Dharma

หลวงพ่อตู้

posted on 15 Nov 2008 04:09 by akkarakitt  in Dharma

เมื่อวานมีงานเข้ามาชิ้นหนึ่ง ครับ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหลวงพ่อตู้ อย่างไรไม่ทราบ

 

เข้าไปอ่านบล็อคของหลวงพี่บ่อยๆ โดยส่วนตัว ชอบอ่านบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาพอสมควร แต่หาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ (เพื่อนๆ ไม่สนใจ)

ผมมีบาปอย่างหนึ่ง คือ ชอบขโมยตังค์พ่อแม่ ขโมยมาตั้งกะยังเด็กเลย จนยี่สิบ สามสิบแล้ว ก็ยังขโมยอยู่เรื่อยๆ พ่อแม่ก็จับได้มั่ง ไม่ได้มั่ง บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่เสียใจบ่อยๆ เรื่องการขโมยตังค์นี่แหละ จนหลังๆ ท่านก็คงเริ่มชิน... ผมก็รู้ก็รู้ว่ามัน ผิด มันบาป พยายามจะเลิก ก็หลายครั้ง. พยายามจะตัดตั้งแต่เหตุ คือหางานทำ ออกไปอยู่หอ แต่บางครั้ง มันก็มีเหตุให้ต้องกลับมาขโมยอีกจนได้ เช่นว่า เงินเก็บไว้อีกบัญชี ไม่มี ATM จะถอน อะไรทำนองนี้ เป็นเรื่อยมา ... จนปัจจุบันนี่ ผมดิ้นรนขอทางบ้าน และเดินเรื่อง จนกระทั่งได้มาเรียนภาษาอยู่ที่ประเทศXXX พูดกันตรงๆ เหตุผลหนึ่งเลย (แต่ไม่ได้บอกใคร) ก็คือ แยกออกมาอยู่ห่างไกลบ้านซะมากมายยังงี้ จะได้เลิกขโมยพ่อแม่ซะที

พอจะมีแนวคิดทางใดช่วยผมอธิบายได้มั่งหรือเปล่าครับนี่ พ่อแม่ผม ชาติก่อนคงทำอะไรกะผมไว้ ทำให้ต้องมาจ้องล้างผลาญเงินทองยังงี้ หรือว่าเป็นกรรม (การกระทำ) ของผมล้วนๆ เลยล่ะนี่ บาปตายชัก แย่แหงๆ เลยขอรับท่าน

พอมาอยู่ประเทศXXX แล้วเป็นเด็กดีขึ้นมา เอาหนังสือสวดมนต์มาสวดก่อนนอนทุกคืนเลยขอรับ สวดตามที่เขียนไว้ในหนังสือสวดมนต์ คือ สวดมนต์แบบย่อ, นะโม สามจบ, พุทธธัง สรณนัง... ทุติยัมปิ ตติยัมปิ, สรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, สวดพาหุง, ถ้าไม่ง่วงเกินไป ก็จะสวดสรรเสริญคุณพระพุทธ (อิติปิโส) ตามจำนวนอายุ + 1 จบ, แผ่เมตตา, แผ่ส่วนกุศล, แล้วก็อธิษฐานขอให้ บลา บลา บลา, สวดชินบัญชร จบด้วย อาราธณาพระปริตร แล้วก็นอน

ด้วยหวังจะให้คำอธิษฐานเป็นจริงขึ้นมามั่ง หุหุหุ

 

บาปของลูก ได้ถูกยกแล้ว ในแผ่นดินนี้ เหมือนในสวรรค์ อาเมน.... เฮ้ย....ผิดศาสนา!!!

มีบางคน ไปล้อบาทหลวงในศาสนาคริสต์ครับว่า จะต้องไปสารภาพบาป หรือแก้บาป กับหลวงพ่อตู้

เวลาไปโบสถ์ เพื่อฟังมิซซา ระลึกถึงอาหารมื้อสุดท้าย หรือ the last supper ในวันอาทิตย์ คือ ในศาสนาคริสต์ บาปจะสามารถถูกล้างได้ ด้วยการไปสารภาพบาป กับบาทหลวง และไปสารภาพกันในบูท ที่มีไม้กั้น ระหว่างผู้สารภาพบาป กับผู้รับฟัง มีตาข่ายกั้นให้เห็นหน้ากับเลือนลาง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และในต่างประเทศ บูทถูกกั้นเหมือนเป็นห้องทีเดียว หน้าตาคล้ายตู้เสื้อผ้า จึงมีคนช่างคิด ช่างเจรจา ช่างล้อเลียน ไปตั้งชื่อให้ว่า "หลวงพ่อตู้"

เมื่อมีคนมาเล่าบาปตัวเองให้ฟังบ้าง ข้าพเจ้าจึงจี๊ดหมอง นึกถึงคำนี้ขึ้นมา โดยปัจจุบันทันด่วน

การที่บาป สามารถถูกยกได้ หรือถูกล้างได้ โดยการไปสารภาพบาป กับบาทหลวง ทำให้บาทหลวงกลายเป็นผู้ที่มีพาวเวอร์มาก ในฐานะ เป็นตัวแทนพระเจ้า มารับฟังการสารภาพบาป แต่แหม... ไปสารภาพกันสองต่อสอง กับบาทหลวง จุมิ จุมิ

นอกจากเป็นตัวแทนของพระเจ้าแล้ว อิ อิ ท่านลองนึกภาพ กษัตริย์สมัยก่อน ต้องไปสารภาพบาปที่ตัวเองทำ กับบาทหลวงในพระราชสำนักดูสิ อิ อิ ท่านจะกลายเป็นผู้มีพาวเวอร์อย่างสูงสุด เหนือฝ่ายอาณาจักร เพียงเพราะเป็นผู้กุมความลับของผู้นำประเทศไว้

จึงเป็นที่น่าคิดว่า ... (ไปคิดต่อกันเอาเองเด้อ)

 

...พาดพิงคร๊าบ พาดพิง...

 

แหม... น้ำลายแตกฟองแล้ว เม้าท์ต่ออีกหน่อย

การพาดพิงนั้น ลำพังตัวข้าพเจ้าเอง คงบารมีไม่ถึง ขออ้างบารมีหลวงพ่อ ก็แล้วกัน หลวงพ่อท่านบันทึกไว้ในหนังสือเล่มแรก และเล่มโปรด ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้้จัก และศรัทธาหลวงพ่อ ได้แก่ "ตายแล้วไม่สูญ... แล้วไปไหน" ดังนี้ ครับ

 

"..ประมาณเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว สมัยที่อาตมาไปวัดคริสต์ ที่บางนกแขวก มีบาทหลวงบางคนเขาไปที่กรุงเทพฯ และก็ชอบ ๆ กัน เพราะสมัยนั้น อาตมาเรียนทั้งพุทธทั้งคริสต์ ที่เรียนคริสต์ ไม่ใช่ไปเรียนที่โรงเรียน แต่คุยกัน ตอนนั้นพวกกุฎีจีน เขามาคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน ความจริงนักศาสนาจริงๆ เขาไม่ทะเลาะกัน เมื่อไปเยี่ยมเขาคุยไปคุยมา เขาถามว่า "ท่านทราบไหมว่า พระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ไหน" อาตมาตอบว่า "รู้" เขาถามว่า "เคยคุยไหม" ก็บอกว่า "ฉันไปหาท่านทุกวัน ท่านอยู่ที่นิพพาน" จึงถามเขาว่า "แล้วพระเจ้าของท่านอยู่ที่ไหน" เขาตอบว่า "ไม่รู้" ถามว่า "เคยเห็นไหม" เขาตอบว่า "ไม่เคยเห็น" เขาเลยถามว่า "ท่านเคยเห็นพระเยซูของผมไหมครับ" ตอบว่า "ไม่เคยสนใจ" แล้วก็คุยเรื่องอื่นต่อไป

ต่อมา กลับมาที่พัก ธรรมดาของพระ ก่อนจะนอน ต้องทำจิตใจให้สะอาดสบาย ไม่อย่างนั้น นอนไม่สบาย พอเริ่มทำสมาธิจับอารมณ์ จิตมันหลุดโผล่ปั๊บ ถึงดาวดึงส์ ไปโผล่ช่วงระหว่างพระจุฬามุณี กับบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ไปเดินป๋อที่นั่น พอเดินไปก็มีบาทหลวงคนหนึ่ง เดินสวนทาง เดินตรงมาข้างหน้า ก็เลยถามว่า "พระเยซูใช่ไหม" ตามธรรมดา อารมณ์เป็นทิพย์มันจะบอกเลยว่า ใครเป็นใคร ถ้ายังสงสัย ก็ยังใช้ไม่ได้ ความเป็นทิพย์จะบอกชัดจะไปสงสัยไม่ได้เลย ท่านก็ตอบว่า "ใช่ครับ"

อาตมาถามว่า "ทำไมถึงแต่งตัวรุ่มร่ามอย่างนี้ บนสวรรค์เขาแต่งตัวแบบนี้เหรอ" ท่านบอกว่า "ถ้าผมไม่แต่งตัวแบบนี้ เกรงว่า ท่านจะจำไม่ได้ จะสงสัย" บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นสภาพความเป็นจริงของท่าน เป็นอย่างไร" ท่านก็ทำให้ดู ภาพนั้นหายไป กลายเป็นภาพเทวดาสวยงามมาก เครื่องประดับขาวเป็นประกายแวววับ ชฎาก็แหลมเปี๊ยบ เรียกว่างามจับตาเลย ถามว่า "อยู่ที่ไหน" ตอบว่า "อยู่ชั้นดุสิต"

พอบอกอยู่ชั้นดุสิต อาตมาก็ตกใจ ต้องเป็นพระโพธิสัตว์แน่ ๆ คุยไป คุยมา อาตมาก็บอกท่านว่า "คำสอนของท่านมันผิดอยู่ข้อหนึ่งนะ" ท่านถามว่า "ผิดอย่างไรครับ" บอกว่า "ล้างบาปนั่นนะ คนที่ทำความชั่วแล้ว มันทำลายได้เรอะ อย่างกับเนื้อของเรา ถูกตัดเฉือนไปเป็นแผล เราจะเอาเงินไปแลกซื้อเนื้อใครเขามาได้ที่ไหน จ่ายเงินให้เขาแล้ว แผลมันหายหรือ" ท่านตอบว่า "ความจริงผมไม่ได้สอนอย่างนั้นนะครับ ที่ผมสอนนั้น ผมสอนให้สารภาพบาป แบบพระแสดงอาบัติ อาการสารภาพบาป คือ ไปทำความชั่วมาจากไหน เราจะได้ไม่ทำต่อไป" คำสอนของท่านเป็นแบบนี้ มา ตอนหลังมาดัดแปลง พอล้างบาป สารภาพบาปแล้วบาปหาย ก็เลยบาปทั้งสองคน คนก่อนก็ไม่หมดบาป คนหลังบาปเพราะโกหก

ผู้ที่มีสิทธิไปเกิดอยู่ชั้นดุสิต

พอกลับลงมาก็มานั่งคิดว่า พระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ชั้นดุสิต ต้องมีบารมีเข้มแข็งมาก ถ้าไม่เข้มแข็งเข้าชั้นนี้ไม่ได้ เพราะชั้นดุสิตนี้เข้าได้ ๓ พวกคือ

๑) พุทธบิดาพุทธมารดาของพระพุทธเจ้า

๒) พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเข้มแข็งแล้ว

๓) พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจึงจะอยู่ชั้นนี้ได้

สวรรค์ทุกชั้น ไม่ใช่ใครจะอยู่ได้ทุกชั้นนะ ต้องเป็นไปตามขั้น ก็เลยมานั่งนึกว่า ทำไมพระเยซูมาอยู่ชั้นดุสิตได้ มาดูอารมณ์ตอนหนึ่งของท่านคือ ถูกตอกตะปู กับไม้กางเขน ถ้าจิตไม่ดีพอ ท่านจะเป็นเทวดาไม่ได้ ตามพระบาลีบอกว่า "ถ้าจิตเศร้าหมองก่อนจะตาย ตายไปก็ต้องลงอบายภูมิ" นั่น เขาเจ็บขนาดนั้น เขายังไม่โกรธ ลองคิดดูให้ดี ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ เรื่องใหญ่มาก ทำความดีไว้มากตลอดชีวิต แต่เวลาตายจิตเศร้าหมองหน่อยเดียวก็ต้องลงนรกหน่อยอย่าง พระนางมัลลิกาเทวี เป็นคนดีตลอดชาติ เวลาตายจิตคิดถึงที่เคยไปสะดุดเท้าของสามีนิดเดียว ความจริงโทษท่านไม่มี ถ้าจิตท่านไม่เศร้าหมองก็ไม่ลงนรก แต่ท่านแต่งตัวเป็นนางฟ้า เท้าแหย่ในนรก ๗ วัน.."

 

ถ้าคนนับถือศาสนาคริสต์มาอ่าน คงกรี๊ดสนั่น มายุ่งกับพระศาสดาของฉ๊านนนนน.... ได้อย่างไร ไม่กลัวพระเจ้าลงโทษหรือ แต่ข้าพเจ้าขอเรียนว่า สมควรพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ครับ

และหลวงพ่อ ก็พูดถึงท่าน ในลักษณะนับถือในคุณความดี มิได้ดูหมิ่นเหยียดหยามแต่อย่างใด

เอาละ เรื่องตอบปัญหาของท่านที่อีแมวเข้ามา ขอเบรคไว้ก่อน มาเม้าท์เรื่องนี้ก่อน เครื่องกำลังติด

มาพิเคราะห์กันดู ครับ อันดับหนึ่งเลย ข้าพเจ้าคงต้องหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมก่อนครับว่า หลวงพ่อท่านพูดเรื่องจริง ไม่ได้โม้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไปแล้ว ในเอ็นทรี่ พระบ้าน พระป่า ปฏิปทาที่แตกต่าง ว่า ข้าพเจ้าดูจากสังขารท่าน ไม่เน่าเปื่อย และหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวท่าน กลายเป็นพระธาตุ เช่น ชานหมาก หรือเกสา(ผม) ดังนั้นจึงประกันได้ส่วนหนึ่งว่า ท่านคงไม่มุสาวาท หรือโกหก เป็นแน่ คนมุสาวาท คงเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้

อันดับสอง มาพิจารณาเนื้อความที่ท่านนำมาบันทึก ครับ สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจ คือ ธรรม ครับ เรื่องพระเยซูท่านจะแต่งตัวยังไง ทำภาพให้ดูอย่างไร เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ค่อยน่าสนใจ ธรรมที่ท่านแย้ง คือเรื่องการแก้บาป หรือ การสารภาพบาป ซึ่งมันตรงกับความสงสัยของข้าพเจ้าพอดี

เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ข้าพเจ้าเคยบวชครั้งหนึ่งแล้ว พอไปพบการปลงอาบัติ หรือแสดงอาบัติ อุ๊ย... ทำไมมันเหมือนการแก้บาป ในศาสนาคริสต์อย่างนี้ ไหนว่า ศาสนาพุทธ ไม่มีอะไรเทือกนี้ กรรมดี ไม่สามารถล้างกรรมชั่ว หรือกรรมทำแล้ว คือทำเลย แก้ไม่ได้ไง

พอมาเจอคำอธิบายเช่นนี้ ใจข้าพเจ้าเลยเทไป ๕๐ เปอร์เซนต์แล้ว เพราะข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน 

อันดับสาม ยิ่งพิจารณาไปถึง การแก้บาปของศาสนาคริสต์ในสมัยก่อน มิได้เป็นหลวงพ่อตู้ เหมือนในปัจจุบันนะครับ  คนที่ทำผิด ต้องไปประจานตัวเอง ต่อหน้าธารกำนัลว่า เธอได้ไปทำผิดอะไรมา แล้วทุบอกตัวเองอย่างแรง สำนึกในบาปที่ได้ทำ พร้อมกับประกาศว่า จะไม่ทำอีก

อันดับสี่ มาดูคำสอน การปลงอาบัติของภิกษุ ในศาสนาพุทธบ้าง สมัยก่อน ก็ไม่ได้มาปลงอาบัติ สัพพาตา อาปัตติโย อโรเจมิ ๆ ๆ หรือ กล่าวเป็นบาลี แปลรวม ๆ ว่า อาบัติหนักก็ดี อาบัติเบาก็ดี ข้าพเจ้าได้ต้องอาบัติแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีก เหมือนในปัจจุบัน แต่ปลงกันด้วยการบอกอย่างละเอียดเลยครับว่า ไปต้องอาบัติชนิดไหน อย่างไร ที่ไหน กี่ครั้ง ด้วยการทำอย่างไร และประกาศต่อสงฆ์ เหมือนกัน

จึงชวนให้คิดว่า ที่แนวการปฏิบัติ มันผิดเพี้ยนไป ก็เพราะกาลเวลา หรือเปล่า สมัยก่อน แนวทางการปฏิบัติของทั้งสองศาสนา แทบไม่ต่างกัน และนั่นทำให้ข้าพเจ้าเทใจเข้าไปเพิ่มอีก เป็น ๘๐ เปอร์เซนต์

อันดับห้า สมัยยุคกลาง หรือยุคมืด เกิดสงครามครูเสด พระสันตะปะปาไม่มีเงินไปทำสงคราม ก็ใช้วิธี ขายใบล้างบาป นี่หรือเปล่า ต้นเหตุแห่งความผิดเพี้ยน เพราะไม่พ้น การขายใบล้างบาป ก็ต้องมีการทำมาร์เก็ตติ้ง บิดเบือนเป้าประสงค์แท้จริงแต่แรกไป

ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า บทสนทนาดังกล่าว ดูสมเหตุสมผลมาก น่าเชื่อถือมาก ครับ

เอาละ เรื่องที่ท่านว่า พระเยซู เป็นพระโพธิสัตว์ ข้าพเจ้าจะยังไม่ขอกล่าวถึง หรืออาจกล่าวถึง ในเอ็นทรี่ต่อ ๆ ไป ย้อนมาเรื่อง คำถามปวดตับ ของท่านที่เขียนอีเมล์มาหาข้าพเจ้าดีกว่า

ข้าพเจ้าตอบไปดังนี้ครับ

 

เจริญพร,

ความจริงแล้ว เรื่องของกรรม เป็นเรื่องอจินไตย ไม่ควรคิด ควรใส่ใจกับกรรมปัจจุบันให้มาก เพราะกรรมปัจจุบันมีผลเยอะกว่ากรรมเก่ามาก อาจจะประมาณ 80:20 ก็เป็นได้ แต่ก็มีเหมือนกัน ที่กรรมเก่า บีบบังคับ ให้ทำกรรมใหม่ เขาเรียกว่า วนวิบาก หรือ วิปากวัฏฏ

เรื่องนี้ขอเทียบเคียง กับเรื่องของโยมน้องชายอาตมาเอง โยมน้องชายติดการพนันมานานมากแล้ว ล้างผลาญพ่อแม่เหมือนของโยมนี่ละ เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ ถ้าฝึกสมาธิ แล้วคิดพิจารณา ก็อาจจะเห็นได้เหมือนกัน อาตมาไปนั่งสมาธิ แล้วคิดพิจารณา ก็พบว่า โยมแม่ กับ โยมน้องชาย เป็น "คู่กรรม" (โกโบริ กับ อังศุมาลิน) กัน สังเกตุได้จากบทสนทนา ครอสเค้าท์เตอร์ ที่ห้ำหั่นกัน แทงทะลุขั้วหัวใจ ตัดขั้วปอด ของกันและกัน เลยจัดการแยกคู่มวยต่างพิกัด เอาโยมน้องชายไปไว้ต่างจังหวัด ไม่ต่่างอะไรจากกรณีของโยม

เมื่อ "คู่กรรม" ถูกแยกจากกันแล้ว ปรากฏว่า สถานการณ์ดีขึ้นเยอะมาก แล้วอาตมาก็ไปแนะให้โยมแม่ ปิดประตู การผลาญทรัพย์ ของโยมน้องชาย ด้วยการชี้ให้เห็นว่า การไปสปอยล์โยมน้องชาย ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากเป็นการทำให้น้องชาย ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เหมือนเรื่อง "พ่อแม่รังแกฉัน" เมื่อวันหนึ่งที่โยมแม่ตายลง โยมน้องชายก็จะอดตาย เพราะขาดที่พึ่ง ฉะนั้น สิ่งที่ถูกต้อง คือ การทำอย่างไรก็ได้ ให้โยมน้องชายสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเอง ให้ได้เร็วที่สุด ก่อนโยมแม่จะจากโลกนี้ไป

เรื่อง บาปกรรมนั้น จะอ้างกรรมเก่าไม่ได้เลย ปาณาติบาต ก็คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน ก็คือ อทินนาทาน จะอ้างว่า ฉันทำปาณาติบาต เพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมืองนั้น กฏแห่งกรรม ไม่มีใครไปตัดสินท่านครับ มีแต่ท่านตัดสินตัวท่านเอง กฏแห่งกรรม หรือ กฏธรรมชาติ จะสรรสร้างผลตอบแทนให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ทำนองเดียว กัน อทินนาทาน ไม่ว่าจะไปโกงใคร ขโมยใคร จะเป็นญาติ หรือมิใช่ญาติ ก็มีผลเสมอกัน ครับ ผลที่จะได้รับ คือ จะทำให้เราเสียทรัพย์ไปอย่างไม่น่าจะเสีย อาจถูกไฟไหม้ โจรปล้น ถูกย่องเบา น้ำท่วม
พัดทรัพย์หายไป แผ่นดินไหว หรือถูกธนาคารยึดทรัพย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครับ

วิธีแก้การขโมย ก็เดินเข้าไปขอตรง ๆ เลยครับ "แหมะ...ขอตังค์หน่อย" อาจจะยากสักหน่อยในตอนแรก เพราะมันไม่คุ้นเคย รับไม่ได้กับเสียงบ่นของพ่อแม่ แต่ลองสะกิดใจท่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า แล้วจะให้ลูกขโมยตังค์ท่านต่อไปหรือ ท่านน่าจะยอมรับได้ครับ (โยมน้องชายก็ขโมยตังค์เหมือนกันครับ เดินเข้าบ้าน เหมือนรับโจรเข้าบ้าน สายตาจะสอดส่ายว่า มีทรัพย์สินอะไรมีค่าบ้าง แล้วทรัพย์สินมีค่าที่ซ่อนไว้ ก็สามารถหาเจอได้ อย่างอัศจรรย์ เหมือนจมูกสามารถรับรู้กลิ่นของของมีค่าได้ ครับ ทั้งนี้เหตุผลของการขโมย ก็เพราะทนเสียงบ่นไม่ได้ครับ)

สรุปว่า ไม่ว่าเหตุจะมาจากกรรมเก่าของพ่อแม่ หรือกรรมใหม่ของเรา เราก็ต้องรับผลของการกระทำ หรืออกุศลกรรมของเรา ไม่แตกต่างกัน ครับ เราต้องแก้ด้วยการหยุดการกระทำของเราเสีย ครับ

เป็นไปได้ ทั้งพ่อแม่ และเรา ก็พยายามสวดมนต์ เจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน อุทิศส่วนกุศล ให้แก่กันและกัน ขอให้เลิกแล้วต่อกัน ก็อาจจะช่วยได้ครับ หรือถ้าท่านไม่ยอมทำ เราทำฝ่ายเดียว ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อาาาซ์..... พิมพ์ซะยาวเลย ขออนุญาต เอาคำถาม และคำตอบ ไปขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ได้ไหมเนี่ยะ จักได้มีประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

 

เอาละครับ เอ็นทรี่นี้ เจ้าของคำถาม ก็อนุญาตให้ข้าพเจ้า นำมาขึ้นเอ็นทรี่ใหม่เรียบร้อย ข้าพเจ้าก็จัดการแล้ว และกินเวลาอ่านหนังสือสอบของข้าพเจ้าไปมาก ขอเอวังด้วยประการฉะนี้เลยครับ ฯ

edit @ 15 Nov 2008 20:10:17 by Dhammasarokikku

How to lose อาการเฟล (a guy) within 10 days?

posted on 14 Nov 2008 09:34 by akkarakitt  in Dharma

เมื่อเช้าไปบิณฑ์พร้อมกับเอ็นทรี่ 070: 7 ขั้นการช่วยตัวเองเมื่อความเฟลมาเยือน ครับ คือพอดีจะเม้นท์แล้ว ได้เวลาบิณฑ์พอดี เน็ตก็น็อค เลยเก็บไปเดินบาตรด้วย

วิธีช่วยตัวเองเมื่อความเฟลมาเยือนเบื้องต้น คือ ให้ไปขี้ซะ ครับ การท้องผูกนาน ๆ ก็ทำให้เฟลได้เหมือนกัน

และการนอนมากเกินไป ก็ทำให้ชีวิตหดหู่ได้ ครับ ลองลดชั่วโมงบิน เอ้ย ชั่วโมงนอน จาก ๘ ชั่วโมง เหลือสัก ๖ ชั่วโมงการอดนอนกำลังพอเหมาะ ก็ช่วยให้กระฉับกระเฉงได้ ครับแต่อย่าอดนอนมากไปนะครับ มันจะเปลี่ยนจากหดหู่ มาเป็นง่วงเหงาหาวนอนแทน

นึกถึงตัวเองสมัยก่อน กับสมัยนี้ มันต่างกันสิ้นเชิง ชนิดเทียบกันไม่ได้ เชื่อไหมครับว่า ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่า "แมร่งเมื่อไหร่กรูจะตาย ๆ ไปซะทีฟระ" มาเป็นปี ๆ ทีเดียว ไม่ใช่เฟลกันวันสองวัน สัปดาห์สองสัปดาห์ หรือเดือนสองเดือน แล้วทุกเช้า ก็กลั้นใจลุกไปทำงาน เพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบ มันบีบบังคับ

แต่วันนี้มันมีแต่ความสดใส ซาบซ่าน ตื่นออกไปบิณฑบาตอย่างกระฉับกระเฉง เอ๊... วันนี้จะแจกอะไรดีน้า

ข้าพเจ้าเดินไปแจกของไป มาเกือบ ๒ ปี แล้วครับ จนกลายเป็นโรคจิต ถ้าวันไหนไม่ได้เอาของไปแจก จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง ใครเขาจะเข้าใจว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่สนครับ ข้าพเจ้ารู้อย่างเดียวว่า ครูบาอาจารย์สอนสั่งมาว่า "ทาน" เป็นปัจจัยให้ละความโลภ ข้าพเจ้าก็แจกไม่ยั้ง (ล่าสุดเห็นมีพระเลียนแบบบ้างแล้วครับ อิ อิ ก็ดีใจครับว่า อย่างน้อย พระจะได้ไม่เอาแต่ "รับ" อย่างเดียว) เรื่องการทำทาน พระ กับฆราวาส เสมอกันครับ ไม่ใช่ว่า เป็นพระแล้ว ทำทานไม่ได้

ตั้งแต่สมัยแรก เป็นสายสิญจน์ บูชามาจากวัดท่าซุง เส้นละบาท เป็นพระเหรียญองค์ละ ๑๐ บาท ๒๐ บาท เป็นแผ่นดีวีดีธรรมะ เป็นหนังสือธรรมะ เป็นอะไร ๆ อีกล้านแปดอย่าง จนล่าสุด มาเป็นปฏิทิน จบจากปฏิทิน ก็คงสร้างอะไรเรื่อยเปื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้ได้แจกเถอะั

การให้ทาน เป็นวิธีแรก ที่ข้าพเจ้าใช้จัดการกับอาการเฟล ครับ

บ่อยครั้งที่ตื่นมา แหม...ขี้เกียจตื่นจัง ขี้เกียจบิณฑบาตจัง หรือมีอาการเฟล ค้างมาจากวันก่อน อาจถูกตำหนิ หรือทำอะไรบางอย่างพลาด ผิดเพี้ยนไป แต่พอได้เดินบาตร เริ่มแจกของ อาการเฟลทั้งหลาย ก็ดับดิ้นสิ้นลมไปครับ เหลือแต่ความเมามันในการเดิน และการแจก

การเดิน เป็นวิธีสอง ของการจัดการกับอาการเฟล ครับ

ความจริงแล้ว การเดิน ของข้าพเจ้า เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ครับ ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ชอบนั่งสมาธิ แต่ชอบเดินสมาธิ ครับ พยายามกำหนดความรู้สึก ให้อยู่ที่ปลายเท้า หรืออยู่ที่ลมหายใจ ทำไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็คิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา ครับ ก็ปล่อยให้มันคิดไป พอนานเข้ามันก็หมดเรื่องคิด ไม่มีอะไรจะคิด คราวนี้ก็จับมับ อยู่หมัดเลยครับ บางวันเพลินมั่ก ๆ เดินไปกระทบไหล่ พระธรรมยุต แถว ๆ วัดเทพศิรินทร์ ก็มี อีกนิดเดียวก็ถึงหัวลำโพงแล้ว สักวันคงจะเดินไปถึงจุฬาฯ รังเก่า เป็นแน่

การทำสมาธินั้น ยืน เดิน นั่ง นอน ทั้ง ๔ อิริยาบถ ทำได้เสมอกัน ครับ เพียงแต่มือใหม่หัดทำนี่ อิริยาบถนอน อาจจะไม่ค่อยเวิร์ค เพราะมันตัดหลับไปเลย ถ้าอิริยาบถนอน ตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงแนะ พระโมคคัลลานะ ท่านให้สำเร็จสีหไสยาสน์ ครับ คือ นอนตะแคง เอามือเท้าหัวไว้ เคยลองแล้ว นอนยังไงก็นอนไม่หลับ ครับ หลับปุ๊บก็ร่วงอะดิ

เดินไปก็คิดไปครับว่า ทำไมสมัยเราเป็นฆราวาส จึงขจัดอาการเฟล ไม่สำเร็จ ก็คิดไปถึง ตะแกรงกรองตะกอน ที่ติดกับปั๊มน้ำ ในตู้ปลา ครับ อาการเฟล คืออาการที่ใจเรา เหมือนตะแกรงนั่น ดูดน้ำ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ต่าง ๆ เข้ามา ส่วนหนึ่งก็ไหลมา แล้วไหลไป แต่พวกตะกอนอารมณ์ กลับถูกแปะค้างอยู่ที่ตะแกรง พอนานเข้า น้ำก็ไหลเข้าไม่สะดวก เกิดอาการอึดอัด หรือเฟล คราวนี้ก็ไปง่วนหาครับว่า ทำอย่างไรดีให้หายเฟล ก็เพิ่มแรงดูดบ้าง ไปหาตะกอนใหม่ ๆ ดูดเข้ามาบ้าง ด้วยการเฉไฉ เบี่ยงความสนใจ ไปลงกับ ช็อปปิ้ง การเที่ยวเล่น ดูหนัง ฟังเพลง กินเหล้า เที่ยวกลางคืน หรือการมีเพศสัมพันธ์ หารู้ไม่ว่า มันก็คือ ตะกอนก้อนใหม่ ที่เข้าไปตันปัญญา ของเราเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป ให้สุขเพียงชั่วคราว ขณะที่ตะกอนเปลี่ยนก้อน เปลี่ยนตำแหน่งกัน

แต่การให้ทาน หรือ การทำสมาธินี้ มันเหมือนกับว่า แทนที่เราจะเอาแต่ดูดทุกสิ่ง เข้าหาตัว แล้วพาตะกอนมาตันเพิ่มขึ้น เราผลักมันออก ครับ เหมือนเราดันน้ำย้อนออกไปทางปากตะแกรง ผล คือตะกอนโสโครกที่หมักหมมมานาน กระเด็นหลุดออกไป ครับ เหลือแต่ความสดใส เบิกบาน และซาบซ่าน

แล้วก็คิดไปถึง การให้ทาน ที่ให้ผลต่อจิตใจมาก เป็นพวกการให้ทานคนพิการ บ้านพักคนชรา เด็กอ่อน พิการซ้ำซ้อน เด็กกำพร้า หรือกระทั่ง การไปเที่ยวโรงพยาบาลของรัฐ ไปดูผู้ป่วยอนาถา แล้วคิดว่า โอ้ย.... เรายังโชคดีกว่า พวกเขาเหล่านั้น ตั้งเยอะ จะเฟลไปทำไม

วิธีที่ ๓ สมัยเป็นฆราวาส การออกกำลังกาย ก็ช่วยได้ครับ สังเกตุดูพวกที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ค่อยมีเวลามานั่งเฟลหรอก ครับ มีแต่กระฉับกระเฉง ร่าเริง จนเกือบเรียกได้ว่่า ไฮเปอร์ ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดว่า มันคล้ายกับการทำสมาธิ อย่างหนึ่งเหมือนกัน กล่าวคือ มันเป็นอาการผลักออก ผลักตะกอนอารมณ์ออกไป เหมือนความสดใส รื่นเริง มันไหลออกมาจากภายใน พาตะกอนกระเด็นไป แต่ถ้าเราหาทางออกจากอาการเฟล ด้วยการเสพกามคุณ ๕ หรือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันเข้าลักษณะอาการดูด ซึ่งอาการดูดก็พาตะกอนใหม่มา

ขอให้ การตั้งเป้าหมายชีวิตให้สูงสุด ๆ เป็นวิธีที่ ๔ ครับ ข้าพเจ้านั้นเพียรพยายามข้ามขอบขีดความสามารถของตัวเอง จนได้เข้าเรียนในมหาลัยมีชื่อเสียงของประเทศ เรื่องอาการเฟลนั้น ย่อมผ่านมาไม่รู้กี่แสน กี่ล้าน ครั้ง แต่พอนึกถึงเป้าหมายแล้ว ก็บอกตัวเองครับว่า ท้อไม่ได้ เฟลไม่ได้ เราต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ชีวิตต้องมีความหวัง แต่หวังในศาสนาพุทธนี่ แอดว๊านซ์กว่า หวังปกติ ครับ 

เคยได้ยินหรือไม่ว่า ทำอะไรถ้าหวัง ก็จะผิดหวัง เป็นของคู่กัน ศาสนาพุทธไม่เป็นเช่นนั้นครับ การตั้งความหวังในศาสนาพุทธ ไม่มีคำว่า "ผิดหวัง" หรือไม่ได้แล้ว จะเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายทางโลก หรือทางธรรม ท่านแนะว่า ให้ตั้งความปรารถนาไว้ครับ แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ โดยไม่ต้องไปสนใจว่า มันจะสำเร็จหรือไม่

สติสัมปชัญญะ หรือ มรรคผลนิพพาน จะเกิดขึ้นเองตามเหตุ และปัจจัย ครับ เราไม่สามารถไปบังคับให้มันเกิดขึ้นได้ และเราก็ไม่สามารถหวังได้ว่า มันจะ "ต้อง" ได้ คำว่า "ต้อง" เป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ครับ

ถ้ามาปรับเข้ากับเป้าหมายทางโลก เช่น การสอบแอดมิสชั่นติด ก็จะได้ว่า การสอบแอดมิสชั่นติด จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุและปัจจัย ครับ หน้าที่เรา อันเป็นเหตุ และปัจจัย คือ ขยันอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ดูหนังสือสอบเยอะ ๆ ไม่ใช่มีหน้าที่หวังให้มันติด ครับ การหวัง หรือไม่หวัง ไม่ได้มีผลต่อการสอบติด หรือไม่ติด ครับ แต่การหวัง ทำให้มีผลตามมาคือ สมหวัง กับผิดหวัง และอาการผิดหวัง เป็นอาการของความทุกข์ ครับ

ทีนี้เวลาเฟล ๆ ก็ตั้งความปรารถนาไปให้สูงลิบเลยครับ แล้วบอกตัวเองว่า เฮ้ย... แค่นี้เอ็งท้อแล้วเหรอ ที่อั๊วะตั้งความปรารถนาไว้หน่ะ มันยากกว่านี้เยอะ เอ็งนี่มันกระจอกหว่ะ ท้าทายตัวเองมันเข้าไป หรือบางที บางอารมณ์ การด่าตัวเอง ก็เวิร์คดีเหมือนกัน แมร่ง อ่น หว่ะ่ แค่นี้ก็ท้อซะแล้ว

ถ้าทางธรรม ก็เรียกว่า ตั้งความปรารถนาไว้ที่โลกุตตระธรรม ธรรมเหนือโลก คือ พระนิพพาน ไปเลยครับ พอเฟลก็คิดว่า เฮ้ย...แค่นี้เอ็งก็ท้อแล้ว จะไปนิพพานได้ไงวะ

วิธีที่ ๕ เป็นหญ้าปากคอก ที่หลายคนหลงลืมไปครับ พอเฟลขึ้นมา ก็นึกถึงเพื่อนรู้ใจ เป็นอันดับแรก แต่หลงลืม นักสู้ตัวจริง ที่เลี้ยงเรามา ตั้งแต่ตีนเท่าปูเสฉวน จนเติบใหญ่ขนาดช้างเรียกพี่ นักสู้ทั้งสองคนนั้น ก็คือ พ่อแม่ ของเราเองนั่นแหละ แม้ยุคสมัยจะต่างกัน แต่ลองตั้งคำถามประเภท เวลาป๊าเฟล ผิดหวังอะไรแรง ๆ แห้วลูกค้า แห้วการประมูล ป๊าทำยังไง ม๊าทำยังไง บางทีอาจจะได้ข้อคิดที่นำไปประยุกต์ใช้กับกรณีของเราได้ ก็เป็นได้

อีกวิธีหนึ่ง สำหรับเกมเมอร์ ครับ คิดตัวเองเป็นร็อคแมน สู้ฝ่าฟันพวกลูกจ๊อกโดดยิง ๆ มาได้ระยะหนึ่ง ก็มาถึงตัวบอส ของสเตจ จะอะไร ก็อาการเฟลนั่นละ เป็นบอสของสเตจ คิดไว้เลยครับว่า ถ้ามันไม่ใช่ตัวบอส เราจะไม่เฟลขนาดนี้ ถ้าเราฆ่าบอสของสเตจได้ วุฒิภาวะของเรา จะข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ไปสู้ในสเตจต่อไป ถ้าแพ้ก็หมายถึง ต้องย้อนกลับไปไล่ฟาดฟันตัวลูกจ๊อก ตั้งแต่ต้นสเตจใหม่

ในทางธรรมก็เช่นกันนะครับ ท่านว่า ณ เวลาที่พายุอุปสรรค มันถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงที่สุด จนแทบจะทนไม่ได้ นั่นละ เป็นเวลาที่ใกล้จะได้คุณธรรมบางอย่าง เหล่าพญามารเลยเข้ามาทดสอบอย่างหนักหน่วง บางทีอีกนิดเดียวเท่านั้นแหละ สู้อีกนิดเดียวก็ข้ามได้แล้ว แต่บางคนก็ยอมแพ้ไปก่อน ฉะนั้นคิดไว้เลยครับ เมื่อไหร่ท้อ เมื่อนั้นแหละ ใกล้เป้าหมายที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อแนะนำจากมหาโอ๊ตอีกครับ ไปยลกันได้ที่ เศร้าเป็นธรรมดา

ที่สุดของการออกจากอาการเฟล การทำแท็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ก็ช่วยได้ ครับ (พื้นที่โฆษณา)

ฝากแท็กด้วยครับ

ข้าพเจ้าขอยื่น แถก หรือ ถาก (ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งก็คือ Tag นั่นเอง ให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านครับว่า การทำความดีอะไร ที่ท่านคิดว่า ท่านทำความดีที่สุดในชีวิต ครับ กติกาคือ

๑. ก๊อปปี้ กติกาแท็กทำความดีที่สุดในชีวิต ใส่ไว้ในเอ็นทรี่

๒. ตอบคำถาม ต่อไปนี้

๑. การทำความดีอะไร ที่ท่านรู้สึกภูมิใจที่สุด ในชีวิต ประทับใจที่สุดในชีวิต หรือ รู้สึกว่า มันเป็นความดีที่สุด ของชีวิต นึกถึงทีไร ยิ้มได้ทุกที หรือไม่ต้องที่สุดก็ได้ครับ แต่เป็นความดีที่ท่านรู้สึกดีทุกครั้ง ที่นึกถึง

๒. หากท่านถูกมอบหมาย ให้ทำความดีวันละอย่าง ท่านจะทำอะไรดี ครับ

๓. ในวันพ่อแห่งชาติ ที่จะถึงนี้ ท่านอยากทำความดีอะไร ให้คุณพ่อของท่านที่บ้าน และอยากทำความดีอะไร ถวายพ่อหลวงของเราบ้าง ครับ

๓. พิมพ์ คำว่า "ทำความดีที่สุดในชีวิต" ลงใน Tags แล้วส่งแท็กต่อให้คนที่ท่านสนิทอย่างน้อย ๒ คน

มาทำความดีถวายพระพี่นาง และพ่อหลวงของเรากัน ครับ 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ที่สุดของที่สุด หนึบกับเอ็กซ์ทีน ก็ช่วยให้หายเฟลได้เหมือนกัน (พื้นที่โฆษณาอีกเช่นกัน)

edit @ 17 Nov 2008 17:03:35 by Dhammasarokikku

เนื้อหาเอ็นทรี่นี้ เป็นภาคต่อของ ๒ ภาคที่แล้ว ดังนี้ ครับ

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑

How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒

มีอีกเอ็นทรี่หนึ่ง ค้างคาไว้ว่า จะตอบเม้นท์ ครับ มีเม้นท์เข้ามาในเอ็นทรี่ การเมืองเรื่องสมมุติ ดังนี้

 

กราบขอบพระคุณหลวงพี่ค่ะ ขอบพระคุณเหลือเกินที่กรุณาชี้แนะ

ยอมรับค่ะ ว่าดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในประชาชนที่ ณ ปัจจุบัน เหนื่อยหน่ายกับการแย่งชิงอำนาจของบ้านเมืองนี้เสียเหลือเกิน เ้ฝ้ารออยู่นี่ล่ะค่ะ่ว่าเมื่อไหร่ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปเสียที

คุณแม่ก็สอนเราทำนองเดียวกันกับที่หลวงพี่สอนนี่เลยค่ะ ท่านว่า คิดเสียว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

เฮ้อ...แต่กว่าจะ "ผ่านไป" ดิฉันก็อดกังวลไม่ได้อีกว่า กว่าจะถึงตอนนั้น ประเทศไทยต้องสูญเสียอะไรไปอีก โดยเฉพาะชีวิตประชาชน....

แม้จะเรียนDerridaมาบ้างแบบงูๆปลาๆว่า ทุกอย่างบนโลกนี้เป็นการประกอบสร้าง ก็ทำนองเดียวกับการเป็นสิ่งสมมติอย่างทีหลวงพี่สอนน่ะนะคะ แต่ดิฉันก็ยังสงสัยว่า หากคนเราขาดซึ่ง ศรัทธา ไปเสียอีกตัว ไ่ร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง ชีวิตที่ดำรงอยู่มันคงไร้ความหมายหรือไม่?

แต่ความเชื่อ ความศรัทธาที่มากเกินไป ก็จะนำมาซึ่งความรุนแรงอย่างที่เรากำลังเห็นอยู่ ไม่ว่าจะฝ่ายเหลือง ฝ่ายแดง ฝ่ายขบวนการห้าสีอะไรก็ตาม

สุดท้ายเหยื่อคือประชาชนที่ "เชื่อ" ประชาชนที่กลายเป็นประหนึ่งหมากให้เขาเดิน

คิดแบบนี้แล้ว ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดจริงๆเลยค่ะ

 

Derrida คืออะไรก็ไม่ทราบครับ เอาเป็นว่า คงหมายถึง การคิดเสียว่า ทุกสิ่งเป็นสิ่งสมมุติ

ก็รู้สึกเห็นด้วยครับ รู้สึกสงสารประชาชนที่กลายเป็นประหนึ่งหมากให้เขาเดิน

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เกี่ยวกับการจัดการความทุกข์นั้น ท่านไม่ได้แนะให้ไม่สนใจเสียเลย หรือปิดการรับรู้ทั้งหมด ครับ ในฐานะที่เป็นประชาชนของประเทศนี้คนหนึ่ง เรามีหน้าที่ของเรา ครับ เราต้องทำตามหน้าที่นั้น ในฐานะประชาชน จะหลีกเลี่ยงเสียมิได้ หากจะเลี่ยง คงต้องเลี่ยงไปเป็นนักบวช ครับ และถึงเลี่ยงไปเป็นนักบวชแล้ว เกิดฝ่ายที่เราไม่ได้เชียร์ชนะขึ้นมา ก็ต้องรับสภาพในฐานะนักบวชเช่นกัน ครับ

และท่านก็ไม่ได้สอนให้เราเห็นแก่ตัวนะครับ บางคนศึกษาเพียงผิวเผิน ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด เอาคำว่า เป็นทางของคน คนเดียว ไปแปลว่า อ๋อ... สอนให้เอาตัวรอดไปเพียงคนเดียว ไม่สนใจใคร ไม่แคร์ญาติ มิตร ภรรยา หรือลูก

สิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนให้ "วาง" ครับ และวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ถึงการวางได้อย่างแท้จริง คือ มรรคมีองค์ ๘ กับมัชฌิมาปฏิปทา-ทางสายกลาง ครับ

การปิดการรับรู้ในข่าวสาร มันเหมือนการหนีปัญหาไป ครับ เมื่อไหร่เปิดการรับรู้ใหม่ มันก็ทุกข์ใหม่ ท่านสอนถึง "ปัญหา" หรือ "ความทุกข์" ที่แท้จริง ไม่ใช่แมวที่ไหน ไม่ใช่ความขัดแย้งที่ไหน ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจที่ไหน ไม่ใช่ปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่ปัญหาสึนามิ ไม่ใช่ปัญหาน้ำท่วมโลก หรือ โลกจะแตก แต่ปัญหาอยู่ที่ "การรับรู้" ของเรา ครับ ภาษาบาลีเรียกว่า "ผัสสะ"

ผัสสะ หรือ การกระทบประสาทสัมผัส ของเรา มีเข้ามาได้ ๖ ทาง ครับ ท่านเรียกว่า อายตนะทั้ง ๖ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทีนี้มันมีวิธีการจัดการกับผัสสะ หลายวิธี ครับ

เอาอย่างพระสูตร อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยของร้อน ๖ อย่าง ท่านว่า

 

รูป เมื่อมากระทบ ตา ทำให้เร่าร้อน

เสียง เมื่อมากระทบ หู ทำให้เร่าร้อน

กลิ่น เมื่อมากระทบ จมูก ทำให้เร่าร้อน

รส เมื่อมากระทบ ลิ้น ทำให้เร่าร้อน

โผฏฐัพพะ หรือ สัมผัส เมื่อมากระทบ กาย ทำให้เร่าร้อน

ธรรมารมณ์ เมื่อมากระทบ ใจ ทำให้เร่าร้อน

 

ยกตัวอย่างเช่น ตาเห็นข่าวทางทีวี หูได้ยินเขารายงานข่าวทางทีวี ใจก็เอาไปคิดปรุงแต่ง แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น ครับ

ถ้าเราปิดตา ปิดหู ปิดทีวีเสีย ความทุกข์ก็ไม่เกิด ถูกไหมครับ แต่เปิดเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น

ทีนี้ พระพุทธองค์ ไม่ได้ห้ามไม่ให้รับรู้ หรือ ไม่ให้คิด ครับ แต่ท่านสอนให้รับรู้ ให้สัมผัส ให้คิด แล้วก็ให้ "วาง" ครับ

เชื่อไหมครับว่า พระอรหันต์นั้น ท่าน "วาง" ได้ในชั่วพริบตา ท่านจึงเป็นสุขอย่างยิ่งไงครับ ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็เพราะท่านไม่ติดในอารมณ์ ครับ ตาเห็น หูฟัง ใจคิด เสร็จแล้วพิจารณาว่า มันเป็นสาระหรือไม่ พอทราบว่า มันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของโลก ท่านก็วางทันที กระบวนการทั้งสิ้นนี้ เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงวินาที ครับ

การติดในอารมณ์ หรือการไปวนเวียนครุ่นคิด บาลีเรียกว่า "อุปาทาน" ครับ

พระอรหันต์ท่านเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ ดังนั้นพอทราบว่า อุปาทานเกิดปั๊บ ท่านละทันที ครับ สุขทันทีเหมือนกัน

ทีนี้ นั่นเป็นเรื่องของพระอรหันต์ แล้วเราปุถุชนเล่า จะจัดการเหล่าเหตุแห่งทุกข์เหล่านี้อย่างไร

ท่านสอนว่า ขั้นแรก ต้องเจริญสติสัมปชัญญะ ก่อนครับ เพราะถ้าไม่ฝึกรู้ตัว อุปาทานกินใจตอนไหน ยังไม่รู้ตัวเลยครับ ฟังข่าวปุ๊บ ความเครียดพุ่ง แล้วก็ไปนั่งโซแซด เหงาหงอย เป็นหอยป่วย โดยไม่ทราบเลยครับว่า กระบวนการเกิดความทุกข์นั้น ปาไปเป็นหลายขั้นแล้ว

ถ้าเรามีสติ คอยดูใจอยู่เสมอว่า ขณะนี้ ใจเราเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ นั่นเรียกว่า เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ครับ เหมาะกับผู้มีปัญญามาก อย่างพระสารีบุตร และท่านที่เป็นพุทธิจริต ชอบคิดเยอะ

ถ้าเรามีสติมากขึ้น เราจะเห็นทุกอย่างรอบกายช้าลง ครับ อะนั่น กำลังเปิดทีวี ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ (กำลังแสดงภาพสโลว์โมชั่น นึกภาพตามไปนะครับ) อะนั่น ผู้รายงานข่าว โผล่หน้าขึ้นมา ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ อะนั่น ผู้รายงานข่าวขยับปากพูด รายงานข่าวการเมือง ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ตาได้เห็นภาพ หูได้ยินเสียง ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ใจเริ่มคิด.... อุ๊ยนั่นฝ่ายที่เราเชียร์ กำลังเพลี่ยงพล้ำ ... ตู๊ด ๆ ๆ ๆ ใจคิดว่า "ไม่น่าเลย ไม่น่าเพลี่ยงพล้ำเลย" ปั่ม ป๊าม !!! เห็นไหมครับ จังหวะที่เกิดทุกข์ ทุกข์มันเกิดขึ้น ในวินาทีที่เราคิดว่า "ไม่น่าเลย ไม่น่าเพลี่ยงพล้ำเลย" และสังเกตุนะครับว่า ทุกข์มันไม่ได้เกิดที่ฝ่ายที่เราเชียร์เพลี่ยงพล้ำ แต่เกิดที่เรา "รับรู้" ว่า เพลี่ยงพล้ำ

ไอ้ความรู้ตัวนี่ มันต้องรู้ตัวขึ้นมาในวินาทีที่ความทุกข์เกิดขึ้น หรือไม่ก็ช้าไปไม่กี่วินาทีครับ ถึงจะเรียกว่า ใช้ได้ ยิ่งรู้ตัวเร็วขึ้นเท่าไหร่ ความทุกข์ก็จะน้อยลงมากขึ้นเท่านั้น ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น พระอรหันต์บางองค์ เช่น ท่านพาหิยะทารุจิรียะ ผู้เป็นเอตทัคคะด้านบรรลุเร็ว ท่านเจ๋งกว่านั้นอีกครับ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอย่างนี้ครับ ดูก่อน พาหิยะ เธอเห็นรูป จงสักแต่ว่า เห็นรูป นี่ละครับ พอเข้าใจไหมครับ ไอ้เรานี่ กว่าจะจับจังหวะให้รู้ถึงตัวทุกข์ขึ้นมา ก็ปาไปตอนคิดแล้วว่า "ไม่น่าเลย" ท่านพาหิยะนี่ ตัดเสียตั้งแต่ "ตาเห็นภาพ" หรือ "ตาเห็นผู้สื่อข่าว" เลยครับ ท่านรู้สึกว่า เห็นก็สักแต่ว่าเห็น คือไม่เอาไปคิดปรุงแต่งต่อ สุดยอดไหม ครับ

แต่กลไกการเกิดทุกข์นี่ บาลีเขาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปบาท" มี ๑๑ ขั้นตอน ตัดตรงไหนก็ขาด เหมือนกันหมดครับ จะตัดตอนคิดว่า "ไม่น่าเลย" หรือ ตัดตั้งแต่ "ตาเห็นผู้สื่อข่าว" ก็มีค่าเท่ากัน คือ วงจรการเกิดทุกข์ขาด ครับ

คราวนี้ถ้าฝึกฝนไปจนมีสติรู้แล้วว่า ความทุกข์เกิดขึ้นตอนไหน แล้วไงต่อ บางครูบาอาจารย์ก็แนะว่า ความทุกข์จะหายไปเอง แต่ถ้าอิงในตำรา ท่านแนะว่า ให้มองโลกเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ครับ ภาษาทางการเรียกว่า ไตรลักษณญาณ

ยกตัวอย่างเช่น รู้ตัวขึ้นมาเมื่อตอนคิดว่า "ไม่น่าเลย" ก็คิดเลยครับว่า มันเป็นทุกขัง จริงไหม การเพลี่ยงพล้ำ มันไม่สามารถทนอยู่ได้นาน จริงไหม แล้วมันก็เป็นทุกข์ จริงไหม การเพลี่ยงพล้ำมันก็เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวฝ่ายโน้นก็เพลี่ยงพล้ำบ้าง ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ไม่มีความเที่ยง จริงไหม แล้วสุดท้ายทั้งสองฝ่าย ก็ซี้แหง๋แก๋ ตายเรียบ อีกไม่เกินร้อยปี มันจริงไหม กระบวนการคิดยาวเหยียดนี่ คิดซ้ำไปซ้ำมาบ่อย ๆ มันจะสั้นลง และเร็วขึ้นครับ คือ คิดครั้งแรก อาจจะนานนิดหนึ่ง เพราะต้องคิดพิสูจน์ว่ามันจริงไหม พอทำ ๆ ไป มันกลายเป็นความเคยชินครับ มันเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ของทุกสิ่งในโลกนี้ เราคิดแล้วคิดอีก เป็นพัน เป็นหมื่นครั้ง ก็จริงทุกที คราวนี้ไม่ต้องคิดแล้วครับ พอชำนาญแล้ว จิตมันจำได้เลยครับว่า มันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกข์เกิดปุ๊บ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา คิดซ้ำ ๆ ไป ซ้ำ ๆ มา วันหนึ่งก็เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ครับ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็น zero wait state สภาวะไม่มีการรอคอย เห็นปุ๊บ รู้ด้วยปัญญาทันที(ไม่ใช่รู้จากความจำนะ)เลยว่า มันเป็นไตรลักษณ์ รู้ปุ๊บ"วาง"ปั๊บ ก็จบกิจ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ในพระพุทธศาสนา ครับ

ง่ายไหมครับ จบกิจกันง่าย ๆ เลย แม้ไม่ได้ต้องการถึงจบกิจ แต่ถ้าฝึกไปเรื่อย ๆ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นมาก ทีเดียวครับ ถ้าอยากจบกิจ เริ่มที่ฝึกสติ ครับ ดูข่าวไป ฝึกสติไปด้วย ครับ วิธีเจริญสติ ก็ดูใน How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑ ครับ

มาเป็นพระอรหันต์ด้วยการเมืองกัน ครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. ไหน ๆ ก็ว่า เรื่องธรรมะแล้ว ใส่เสียงธรรมลงไปด้วยดีฝ่า อิ อิ ... ห่างหายไปซะนาน ๑๔ นาทีเองครับ ฟังซะหน่อย ประดับสมอง เรื่องอยู่กับงูเห่า ของหลวงพ่ชา สุภัทโท ครับ

ปล.๒ วันนี้ฟูมฟายได้ใจจริง ๆ

ปล.๓ ประมูลกันเสร็จแล้ว อย่าลืมทำ แท็ก แถก แถก แท็ก แถ-แด็ก "ทำความดีที่สุดในชีวิต" กันนะคร๊าบ

ปล.๔ เอาอีกสักเอ็นทรี่ ดีไหมเนี่ยะ ไม่เป็นอันดูหนังสือแร้วววววววว.....

edit @ 25 Nov 2008 04:41:53 by Dhammasarokikku