้าวมาตลอด เลยนึกว่า มันเกิดขึ้นมาเอง อยู่ในจานข้าว) และไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี" ด้วยแรงอธิษฐานในอดีตชาติ ส่งผลให้ท่านได้มีโอกาสเวียนทำบุญสั่งสมเรื่อยมา (พระอนุรุทธเถระ บรรลุธรรมแล้ว ได้เป็นเอตทัคคะผู้มีทิพพจักขุเป็นเลิศกว่าภิกษุอื่น)

ส่วนผู้ที่เกิดมาร่ำรวย แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่า โภคทรัพย์ทั้งหลายนี้ ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ของเราหามาไม่เคยคิดทำบุญ หรือแบ่งให้ใคร เที่ยวเล่นสนุกสนานไปกับบุญเก่า ทานบางอย่างมิได้ส่งผลแค่ชาติเดียว บางทีเป็นร้อยชาติแสนชาติ ก็สั่งสมความเหลวไหล ทำกระไรก็ไม่สำเร็จ พอกำลังของทานที่เคยทำไว้หมด ก็กลายเป็นคนยากจนเข็ญใจ เพราะความจับจดของเขาเอง

นี่ละ ครับ สิ่งที่ต้องการจักสื่อ

คนเราก็คงต้องมีความสงสัยประมาณนี้โผล่กันขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตละ ครับ ทำไมชั้นไม่รวยเหมือนแก ทำไมแกไม่สวยเหมือนชั้น แฟนเธอทำไมรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย ทำไมไม่มีโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตกับเขาบ้าง ลองสังเกตดูพฤติกรรมของเราในปัจจุบันดี ๆ ครับ แล้วท่านจักพบว่า "กฏแห่งกรรมก็อยู่ตรงหน้าเราเสมอมา" เพียงแต่เราไม่ได้สังเกต

เรื่องราวพวกนี้พอเอามาวิเคราะห์ ก็ดูจักเห็นได้ไม่ยาก เข้าใจได้ง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้ว มองเห็นได้ยากทีเดียว ครับ หากไม่มีเวลาว่าง ๆ สักระยะหนึ่ง นั่งคิดพิจารณาทบทวนความเป็นไปในชีวิต ส่วนมาก แค่ทำงานให้เสร็จไปวัน ๆ ก็แย่แล้ว ไม่เหลือสมองไว้คิดเรื่องราวเหล่านี้หรอก เลิกงานก็อยากพักผ่อน วันหยุดก็อยากไปเที่ยว คนเรามักไม่ค่อยมีเวลามานั่งพิจารณาชีวิตตนเองในภาพรวม มีแต่มองเห็นชีวิตตนเองในระยะสั้น ๆ เช่น การที่ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ก็เป็นเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ถูกเจ้านายกลั่นแกล้งบ้าง ถูกเพื่อนร่วมงานขัดขาเอาบ้าง วุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาประจำวัน ที่จักมองยาวไปถึงกรรมในอดีตชาติ ไม่ค่อยมีหรอก

การต่อสู้ในเวทีชีวิต มันก็เหมือนการโจนลงสู่เวทีมวย เวลาห้ำหั่นกับคู่ต่อสู้ ก็ไม่เห็นอย่างอื่น นอกจากคู่ต่อสู้ ทั้งไม่เห็นตัวเองด้วย (ลืมกายลืมใจตัวเองหมด) เขาจึงต้องมีพี่เลี้ยงคอยตะโกนบอกว่า การ์ดตกแล้วนะ ฟุตเวิร์คหลบออกมาก่อน คอยบอกจังหวะที่ดีเข้าชก พี่เลี้ยงในเวทีชีวิต ก็คือ ธรรมะนั่นเอง การทิ้งธรรมะ ก็คือ การตะบี้ตะบันสู้ไปบนเวทีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้พี่เลี้ยง

ทีนี้ หากเราทราบแล้วว่า ด้วยนิสัยอย่างนั้นอย่างนี้ของเรา ทำให้ชาตินี้เราเกิดมาเป็นแบบนี้ การยอมรับในความบ๊วยถ่วยของตัวเอง ก็ทำให้เราเข้าใจชีวิต มีความสุขในระดับหนึ่ง แต่เราคงไม่ยอมเป็นเช่นนั้นไปตลอดใช่ไหมล่ะ เราก็ต้องหักวัฏฏะ หรือหักวนทิ้งเสีย ครับ เราถึงจักไม่ต้องเจอความไม่น่ารักไม่น่าพอใจเช่นนั้นอีก

วัฏฏะ หรือวนนี้ จักหยุดได้ ต้องอาศัย "เรา" เป็นคนทำให้หยุด ครับ มันหยุดเองไม่ได้

วิธีหักวัฏฏะ ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปในทางตรงข้าม ครับ เช่น กรณีน้องชายของเพื่อน การทำบุญแบบไม่ต้องคิดมากนั่นดีอยู่แล้ว แต่นิสสัยจับจดที่สั่งสมมา เราต้องขจัดทิ้ง ครับ ลุกขึ้นมาทำกระไรให้สำเร็จสักอย่าง คนเราเมื่อทำสิ่งใดสำเร็จสักอย่างแล้ว ก็มีความมั่นใจในการทำสิ่งอื่นต่อไป นี่ละ ครับ การหักวัฏฏะ อันจักทำให้ไม่ต้องมายากจนเมื่อยามแก่ ซึ่งคงไม่มีใครพอใจสภาพเช่นนั้น

สังเกตดู ครับ สิ่งห่วย ๆ ที่เกิดกับชีวิตเรา มันก็มาจากนิสัยห่วย ๆ ของเราเองนั่นแหละ แม้กระทั่งโรคร้ายบางชนิด เช่น มะเร็ง ก็มาจากนิสัยการกินอันห่วยแตกของเราเอง ไม่อยากเจอสิ่งห่วย ๆ ในชีวิต ก็หมั่นเอานิสัยห่วย ๆ ออกไปจากชีวิต ทำในสิ่งตรงข้ามเลย ครับ ไม่นานเห็นผล

คนเป็นมะเร็งที่ไม่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง เปลี่ยนวินัยการรับประทานอาหารจากเดิมเป็นตรงข้าม เช่น การกินอาหารแมคโครไบโอติก หลายคนก็กลับมามีสุขภาพดีดังเดิม และหลายคนที่ไม่อาจไม่ตามใจปากตัวเองได้ ดับชีพไปก็มาก

เช่นเดียวกับคนที่เป็นมะเร็งในอารมณ์ หากรู้ว่าตนเองมีนิสัยเสียอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ยังเอ้อระเหยลอยชาย ไม่รีบปรับปรุง ลบข้อด้อยของตนเอง เอาแต่จักตามใจกิเลสตน นานไปก็อาจจักสายเกินแก้

อย่างข้าพเจ้า เคยเป็นคนงกมาก ๆ ไม่ค่อยได้ทำบุญทำทาน เคยเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ก็เอานิสัยงก ๆ ห่วย ๆ นี้ออกไป เอาความเห็นแก่ตัวออกไป หันมาเห็นแก่ผู้อื่น ด้วยการทำทานสงเคราะห์ผู้อื่นอย่างสนุกสนาน นี่คือสิ่งที่ตรงข้ามกับนิสัยห่วย ๆ ดั้งเดิมทีเดียว และผลของมัน ชีวิตข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไปแทบจักเรียกได้ว่า จากส้นตีนเป็นหน้ามือ

นี่ก็ไปสอดคล้องกับปัจจุบันกรรม ซึ่งมีผลมากมายมหาศาล เหนือวิบากกรรมจากอดีต ดังตฤณเคยกล่าวไว้ อยากรู้ว่า อดีตชาติของเราเป็นอย่างไร ทำกระไรไว้ ก็ให้ส่องกระจกเงาดูตัวเอง ครับ นั่นละ อดีตชาติของเราเคยสร้างกระไรมาบ้าง คนในกระจกนั่น คือผลประมวลของสมการกรรมดีกรรมชั่วที่เคยสร้างมานับชาติไม่ถ้วน หรือชะตาชีวิต ฟ้าลิขิตไว้เช่นไร (ฟ้าลิขิต ก็คือตัวเราในอดีตชาตินั่นแล เป็นคนลิขิต) หากพบว่า มีสิ่งไรไม่ดีไม่งาม ก็เริ่มทำปัจจุบันกรรมให้ดี ให้เริ่ด ให้เพอร์เฟ็ค ลบจุดอ่อนของเราออกไป แล้วบางทีก็ไม่ต้องรอผลของกรรมไปถึงชาติหน้าหรอก ได้มีชีวิตที่คิดไม่ถึง เห็นกันจะจะชาตินี้เลย

ชีวิตเราลิขิตเอง ครับ มาเริ่มเขียนชะตาชีวิตด้วยตัวเองกัน แต่วันนี้เลยเป็นไง?

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 6 Oct 2009 04:15:03 by Dhammasarokikku

Favourites