หลวงพ่อตู้
posted on 15 Nov 2008 04:09 by akkarakitt in Dharmaเมื่อวานมีงานเข้ามาชิ้นหนึ่ง ครับ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหลวงพ่อตู้ อย่างไรไม่ทราบ
เข้าไปอ่านบล็อคของหลวงพี่บ่อยๆ โดยส่วนตัว ชอบอ่านบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาพอสมควร แต่หาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ (เพื่อนๆ ไม่สนใจ)
ผมมีบาปอย่างหนึ่ง คือ ชอบขโมยตังค์พ่อแม่ ขโมยมาตั้งกะยังเด็กเลย
จนยี่สิบ สามสิบแล้ว ก็ยังขโมยอยู่เรื่อยๆ พ่อแม่ก็จับได้มั่ง ไม่ได้มั่ง
บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่เสียใจบ่อยๆ
เรื่องการขโมยตังค์นี่แหละ จนหลังๆ ท่านก็คงเริ่มชิน... ผมก็รู้ก็รู้ว่ามัน
ผิด มันบาป พยายามจะเลิก ก็หลายครั้ง. พยายามจะตัดตั้งแต่เหตุ คือหางานทำ
ออกไปอยู่หอ แต่บางครั้ง มันก็มีเหตุให้ต้องกลับมาขโมยอีกจนได้ เช่นว่า
เงินเก็บไว้อีกบัญชี ไม่มี ATM จะถอน อะไรทำนองนี้ เป็นเรื่อยมา ...
จนปัจจุบันนี่ ผมดิ้นรนขอทางบ้าน และเดินเรื่อง
จนกระทั่งได้มาเรียนภาษาอยู่ที่ประเทศXXX พูดกันตรงๆ เหตุผลหนึ่งเลย
(แต่ไม่ได้บอกใคร) ก็คือ แยกออกมาอยู่ห่างไกลบ้านซะมากมายยังงี้
จะได้เลิกขโมยพ่อแม่ซะที
พอจะมีแนวคิดทางใดช่วยผมอธิบายได้มั่งหรือเปล่าครับนี่ พ่อแม่ผม
ชาติก่อนคงทำอะไรกะผมไว้ ทำให้ต้องมาจ้องล้างผลาญเงินทองยังงี้
หรือว่าเป็นกรรม (การกระทำ) ของผมล้วนๆ เลยล่ะนี่ บาปตายชัก แย่แหงๆ
เลยขอรับท่าน
พอมาอยู่ประเทศXXX แล้วเป็นเด็กดีขึ้นมา
เอาหนังสือสวดมนต์มาสวดก่อนนอนทุกคืนเลยขอรับ
สวดตามที่เขียนไว้ในหนังสือสวดมนต์ คือ สวดมนต์แบบย่อ, นะโม สามจบ,
พุทธธัง สรณนัง... ทุติยัมปิ ตติยัมปิ, สรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์, สวดพาหุง, ถ้าไม่ง่วงเกินไป ก็จะสวดสรรเสริญคุณพระพุทธ
(อิติปิโส) ตามจำนวนอายุ + 1 จบ, แผ่เมตตา, แผ่ส่วนกุศล,
แล้วก็อธิษฐานขอให้ บลา บลา บลา, สวดชินบัญชร จบด้วย อาราธณาพระปริตร
แล้วก็นอน
ด้วยหวังจะให้คำอธิษฐานเป็นจริงขึ้นมามั่ง หุหุหุ
บาปของลูก ได้ถูกยกแล้ว ในแผ่นดินนี้ เหมือนในสวรรค์ อาเมน.... เฮ้ย....ผิดศาสนา!!!
มีบางคน ไปล้อบาทหลวงในศาสนาคริสต์ครับว่า จะต้องไปสารภาพบาป หรือแก้บาป กับหลวงพ่อตู้
เวลาไปโบสถ์ เพื่อฟังมิซซา ระลึกถึงอาหารมื้อสุดท้าย หรือ the last supper ในวันอาทิตย์ คือ ในศาสนาคริสต์ บาปจะสามารถถูกล้างได้ ด้วยการไปสารภาพบาป กับบาทหลวง และไปสารภาพกันในบูท ที่มีไม้กั้น ระหว่างผู้สารภาพบาป กับผู้รับฟัง มีตาข่ายกั้นให้เห็นหน้ากับเลือนลาง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และในต่างประเทศ บูทถูกกั้นเหมือนเป็นห้องทีเดียว หน้าตาคล้ายตู้เสื้อผ้า จึงมีคนช่างคิด ช่างเจรจา ช่างล้อเลียน ไปตั้งชื่อให้ว่า "หลวงพ่อตู้"
เมื่อมีคนมาเล่าบาปตัวเองให้ฟังบ้าง ข้าพเจ้าจึงจี๊ดหมอง นึกถึงคำนี้ขึ้นมา โดยปัจจุบันทันด่วน
การที่บาป สามารถถูกยกได้ หรือถูกล้างได้ โดยการไปสารภาพบาป กับบาทหลวง ทำให้บาทหลวงกลายเป็นผู้ที่มีพาวเวอร์มาก ในฐานะ เป็นตัวแทนพระเจ้า มารับฟังการสารภาพบาป แต่แหม... ไปสารภาพกันสองต่อสอง กับบาทหลวง จุมิ จุมิ
นอกจากเป็นตัวแทนของพระเจ้าแล้ว อิ อิ ท่านลองนึกภาพ กษัตริย์สมัยก่อน ต้องไปสารภาพบาปที่ตัวเองทำ กับบาทหลวงในพระราชสำนักดูสิ อิ อิ ท่านจะกลายเป็นผู้มีพาวเวอร์อย่างสูงสุด เหนือฝ่ายอาณาจักร เพียงเพราะเป็นผู้กุมความลับของผู้นำประเทศไว้
จึงเป็นที่น่าคิดว่า ... (ไปคิดต่อกันเอาเองเด้อ)
...พาดพิงคร๊าบ พาดพิง...
แหม... น้ำลายแตกฟองแล้ว เม้าท์ต่ออีกหน่อย
การพาดพิงนั้น ลำพังตัวข้าพเจ้าเอง คงบารมีไม่ถึง ขออ้างบารมีหลวงพ่อ ก็แล้วกัน หลวงพ่อท่านบันทึกไว้ในหนังสือเล่มแรก และเล่มโปรด ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้้จัก และศรัทธาหลวงพ่อ ได้แก่ "ตายแล้วไม่สูญ... แล้วไปไหน" ดังนี้ ครับ
"..ประมาณเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว สมัยที่อาตมาไปวัดคริสต์ ที่บางนกแขวก มีบาทหลวงบางคนเขาไปที่กรุงเทพฯ และก็ชอบ ๆ กัน เพราะสมัยนั้น อาตมาเรียนทั้งพุทธทั้งคริสต์ ที่เรียนคริสต์ ไม่ใช่ไปเรียนที่โรงเรียน แต่คุยกัน ตอนนั้นพวกกุฎีจีน เขามาคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน ความจริงนักศาสนาจริงๆ เขาไม่ทะเลาะกัน เมื่อไปเยี่ยมเขาคุยไปคุยมา เขาถามว่า "ท่านทราบไหมว่า พระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ไหน" อาตมาตอบว่า "รู้" เขาถามว่า "เคยคุยไหม" ก็บอกว่า "ฉันไปหาท่านทุกวัน ท่านอยู่ที่นิพพาน" จึงถามเขาว่า "แล้วพระเจ้าของท่านอยู่ที่ไหน" เขาตอบว่า "ไม่รู้" ถามว่า "เคยเห็นไหม" เขาตอบว่า "ไม่เคยเห็น" เขาเลยถามว่า "ท่านเคยเห็นพระเยซูของผมไหมครับ" ตอบว่า "ไม่เคยสนใจ" แล้วก็คุยเรื่องอื่นต่อไป
ต่อมา กลับมาที่พัก ธรรมดาของพระ ก่อนจะนอน ต้องทำจิตใจให้สะอาดสบาย ไม่อย่างนั้น นอนไม่สบาย พอเริ่มทำสมาธิจับอารมณ์ จิตมันหลุดโผล่ปั๊บ ถึงดาวดึงส์ ไปโผล่ช่วงระหว่างพระจุฬามุณี กับบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ไปเดินป๋อที่นั่น พอเดินไปก็มีบาทหลวงคนหนึ่ง เดินสวนทาง เดินตรงมาข้างหน้า ก็เลยถามว่า "พระเยซูใช่ไหม" ตามธรรมดา อารมณ์เป็นทิพย์มันจะบอกเลยว่า ใครเป็นใคร ถ้ายังสงสัย ก็ยังใช้ไม่ได้ ความเป็นทิพย์จะบอกชัดจะไปสงสัยไม่ได้เลย ท่านก็ตอบว่า "ใช่ครับ"
อาตมาถามว่า "ทำไมถึงแต่งตัวรุ่มร่ามอย่างนี้ บนสวรรค์เขาแต่งตัวแบบนี้เหรอ" ท่านบอกว่า "ถ้าผมไม่แต่งตัวแบบนี้ เกรงว่า ท่านจะจำไม่ได้ จะสงสัย" บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นสภาพความเป็นจริงของท่าน เป็นอย่างไร" ท่านก็ทำให้ดู ภาพนั้นหายไป กลายเป็นภาพเทวดาสวยงามมาก เครื่องประดับขาวเป็นประกายแวววับ ชฎาก็แหลมเปี๊ยบ เรียกว่างามจับตาเลย ถามว่า "อยู่ที่ไหน" ตอบว่า "อยู่ชั้นดุสิต"
พอบอกอยู่ชั้นดุสิต อาตมาก็ตกใจ ต้องเป็นพระโพธิสัตว์แน่ ๆ คุยไป คุยมา อาตมาก็บอกท่านว่า "คำสอนของท่านมันผิดอยู่ข้อหนึ่งนะ" ท่านถามว่า "ผิดอย่างไรครับ" บอกว่า "ล้างบาปนั่นนะ คนที่ทำความชั่วแล้ว มันทำลายได้เรอะ อย่างกับเนื้อของเรา ถูกตัดเฉือนไปเป็นแผล เราจะเอาเงินไปแลกซื้อเนื้อใครเขามาได้ที่ไหน จ่ายเงินให้เขาแล้ว แผลมันหายหรือ" ท่านตอบว่า "ความจริงผมไม่ได้สอนอย่างนั้นนะครับ ที่ผมสอนนั้น ผมสอนให้สารภาพบาป แบบพระแสดงอาบัติ อาการสารภาพบาป คือ ไปทำความชั่วมาจากไหน เราจะได้ไม่ทำต่อไป" คำสอนของท่านเป็นแบบนี้ มา ตอนหลังมาดัดแปลง พอล้างบาป สารภาพบาปแล้วบาปหาย ก็เลยบาปทั้งสองคน คนก่อนก็ไม่หมดบาป คนหลังบาปเพราะโกหก
พอกลับลงมาก็มานั่งคิดว่า พระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ชั้นดุสิต ต้องมีบารมีเข้มแข็งมาก ถ้าไม่เข้มแข็งเข้าชั้นนี้ไม่ได้ เพราะชั้นดุสิตนี้เข้าได้ ๓ พวกคือ
๑) พุทธบิดาพุทธมารดาของพระพุทธเจ้า
๒) พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเข้มแข็งแล้ว
๓) พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจึงจะอยู่ชั้นนี้ได้
สวรรค์ทุกชั้น ไม่ใช่ใครจะอยู่ได้ทุกชั้นนะ ต้องเป็นไปตามขั้น ก็เลยมานั่งนึกว่า ทำไมพระเยซูมาอยู่ชั้นดุสิตได้ มาดูอารมณ์ตอนหนึ่งของท่านคือ ถูกตอกตะปู กับไม้กางเขน ถ้าจิตไม่ดีพอ ท่านจะเป็นเทวดาไม่ได้ ตามพระบาลีบอกว่า "ถ้าจิตเศร้าหมองก่อนจะตาย ตายไปก็ต้องลงอบายภูมิ" นั่น เขาเจ็บขนาดนั้น เขายังไม่โกรธ ลองคิดดูให้ดี ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ เรื่องใหญ่มาก ทำความดีไว้มากตลอดชีวิต แต่เวลาตายจิตเศร้าหมองหน่อยเดียวก็ต้องลงนรกหน่อยอย่าง พระนางมัลลิกาเทวี เป็นคนดีตลอดชาติ เวลาตายจิตคิดถึงที่เคยไปสะดุดเท้าของสามีนิดเดียว ความจริงโทษท่านไม่มี ถ้าจิตท่านไม่เศร้าหมองก็ไม่ลงนรก แต่ท่านแต่งตัวเป็นนางฟ้า เท้าแหย่ในนรก ๗ วัน.."
ถ้าคนนับถือศาสนาคริสต์มาอ่าน คงกรี๊ดสนั่น มายุ่งกับพระศาสดาของฉ๊านนนนน.... ได้อย่างไร ไม่กลัวพระเจ้าลงโทษหรือ แต่ข้าพเจ้าขอเรียนว่า สมควรพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ครับ
และหลวงพ่อ ก็พูดถึงท่าน ในลักษณะนับถือในคุณความดี มิได้ดูหมิ่นเหยียดหยามแต่อย่างใด
เอาละ เรื่องตอบปัญหาของท่านที่อีแมวเข้ามา ขอเบรคไว้ก่อน มาเม้าท์เรื่องนี้ก่อน เครื่องกำลังติด
มาพิเคราะห์กันดู ครับ อันดับหนึ่งเลย ข้าพเจ้าคงต้องหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมก่อนครับว่า หลวงพ่อท่านพูดเรื่องจริง ไม่ได้โม้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไปแล้ว ในเอ็นทรี่ พระบ้าน พระป่า ปฏิปทาที่แตกต่าง ว่า ข้าพเจ้าดูจากสังขารท่าน ไม่เน่าเปื่อย และหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวท่าน กลายเป็นพระธาตุ เช่น ชานหมาก หรือเกสา(ผม) ดังนั้นจึงประกันได้ส่วนหนึ่งว่า ท่านคงไม่มุสาวาท หรือโกหก เป็นแน่ คนมุสาวาท คงเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้
อันดับสอง มาพิจารณาเนื้อความที่ท่านนำมาบันทึก ครับ สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจ คือ ธรรม ครับ เรื่องพระเยซูท่านจะแต่งตัวยังไง ทำภาพให้ดูอย่างไร เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ค่อยน่าสนใจ ธรรมที่ท่านแย้ง คือเรื่องการแก้บาป หรือ การสารภาพบาป ซึ่งมันตรงกับความสงสัยของข้าพเจ้าพอดี
เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ข้าพเจ้าเคยบวชครั้งหนึ่งแล้ว พอไปพบการปลงอาบัติ หรือแสดงอาบัติ อุ๊ย... ทำไมมันเหมือนการแก้บาป ในศาสนาคริสต์อย่างนี้ ไหนว่า ศาสนาพุทธ ไม่มีอะไรเทือกนี้ กรรมดี ไม่สามารถล้างกรรมชั่ว หรือกรรมทำแล้ว คือทำเลย แก้ไม่ได้ไง
พอมาเจอคำอธิบายเช่นนี้ ใจข้าพเจ้าเลยเทไป ๕๐ เปอร์เซนต์แล้ว เพราะข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
อันดับสาม ยิ่งพิจารณาไปถึง การแก้บาปของศาสนาคริสต์ในสมัยก่อน มิได้เป็นหลวงพ่อตู้ เหมือนในปัจจุบันนะครับ คนที่ทำผิด ต้องไปประจานตัวเอง ต่อหน้าธารกำนัลว่า เธอได้ไปทำผิดอะไรมา แล้วทุบอกตัวเองอย่างแรง สำนึกในบาปที่ได้ทำ พร้อมกับประกาศว่า จะไม่ทำอีก
อันดับสี่ มาดูคำสอน การปลงอาบัติของภิกษุ ในศาสนาพุทธบ้าง สมัยก่อน ก็ไม่ได้มาปลงอาบัติ สัพพาตา อาปัตติโย อโรเจมิ ๆ ๆ หรือ กล่าวเป็นบาลี แปลรวม ๆ ว่า อาบัติหนักก็ดี อาบัติเบาก็ดี ข้าพเจ้าได้ต้องอาบัติแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีก เหมือนในปัจจุบัน แต่ปลงกันด้วยการบอกอย่างละเอียดเลยครับว่า ไปต้องอาบัติชนิดไหน อย่างไร ที่ไหน กี่ครั้ง ด้วยการทำอย่างไร และประกาศต่อสงฆ์ เหมือนกัน
จึงชวนให้คิดว่า ที่แนวการปฏิบัติ มันผิดเพี้ยนไป ก็เพราะกาลเวลา หรือเปล่า สมัยก่อน แนวทางการปฏิบัติของทั้งสองศาสนา แทบไม่ต่างกัน และนั่นทำให้ข้าพเจ้าเทใจเข้าไปเพิ่มอีก เป็น ๘๐ เปอร์เซนต์
อันดับห้า สมัยยุคกลาง หรือยุคมืด เกิดสงครามครูเสด พระสันตะปะปาไม่มีเงินไปทำสงคราม ก็ใช้วิธี ขายใบล้างบาป นี่หรือเปล่า ต้นเหตุแห่งความผิดเพี้ยน เพราะไม่พ้น การขายใบล้างบาป ก็ต้องมีการทำมาร์เก็ตติ้ง บิดเบือนเป้าประสงค์แท้จริงแต่แรกไป
ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า บทสนทนาดังกล่าว ดูสมเหตุสมผลมาก น่าเชื่อถือมาก ครับ
เอาละ เรื่องที่ท่านว่า พระเยซู เป็นพระโพธิสัตว์ ข้าพเจ้าจะยังไม่ขอกล่าวถึง หรืออาจกล่าวถึง ในเอ็นทรี่ต่อ ๆ ไป ย้อนมาเรื่อง คำถามปวดตับ ของท่านที่เขียนอีเมล์มาหาข้าพเจ้าดีกว่า
ข้าพเจ้าตอบไปดังนี้ครับ
เจริญพร,
ความจริงแล้ว เรื่องของกรรม เป็นเรื่องอจินไตย ไม่ควรคิด
ควรใส่ใจกับกรรมปัจจุบันให้มาก เพราะกรรมปัจจุบันมีผลเยอะกว่ากรรมเก่ามาก
อาจจะประมาณ 80:20 ก็เป็นได้ แต่ก็มีเหมือนกัน ที่กรรมเก่า บีบบังคับ
ให้ทำกรรมใหม่ เขาเรียกว่า วนวิบาก หรือ วิปากวัฏฏ
เรื่องนี้ขอเทียบเคียง กับเรื่องของโยมน้องชายอาตมาเอง โยมน้องชายติดการพนันมานานมากแล้ว
ล้างผลาญพ่อแม่เหมือนของโยมนี่ละ เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ ถ้าฝึกสมาธิ
แล้วคิดพิจารณา ก็อาจจะเห็นได้เหมือนกัน อาตมาไปนั่งสมาธิ แล้วคิดพิจารณา
ก็พบว่า โยมแม่ กับ โยมน้องชาย เป็น "คู่กรรม" (โกโบริ กับ อังศุมาลิน)
กัน สังเกตุได้จากบทสนทนา ครอสเค้าท์เตอร์ ที่ห้ำหั่นกัน แทงทะลุขั้วหัวใจ ตัดขั้วปอด ของกันและกัน เลยจัดการแยกคู่มวยต่างพิกัด เอาโยมน้องชายไปไว้ต่างจังหวัด ไม่ต่่างอะไรจากกรณีของโยม
เมื่อ
"คู่กรรม" ถูกแยกจากกันแล้ว ปรากฏว่า สถานการณ์ดีขึ้นเยอะมาก
แล้วอาตมาก็ไปแนะให้โยมแม่ ปิดประตู การผลาญทรัพย์ ของโยมน้องชาย
ด้วยการชี้ให้เห็นว่า การไปสปอยล์โยมน้องชาย ไม่มีประโยชน์อะไร
นอกจากเป็นการทำให้น้องชาย ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เหมือนเรื่อง "พ่อแม่รังแกฉัน"
เมื่อวันหนึ่งที่โยมแม่ตายลง โยมน้องชายก็จะอดตาย เพราะขาดที่พึ่ง ฉะนั้น
สิ่งที่ถูกต้อง คือ การทำอย่างไรก็ได้ ให้โยมน้องชายสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเอง ให้ได้เร็วที่สุด ก่อนโยมแม่จะจากโลกนี้ไป
เรื่อง
บาปกรรมนั้น จะอ้างกรรมเก่าไม่ได้เลย ปาณาติบาต ก็คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน
ก็คือ อทินนาทาน จะอ้างว่า ฉันทำปาณาติบาต เพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมืองนั้น
กฏแห่งกรรม ไม่มีใครไปตัดสินท่านครับ มีแต่ท่านตัดสินตัวท่านเอง กฏแห่งกรรม
หรือ กฏธรรมชาติ จะสรรสร้างผลตอบแทนให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ทำนองเดียว
กัน อทินนาทาน ไม่ว่าจะไปโกงใคร ขโมยใคร จะเป็นญาติ หรือมิใช่ญาติ
ก็มีผลเสมอกัน ครับ ผลที่จะได้รับ คือ
จะทำให้เราเสียทรัพย์ไปอย่างไม่น่าจะเสีย อาจถูกไฟไหม้ โจรปล้น ถูกย่องเบา น้ำท่วมพัดทรัพย์หายไป แผ่นดินไหว หรือถูกธนาคารยึดทรัพย์
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครับ
วิธีแก้การขโมย ก็เดินเข้าไปขอตรง ๆ
เลยครับ "แหมะ...ขอตังค์หน่อย" อาจจะยากสักหน่อยในตอนแรก เพราะมันไม่คุ้นเคย
รับไม่ได้กับเสียงบ่นของพ่อแม่ แต่ลองสะกิดใจท่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า
แล้วจะให้ลูกขโมยตังค์ท่านต่อไปหรือ ท่านน่าจะยอมรับได้ครับ
(โยมน้องชายก็ขโมยตังค์เหมือนกันครับ เดินเข้าบ้าน เหมือนรับโจรเข้าบ้าน
สายตาจะสอดส่ายว่า มีทรัพย์สินอะไรมีค่าบ้าง แล้วทรัพย์สินมีค่าที่ซ่อนไว้ ก็สามารถหาเจอได้ อย่างอัศจรรย์ เหมือนจมูกสามารถรับรู้กลิ่นของของมีค่าได้ ครับ ทั้งนี้เหตุผลของการขโมย ก็เพราะทนเสียงบ่นไม่ได้ครับ)
สรุปว่า ไม่ว่าเหตุจะมาจากกรรมเก่าของพ่อแม่ หรือกรรมใหม่ของเรา
เราก็ต้องรับผลของการกระทำ หรืออกุศลกรรมของเรา ไม่แตกต่างกัน ครับ
เราต้องแก้ด้วยการหยุดการกระทำของเราเสีย ครับ
เป็นไปได้
ทั้งพ่อแม่ และเรา ก็พยายามสวดมนต์ เจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน อุทิศส่วนกุศล ให้แก่กันและกัน
ขอให้เลิกแล้วต่อกัน ก็อาจจะช่วยได้ครับ หรือถ้าท่านไม่ยอมทำ
เราทำฝ่ายเดียว ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
อาาาซ์..... พิมพ์ซะยาวเลย ขออนุญาต เอาคำถาม และคำตอบ ไปขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ได้ไหมเนี่ยะ จักได้มีประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย
เจริญยิ่งในธรรม ฯ
เอาละครับ เอ็นทรี่นี้ เจ้าของคำถาม ก็อนุญาตให้ข้าพเจ้า นำมาขึ้นเอ็นทรี่ใหม่เรียบร้อย ข้าพเจ้าก็จัดการแล้ว และกินเวลาอ่านหนังสือสอบของข้าพเจ้าไปมาก ขอเอวังด้วยประการฉะนี้เลยครับ ฯ
edit @ 15 Nov 2008 20:10:17 by Dhammasarokikku

